ประกันชีวิต อาชีพที่ดูแลคนข้างหลัง

คนส่วนมากเข้าสู่ธุรกิจประกันชีวิตเพราะรายได้  แต่เพ็ญโสภาเข้ามาเพราะประสบกับเหตุการณ์สะเทือนใจของญาติที่สนิทกัน เลยทำให้เห็นคุณค่าของการมีประกันชีวิต

ญาติสนิทที่เหมือนน้องชายมีอาการป่วย เส้นเลือดในสมองแตก ต้องเข้า icu และหมอแจ้งว่าการรักษาต้องผ่าตัด ค่าใช้จ่ายสูง และอาจไม่ตื่น  สุดท้ายอาจต้องนอนติดเตียงเป็นเจ้าชายนิทรา  ญาติตัดสินใจว่าไม่ผ่าตัด  นาทีนั้นก็คิดว่า ถ้าเป็นคนในครอบครัวเรา เราจะยอมไหม เราจะเลือกไม่ผ่าตัดไหม  ครอบครัวนั้นตัดสินใจไม่รับการรักษา และหลังจากนั้นอีก 7 วัน คนป่วยก็จากไป  เสียชีวิตในวัย 36ปี ทิ้งลูกชาย 6 ขวบ ลูกสาว 1 ขวบ กับภรรยาไว้ข้างหลัง  แม่กับลูกสองคนต้องอยู่ต่อไปแบบไม่มีหัวหน้าครอบครัวและไม่มีรายได้  “เงินประกันไม่เคยพอสำหรับหญิงม่ายและลูกกำพร้า”  คำพูดนี้ก้องอยู่ในหัว  ลูกพี่ลูกน้องท่านนี้มีทุนประกัน 1แสน  ซึ่งดีกว่าไม่มี แต่ก็ไม่พอใช้  แม้แต่ค่าจัดงานศพทั้งหมดยังไม่พอเลย

IMG_1560

เพ็ญโสภา  หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานที่บางกอกโพสต์  โดยทำงานขายโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์  ทำอยู่ประมาณปีครึ่งก็ได้เป็นเป็นท๊อปเซลส์  ขายได้ทะลุเป้า  ทำให้มีคนรู้จักหลายคนชวนไปทำงานด้วย  พอมีโอกาสก็ย้ายไปทำงานที่ชินวัตรในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหาร  ซึ่งตอนนั้นชินวัตรยังอยู่กับธุรกิจขายคอมพิวเตอร์และเริ่มต้นขายโทรศํพท์มือถือไม่นาน  ทำงานชินวัตรอยู่ 10 ปีก็ตัดสินใจลาออกเพราะมีลูก   มีความรู้สึกว่าอยากใช้เวลากับลูกให้นานๆ  รวมถึงที่บ้านสามีมีธุรกิจ  เลยออกมาช่วยธุรกิจของครอบครัว  พอมีลูกคนที่สองก็มาเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือ บริหารอยู่ 2 สาขา  ทำไปสักพักมีคู่แข่งเยอะและมีการตัดราคาจนเริ่มไม่คุ้มค่าที่จะทำต่อ  พอดีเพื่อนชวนไปฟังเรื่องขายประกัน ก็เลยตามเพื่อนไปฟัง  และหลังจากนั้นอีกไม่นานก็เริ่มจับงานประกันชีวิต

ธุรกิจครอบครัวเริ่มไม่ค่อยดี สามีต้องออกจากงานมาดูแล  ทำให้การเงินเริ่มมีปัญหา  และค่าใช้จ่ายในบ้านเริ่มต้องใช้เงินจากการขายประกันชีวิตมาช่วยกันออก  เป็นช่วงเวลาในชีวิตที่ต้องประหยัด  และรู้สึกว่ารายได้จากการเป็นตัวแทนประกันก็ช่วยเหลือครอบครัวได้   ขณะเดียวกันก็เริ่มเห็นความจำเป็นว่าจะต้องมีเงินเก็บเพื่อใช้จ่ายกับการเรียนหนังสือของลูก  ต้องมีค่าเรียนพิเศษเพื่อติวลูกให้เข้าโรงเรียนที่ต้องการ  ลูกคนเล็กไม่ค่อยกินนมแม่ต้องซื้อนมผงราคาแพงให้ลูกกิน  ค่าใช้จ่ายพวกนี้สูงมาก และรู้สึกว่าต้องมีรายได้ทางอื่นมาช่วยรองรับอย่างจริงจัง  

เมื่อเข้าสู่อาชีพขายประกัน พอทำไปจนหมดปีนั้นก็รู้สึกว่าอยากเติบโต อยากมีตำแหน่งระดับบริหาร ไม่ได้อยากขายไปวันๆ  และตอนนั้นก็มี 2 ทางเลือก คือต้องพยายามให้โตไปเลย กับ ขายไปเรื่อยๆไม่ต้องคิดอะไร   ถ้าหากต้องการขึ้นตำแหน่งก็ต้องพยายามให้มาก  เลยตัดสินใจว่าจะขึ้นตำแหน่ง แล้วก็ประกาศขายกิจการร้านโทรศัพท์สองสาขา  เพื่อที่จะได้โฟกัสกับงานประกันได้เต็มที่   หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นระดับหัวหน้าหน่วย

1658309279397-01

ลูกค้าส่วนมากเป็นคนรู้จักที่ประทับใจกัน  ลูกค้าบางคนก็ไม่เคยออมเงิน  การได้ไปคุยกับเพื่อนแล้วอธิบายเรื่องการออม ทำให้เพื่อนได้คิด และได้วางแผนชีวิต  และเพื่อนก็ตัดสินใจทำประกันเพื่อเริ่มต้นออมเงิน  เพื่อนโอนเงินซื้อประกันทันทีเลย 250000 บาท โดยที่ยังขับรถกลับไม่ถึงบ้าน  นั่นทำให้รู้สึกว่าธุรกิจประกันชีวิตมันเป็นธุรกิจที่ดีมาก  เพราะมันดีกับเจ้าของเงิน และดีกับอาชีพตัวแทน

มีเคสหนึ่งที่น่าสนใจ  หลังจากที่มีทีมงาน คนในทีมก็มาเล่าให้ฟังว่าเพื่อนเขาเป็นแม่บ้าน สามีของเพื่อนฐานะดีบริษัทใหญ่โต  เพื่อนใช้ชีวิตสบาย  เลยลองให้ลูกน้องไปขายประกันดู  ต่อมาลูกค้าให้ข้อมูลกลับมาว่าสามีเขามีประกันแล้ว  ทุนประกัน 10 ล้านบาท  ทีมงานเลยไม่ได้ตามต่อ   หลังจากนั้นอีก 3 ปี สามีเพื่อนเสียชีวิต  เลยถามทีมงานเล่นๆไม่ได้คิดอะไรว่า แบบนี้เพื่อนก็ได้ทุนประกัน 10 ล้านเลยสิ  ทีมงานบอกว่า ไม่ได้  เพราะเพิ่งรู้ว่าทุนประกันเป็นประกันอุบัติเหตุ  แต่การเสียชีวิตไม่ใช่เสียเพราะอุบัติเหตุ ทำให้ไม่ได้ประกันตัวที่ทำไว้  สรุปว่าเพื่อนไม่ได้รับเงินชดเชย  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก  

ถ้ากลับไปบอกได้จะบอกให้ตัวแทนขอนัดเพื่อไปคุยกับเจ้าตัวว่าประกันทีมีอยู่เป็นทำงานอย่างไร  จะไปรีวิวรายละเอียดให้ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน  เพราะประกันอุบัติเหตุ 10 ล้าน จะไม่เหมือนประกันชีวิต10ล้าน  การเสียชีวิตจากโรคร้าย จะไม่ได้เงินประกันจากประกันอุบัติเหตุเลย  เนื่องจากประกันชีวิต จะจ่ายเมื่อคุณไม่อยู่   ส่วนประกันอุบัติเหตุ จะจ่ายจากสาเหตุที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น  ดังนั้น การป่วยแล้วเสียชีวิตจะเคลมประกันอุบัติเหตุไม่ได้   

IMG_1425

มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง  เขาตั้งใจซื้อประกันเพื่อเป็นการออมเงินให้ลูกที่ยังเล็ก  เป็นเงินเก็บระยะยาว ตั้งใจว่าพอลูกจบปริญญาตรีก็จะมีเงินก้อนให้ลูกเอาไว้ทำทุน  เป็นการจ่ายเบี้ย 21 ปี แล้วดูแล 42 ปี  เมื่อลูกอายุ 42 จะได้รับเงินก้อน  หลังจากเริ่มจ่ายไปเรื่อยๆ  ผ่านไป 13 ปี  พบว่าแม่เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายแล้วเสียชีวิตใน 2 ปีต่อมา  ถ้าเป็นการออมเงินในรูปแบบอื่น  โครงการนี้จะหยุดแล้วไม่เหลือเงินก้อนตามที่ต้องการให้กับลูก  หลังจากแม่เสียชีวิตไปแล้ว โครงการประกันก็ยังคงดำเนินไป แต่ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเบี้ยให้แทนเหมือนแม่จ่าย  สุดท้ายบริษัทก็เหมือนเป็นแม่บุญธรรม จ่ายเบี้ยแทนจนครบเวลา  ทำให้ลูกยังคงได้รับผลประโยชน์เต็มที่เหมือนแม่ยังคงส่งเบี้ยประกันอยู่  โครงการเก็บเงินให้ลูกก็จะไปถึงเป้าและทำให้ลูกมีเงินก้อนตามที่แม่ต้องการเมื่อครบสัญญา แม้ว่าแม่จะไม่อยู่แล้ว  นี่คือตัวอย่างการใช้ประกันชีวิตช่วยเก็บเงินให้ลูกได้ตั้งตัว

การตัดสินใจเข้าสู่อาชีพประกันก็เพื่อช่วยแนะนำทุกคนให้มีหลักประกันที่เพียงพอสำหรับคนในครอบครัว  คนที่เหลืออยู่จะได้ไม่เดือดร้อนมาก   การประกันชีวิตจะอยู่กับลมหายใจของคนที่เหลือ ไม่ใช่ลมหายใจของคุณเอง  

การทำประกันชีวิตเหมือนเป็นการเอาเงินก้อนเล็กไปสร้างความคุ้มครองให้ครอบครัว  เอาเงินก้อนเล็กไปแลกเงินก้อนใหญ่  

ถ้าหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตไป แล้วใครจะมาส่งเสียดูแลครอบครัว  ก็มีแต่ประกันชีวิตเท่านั้นที่จะทำงานเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อไป  การวางแผนส่งเสียเลี้ยงดูลูกและคนในครอบครัวจึงเป็นเรื่องจำเป็น  และประกันชีวิตเป็นเครื่องมือที่จะช่วยดูแลคนข้างหลังแทนเรา

2022-07-20_04-22-57

การวางแผนเรื่องการเงินเป็นเรื่องจำเป็นของทุกคน  สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มชีวิตการทำงาน เด็กเรียนจบใหม่ๆ เมื่อทำงานแล้วขอให้พยายามเก็บเงินก้อนแรกให้สามารถอยู่ได้ 6 เดือน  เพราะจะได้ใช้เมื่อตกงาน หรือมีวิกฤต แล้วเรายังมีเงินใช้จ่าย ค่าอยู่ ค่ากินรวมถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นไปอีก 6 เดือน เป้าหมายแรกนี้ขอให้ทำให้สำเร็จก่อน จากนั้นค่อยมาวางแผนเก็บเงินในขั้นถัดไป

รายได้ที่เข้ามาจากการทำงานควรจะนำมาออมเสียก่อน อย่าเพิ่งรีบเอาไปลงทุน  เราควรจัดสรรสัดส่วนการออมให้เป็นลำดับแรก จะออมมากหรือออมน้อยก็แล้วแต่รายได้  แต่ควรจะออมก่อนลงทุน  เพราะการลงทุนต้องใช้ความรู้  ถ้าเรายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนทางการเงิน  ให้ออมเป็นหลัก  และเงินออมนี้จะเป็นเงินที่เราไม่คิดจะเอาออกมาก่อนกำหนด  เราถึงเรียกว่าเงินออม

จากประสบการณ์กว่า 20 ปี พบว่าส่วนมากคนทำงานจะมีเป้าหมายการออมหรือการเก็บเงินไม่กี่อย่าง  คือ

1 เงินก้อนสำหรับพ่อแม่  

2 เงินที่จะเป็นทุนการศึกษาของลูก  

3 เงินก้อนตอนเกษียณ  

เป้าหมายที่ 1 การเก็บเงินก้อนสำหรับพ่อแม่เกิดจากเราอยากจะให้เงินพ่อแม่สักก้อนในอีกหลายปีข้างหน้า การออมก็จะทำเพื่อให้มีเงินก้อนนั้น ถ้าเราเกิดเสียชีวิตไปก่อน เงินก้อนก็จะไม่มี  ปลายทางไม่เป็นไปอย่างที่คิด  การออมด้วยการซื้อประกันสะสมก็จะเป็นการออมทีละนิดแต่ได้เป้าหมายแน่นอน  เพราะพ่อแม่จะได้รับเงินก้อนนั้นในเวลาที่กำหนดเสมอแม้เราจะไม่อยู่  เพราะสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือเราจะต้องจากไปสักวัน  ซึ่งไม่รู้ว่าวันไหน เป้าหมายการเก็บเงินเพื่อใครสักคนหนึ่งจะเป็นจริงแน่นอนถ้าใช้วิธีซื้อประกัน

เป้าหมายที่ 2 เงินก้อนสำหรับทุนการศึกษาของลูก  เนื่องจากเราจะไปบอกให้ลูกอย่าเพิ่งเรียน รอพ่อแม่เก็บเงินก่อนมันไม่ได้  ดังนั้นควรจะวางแผนเก็บเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาของลูกตั้งแต่รู้ว่าจะมีลูก  ออมระยะสั้นเพื่อใช้เป็นค่าเทอม  ออมระยะยาวเพื่อให้เป็นทุนตั้งตัว   เราเลือกใช้ประกันเป็นเครื่องมือตามวัตถุประสงค์ได้  และคนส่วนมากก็วางแผนที่จะเก็บเงินในระบบประกันชีวิตให้ถึงวันที่ลูกเรียนจบ เพื่อการันตีว่าลูกจะได้เรียนจนจบ 

เป้าหมายที่ 3 เงินออมใช้ตอนเกษียณ  การเก็บเงินระยะยาวยิ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ทั้งออมแบบประกัน และการลงทุนทางการเงิน  และถ้าเราบังเอิญไม่ได้อยู่ถึงเกษียณ เงินก้อนจากประกันจะส่งต่อเต็มยอดที่ต้องการให้คนในครอบครัวเรา  คนที่เหลือจะไม่เดือดร้อน   การออมเงินในประกันไม่ใช่การลงทุนเป็นธุรกิจ  เงินในประกันจะเป็นเงินก้อนที่เรารู้ว่าเราจะมีแน่ๆ และใช้ส่งต่อให้คนอื่น ส่งต่อให้คนข้างหลังได้

IMG_1476

ถ้าเรามีเครื่องจักรพิมพ์เงินออกมาได้ เราจะซ่อมบำรุงเครื่องจักรตัวนี้ให้ทำงานตลอดเวลา    เราจะไม่อยากให้เครื่องเสีย  การซื้อประกันก็จะการันตีว่าจะมีเครื่องพิมพ์เงินให้ลูกเราเสมอ  ประกันจะดูแลคนที่เรารัก  ไม่ได้ดูแลเรา  ก่อนเราจะเสียชีวิตเราคือเครื่องพิมพ์เงินให้ลูก ทุกเดือนเราก็จะมีเงินมาให้ลูกใช้จ่าย  และถ้าเราไม่อยู่  ก็เหมือนเครื่องพิมพ์เงินหายไป ลูกและคนในครอบครัวก็จะเดือดร้อน  ประกันเหมือนเครื่องพิมพ์เงินสำรองที่จะสตาร์ทเครื่องแล้วพิมพ์เงินแทนเราทันที ประกันจะอยู่กับลมหายใจของคนที่เรารัก  นี่คือการวางแผนที่รอบคอบ ลองถามคำถามง่ายๆกับตัวเองว่าหากคุณจากไปแล้วใครจะส่งลูกคุณเรียนต่อ ใครจะส่งเงินเลี้ยงพ่อแม่ ถ้าไม่มีคำตอบ คุณควรคุยกับคนขายประกันสักคน

เพ็ญโสภา  เพียรเจริญ    โทร 083 492 2651

pensopa@gmail.com

สำนักงานบัญชีที่สร้างความเจริญเติบโตให้บริษัท

IMG_4105

ผมมีเพื่อนที่รู้จักกันมายาวนานตั้งแต่สมัยเรียน และปัจจุบันเพื่อนก็ทำธุรกิจเจริญรุ่งเรือง  โดยในระหว่างทางที่ยาวนานผมก็รับรู้ถึงความล้มลุกคลุกคลานของเพื่อนมาตลอด มีช่วงชีวิตที่ทำงานเข้าเนื้อ มีหนิ้สิน  แต่ปัจจุบันลืมตาอ้าปากได้  เพื่อนเล่าให้ฟังว่า สำนักงานบัญชีสั่งให้หัดเก็บเงิน  สั่งให้เพิ่มคนหางานเข้าบริษัท   ถึงวันนี้ เพื่อนหมดหนี้แล้ว เหตุผลหลักคือ คนทำบัญชี สั่งให้ทำ โน่นนี่นั่น แล้วเพื่อนตัดสินใจทำตาม ในที่สุดก็แก้ปัญหาหนี้สินได้ หนี้น้อยลงจนหมด ทุกวันนี้เริ่มมีเงินเก็บ ได้เริ่มใช้เงินทำงาน กำลังเรียนรู้เรื่องการลงทุน

มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่นานๆได้เจอกันสักครั้ง  ล่าสุดเพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ชึวิตมีความสุขมาก ต้องขอบคุณสำนักงานบัญชีที่แนะนำการทำงานและการใช้ชีวิต  จากธุรกิจรับเหมาที่แม้จะได้งานใหญ่แต่ก็ไม่เหลือเงิน  มีหนี้สินจำนวนมาก บางทีเก็บเงินลูกค้าไม่ได้  เมื่อใช้บริการทำบัญชีพร้อมได้ปรึกษาเรื่องการวางแผนการเงิน  มีคำแนะนำให้เพิ่มงานที่ทำเงิน หยุดทำงานที่ไม่ได้เงิน  ทำให้ตัวเลขผลประกอบการเป็นบวก  ชะลอความคิดที่จะซื้อรถคันใหม่ อดทนนั่งแท็กซี่อยู่เป็นปี และตอนนี้มีเงินเก็บล้านแรกแล้วจากการทำตามคำแนะนำจากสำนักงานบัญชี  ตอนนี้ตอนนี้เริ่มลงทุน เริ่มใช้เงินทำงานแล้ว  

สำนักงานบัญชีแห่งนี้ช่วยชีวิตเพื่อนผมไว้สองคน  ผมเลยอยากจะเขียนและแนะนำให้เพื่อนๆและคนที่สนใจการทำธุรกิจให้อยู่รอด มีเงินเก็บ  ได้รู้จักวิธีคิดของสำนักงานบัญชีแห่งนี้  คนทำบัญชีที่พาธุรกิจของเราไปสู่จุดที่มีกำไรและมีเงินเก็บ  เพราะการมีเงินเก็บมันควรเป็นเป้าหมายหลักของคนทำงาน และหากเราเริ่มเก็บเงินได้ เราจะมีความมั่นใจในการทำธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น  

20220607121534_IMG_0865

พี่วิทยาเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีที่กล่าวถึง  ชีวิตพี่วิทยาไม่โลดโผนแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ โดยเฉพาะประสบการณ์ในการทำธุรกิจให้มีเงินเหลือ  มีความรู้หลากหลายจากลูกค้าธุรกิจจำนวนมากที่ตกตะกอนเป็นองค์ความรู้ติดตัว  และส่งผ่านความรู้เหล่านั้นมาเป็นคำแนะนำสู่ลูกค้าบัญชีที่พี่วิทยาดูแล

วัยเด็ก พี่วิทยาเกิดและเรียนหนังสือถึงชั้นมัธยมที่จังหวัดภูเก็ต  ทางบ้านไม่ร่ำรวย แต่ก็เลี้ยงดูไม่เคยอด  ทางบ้านส่งให้เรียนหนังสือจริงจัง  มีคนรู้จักช่วยเหลือให้มีโอกาสได้เรียนหนังสือสูงขึ้นเรื่อยๆ

สมัยเรียน  เป็นเด็กเรียน เป็นเด็กที่ครูเอ็นดู  หัวอ่อน ว่าง่าย  พอถึงวัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็มาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง  มาอยู่กับพี่สาวที่มาทำงานกรุงเทพก่อนแล้ว  พี่น้องหลายคนก็ตามมาอยู่กรุงเทพเพื่อเรียนหนังสือ  การได้เรียนมหาวิทยาลัยทำให้มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนจำนวนมาก  ในปี พศ.2520 นักศึกษาในรามคำแหงก็มีการรวมตัวกันเป็นสโมสรนักศึกษาเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ  พี่วิทยาได้เข้าร่วมทำกิจกรรมนักศึกษามาอย่างต่อเนื่อง  สมัยนั้นรามคำแหงมี 7 คณะ  เพื่อนที่ร่วมทำกิจกรรมหลายคนต่างก็แยกย้ายไปเติบโต แต่ยังได้ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอถึงปัจจุบัน  บางคนก็เติบโตในสายราชการเป็นถึงอธิบดี  บางคนก็ทำธุรกิจที่มียอดขายหลักร้อยล้าน

พี่วิทยาเรียนคณะบัญชีด้วยแนวคิดว่าบัญชีน่าจะเป็นเป็นอาชีพที่หางานทำได้ง่าย  บริษัทต่างๆจำเป็นต้องมีพนักงานในตำแหน่งนี้  แต่ไม่ทันที่จะได้เรียนจบไปสมัครงาน ตอนเรียนปี 3 ก็มีคนชวนให้ไปทำงานโดยเป็นบริษัทรับจ้างทำบัญชีของญาติ  ทำให้พี่วิทยามีงานทำตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ทำไปสักพักก็กลายเป็นพนักงานประจำของบริษัท สนุกกับงานมาก กว่าจะเรียนจบจึงใช้เวลาถึง 7 ปี  

20220607122212_IMG_0901

การทำงานในสำนักงานบัญชีหลายปีทำให้ได้รู้ได้เห็นว่าธุรกิจต่างๆนั้นมีรายได้และรายจ่ายเป็นอย่างไร และงานที่ทำในสำนักงานก็ทำด้วยตัวเองครบทุกอย่าง เห็นรายได้รายจ่ายของบริษัทตัวเองด้วย  นอกจากจะรวมรวมและดูตัวเลขรายรับรายจ่ายของลูกค้าแล้ว ยังมีงานส่วนที่ต้องติดต่อกับสรรพากร  ได้รู้ว่าการคุยกับสรรพากรต้องรู้กฏหมาย  เลยได้เรียนรู้เรื่องกฏหมายมาตลอด  เจ้านายเคยพูดว่า ถ้าอ่านหนังสือกฏหมายครบ 10 รอบ ก็เปิดบริษัทเองได้แล้ว  การทำงานมาหลายปีทำให้ได้อ่านครบ 10 รอบจริงๆ  เลยทำให้อยากมีบริษัทเป็นของตัวเอง  และเจ้านายก็สนับสนุนด้วย จึงตัดสินใจออกมาเปิดบริษัทเอง

ในช่วงเวลาที่ตัดสินใจจะเปิดบริษัทตัวเอง  มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ช่วยให้ตัดสินใจเร็วขึ้นนั่นคือ ประเทศไทยในเวลานั้นมีการเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษีการค้ามาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม  เรื่องนี้คนทำบัญชีจะรู้ดีว่าจะมีงานบัญชีเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก  ทำให้การออกมาเปิดสำนักงานบัญชีจะคาดหวังการเติบโตได้ บริษัทบัญชีน่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้น  

มีกติกาข้อหนึ่งของวงการบัญชีคือ ผู้สอบบัญชีจะต้องไม่เป็นผู้ทำบัญชี  การจะเป็นผู้สอบบัญชีได้จะต้องผ่านการสอบเท่านั้น  ซึ่งผู้ที่จะสอบผ่านมักจะต้องผ่านการทำงานในบริษัทบัญชีระดับใหญ่มาก่อน  พี่วิทยาประเมินแล้วว่าไม่ได้ทำงานกับบริษัทใหญ่  ทำให้ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นผู้สอบบัญชี  เลยมุ่งมั่นหางานทำบัญชีอย่างจริงจัง  และผ่านมากว่า 40 ปีในอาชีพ งานบัญชีของพี่วิทยาไม่เคยมีปัญหาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

สมัยเป็นลูกน้อง  สำนักงานบัญชีของเจ้านายมีลูกค้าประมาณ 200 ราย  ส่วนตอนที่ลาออกมา  เจ้านายใจดีให้ลูกค้าติดมือออกมาด้วย 8 ราย  ทำให้การเริ่มต้นบริษัทของตัวเองมีช่องทางทำงาน  มีรายได้  มีลูกค้า และลูกค้าจาก 8 รายแรกก็มีการบอกต่อ สามารถหาลูกค้าเพิ่มได้อีก เป็น 12 รายในเดือนแรกของบริษัทตัวเอง  แต่ด้วยความเป็นคนทำบัญชีที่อยู่กับตัวเลขอย่างตรงไปตรงมา  ลูกค้า 12 รายไม่พอที่จะหล่อเลี้ยงบริษัทอยู่แล้ว  จะต้องพยายามหาลูกค้าเพิ่มขึ้น  เลยได้เอ่ยปากขอจากลูกค้าที่ทำงานให้ว่า  ถ้าลูกค้ามั่นใจในการทำงานของสำนักงานบัญชี ขอให้ลูกค้าช่วยแนะนำเพื่อน แนะนำธุรกิจอื่นๆที่รู้จักให้ด้วย  และลูกค้าก็มั่นใจแนะนำให้จริงๆ  ช่วงปีแรกของการทำงานบริษัทของตัวเองจึงมีลูกค้าถึง 20 ราย  ซึ่งพอจะทำให้บริษัทอยู่รอดได้

สำนักงานบัญชีของพี่วิทยาในช่วง 7 เดือนแรกเป็นการทำงานตัวคนเดียว  จนเมื่อลูกค้าเพิ่มขึ้นจึงเริ่มขยับขยายหาที่ตั้งสำนักงานแห่งใหม่  จ้างลูกน้องเพิ่มขึ้น เป็นการขยายกิจการของตัวเองครั้งแรก  รวมถึงเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว  ทำให้งานบัญชีค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ประสบการณ์การทำบัญชีก็สะสมมากขึ้น  ความชำนาญในการพูดคุยกับสรรพากรก็เริ่มกลายเป็นจุดเด่น  เพราะตลอดเวลาที่ติดต่อกับสรรพากร มี่เรื่องราวไม่กี่อย่างที่จะต้องไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่  เมื่อสรรพากรเรียกเจ้าของธุรกิจเข้าไปพบ สำนักงานบัญชีก็จะเข้าไปแทน ไปรับข้อมูลจากสรรพากรว่าจะตรวจอะไร ต้องเตรียมข้อมูลอะไร เมื่อได้คุย ได้แก้ต่าง ได้อธิบายกับสรรพากรแทนลูกค้าบ่อยครั้งเข้าก็กลายเป็นประสบการณ์ที่ชำนาญ  ทำให้กลายเป็นจุดเด่นว่าเป็นสำนักงานบัญชีที่เจรจาภาษีกับสรรพากรได้ดี  หลายครั้งการเจรจาก็ช่วยลดยอดการเสียภาษีของกิจการได้

20220607121643_IMG_0875

การที่สรรพากรจะเรียกเจ้าของธุรกิจเข้าไปพบมีได้สองสาเหตุ  สาเหตุแรกคือเป็นการเรียกแบบสุ่มตรวจ  มักจะเกิดกับบริษัทที่เปิดทำกิจการมาแล้วประมาณ 2-3 ปี  สาเหตุที่สองคือ เอกสารที่ยื่นมีปัญหาบางอย่าง  ส่วนมากปัญหาจะเกิดจากการใช้เอกสารใบกำกับภาษีปลอม  ปัญหานี้เกิดจากเจ้าของบริษัทอยากจะหารายจ่ายมาเพิ่มเติมในงบที่ยื่น  เพื่อให้ผลต่างยอดขายลบยอดซื้อแล้วเหลือกำไรน้อย  เพื่อจะได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มน้อย  เลยไปซื้อใบกำกับภาษีมานั่นเอง  ซึ่งเจ้าของธุรกิจจะคิดว่าเป็นแค่บิลรายจ่ายใบเดียว  แต่ถ้าโชคร้ายคนที่ออกบิลให้ดันไม่ได้จดทะเบียนบริษัท  เอกสารนั้นเลยเป็นของปลอม  และส่วนมากบริษัทที่ขายใบกำกับภาษีก็มักจะปลอม   การทำแบบนี้เป็นการสร้างปัญหาให้กับธุรกิจตัวเอง ผลก็คือสรรพากรจะต้องเรียกคุยแน่นอน  ซึ่งพี่วิทยาจะพบเคสแบบนี้อยู่หลายครั้ง และทุกครั้งที่ไปช่วยแก้ไข เจ้าของบริษัทก็จะไว้ใจให้ทำงานบัญชีต่อเลย  ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นจากการแก้ปัญหาให้หมดลงได้

ในสมัยปี พ.ศ. 2540 เป็นปีที่มีวิกฤตเศรษฐกิจในไทย  มีการลดค่าเงินบาท  ซึ่งส่งผลทันทีกับบริษัทที่ต้องค้าขายกับต่างประเทศเป็นหลัก   บริษัทในประเทศไทยบางส่วนมีธุรกิจที่ดีในช่วงก่อนปี 2540  พอถึงปีที่ลดค่าเงิน เศรษฐกิจเริ่มแย่ในวงกว้าง  รายได้ของปี 2541 และ 2542 ก็เริ่มลดลง และหนี้สิ้นก็เพิ่มขึ้น  บริษัทที่อยู่ในการดูแลของสำนักงานบัญชีก็ประสบปัญหาไม่ต่างกับทุกคนในประเทศ  แต่พี่วิทยาก็เริ่มแนะนำให้แก้ปัญหาไปทีละอย่าง  ตอนปี 2540 เมื่อลดค่าเงิน  พี่วิทยาแนะนำให้รีบชำระหนี้ต่างประเทศเสียก่อน เพื่อลดอาการบาดเจ็บจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน  และในการบริหารหลังปี 2541 2542 เป็นต้นมาก็แนะนำให้พยายามหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งบางครั้งสามารถทำได้โดยการเพิ่มสินค้าตัวใหม่มาขาย

ตอนที่เศรษฐกิจเริ่มแย่  สมมุติว่าประเทศเคยมีรายได้ 1 แสนล้าน  พอมีวิกฤต  ยอดธุรกิจน้อยลง รายได้อาจจะเหลือครึ่งเดียวคือ ห้าหมื่นล้าน  แม้ว่าทุกคนจะได้รับผลกระทบนี้  แต่บริษัทก็ยังอยู่ในตลาดที่มีรายได้ห้าหมื่นล้านอยู่ดี  ดังนั้น บริษัทเล็กๆของลูกค้าที่มีเป้าแค่ สามสิบล้านบาท  มันก็ยังถือว่าเป็นไปได้ที่จะทำยอดขายสามสิบล้านจากตลาดห้าหมื่นล้าน  ดังนั้นแผนการตลาดที่จะเพิ่มยอดขายเป็นสิ่งจำเป็น พี่วิทยาก็จะแนะนำให้พยายามโฟกัสที่งานขาย  อย่าโฟกัสที่ปัญหา  บริษัทที่เชื่อคำแนะนำแล้วพยายามปรับตัว พยายามชำระหนี้ต่างประเทศ พยายามเพิ่มงานส่วนเซลส์ เพิ่มการทำงานส่วนการขาย ก็จะพออยู่รอดได้  และก็อยู่รอดจริงๆ แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ปรับตัว ผลก็คือ ช่วงปีวิกฤตต้มยำกุ้งครั้งนั้นลูกค้าบัญชีของพี่วิทยาก็ปิดกิจการไปประมาณ 20%

มีลูกค้าบัญชีท่านหนึ่งทำธุรกิจขายรถมอเตอร์ไซด์  ปกติรายได้ของร้านขายมอเตอร์ไซด์จะมาจากสองทาง หนึ่งคือรายได้จากการขายรถให้ลูกค้าโดยตรง  และสองมาจากการปล่อยไฟแนนซ์เพื่อรับดอกเบี้ย   ลูกค้าปรึกษาเรื่องการทำบัญชีและวางแผนการเพิ่มยอดขาย สำนักงานบัญชีของพี่วิทยาเป็นคนที่รู้ตัวเลขละเอียด รู้รายรับ รู้รายจ่ายของลูกค้า  พอวิเคราะห์ตัวเลขแล้วก็ได้คำตอบว่า ต้องขายรถมอเตอร์ไซด์ให้ได้เดือนละ 70 คันเพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารทั้งหมด  มีรายได้ให้ลูกน้อง มีรายได้ของตัวเองที่พอใช้  ถ้าน้อยกว่า 70 คันแปลว่าขาดทุน  ก็เลยให้ลูกค้าตั้งเป้าหมายการขายเป็นตัวเลขที่สูงเอาไว้  เลยไปตั้งเป้ากันที่ 140 คัน  แล้วก็หาวิธีสร้างยอดขายให้ได้ตามเป้า 140  ซึ่งส่วนมาก การตั้งเป้าหมายก็มักจะได้ผลประกอบการที่ไม่ค่อยถึงเป้า  แต่การไม่ถึงเป้าก็จะเป็นไปในลักษณะ เกือบได้ เกือบถึง นั่นทำให้ยอดขายวิ่งไปได้ที่ร้อยกว่าคัน  ซึ่งมันเกินไปจากตัวเลขขั้นต่ำมากแล้ว  ธุรกิจเลยมีการเติบโต

อีกปัญหาหนึ่งของการเพิ่มยอดขายให้ได้จำนวนมากกับร้านมอเตอร์ไซด์คือเงินทุนหมุนเวียน  เพราะการขายมากก็หมายถึงต้องเอาเงินไปซื้อจากโรงงานจำนวนมาก  จากเครดิตที่เคยได้ระดับ 70 คัน พอจะต้องขายมากยิ่งขึ้นก็ต้องกลายเป็นขอเครดิตให้มากขึ้น  ซึ่งอาจจะต้องเป็นหนี้การค้าไปถึงระดับ 140 คัน  การหาเงินมาซื้อรถจากโรงงานระดับนี้ต้องใช้เงินสดเยอะมาก  แต่ก็มีวิธีอื่นคือต้องขอให้โรงงานปล่อยเครดิตมากขึ้นแทนการใช้เงินสดไปซื้อ  การจะให้โรงงานปล่อยเครดิตระดับนี้ก็ต้องอาศัยความไว้ใจ  อาศัยการจ่ายเงินตรงเวลามาตลอดหลายปี   สำนักงานบัญชีแนะนำให้ไปเจรจาขอเพิ่มวงเงินเครดิต  โดยยอดขายที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นพร้อมกับนิสัยการจ่ายหนี้ตรงเวลาทำให้ได้วงเงินสูงขึ้นตามที่วางเป้าไว้  และสุดท้ายในอีกหลายเดือนถัดมาหลังจากที่ได้เครดิตเพิ่มขึ้นแล้ว  ร้านขายมอเตอร์ไซด์ก็สามารถทำยอดได้ระดับ เดือนละ 200 คัน  และปีถัดมาก็ปิดยอดทั้งปีไปที่ 3000 คัน

มีลูกค้าบัญชีอีกรายหนึ่งเป็นบริษัทที่นำเข้าสินค้ามาขาย  และเจ้าของอยากจะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น  เมื่อปรึกษากับพี่วิทยาแล้วก็เห็นตรงกันว่าจะต้องเพิ่มยอดขาย  อยากได้รายได้ระดับ 50 ล้าน ต้องตั้งเป้า 70 ล้าน ซึ่งเป็นแนวทางที่เข้าใจได้  แต่การจะขายของเพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  ดังนั้นจึงต้องอาศัยการมองหาสินค้าอื่นๆมาขายเพิ่มเติม  เพราะว่า  ลูกค้าเป็นบริษัทที่มีจุดเด่นเรื่องการขาย  ทีมขายของทำงานเป็นอยู่แล้ว  ดังนั้น  ลูกค้าสามารถใช้ทีมงานเดิมมาขายสินค้าตัวอื่นเพิ่มเติม  ทีมงานแค่เพิ่มสินค้า  แล้วขายด้วยความสามารถแบบเดิมที่มี  ทั้งหมดก็จะเป็นการเพิ่มยอดขายอย่างที่ต้องการ  และเมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งที่จะต้องทำเพิ่มเติมคือ บริหารเงินเก็บให้งอกเงย  การลงทุนกับสินทรัพย์อื่นเป็นเรื่องจำเป็น  เพราะจะเป็นการใช้เงินทำงาน  เป็นการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ อย่างที่ดิน บ้านเช่า หรือคอนโด  เพื่อให้เงินทำงานต่อนั่นเอง  และแม้แต่การขายกิจการให้ผู้อื่นมารับช่วงไปก็เป็นเรื่องที่แนะนำให้ทำหากเป้าหมายชีวิต เป้าหมายการทำงาน และเป้าหมายการเก็บเงินทำได้ครบแล้ว การขายบริษัทก็เป็นหนทางที่จะทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้น  เพราะจะได้ไปใช้ชีวิต ไปเรียนรู้เรื่องราวอย่างอื่นต่อไป

20220607121308_IMG_0855

การแนะนำต่างๆที่มีให้ลูกค้าบัญชีเป็นเรื่องที่เกิดจากการรู้ตัวเลขที่แท้จริง รู้ที่มาที่ไป รู้ความสัมพันธ์ เข้าใจงบการเงิน  เมื่อวิเคราะห์ตัวเลขก็จะรู้ว่า ต้องทำงานหนักแค่ไหนเพื่อให้บริษัทอยู่รอด  ต้องทำงานแค่ไหนถึงจะอยู่ในสถานะกำลังเติบโต  เพราะแต่ละธุรกิจมีรายละเอียดต่างกัน  ดังนั้น การพูดคุยซึ่งกันและกันระหว่างลูกค้าและสำนักงานบัญชีก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การขยายธุรกิจเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

การทำงานที่ยาวนาน  อยู่มาจนเห็นวัฏจักรของธุรกิจครบรอบ  ตั้งแต่เปิดบริษัทจนถึงวันที่รุ่งเรือง มาสู่การถดถอยและปิดตัวเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป  เคยมีหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกเล่าสถิติเอาไว้ว่า บริษัทจำนวน 100 บริษัทจะปิดตัวลงประมาณ 97 % เมื่อผ่านไป 10 ปี   ซึ่งในแวดวงบริษัทที่พี่วิทยารู้จักก็มีการปิดตัวลงเช่นกัน แม้สิบปีแรกจะไม่ได้ปิดไปถึง 97% แต่เมื่อผ่านไปถึง 20 ปี บริษัทที่เหลืออยู่กลับเหลืออยู่แค่ 3%  ซึ่งเป็นไปตามสถิติ  การปิดกิจการจำนวนมากนี้พบว่ามักมีสาเหตุที่คล้ายกัน 

จุดอ่อนของเจ้าของธุรกิจที่ทางสำนักงานบัญชีได้พบมาตลอดคือ ทุกคนจะตั้งใจทำงานมาก ในช่วง 1-5 ปีแรก  และทุกรายก็มีได้รายได้ที่ดี  พอกิจการเริ่มดีก็เริ่มใช้เงินซื้อความสุขมากขึ้น  ซื้อรถ ซื้อบ้าน  สร้างหนี้สินที่ใหญ่ขึ้น ทั้งหนี้ส่วนตัวและหนี้การค้า  พอประสบความสำเร็จในกิจการ ก็เกิดความรู้สึกว่าสบาย  ทำให้ความจริงจังในการทำงานลดลง  ลูกน้องที่โตมากับบริษัทก็จะเก่งขึ้นและสุดท้ายจะลาออกไปทำธุรกิจเอง  ซึ่งธุรกิจที่ลูกน้องชำนาญก็คือธุรกิจแบบของเรา   ลูกน้องเก่าจะเป็นคู่แข่งกับบริษัทโดยอัตโนมัติ  และด้วยความสบาย ทำงานไม่เข้มข้นเหมือนช่วงแรก หลังปีที่ 10 จะเริ่มรายได้น้อยลง  รวมกับมีคู่แข่ง รวมกับมีหนี้บ้าน หนี้สินทรัพย์ต้องผ่อนต้องจ่ายมากขึ้น  ทำให้รายได้ธุรกิจไม่พอใช้  ในที่สุดจะแย่ลงและไปสู่การปิดกิจการในปีที่20  วงจรนี้เกิดขึ้นบ่อย  คนที่มีรายได้ที่ดีจากธุรกิจควรเรียนรู้การลงทุน และควรลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ใช่หนี้สิน  สินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้  ไม่ควรเก่งแค่การทำธุรกิจตัวเองเพียงอย่างเดียว  ควรหาความรู้การออมการลงทุนอย่างจริงจัง  ต้องมองหาการลงทุนในธุรกิจอื่นตลอดเวลา  เพราะไม่มีอะไรยั่งยืน  

แม้แต่ธุรกิจที่ปั้นมากับมือก็ไม่ยั่งยืน  เจ้าของธุรกิจมือใหม่ทั้งหลายไม่ได้มีประสบการณ์ 20 ปีที่จะเห็นมาครบวัฎจักร เปิด-เจริญ-ถดถอย-ปิดบริษัท  ดังนั้น นักธุรกิจรุ่นใหม่ควรเรียนรู้จากประสบการณ์ผู้อื่นและเตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลง  พัฒนาตัวเองในเรื่องความรู้รอบตัว  หาความรู้เรื่องการลงทุนควบคู่ไปกับการทำงานพัฒนาบริษัทตัวเอง  อย่าหยุดเรียนรู้เป็นอันขาด

20220607121921_IMG_0884

บริษัทรุ่นใหม่หลายบริษัทเป็นบริษัทขนาดเล็ก  มักจะเป็นธุรกิจที่สดใส  พอตั้งใจทำมันก็พัฒนาได้  มันมีศักยภาพที่จะขยาย  ถ้ารู้จักการวิเคราะห์และตั้งเป้าหมาย  ควรรู้ตัวเลขที่แท้จริงของธุรกิจตัวเองทุกแง่มุม  แต่ปัญหาของธุรกิจมือใหม่ที่มักจะประสพก็คืองานขาย  การรับลูกน้องมาเป็นฝ่ายขายเป็นคำตอบที่ถูก แต่หลายแห่งให้เวลาลูกน้องน้อยเกินไป  ส่วนมากรอเวลาลูกน้องพิสูจน์ยอดขายสามเดือน  พอไม่เข้าเป้าก็ให้ออกไป  แล้วก็รับคนใหม่  เริ่มต้นใหม่  บริษัทก็เลยไม่โตสักที  กว่าจะพัฒนาฝ่ายขายให้ดีต้องใช้เวลานาน  เหมือนการปลูกต้นไม้ต้องมีเวลาค่อยๆโตของมัน  งานขายของธุรกิจควรจะพัฒนาทีมขายสัก 2 ปี  อย่าไล่คนออกแล้วเริ่มต้นใหม่ตลอดเวลา  การไม่สร้างทีมขายจะทำให้เราไม่โต  การหาเงินคนเดียวแบบเจ้านายเก่งคนเดียวบริษัทก็ไม่โต  มีแต่ทีมขายเท่านั้นที่จะทำให้บริษัทโตได้เพราะมีหลายคนช่วยกันขายจะดีที่สุด  ขั้นตอนการขายจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการเติบโต  ส่วนขั้นตอนการผลิต และการเก็บเงินหากมีงานส่วนนี้มากจริงๆการหาคนมาช่วยทำงานเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเท่าหาคนมาช่วยขาย  เวลาได้คุยแลกเปลี่ยนทัศนะกับลูกค้าบัญชีพี่วิทยาจะพยายามเน้นให้โฟกัสไปที่การสร้างทีมขาย  พัฒนาฝ่ายหารายได้เข้าบริษัทเป็นอันดับแรก

ใครที่ควรมีคนทำบัญชีแบบนี้อยู่กับบริษัท

บริษัทที่ทำงานมาหลายปีแล้วยังไม่มีเงินเก็บ

บริษัทที่รู้สึกว่าเสียภาษีเยอะ อยากมีที่ปรึกษาที่ช่วยลดภาษีแบบไม่ผิดกฏหมาย

ขอขอบคุณ วิทยา ต่อเจริญ

สำนักงานบัญชีเนชั่น

ติดต่อ 09-2525-9265

ธุรกิจโรงพิมพ์

ธุรกิจโรงพิมพ์

นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงอย่าง สตีเฟ่น ฮอบกิ้นส์ ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าน่าจะเก่งกว่า ไอสไตล์ เคยให้สัมภาษณ์โดยสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยีในโลกนี้ เขาถูกถามว่าเทคโนโลยี หรือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ใดๆที่เขาคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หรือ ยอดเยี่ยมที่สุดในความเห็นของเขา เขาตอบว่า เทคโนโลยีทางการพิมพ์ โดยให้เหตุผลว่า การพิมพ์ทำให้การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์สามารถจดบันทึกและเผยเแพร่ และส่งต่อไปให้คนอื่นได้ ทำให้คนใหม่สามารถต่อยอดความรู้เดิมได้ นำไปสู่การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ที่ต่อเนื่อง

print machine 2013-IMG_8356Full

ครอบครัวของผมได้รับธุรกิจโรงพิมพ์มาแบบไม่ได้ตั้งใจ มีคนมาขอความช่วยเหลือทางการเงินจากพ่อ โดยการเสนอขายหุ้นในธุรกิจโรงพิมพ์ พ่อก็ใจดีจ่ายเงินช่วยแล้วถือหุ้น 50 เปอร์เซ็น สุดท้ายพอธุรกิจอยู่รอด ก็แยกทางกัน พ่อผมก็เลยซื้อหุ้นเอาไว้ทั้งหมด แล้วก็เริ่มธุรกิจโรงพิมพ์แบบไม่มีความรู้เลย

การทำธุรกิจโรงพิมพ์ด้วยระบบเถ้าแก่ และไม่มีพื้นฐานเป็นเรื่องยากมาก โรงพิมพ์จอมทองรับผลิตงานพิมพ์ตามสั่ง เครื่องจักรมีอะไรอยู่ เคยทำงานอะไรก็ทำไปอย่างนั้น ไม่ได้มีการวางแผนพัฒนา ไม่ได้มีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยลดต้นทุน แต่การทำแบบลูกทุ่งของพ่อ คือลุยทำไป เจอปัญหาก็ไปถามคนที่มีประสบการณ์มากกว่า พ่อก็ดิ้นรนจนอยู่ได้ และส่งลูกเรียนจนจบทุกคน เคล็ดลับการทำงานของพ่อก็คือ ทำงานทุกวัน ได้รับเงินทุกวัน ไม่มีเวลาไปใช้เงิน เอาเงินไปลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตได้ มันทำให้โรงพิมพ์สามารถเพิ่มเครื่องจักรได้เท่าตัวในทุกห้าปี และรับงานได้เยอะขึ้น

letterpress-printing-IMG_0004Full

โรงพิมพ์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เคยมีปัญหาเรื่องคนงานขโมยเงิน เคยมีปัญหาเรื่องการป่วยจนนอนโรงพยาบาลของพ่อ ทำให้แม่ต้องเข้ามาช่วยงาน จากระบบเถ้าแก่ก็กลายเป็นระบบเถ้าแก่กับเมีย ปัญหาไม่มีเงินหมุนเวียนจากการปล่อยเครดิตนานเกินไปเป็นปัญหาใหญ่ทำให้แม่พยายามแก้ไขเป็นสิ่งแรก  เงินที่รอการเก็บก็ตามเก็บมาอย่างรัดกุม  เราได้เคล็ดลับการทำงานเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้โรงพิมพ์พัฒนาได้เร็วขึ้นก็คือ ทำงานทุกวัน รับเงินทุกวัน และออมเงินทุกวัน โรงพิมพ์จอมทองไม่เคยมีหนี้สินอีกเลยตั้งแต่ช่วงสิบปีแรกที่เราเริ่มควบคุมเครดิตของลูกค้าให้เป็นไปตามกำหนด

1615209343334-01

ในช่วงเวลาตั้งแต่เด็กจนโต ผมสนใจเรื่องราวสารพัดเรื่อง อยากมีงานทำ อยากมีอาชีพ อยากมีความสนุกในการทำงาน มีคนเคยให้แนวคิดไว้ว่าถ้าคุณเจอสิ่งที่คุณชอบ คุณจะทำมันได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย ถ้าคุณเจองานที่คุณชอบ คุณจะไม่ต้องอดทนทำงาน เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณชอบ ตอนประถมผมเคยอยากได้กล้องถ่ายรูปและยังคงสงสัยว่าทำไมถึงถ่ายรูปแล้วมีรูปอยู่บนฟิล์ม ก็เลยไปชวนให้พี่สาวหุ้นซื้อกล้องถ่ายภาพด้วยกัน แล้วตอนถ่ายเล่นก็ลองเปิดฝาหลังดู ฟิล์มสีน้ำตาลในกล้องที่ถ่ายไปแล้วน่าจะมีภาพอยู่บนฟิล์ม แต่ก็ไม่มี นึกขึ้นได้ว่า เขาต้องเอาฟิล์มไปล้างก่อน ผมก็เลยถอดฟิล์มไปล้าง เอาไปล้างในอ่างล้างจาน ฟิล์มก็ยังไม่มีภาพ นึกขึ้นได้อีกครั้งว่า เราน่าจะล้างด้วยน้ำร้อน ก็เลยต้มน้ำ แล้วเอามาราดบนแผ่นฟิล์มเลย ผลก็คือฟิล์มสีน้ำตาลค่อยๆเปลี่ยนสีไป จนกลายเป็นฟิล์มใส พลาสติกใสๆ สีน้ำตาลที่เคยมีมันหลุดละลายลงท่อน้ำไปแล้ว จบการล้างฟิล์ม ผมไม่ได้ภาพ และผมสรุปผลว่า ล้างฟิล์มเป็นเรื่องยาก ล้างฟิล์มด้วยน้ำเปล่าไม่ได้ ล้างฟิล์มด้วยน้ำร้อนก็ไม่ได้

ตอนตัดสินใจเรียนมหาวิทยาลัย ผมเลือกเรียนวิศวะ ด้วยความเชื่อว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคของผมคนเก่งจะเลือกหมอกับวิศวะ ถ้าผมไม่ติดอย่างใดอย่างหนึ่งในสองชนิดนี้ แสดงว่าผมไม่เจ๋งจริง เป็นความคิดโง่ๆที่ไม่มีครูแนะแนวมาพูดคุยด้วย และแล้วผมก็ติดวิศวะ แล้วเราก็รู้ว่าโลกกว้าง คนเก่งมีอยู่เต็มไปหมด ผมเรียนสาขาระบบควบคุมและเครื่องมือวัด ซึ่งพูดไปหลายคนก็จะไม่เข้าใจชัดเจน ผมก็เป็นแบบนั้นในปีแรกที่เข้าไปเรียน ผมมักจะบอกทุกคนว่าผมเรียนอิเล็คทรอนิกส์เพื่อจะได้ไม่ต้องอธิบายต่อว่าระบบควบคุมคืออะไร เครื่องมือวัดทำไมต้องเรียน มันมีแค่ตราชั่งกับมิเตอร์รึเปล่า

IMG_0820

ผมสนใจเครื่องเสียง การเรียนวิศวะสาขานี้ทำให้ผมกระตือรือล้นที่จะเรียนในบางวิชา เพราะบางวิชาเหล่านั้นจะทำให้ผมสามารถออกแบบและสร้างเครื่องเสียงใช้เอง นั่นเป็นแรงจูงใจเดียวที่ทำให้ผมเรียนจนจบ ตอนปีสี่ที่นักศึกษาวิศวะต้องทำโปรเจ๊คเพื่อจบ มีการจับกลุ่มกันทำสามคนต่อหนึ่งโปรเจ๊ค ห้องผมมี28 คน หารสามแล้วเหลือเศษหนึ่ง ผมยกมือขออาจารย์ทำคนเดียวเลย โดยผมให้เหตุผลกับอาจารย์ว่า ผมอยากดัง สามคนก็ทำกันหืดขึ้นคอ ถ้าทำคนเดียวได้ ผมดังแน่นอน ผมอยากให้คนจำว่าผมไม่เหมือนคนอื่น ผลก็คือเพื่อนส่งงานจบกันก่อนกำหนดเล็กน้อยและมีเวลาไปเที่ยวเล่นที่ต่างจังหวัดกันทั้งห้อง แต่ผมจบงานช้ากว่าคนอื่นไปสองสัปดาห์ ทำให้ไม่ได้ไปเที่ยวยกกลุ่มในทริปสุดท้ายก่อนออกจากมหาวิทยาลัย  และไม่มีใครพูดถึงโปรเจ๊คอีกเลย  และผมไม่ได้ดังหรือถูกพูดถึงอีกเลยเช่นกัน

มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ผมจบช้า เรื่องตัวงานไม่ได้มีปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ ผมทำเล่มวิทยานิพนธ์ด้วยหน้าตาของนิตยสาร ไม่ได้เป็นรูปเล่มมาตรฐานบัณฑิตวิทยาลัย ไม่ได้ใช้ฟ้อนต์อังสนาตามระเบียบ ไม่ได้เว้นวรรคขึ้นหน้าใหม่แบบมาตรฐานของมหาวิทยาลัย ไม่ได้กั้นหน้าซ้ายและกั้นหน้าขวาตามกฏ ไม่ได้เรียงลำดับชื่อรูปภาพ นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมจบช้าและไม่ได้เที่ยวกับเพื่อน เพราะต้องมานั่งทำรูปแบบวิทยานิพนธ์ให้ถูกใจมหาวิทยาลัย

2019-01-26 07.03.32 1

ตอนเรียนวิศวะ ผมสนใจแต่เรื่องการทำเครื่องเสียง ไม่ได้สนใจคอมพิวเตอร์เลย และวิชาเขียนโปรแกรมที่มีในคณะวิศวะก็เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยเข้าใจ ผมสอบได้คะแนนต่ำสุดในมหาวิทยาลัย ซึ่งผมเผลอคิดไปว่าผมคงโง่เรื่องเขียนโปรแกรม จนกระทั่งวันที่ผมเรียนจบผมได้งานทำเป็นโปรแกมเมอร์ เขียนซอร์ฟแวร์ระบบตอบรับโทรศัพทอัตโนมัติ มีระบบฝากข้อความ มีระบบฐานข้อมูลที่ต้องเก็บวอยซ์เมลของคลิปเสียงของคนนับพันคน ผมสามารถเขียนโปรแกรมเป็นอาชีพได้เพราะมีเจ้านายใจดี อธิบายว่าการเขียนโปรแกรมคืออะไร อธิบายโครงสร้างและวิธีคิดของคอมพิวเตอร์มันเป็นอย่างไร แค่การอธิบายภาพรวมไม่นาน ผมก็เข้าใจและสามารถพัฒนาโปรแกรมต่างๆได้เอง  และในอีกไม่กี่เดือนต่อมาซอร์ฟแวร์ที่เขียนขึ้นมาก็ทำเงินเลี้ยงบริษัทได้   นี่เป็นเรื่องที่สองที่ผมเรียนรู้ว่าโลกเรามีอาจารย์มากมาย แต่ทุกคนไม่ได้มีความสามารถในการสอน

IMG_0559

ผมกลับมาหัดล้างฟิล์มอีกครั้งตอนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย และได้เริ่มหัดถ่ายรูปอีกครั้ง ครั้งนี้ตั้งใจจะล้างฟิล์มและอัดภาพให้เป็น และผมก็ใช้เวลาประมาณสองปีที่หัดถ่ายภาพ และมีความสามารถพอที่จะรับงานถ่ายภาพได้ เมื่อถ่ายภาพมาถึงจุดหนึ่งผมเริ่มอยากเรียนต่อเพื่อให้ผมถ่ายภาพได้ดียิ่งขึ้น ผมก็เลยไปเรียนคณะวิทยาศาสตร์ของจุฬาฯ ในหลักสูตรปริญญาโท ชื่อคณะ เทคโนโลยีทางภาพ หรือ imaging technology

2021-02-26_05-45-37

ทีนี่เรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และเรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการพิมพ์ ซึ่งระบบการพิมพ์ก็เป็นระบบการสร้างภาพชนิดหนึ่งและเป็นพระเอกของคณะนี้ด้วยซ้ำ ความฝันที่จะเรียนถ่ายภาพของผมหยุดลงชั่วคราวเพราะนักศึกษาที่เรียนคณะนี้ไม่ได้ซีเรียสกับการถ่ายภาพ  ผลงานภาพถ่ายของกลุ่มนักเรียนไม่ได้เน้นไปที่ความสวยงามในแบบที่ผมชอบ ในขณะที่นักศึกษานิเทศฯ และสถาปัตย์ฯถ่ายภาพได้ถูกใจกว่า ซึ่งผมพบว่าในคณะนี้ไม่ได้สอนให้ถ่ายภาพสวยชวนฝัน แต่สอนให้เข้าใจขั้นตอนการเกิดภาพ เน้นเรื่องการผลิตภาพให้ได้คุณภาพ  เน้นการทำซ้ำให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนเดิม ผมเลยเลือกที่จะไปหาที่เรียนเกี่ยวกับถ่ายภาพจากที่อื่น เลยไปเรียนที่โรงเรียนสารพัดช่าง ในหลักสูตรตอนเย็นวันละสามชั่วโมง เป็นคอร์สระยะสั้น 150 ชั่วโมง ค่าเล่าเรียนชั่วโมงละ 1 บาท  ผมได้ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพขาวดำ การล้างอัดภาพขาวดำอย่างเต็มระบบจากโรงเรียนสารพัดช่าง  แต่ผมก็เรียนจุฬาฯจนจบและได้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการพิมพ์ต่างๆ เป็นความรู้แบบที่เถ้าแก่โรงพิมพ์ไม่เคยได้รับ และไม่มีทางรู้เลยถ้าไม่เดินเข้ามหาวิทยาลัย  ผมใช้เวลาช่วงนี้หัดล้างอัดภาพขาวดำ  หัดถ่ายภาพ หัดวิจารณ์ภาพจากอาจารย์ที่สารพัดช่าง และเรียนรู้เกี่ยวกับการพิมพ์ระบบต่างๆ ในทางวิทยาศาสตร์กับอาจารย์ที่จุฬาฯ

ก่อนผมเรียนจบปริญญาโทผมก็เริ่มงานโรงพิมพ์เต็มตัว พ่อผมมีเหตุต้องนอนโรงพยาบาลนานสองเดือน เถ้าแก่ป่วยโรงงานก็แทบเจ๊ง ผมเร่ิมงานโรงพิมพ์แบบทันทีทันใด รับช่วงต่อแบบไม่คาดฝัน ซึ่งเมื่อวานนี้ยังขับรถไปเที่ยวถ่ายรูปอยู่เลย  ผมเรียนจบโทช้ากว่าปกติ เพราะต้องทำงานเต็มตัว และ ผมมีปัญหากับการทำเล่มเอกสารอีกแล้ว คือวิทยานิพนธ์เขาไม่ยอมให้ผมพิมพ์รูปแบบตามใจ ผมจบโทด้วยโปรเจ๊คการบีบอัดข้อมูลให้เล็กลงเพื่อใช้เก็บไฟล์ภาพที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตแม่พิมพ์ ถ้าเรียกให้หรูหรา ก็ต้องบอกว่า ผมเป็นเจ้าของระบบการบีบอัดข้อมูลชนิดหนึ่ง ที่เป็นการบีบอัดแบบ lossless compression มันช่วยให้อุตสาหกรรมการพิมพ์สามารถพัฒนาไปต่อไปได้ในอีกหลายอย่างถ้ามีคนนำไปต่อยอด

โรงพิมพ์จอมทองพัฒนาหลายอย่างขึ้นมาใหม่ ตั้งแต่วิธีการคิดราคาที่สมเหตุสมผล การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การเก็บข้อมูลลูกค้าที่สามารถสืบค้นได้ง่าย หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ดีขึ้น ราคาถูกลง มีเครื่องพิมพ์ดิจิทัลเข้ามาให้ใช้ โรงพิมพ์ยุคใหม่ต้องมีระบบปรู๊ฟสีก่อนพิมพ์จริง ความแม่นยำของสีต้องถูกต้องมากกว่าระบบลองผิดลองถูก โรงพิมพ์ขยายธุรกิจได้ด้วยเงินออม เราไม่มีหนี้สินกับธนาคาร เราไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยให้ใคร และเราลงทุนกับเครื่องพิมพ์ดิจิทัลขนาดย่อมๆแต่ราคาเท่ารถเบนซ์  ขณะที่เจ้าของยังขับรถญี่ปุ่นอยู่

โรงพิมพ์ในมุมมองของผมนั้น เป็นที่รวมของความรู้หลากหลายที่ผมสะสมมา ผมชอบอ่านหนังสือ ชอบหนังสือที่มีภาพสวย  ผมก็มีโอกาสได้ผลิตสิ่งพิมพ์เอง ผมชอบถ่ายภาพ ภาพสวยๆในโบรชัวร์ผมก็มีส่วนร่วมกับมัน บางงานผมถ่ายภาพด้วยตัวเอง ผมเคยทำงานกับฐานข้อมูล  เคยเป็นโปรแกรมเมอร์  โรงพิมพ์จึงมีงานพิมพ์ชนิดพิเศษตัวหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนข้อมูลของงานพิมพ์ได้โดยที่ไม่ต้องทำเพลทใหม่  นั่นคือการพิมพ์ดิจิทัลที่ใช้ข้อมูลจากในคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลหลักที่แตกต่างกันในแต่ละใบ เราเรียกการพิมพ์ฐานข้อมูลนี้ว่าเป็นงาน Variable data printing

งานพิมพ์ที่อาศัยฐานข้อมูลที่เราพบบ่อยก็คือ บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ในบิลแต่ละใบจะมีรายชื่อเจ้าของบ้านที่ไม่เหมือนกัน มีที่อยู่แตกต่างกัน มีตัวเลขที่ต้องจ่ายไม่เท่ากัน บ้าน 1 ล้านหลัง ก็มีบิล 1 ล้านใบที่มีชื่อไม่ซ้ำ นั่นคืองานพิมพ์ฐานข้อมูลที่เราพบได้ในทุกวัน ทุกบ้าน ทุกคนเคยจับมาแล้ว โรงพิมพ์ของผมก็มีความสามารถในการผลิตงานเหล่านี้เช่นกัน แต่เราทำในรูปแบบของใบปลิว การ์ดเชิญ การ์ดโปรโมชั่น ของขวัญ ปฏิทิน โปสการ์ด ซึ่งสิ่งพิมพ์เหล่านี้เรามักจะไม่ค่อยเจอว่ามีการพิมพ์ชื่อและข้อมูลของลูกค้าแต่ละคนลงไป เพราะมันเป็นสิ่งใหม่กับวงการพิมพ์ในประเทศไทย มีโปรแกรมเมอร์มากมายที่ทำงานกับฐานข้อมูลได้ มีเถ้าแก่โรงพิมพ์มากมายที่รับงานใบปลิว งานสคส งานการ์ดเชิญ แต่ไม่เคยมีโรงพิมพ์ที่มีคนสองคนนี้อยู่ในที่เดียวกัน มีโรงพิมพ์ที่สามารถพิมพ์งานดาต้าเบสได้ไม่กี่คนในประเทศนี้ คนนึงก็กำลังพิมพ์บิลค่าน้ำอยู่ คนนึงก็กำลังพิมพ์บิลค่าไฟอยู่ อีกคนก็กำลังพิมพ์บิลค่าโทรศัพท์อยู่ ทุกคนมีงานใหญ่อยู่ในมือแล้ว แต่ไม่มีใครทำพิมพ์ สคส บัตรอวยพร ใบปลิว การ์ดเชิญ หรือใบโปรโมชั่นที่ระบุชื่อและคัสต้อมข้อมูลเลย โรงพิมพ์ของผมสามารถรองรับงานที่กล่าวมา  แล้วทำไมต้องเป็นโรงพิมพ์จอมทอง ที่อื่นทำได้ไหม ไปหาคนที่พิมพ์บิลค่าไฟเลยดีไหม เราสามารถไปหาเขาได้ แต่เขาจะพิมพ์ให้หรือเปล่า   บางครั้งโรงพิมพ์ทำคุกกี้มาแจกโดยที่ฉลากพิมพ์ชื่อผู้รับไว้แตกต่างกัน เราทำแค่แจกสมาชิก  ถ้าเราอยากได้งานแบบนี้ คนที่ทำบิลค่าน้ำ บิลค่าไฟ เขาไม่รับงานแนวนี้ แล้วมีโรงพิมพ์ไหนทำแบบนี้ได้บ้าง ถ้าหาเจอโทรบอกผมด้วย

นอกจากงานพิมพ์ที่อาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยแล้ว เรายังมีงานพิมพ์ที่กำลังสูญหายอยู่อีกตัวหนึ่งด้วย นั่นคืองานพิมพ์ letterpress ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการพิมพ์ตัวแรกที่เกิดขึ้นในโลก  เครื่องพิมพ์เครื่องแรกถูกคิดค้นด้วยคนชื่อโยฮันเนิส กูเทินแบร์ค เป็นคนเยอรมัน งานพิมพ์ชิ้นแรกของโลกในระดับอุตสาหกรรมคืองานพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล งานพิมพ์ letterpress คือการเอาวัสดุแข็งมาแกะสลักเป็นตัวหนังสือที่เราต้องการ แล้วก็เอาหมึกมาทาบนแม่พิมพ์ แล้วก็เอากระดาษมาสัมผัสกับหมึกบนแม่พิมพ์ มันคือเทคนิคเดียวกับตรายางที่เราใช้กันอยู่นี่เอง งานพิมพ์ letterpress จะให้สีที่เข้มเท่ากันทั้งหน้า ไม่สามารถทำสีเข้มสีอ่อนในบล๊อกเดียวกันได้ ไม่สามารถพิมพ์ภาพจริง หรือภาพถ่ายได้ งานพิมพ์ letterpress เกือบจะสูญหายไปแล้วตั้งแต่โลกเรามีเครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ท 4 สี งานอ๊อพเซ็ทคืองานที่มีภาพจริงสวยงาม หนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ใบปลิวแจกหน้าห้าง งานพิมพ์ 99 เปอร์เซ็นที่เราเห็นเป็นงานอ๊อพเซ็ททั้งสิ้น

20210427163427_IMG_0339

งาน letterpress กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มของคนทำการ์ดแต่งงาน มันสามารถพิมพ์บนกระดาษหนาได้ มันให้น้ำหนักกดทับที่จมลึก หรือ นูนป่องออกมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่งานอ๊อพเซ็ท และงานพิมพ์ดิจิทัลให้ไม่ได้ งานกระดาษหนาเหล่านี้ได้รับความนิยมมากขึ้น ในขณะที่มีผู้ผลิตงานแบบนี้น้อยลงเรื่อยๆ ในประเทศไทยถ้าคุณจะทำงานพิมพ์การ์ดเชิญระบบ letterpress เมื่อคุณเข้าไปหาข้อมูลในอินเทอเน็ต กูเกิ้ลหน้าแรกจะให้คำตอบกับคุณว่าคุณมีทางเลือกให้ติดต่อแค่ไม่กี่บรรทัด  หนึ่งในหลายบรรทัดจะพบ thailetterpress   ที่นี่คือโรงพิมพ์ของผมเอง  โรงพิมพ์เรามีเครื่องพิมพ์ letterpress ที่ยังทำงานได้  ช่างพิมพ์มีประสบการณ์การทำงานแนวนี้มาอย่างยาวนาน  และเราชอบทำงานสวยแปลกตาอย่าง letterpress  ด้วยเช่นกัน

IMG_0625

แม้ว่าโลกเราจะพัฒนาไปสู่โซเชียลเน็ตเวิร์คกันแล้ว  หนังสือพิมพ์  นิตยสารทะยอยปิดตัว  แต่สิ่งพิมพ์ยังคงมีอยู่และค่อยๆขยายตัวในบางอุตสาหกรรม  อย่างเช่น  ในกลุ่มแพ็คเกจจิ้ง สินค้ายังต้องการกล่อง คู่มือ  ในกลุ่มอาหารและการท่องเที่ยว เรายังต้องการสติ๊กเกอร์หรือฉลากติดบนกล่องอาหารหรือซองบรรจุอาหาร  ในกลุ่มหนังสือเรียน  นักเรียนยังต้องใช้ตำรา  หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเราก็มีคนอ่านเพิ่มขึ้น  รายชื่อหนังสือในทำเนียบของร้านขายหนังสือก็เพิ่มขึ้น  มีนักอ่านเพิ่มขึ้น  มีนักเขียนเพิ่มขึ้น  สินค้าราคาสูงทั้งหลายต่างก็ต้องการใบปลิวหรือแค็ตตาล๊อค  เพราะคนที่จะซื้อของราคาสูงเหล่านั้นย่อมเป็นคนที่ถือโบรชัวร์อยู่ในมือ  เพราะคงไม่มีใครซื้อรถยนต์โดยไม่หยิบเอกสารแค็ตตาล๊อคมาอ่าน  หรือ คงไม่มีใครซื้อรถด้วยการกดสั่งผ่านระบบมาเก็ตเพลสในเว็บช็อปปิ้งต่างๆ  สิ่งพิมพ์ยังคงมีบทบาทและหน้าที่  โรงพิมพ์ก็ต้องปรับตัวทำงานในรูปแบบที่ตลาดต้องการ