พัฒนาเน็ทเวิร์คของเราให้แข็งแรง

2016-01-23 แดงชาด เพลินพัฒนา -IMG_0261

มีผู้คนมากมายที่มีความต้องการขยายธุรกิจของตนเอง แต่เมื่อถามว่าจะขยายอย่างไรเ และ ขยายมากแค่ไหนเขากลับตอบไม่ได้ เชื่อว่าหลายคนก็คงเป็นรูปแบบคล้ายๆกัน

การขยายหรือการเติบโตทางธุรกิจจะไม่มีวันเกิดขึ้นหากเราไม่ได้ลงมือทำบางสิ่งบางอย่าง เราลองดูงานอดิเรกของเราเป็นตัวอย่างก็ได้ ยกตัวอย่าง การถ่ายภาพ หากเราอยากถ่ายภาพให้สวย เราต้องทำอะไรบ้าง เราต้องซื้อกล้อง เราต้องศึกษาเรื่องการวัดแสง เราต้องศึกษาเรื่ององค์ประกอบศิลป์ เราต้องออกไปถ่ายภาพ วางแผนท่องเที่ยว เราต้องหาข้อมูลเทศกาล ใบไม้เปลี่ยนสี หิมะ น้ำตกจะเยอะจะน้อยเดือนไหน เราตอบได้ เมื่อเราอยากทำงานอดิเรกให้ดี

กลับมาที่ธุรกิจ เราได้ทำอะไรบ้าง เพื่อที่จะเติบโต เราได้ทำอะไรบ้างกับการตลาดแบบบอกต่อ หัวใจของการตลาดแบบบอกต่อก็คือ พัฒนาเน็ทเวิร์คของเราให้แข็งแรงได้อย่างไร จะพัฒนาความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อน powerteam ให้สนิทกันได้อย่างไร จะสร้าง referral partner อย่างไร

ลองดูสิ่งต่อไปนี้
ส่ง thankyou card หรือ ขอบคุณให้เป็นนิสัย จะดีมากถ้าเขียนด้วยลายมือ
โทรหากันบ่อย
นัด 1-2-1
ให้ referral โดยไม่ต้องรอให้ขอ
หาโอกาสใส่ข้อมูลธุรกิจของเพื่อนๆในสื่อที่เรามีหรือทำงานด้วย
ส่งบทความที่มีประโยชน์ให้เพื่อนอ่าน
ชวนเพื่อนสักคนไปเข้ากลุ่ม หรือ ร่วมประชุมกับเราในงาน meeting กลุ่มผู้ประกอบการ
ติดโบรชัวร์ของเพื่อนหรือ powerteam ไว้กับตัวหรือวางไว้ในบริษัทของเราเอง
ส่ิงเหล่านี้ขอให้เราเลือกนำมาใช้สัก 2 ข้อ ทำทุกสัปดาห์ ก็พอจะทำให้เกิดผลได้แล้ว

Advertisements

การนำความรู้ธรรมดามาใช้อย่างไม่ธรรมดา

IMG_8189

มีเหตุผลเพียงสองข้อที่จะทำให้เกิด referral ได้ง่าย ก็คือ การที่เรามี visibility (V) และมี creditability (C) ที่สูงพอ โดย visibility ก็คือการมีตัวตนอยู่ แสดงตัวตนให้คนอื่นได้รู้เห็น ส่วน creditabilityก็คือ การสร้างความน่าชื่อถือด้วยวิธีการต่างๆ ทำให้เกิดความมั่นใจว่าเราคือผู้รู้จริง มีความสามารถจริงๆ

วิธีการเพิ่ม V และ C นี้ มีวิธีหนึ่งที่มีคนนำไปใช้แล้วได้ผลลัพธ์เช่นกัน นั่นก็คือ การทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเด่นชัด แล้วทำการเขียนเป็นบทความ เขียนเป็นจดหมายข่าวออกมา ส่งบทความที่เขียนไปยังสื่อที่อยู่ในสายอาชีพของเราเอง งานนักเขียนไม่ใช่งานยาก แต่เป็นงานที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

เราเป็นคนที่มีความสามารถในอาชีพของเรา แต่เรามักจะลืมที่จะโปรโมทตัวเราเองต่อสาธารณชน งานเขียนเป็นจุดเร่ิมต้นที่ดีมากที่จะสร้าง V และ C

ถ้าเราเป็นช่างภาพ เราสามารถให้ความรู้เรื่องการโพสท์ท่าได้ สามารถให้ความรู้เรื่องเมมโมรี่และฮาร์ดดิสก์ที่จะต้องใช้กับภาพจำนวนมากได้

ถ้าเราเป็นคนทำอาหาร เราสามารถให้ความรู้เรื่องโภชนาการ หรืออาหารเพื่อสุขภาพได้ ของอร่อยอยู่ที่ไหน กินอะไรอ้วนช้า

ถ้าเราเป็นคนเขียนเว็บ เราให้ความรู้เรื่องเทรนและโมบายแอ็พได้

ไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร มี เรื่องน่ารู้ในสาขาอาชีพของเรามากมายที่เรานำมาใช้เป็นบทความได้ ส่งบทความไปยังกลุ่มเครือข่ายของเรา ส่งบทความไปยังสำนักพิมพ์ หรือ หัวหนังสือ ส่งไปยังเว็บบอร์ดที่เราชอบอ่าน บรรณาธิการหนังสือมักจะยินดีรับบทความคุณภาพอยู่แล้ว จะใช้หรือไม่ใช้ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะถ้าบทความเราดีเขาจะใช้ทันที หรือหากยังไม่มีโควต้าจะใช้ในวันนี้ แต่วันใดวันหนึ่งข้างหน้าบทความในมือ บก. หมดลง เขาก็ต้องมาพิจารณาบทความของเราแน่นอน

การเป็นนักเขียน ทำได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้เราเก่ง คนที่เป็นนักเขียนเขาทำสิ่งเดียวที่มากกว่าคนอื่นคือ เขาลงมือเขียน

การนำความรู้ธรรมดามาใช้แบบไม่ธรรมดา จะทำให้ creditability ของเราเพ่ิมขึ้นอย่างมหาศาล

ที่มา
http://businessnetworking.com/position-yourself-as-an-expert-by-becoming-an-author/

nec pocket07 การค้นหาจุดเด่นของตัวเอง

การค้นหาจุดเด่นของตัวเอง

ในการแนะนำตัว หรือการพูดคุยเพื่อนนำเสนอสินค้าหรือบริการของเรานั้น  สิ่งที่เราควรจะนำเสนอต่อลูกค้าก็คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าที่เรากำลังคุยด้วย  มันก็คือการคุยที่เน้นเรื่องประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อใช้บริการเรา  แต่ถ้าเรานึกถึงข้อดีไม่ออก  ไม่สามารถบอกจุดเด่นของเราที่ลูกค้าต้องการได้  เรามีวิธีค้นหาข้อดีเหล่านั้นเพื่อใช้พูดกับว่าที่ลูกค้าคนต่อไป

เรามีข้อดีอะไร  เรามีจุดเด่นอะไร  ถ้าเรียบเรียงคำพูดไม่ได้  ให้ลองใช้วิธีนี้คือ  ให้นึกถึงลูกค้าคนที่แล้ว หรือลูกค้าที่เราจบงานมาแล้ว  ลูกค้าคนที่เราชอบ แล้วลองเล่ารายละเอียดหรือเขียนออกมาว่า

1  ลูกค้าคนนี้ ก่อนมาเจอเรา ลูกค้าเจอปัญหาหรือสถานการณ์อะไร
2  เราแก้ปัญหาอย่างไรให้ลูกค้า  และทำให้ลูกค้าพอใจหรือทำงานต่อได้

การที่เราหาคำตอบสำหรับคำถามนี้เอาไว้  คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวแม่เหล็กที่จะทำให้ว่าที่ลูกค้าเห็นความสำคัญในสินค้าหรือบริการของเรา  มันเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้เราหาข้อดีของเราหรือ benefit ที่ลูกค้าจะได้รับ  เป็นเรื่องจริงที่เราลงมือทำและแก้ปัญหาให้ลูกค้าไปแล้ว

http://businessnetworking.com/zero-benefits-business/

nec pocket06

สื่อสารให้เรียบง่าย ตรงประเด็น และเจาะจง

DSCF8198

ในการทำตลาดแบบบอกต่อ หรือ referral marketing สิ่งทำคัญอย่างหนึ่งก็คือการพูดอธิบายตัวตนของเราต่อลูกค้า หรือ ต่อสมาชิกเพื่อนฝูงที่จะหาลูกค้าให้เรา การสื่อสารเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะถ้าสื่อสารผิดมันส่งผลเสียหลายอย่าง ตั้งแต่การเข้าใจผิด การไม่อุดหนุนต่อ และถ้ามันใหญ่โตมันเกิดเป็นสงครามได้ไม่ยากเลย และการสื่อสารในการทำ networking ก็ต้องทำให้ ชัดเจน จำง่าย และตรงประเด็น

วิธีการที่ผิดในการสื่อสารจะมีดังนี้
1 พูดมากเกินไป
2 พูดศัพท์เทคนิคมากเกินไป
3 พูดธรรมดาเกินไป

การพูดมากจะทำให้คนจำไม่ได้ เราควรเลือกคำพูดที่กลั่นกรองมาแล้ว รวบรัดย่อส่วนให้เหลือแต่ใจความสำคัญมาแล้ว
การพูดศัพท์เทคนิคเยอะ จะทำให้คนตามไม่ทัน และพาลไม่สนใจเพราะฟังไม่รู้เรื่อง เราควรเลือกใช้คำพูดที่พบเจอในชีวิตประจำวันของคนปกติ
พูดธรรมดาเกินไปจะทำให้คนไม่เห็นว่าคุณเก่ง หรือ น่าสนใจ เพราะใครๆก็มีหรือเป็นแบบที่คุณพูููด

ยกตัวอย่าง

ผมทำ IT consult ครับ แนวนี้คือศัพท์เทคนิคล้วนๆ มันมากเกินไปสำหรับคนธรรมดา
อาจต้องลองเปลี่ยนเป็น ผมดูแลคอมพิวเตอร์ให้ทำงานได้ตลอดทุกวัน ปัญหาส่งเมลไม่ได้ พิมพ์เอกสารไม่ได้ จะหมดไป

ฉันทำบัญชี ดูแลเรื่องภาษี แนวนี้คือ ธรรมดาเกินไป ฟังแล้วไม่แตกต่างจากบริษัทแถวบ้าน
อาจลองเปลี่ยนเป็น ฉันวางแผนเรื่องเอกสารทางบัญชีอย่างฉลาดและรัดกุม ทำให้เสียภาษีน้อยลงได้จริง

ที่มา http://businessnetworking.com/communicate-simply-specificity/

nec – referral source คืออะไร หาได้จากไหน

IMG_0178

คุณอาจจะคิดว่า ผู้ที่น่าจะให้ referral แก่เราบ่อยๆได้ก็คือลูกค้าเก่าของเรา เราคิดอย่างนั้น และมันเป็นเช่นนั้นหรือไม่  เชื่อว่าหลายคนก็คิดแบบนี้  และเราก็มักจะพูดติดปากว่า ลูกค้าเราใช้บริการเราแล้วพอใจ แล้วก็บอกต่อ แล้วก็แนะนำลูกค้าคนต่อไปมาให้  มันอาจจะเคยเกิดขึ้นบ้าง แต่ลองคิดดูให้ดีว่า มันสามารถเกิดขึ้นบ่อยๆหรือเปล่า  แล้วถ้าเราเชื่ออย่างนั้น เราก็อาจจะถลำตัวไปกับการใช้เวลากับลูกค้าของเรา จนวันนึงเราพบว่า เราคิดผิด
ลูกค้าเก่าช่วยบอกต่อทำให้เกิดงานก็จริง แต่ในระยะยาวย่อมไม่ใช่ และจะทำให้เราเกิดผลเสียในภายหลังถ้าเรามัวแต่ใช้เวลากับลูกค้าเก่าของเราอย่างผิดวัตถุประสงค์  ผู้ที่จะให้ธุรกิจกับเราในระบบ referral marketing คือคนที่เราแนะนำงานให้เขานั่นเอง  คนที่เราส่งงานให้  คนที่เขาได้รับการเทรนนิ่งมาแนวเดียวกับเราและมีกลุ่มลูกค้าคล้ายๆเรา เรามาลงรายละเอียดกัน
คนที่ได้รับการฝึกฝนให้มองหางานให้เพื่อน หรือ เพื่อนใน powerteam ของเราที่มีความเข้าใจและสามารถใช้เวลาในการสร้าง network ที่มีคุณภาพต่างหากที่จะเป็นแหล่ง referral ให้กับเรามากกว่าลูกค้าเก่าทั้งหลายที่ผ่านเราไป  เพราะว่า เพื่อน powerteam ของเราผ่านการเรียนรู้ ผ่านการฝึกฝนมาเหมือนกับเรา อ่านตำราเดียวกับเรา และเห็นคุณค่าของการใช้เวลากับ powerteam เหมือนๆกับเรา  เพื่อนเราจะพูดหางานให้เราแทนตัวเราได้ เพราะเพื่อนเราฟังเราพูดทุกสัปดาห์  และผ่านการศึกษาซึ่งกันและกัน หรือ ทำ 1-2-1ด้วยกันแล้ว  และเราทำแบบนี้กับลูกค้าของเราไม่ได้นั่นเอง
หากเราไปหาลูกค้าของเราเองและไปบอกไปสอนลูกค้าเราว่าเราอยากได้อะไร ขอให้ลูกค้าช่วยหา referral ให้หน่อย ลองคิดดูว่ามันจะออกมาน่าเกลียดแค่ไหน  ลูกค้าของคุณหวงแหนเวลาอันมีค่า เขาอาจจะคิดว่า ทำไมคุณไม่เอาเวลาพูดคุยเหล่านี้ไปทำงานของลูกค้าให้เรียบร้อย เอาเวลาไปทำในสิ่งที่ลูกค้าจ้างคุณทำ ทำไมต้องมาคุยนานๆ  ทำไมไม่กลับไปทำงานที่มีอยู่ให้เรียบร้อยดูดี  ถ้าลูกค้าเราใจดีช่างคุยก็อาจจะได้คุยกันนาน แต่ถ้าลูกค้าแสนดีของเราเกิดยุ่งและไม่ชอบสิ่งที่เรากำลังทำ ไม่ชอบการไปสั่งสอนว่าให้หางานให้คุณ  ลูกค้าก็อาจจะค่อยๆหายไปจากคุณก็ได้  คุ้มไหมกับการเปลี่ยนลูกค้าให้เป็นแหล่งสร้าง referral
สิ่งที่เราควรจะโฟกัสให้ชัดก็คือ หา referral source จากกลุ่มเน็ตเวิร์คกิ้งให้เจอ  เขาเป็นคนที่มีลูกค้าคนเดียวกับเรา เขาเข้าใจการทำงานเป็นทีม เขาเข้าใจการทำตลาดแบบบอกต่ออย่างแท้จริง เขาให้ความสำคัญกับกลุ่มเน็ตเวิร์คกิ้งอย่างเพียงพอ เขามีเวลามาพูดคุยกับเราว่าเขาต้องการลูกค้าแบบไหน เราต้องการลูกค้าแบบไหน เขาพร้อมจะทำธุรกิจไปพร้อมๆกับเรา และเขามีเวลาให้เรา
ต่อให้เรามีลูกค้าคนเดียวกัน แต่ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ไม่มีเวลาให้เรา ก็ให้ท่องไว้ว่า  หาคนใหม่เข้าทีมเรา.

 

In this blog, business networking expert Dr. Ivan Misner® explains why, contrary to popular belief, customers may not be your best source for referrals.

วิธีการหา referral ให้เพื่อน

การหา referral  ให้เพื่อนนั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย  ใครยังไม่เคยให้อาจจะมึนงง  ไปต่อไม่ถูก  วันนี้เรามีวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เรามี referral ให้เพื่อนครับ

การทำการตลาดแบบบอกต่อ เราจะต้องพัฒนาตัวเราให้เป็นนักแก้ปัญหาให้เพื่อน  ใครมีปัญหา ใครมองหาบริการหรือผลิตภัณฑ์ก็ให้มาถามกับเรา  ทำให้ทุกคำถามเร่ิมต้นที่เรา

แปลว่าให้เราทำตัวเป็นผู้คุมประตูสมบัติ  สมบัติหลังประตูนี้คือ ซัพพลายเออร์ชั้นดี  ซึ่งหมายถึงสมาชิกในแช็พเตอร์  ใครอยากอยากติดต่อกับซัพพลายเออร์คุณภาพในเครือข่ายของเรา  ก็ให้บอกเรา  แล้วเราก็จะนัดหมายและคัดเลือกซัพพลายเออร์ในเครือข่ายของเราไปให้

สิ่งที่เราต้องทำก็คือ  ส่งข่าวด้วยวิธีการที่เราถนัด  จะเป็นการโทรคุย หรือเป็น message หรือเป็นจดหมายก็ได้  ดร.ไอแวน ไมเนอร์แนะนำให้ทำเป็นจดหมายข่าว  อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำสามเดือนครั้ง  ให้ส่งจดหมายไปยังคนรู้จักและลูกค้าของเรา  บอกว่าเรามีเครือข่ายผู้ประกอบการที่ดี และมีประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งกับธุรกิจของท่านแน่นอน  ดูอาชีพต่างๆได้ในลิสต์ที่แนบมาด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญในเนื้อหาจดหมายก็คือ  อย่าให้เบอร์โทร และชื่อสมาชิกไปในทันที  ให้แต่รายนามอาชีพที่มีอยู่  แล้วให้ลูกค้าของเราเลือกตัดสินใจเองว่าอยากติดต่อกับใคร  แล้วเราค่อยทำนัดหมายให้ทั้งคู่ได้คุยกัน

เมื่อมีการเริ่มต้นนัดหมาย ก็เท่ากับว่าเราทำการตลาดแบบบอกต่อสำเร็จเพียงเท่านี้เราก็จะเป็นนักแก้ปัญหาที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

การแนะนำทางธุรกิจออกแบบได้

referral หรือการแนะนำธุรกิจที่ดีที่เคยมีในระบบ bni เป็น referral ที่มาจากการออกแบบ ไม่เคยมีธุรกิจที่มาแบบฟลุคๆ ไม่เคยมี referral ที่ดีที่ได้มาโดยบังเอิญ หลายๆคนที่ทำธุรกิจมักจะรอคอย referral ซึ่งการเฝ้ารอแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดี

referral ออกแบบได้ เป็นแนวคิดที่เป็นจริง ไม่ว่าเราจะมีบทบาทอะไรในธุรกิจของเรา ตั้งแต่การเป็นเจ้าของ หรือ คนทำงาน การออกแบบreferral อย่างมีระบบ มีการวางแผน จะทำให้เราได้ referral ที่เราต้องการ

มีเหตุการณ์สมมุติ ถ้ามีนกแร้งสองตัวเกาะอยู่บนต้นไม้ เฝ้ารอสัตว์เดินมาตายใกล้ๆ แล้วจะเข้าไปกิน ถ้าเราเป็นแร้ง เราจะทำอย่างไร หาเรารอให้มีสัตว์เดินมาตายต่อหน้า พอเราจะเข้าไปกิน ก็มีแร้งอีกตัวที่อาจเร็วกว่าเราเข้ามาแย่งเราไป อาจมีคู่แข่งทางธุรกิจที่มีระบบการจัดการบางอย่างที่ดีกว่าเรามาตัดหน้าเสนอบริการที่ดีและพร้อมกว่าไปจนได้ แต่ถ้าเราเป็นแร้งที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันที่มีหัวก้าวหน้าสักหน่อย แทนที่เราจะรอสัตว์เดินมาตายตรงหน้า สู้ออกไปฆ่าสัตว์สักตัวแล้วกินเลยไม่ดีกว่าหรือ นั่นคือ การออกไปแล้วลงมือทำสิ่งที่แร้งตัวอื่นไม่ทำ ทำในสิ่งที่คู่แข่งไม่ทำ การลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มากกว่าการรอคอยจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิด referral ที่ดีได้ การลงมือทำเพื่อให้เกิด referral ก็คือการออกแบบ referral นั่นเอง อย่าลืมว่า referral ออกแบบได้

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/