ภาพก่อนไปโรงเรียน

1614325933698-01
ก่อนไปโรงเรียน

เช้าวันหนึ่งก่อนจะออกจากบ้านไปโรงเรียน แม่ลูกเตรียมตัวขึ้นรถ วันนี้พ่อไปส่ง ในมือพ่อมีกล้องตัวหนึ่งที่ใส่ฟิล์มไว้ถ่ายเล่น ฟิล์มขาวดำที่ซื้อไว้นานแล้วหลายปี กับกล้องเก่าเก็บที่นานๆใช้ที แม้โทรศัพท์จะเป็นอวัยวะติดมือผู้คน แต่การถ่ายภาพอย่างตั้งใจก็เป็นกิจกรรมที่สนุก การมีภาพธรรมดาในรูปแบบของฟิล์มก็นับว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาในยุคสมัย 5G.

กล้อง nikon fm2n

เลนส์ nikon 50f1.8

ฟิล์ม ilford pan100

Film developer D76 20องศา 7 นาที

กระดาษอัดภาพ ilford Kentmere

Paper developer Kodak Dektol

IMG_0075
IMG_4834
1613978668855

รีวิว กล้องคอมแพ็คฟิล์ม nikon L35AF

20200131162450_IMG_0410-01

ใครอยากฟังเป็นเสียง ผมทำเป็นคลิปไว้ใน youtube เลื่อนลงด้านล่างแล้วกดฟังได้เลยครับ

กล้องฟิล์มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงสามปีมานี้ ในงานโฟโต้แฟร์ของปลายปี คศ 2019 ที่เพิ่งผ่านไป ในงานมีมุมของกล้องฟิล์มมือสองที่มีผู้ขายมาออกร้านอยู่จำนวนหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ต้องบันทึกไว้ก็คือ คนที่มาดูกล้องฟิล์มมือสองมีจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ ปกติงานโฟโต้แฟร์ในช่วงหลังที่มีแต่กล้องดิจิทัลจะมีคนเดินหลวมๆ ดูของสบาย จะมีบางบู๊ทเท่านั้นที่มีคนมุง 2-3 คนเพื่อดูสินค้า แต่กับมุมกล้องฟิล์มกลับมีผู้คนล้นหลาม ถึงขนาดที่คนดูมุงซ้อนกัน จะดูกล้องสักตัวต้องมุดต้องเอื้อมมือแทรกเข้าไปเพื่อขอกล้องตัวที่สนใจมาถือดู ความคึกคักระดับที่ไม่เคยเห็นเลยในงานโฟโต้แฟร์ การรุมดูอย่างบ้าคลั่งราวกับตลาดนัดยี่สิบบาทเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และที่น่าตกใจก็คือ ราคากล้องฟิล์มขึ้น…. มันเป็นไปได้จริงๆ

กล้องฟิล์มยอดฮิตในช่วงปีนี้จะเป็นกล้องคอมแพ็คเลนส์ฟิกซ์ทั้งสิ้น กล้องที่ได้รับความนิยมจากที่ตามอ่านตามเว็บและกลุ่มเฟสบุ๊คก็จะไม่พ้นกล้องฟิล์มไฮโซหรือกล้องคอมแพ็คเทพทั้งหลาย ที่ติดเป็นดาวค้างฟ้าก็เช่น contax t2, contax t3, leica minilux, nikon 35ti, olympus mju II, canon afm, yashica electro35, canon ql17, และ nikon L35AF ซึ่งตัวหลังนี้จะราคาค่อยข้างถูกกว่าทุกตัว และเป็นที่มาของรีวิวชิ้นนี้

กล้อง Nikon L35AF เป็นกล้องคอมแพ็คฟิล์มระบบออโต้โฟกัสตัวแรกของค่าย nikon ออกวางขายในปี คศ 1983 ติดเลนส์ 35มม. รูรับแสง 2.8 มาให้เลย นับว่าเป็นเลนส์ไวแสงตัวหนึ่งของการถ่ายภาพ รูปร่างเหลี่ยมตามยุคสมัยของทศวรรษที่80 ดูบึกบึนแข็งแรงดี สเป็คเลนส์ที่ดีทำให้มันน่าสนใจมากเมื่อเราเจอกล้องที่สภาพดีและยังคงทำงานได้สมบูรณ์

สเป็คกล้องจากเว็บฝรั่งว่าไว้ตามนี้

  • Produced 1983 – ? Nippon Kogaku K. K., Japan
  • Film type 135 (35mm)
  • Picture size 24mm x 36mm
  • Weight 13.9oz with batteries (394g)
  • Lens Nikon Lens 35mm 1:2.8-? (5 element 4 group?)
  • Filter size 46mm
  • Focal range .8m-infinity (?)
  • Shutter Nikon
  • Shutter speeds ??
  • ASA 100-400*
  • Viewfinder bright frame finder with symbol distance scale
  • Exposure meter lens mounted CdS, +2 backlight compensation lever
  • Battery 2 x AA 1.5v
  • Pop-up flash (automatic when light levels drop out of range)
  • Self-timer
  • Autofocus
  • Auto film advance

จุดเด่นที่พบหลังจากได้ลองใช้ก็จะมีดังนี้

L35AF เป็นกล้องที่ใช้ถ่าน AA 2 ก้อน ซึ่งถือว่าเป็นถ่านราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายมาก เพราะกล้องตัวอื่นมักจะใช้ถ่านหายากบ้าง ราคาแพงบ้าง เช่น CR2 หรือ CR123 หรือ 2CR5 บางคนได้กล้องมาราคาสามร้อยบาท แต่ต้องซื้อถ่านเพื่อทดสอบราคาสามร้อยบาท ยังมีค่าฟิล์มค่าล้างอีกสำหรับทดสอบความสมบูรณ์ของกล้อง มันเป็นเรื่องหงุดหงิดนิดหน่อยสำหรับกล้องที่ใช้ถ่านราคาแพง

000004

L35AF เป็นกล้องที่ใส่ฟิลเตอร์ได้ ขนาดฟิลเตอร์ 46 มม. ตรงนี้เจ๋งมาก เพราะว่ากล้องคอมแพ็คเทพทั้งหลายใส่ฟิลเตอร์ไม่ได้เลย การถ่ายภาพด้วยฟิล์มหากจะหวังผลปราณีตมากๆ ก็ควรจะมีฟิลเตอร์ที่ตอบสนองความต้องการของช่างภาพ เช่นจะถ่ายขาวดำก็อาจจะต้องใช้ฟิลเตอร์สีเหลือง จะถ่ายฟิล์มสไลด์หรือเน็กกาทีฟที่สีเที่ยงตรงก็ต้องมีการใส่ฟิลเตอร์แก้สี เนื่องจากฟิล์มไม่สามารถเปลี่ยนค่าไวท์บาลานซ์ได้แบบกล้องดิจิทัล เราจึงต้องใส่ฟิลเตอร์เพื่อเปลี่ยนสีของแสงที่วิ่งเข้าสู่ฟิล์มนั่นเอง

Screenshot 2020-02-20 23.17.15

L35AF ออกแบบช่องมองภาพมีสเกลโฟกัส มีเข็มชี้ว่าตอนนี้กำลังโฟกัสไปที่ระยะใด มีระยะ4 ตำแหน่งบอกเรา คือ โฟกัสใกล้ๆเข็มจะชี้ที่ภาพคน1คน ถ้าโฟกัสระยะห่างออกมาประมาณ 2-3 เมตรเข็มก็จะชี้ที่ภาพคน2คน ถ้าโฟกัสไกลอีกหน่อยเข็มก็จะชีที่ภาพสามคน และถ้าโฟกัสไกลมากเข็มจะชี้ที่ภาพภูเขา ระบบออโต้โฟกัสที่แสดงผลเป็นเข็มชี้แบบนี้ช่วยให้เรามั่นใจมากยิ่งขึ้นว่ากล้องทำงานไม่ผิดพลาด และคนใช้งานก็จะโฟกัสไม่พลาด เช่นถ้าเรากำลังถ่ายคนครึ่งตัว เมื่อกดปุ่มถ่ายลงไปครึ่งหนึ่งกล้องจะทำการโฟกัส และเข็มชี้โฟกัสจะชี้ไปตามระยะที่มันทำงานคือชี้ภาพ1คน แต่ถ้ามันบังเอิญไปชี้ที่รูปภูเขา แสดงว่าเราโฟกัสพลาดไม่โดนคน ไปโฟกัสฉากหลัง ภาพก็จะออกมาเป็นคนเบลอ ภูเขาหรือวิวด้านหลังชัด

000010

L35AF เป็น เป็นกล้องที่ตั้งค่า iso ได้เอง กล้องตัวนี้ไม่มีระบบอ่าน DX code เราจะต้องตั้งค่า iso ที่ด้านบนของเลนส์ให้ตรงกับฟิล์มที่เราใช้ แม้จะดูไม่สะดวก แต่มันเจ๋งมากหากเราใช้ฟิล์มประหลาดที่ไม่ได้มาพร้อม DX code ที่ถูกต้อง อย่างเช่น ฟิล์มโหลดชนิดต่างๆ ยุคนี้เรามีฟิล์มประหลาดที่มาแบ่งขายใส่กลักเก่า กลักเก่าจะมี DX code ที่ไม่ตรงกับฟิล์มประหลาดเหล่านี้ หากเราใช้ฟิล์มประหลาด เราต้องใช้กล้องที่ตั้งความไวแสงได้เอง

000009

L35AF มีปุ่มชดเชยแสง +2EV ปุ่มนี้เป็นปุ่มที่ช่วยให้เรื่องวัดแสงเป็นเรื่องง่ายขึ้น ปกติหากเราจะถ่ายภาพแบบปราณีต เวลาถ่ายภาพย้อนแสง กล้องจะวัดแสงผิด หากเราถือกล้องโปร เราก็ควรจะไปตั้งค่าการชดเชยแสงให้กับกล้องก่อนถ่ายภาพจริง ถ้าย้อนแสงเราจำเป็นต้องชดเชยไปทาง + 1 หรือ +2 แล้วแต่ความสว่างของด้านหลัง แต่ในกล้องคอมแพ็คตัวนี้ไม่ต้องคิดเยอะ เขาระบุมาเลยว่า ถ้าถ่ายย้อนแสงให้กดปุ่มพิเศษปุ่มนี้ด้วย มันคือปุ่มชดเชยแสงนั่นเอง

Nikon L35AF +2ev

นักถ่ายภาพมือใหม่บางคนไม่รู้ว่าปุ่มนี้ใช้ทำอะไร แต่ถ้าเคยฝึกฝนการถ่ายภาพอย่างจริงจังจะเข้าใจว่า การมีปุ่มชดเชยแบบสำเร็จรูแบบนี้เป็นสิ่งที่เจ๋งมาก ภาพตัวอย่างดูจากภาพลูกผมนั่งอยู่ในเบาะรถยนต์ แสงสว่างด้านนอกรถยนต์รวมถึงด้านหลังรถเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพนี้ถือว่าเป็นภาพย้อนแสง หากเราถ่ายไปตรงๆ ภาพจะมีความมืดที่ตัวนายแบบ แต่หากเรารู้ว่าย้อนแสงและต้องการชดเชยแสงให้มีแสงมากขึ้น เรากดปุ่มชดเชยแสงค้างไว้แล้วโฟกัสภาพถ่ายใหม่เลย กล้องจะรับแสงนานขึ้น ความสว่างจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 สต๊อป นั่นเพียงพอที่จะทำให้เด็กในภาพมีหน้าขาวดขึ้น ภาพดูสว่างขึ้น และรวมถึงฉากหลังก็จะสว่างขึ้นด้วย

2020-02-19_07-55-32

ภาพสะพายกระติกน้ำผมถ่ายที่บริเวณจุดจอดรถรับส่งนักเรียน ผมให้ลูกไปยืนห่างออกไปประมาณสองเมตรแล้วถ่ายภาพแรก แล้วจากนั้นก็กดปุ่มชดเชยแสงค้างไว้แล้วถ่ายภาพซ้ำอีกครั้ง ภาพที่สองจะมีความสว่างบนตัวแบบมากขึ้นทันที จุดนี้เป็นจุดเด่นที่เจ๋งมากๆและหาไม่ได้จากกล้องในปัจจุบัน

IMG_0408

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มในยุคปัจจุบัน จะมีความนิยมใช้ฟิล์มสีหรือเน็กกาทีฟ โดยเมื่อถ่ายเสร็จแล้วจะส่งไปล้างและทำการสแกนภาพด้วย มีผู้ให้บริการล้างฟิล์มพร้อมสแกนจำนวนมาก มีทั้งร้านเก่าแก่ที่ยังคงดำเนินงานอยู่ และอีกเกินครึ่งเป็นร้านใหม่ เมื่อได้ภาพสแกนมาแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเอาไปโพสท์โชว์ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ภาพสแกนจาก nikon L35AF ชุดนี้ได้ภาพมา 37 ภาพ มี 36 ภาพที่โฟกัสเข้าตามที่ตั้งใจไว้หมดเลย ส่วน 1 ภาพที่ไม่ชัดก็เป็นภาพที่หันกล้องมาถ่ายเซลฟี่ตัวผมเอง ซึ่งคาดว่าโฟกัสพลาดเพราะระยะใกล้เกินไป กล้องยุคเก่ามักจะมีระยะโฟกัสใกล้สุดที่มากกว่ากล้องสมัยใหม่ ระยะแขนที่เซลฟี่ตัวเองก็เลยอยู่ในระยะที่กล้องโฟกัสไม่ได้

ข้อแนะนำสำหรับคนที่อยากถ่ายภาพให้ดูดี เราควรจะยืนใกล้เหตุการณ์ทีจะถ่ายเพื่อให้วัตถุหรือคนเป็นจุดเด่นที่สุดในภาพ การใช้กล้องคอมแพ็คมักจะให้ภาพไม่แม่นยำเท่ากล้อง SLR การจัดองค์ประกอบที่ซับซ้อน การเล่นเส้นนำสายตา การจัดภาพที่จุดตัดเก้าช่อง ทฤษฎีองค์ประกอบภาพต่างๆอาจทำได้ไม่ชัดนัก สิ่งที่ทำได้คือเน้นให้จุดเด่นเป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุดในภาพ ภาพลักษณะนี้มักจะดูดี

สรุป

Nikon L35AF เป็นกล้องคอมแพ็คฟิล์มคุณภาพดี ให้ภาพที่คมชัด วัดแสงแม่นมาก สามารถโฟกัสวัตถุได้แม่นยำ คุณภาพของภาพที่ล้างแล้วสแกนขึ้นมาดูสูสีกับกล้องเทพอย่าง contax t3 ถ้าไม่ได้เป็นคนถ่ายภาพด้วยตัวเองก็อาจแยกไม่ออกว่าภาพไหนจาก nikon ภาพไหนมาจาก contax ถือว่าเป็นกล้องราคาย่อมเยาที่ให้คุณภาพทัดเทียบกับกล้องแพง ข้อเสียอย่างเดียวของกล้องตัวนี้คือ แฟลชจะเด้งอัตโนมัติเมื่อมีแสงน้อย ทำให้เราไม่สามารถสั่งปิดแฟลชได้ด้วยตัวเอง ทำให้การถ่ายภาพบางสถานการณ์อาจจะไม่เป็นไปดังที่ใจคิด และการไม่มีลูกเล่นระดับ advance อย่างโหมด Av Tv หรือการโฟกัสแบบโซนรวมถึงปรับเป็นแมน่วลโฟกัสไม่ได้ก็อาจจะทำให้ใช้งานไม่ตอบสนองต่อความคิดสร้างสรรค์ที่เรามี แต่มันก็เป็นกล้องที่ออกแบบมาให้พกง่ายถ่ายง่าย ไม่ได้ออกแบบมาให้มือโปรใช้ ดังนั้นข้อจำกัดต่างๆก็ไม่อาจบอกว่าเป็นข้อเสียได้

Nikon L35AF Contax T3 Leica minilux
แถมภาพเปรียบเทียบให้ สามภาพนี้ มาจากกล้อง nikon L35AF Contax T3 และ Leica minilux ใช้ฟิล์ม Fuji c200 เหมือนกัน และล้างอัดพร้อมสแกนฟิล์มร้านเดิมตลอด ทุกภาพต่างกันที่ช่วงเวลาที่ถ่ายเท่านั้น
2020-02-20_11-01-59
แถมภาพเปรียบเทียบกับกล้องดิจิทัล ภาพบนถ่ายด้วย eos m + เลนส์ 22f2 ส่วนภาพล่างเป็นภาพจาก nikon L35AF เอาภาพมาต่อกัน พยายามปรับขนาดให้ตัวเด็กดูใหญ่เท่ากัน

แถมให้อีกนิด L35AF ตอนสั่งกรอฟิล์มกลับเมื่อถ่ายหมดม้วน กล้องจะหมุนฟิล์มย้อนกลับแบบเหลือหางให้ มันดีสำหรับคนที่จะล้างฟิล์มด้วยตัวเอง เพราะจะได้ไม่เสียเวลาดึงหางฟิล์มเอง แต่มันเป็นข้อเสียเมื่อจะต้องส่งฟิล์มไปให้ร้านทำการล้างให้ เพราะฟิล์มที่เหลือหางจะดูเหมือนฟิล์มใหม่ยังไม่ได้ถ่าย หากเราเผลอวางไว้ใกล้กับฟิล์มใหม่ หรือเก็บไว้ในกระเป๋าแล้วลืมว่าถ่ายไปแล้วหรือยัง เราจะแยกไม่ออกเลยว่าฟิล์มม้วนนี้ใช้ถ่ายไปแล้วหรือยัง

IMG_20210308_194010
IMG_4855

รีวิว nikon fm2n

nikon fm2n เป็นกล้องถ่ายภาพฟิล์มที่มีความทนทานเหลือเชื่อ และเหมาะกับการฝึกฝนเพื่อพัฒนาฝีมือในหลายๆด้าน แม้ว่าระบบดิจิทัลจะทำให้เราไม่ต้องเสียค่าฟิล์ม แต่หากเราอยากกลับไปถ่ายฟิล์ม กล้องที่ตอบสนองต่อความคิดสร้างสรรค์ในการถ่ายภาพก็ควรจะมีสเป็คระดับ nikon fm2n ตัวนี้

IMG_0077

การใช้กล้องแมน่วลแบบนี้เราจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง ลองมาไล่กัน อย่างแรก เราจะได้เรียนรู้การวัดแสง การวัดแสงที่เราจะต้องกำหนดค่า isoตามฟิล์มที่เราใช้ กำหนดรูรับแสงที่ต้องการใช้ และเราจะต้องหาค่าสปีดชัตเตอร์ที่ทำให้ได้แสงพอดี การได้บิด ได้หมุนทุกอย่างจะทำให้ตัวเลขต่างๆผ่านสายตา และเราจะรู้ความสัมพันธ์ของค่ามาก ค่าน้อยต่างๆ

IMG_0064

ยกตัวอย่าง เมื่อเราใส่ฟิล์ม iso200 เรากำลังจะถ่ายภาพวิวต้นไม้ที่อยู่ในสวนสาธารณะ แดดออกตอนเช้ากำลังสวย เราอยากจะใช้รูรับแสง f8 เพื่อให้ได้ภาพชัดทั้งภาพ สปีดชัตเตอร์ที่ได้แสงพอดีอาจจะ 1/250 วินาที พอเราถ่ายภาพเสร็จ เปลี่ยนมุม แสงแดดแรงขึ้นอีกเล็กน้อย ภาพที่สอง เราถ่ายด้วยค่าเดิม แสงจะมากเกินไป ค่าแสงที่วัดได้ในกล้องจะแจ้งว่าเป็น + หรือโอเวอร์ เราจะต้องปรับสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ค่าแสงในกล้องลดลงมาที่พอดี เราอาจจะปรับรูรับแสงเป็น f11 แล้วได้ค่าแสงพอดี หรือถ้าเราจะใช้รูรับแสงเดิม f8 เราก็ต้องปรับสปีดชัตเตอร์เป็น 1/500 วินาที เพื่อให้ค่าแสงพอดีก็ได้เช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างรูรับแสงและสปีดชัตเตอร์นี้เป็นความรู้ความเข้าใจในการวัดแสง เราได้เรียนรู้แน่ๆจากการใช้กล้องที่เราต้องปรับทุกอย่างเอง

สมมุติว่า เราใช้ฟิล์ม iso 100 และเราปรับสปีดกล้องไว้ที่ 1/125 วินาที การใช้กล้องแมน่วลจะทำให้เราได้เห็นค่ารูรับแสงที่เปลี่ยนไปเมื่อเราถ่ายในแต่ละเหตุการณ์

หากเราถ่ายในที่แสงแดดจัดจนแสบตา เราต้องปรับรูรับแสงประมาณ f16

หากเราถ่ายภาพที่มีแสงแดดปกติ เราต้องปรับค่า f11

หากเราไปถ่ายที่สภาพแสงแดดอ่อนๆ รูรับแสงที่พอดีจะเป็น f8

ค่าแสง f16 f11 f8 ที่เปลี่ยนไปนี้ จะตรงกับกฏ sunny16 ที่เป็นความรู้คู่กับช่างภาพมายาวนาน กฏนี้ถูกกำหนดขึ้นจากสถานการณ์แสงแดดที่มีค่าต่างๆ

นี่คือเรื่องราวที่เราจะผ่านการเรียนรู้จากการใช้กล้องแมน่วล

ผมทำคลิปแนะนำการใช้งานกล้อง nikon fm2 เอาไว้ให้ดูเป็นพื้นฐานสำหรับคนที่สนใจกล้องแมน่วลตัวนี้

ภาพตัวอย่างที่ถ่ายด้วยกล้อง nikon fm2n

slide-img089
slide-img092
slide-img328
slide-img744
neg-samui-img580
neg-place-img066

จัดแสงในรถเพื่อถ่ายภาพสินค้า

ผมมักจะต้องการถ่ายภาพสิ่งของหรือสินค้า หรือ ชิ้นงานบางอย่างอยู่บ่อยๆ  ถ้ามีเวลาก็จะใช้กล้องและชุดไฟและเต๊นท์ถ่ายภาพสินค้าเพื่อหวังผลให้ภาพสวยงามดังใจ  ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดของผมก็อยู่กระจัดกระจาย กล้องอยู่ในรถ  ไฟแฟลชใหญ่อยู่ที่บ้าน  กล่องหรือเต๊นท์ถ่ายภาพอยู่ที่บ้าน  หากผมอยู่ที่โรงพิมพ์หรือที่ทำงาน ผมก็จะไม่ได้ใช้ชุดไฟที่ใช้ประจำ

 

ผมมีไฟชุดเล็กที่ใช้แฟลช nikon sb26 เป็นแฟลชเพื่อใช้ถ่ายสินค้า  พร้อมด้วยอุปกรณ์ trigger หรือตัวส่งสัญญาณยิงแฟลชไร้สาย  ซึ่งแฟลชและทริกเกอร์ผมก็พกติดอยู่ในกระเป๋ากล้อง ส่วนกล้องก็ติดเลนส์มาโครไว้แล้ว กล้องผมใช้ eos 6d เลนส์มาโครใช้ macro 100f2.8

 

ด้วยความอยากจะรีบถ่ายของชิ้นหนึ่งแล้วไม่อยากรอกลับบ้าน  ก็เลยจัดวาง จัดแสงในรถเสียเลย

 

20181124171630_IMG_0221

 

รถฮอนด้าฟรีด เปิดท้ายรถออกมาจะเป็นช่องว่างขนาดใหญ่  เบาะหลังแถว3 หากพับที่พิงให้ราบไปกับเบาะนั่งก็จะได้ที่วางราวกับเป็นโต๊ะทำงาน  ผมเอากระเป๋ากล้องขนาดใหญ่ที่ผมซื้อเอาไว้ขนอุปกรณ์ถ่ายภาพวางบนเบาะ  เพื่อใช้วางสินค้าที่จะถ่าย  ส่วนแสงแฟลชผมก็ติดทริกเกอร์ไร้สาย  ตัวส่งสัญญาณติดอยู่บนกล้อง eos 6d ตัวรับสัญญาณเอาไปติดที่ sb26 แล้วก็หันหน้าแฟลชให้ยิงแสงขึ้นเพดานรถ ตั้งใจจะใช้แสงแฟลชสะท้อนกับเพดานรถสีเทา แล้วสะท้อนลงมายังของที่ต้องการถ่ายภาพ

20181124171622_IMG_0220

 

เลนส์มาโครตั้งค่า f เอาไว้ที่ประมณ f8 – f11 ความไวของกล้องตั้งไว้ที่ iso 800  ส่วนกำลังไฟของแฟลชผมตั้งไว้ที่ 1/4 ด้วยเหตุผลว่า ผมไม่อยากให้แฟลชยิงเต็มกำลัง  เพราะถ้าแฟลชยิงเต็มกำลังไฟจะหมดเกลี้ยง แล้วต้องรอเวลาหลายวินาทีกว่าที่แฟลชจะสะสมกำลังไฟขึ้นมาใหม่เพื่อยิงแสง  การยิงแสงแฟลชที่ 1/4 ของกำลังสูงสุด ทำให้เราสามารถยิงแฟลชต่อเนื่องได้ 4 ครั้งก่อนที่ไฟจะหมดแล้วต้องสะสมขึ้นมาใหม่  มันทำให้เราทำงานได้สะดวกขึ้น  เพราะการถ่ายภาพสินค้าบางครั้งเราก็ถ่ายภาพติดต่อกันหลายครั้ง  ถ้าการถ่ายทุกครั้งต้องรอแฟลชสะสมไฟหลายวินาทีก็จะเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดมาก

 

การถ่ายวัตถุสีดำบนพื้นดำเป็นสิ่งที่เราจะคาดคะเนค่าแสงได้ยากมาก  เพราะภาพที่ถ่ายออกมาจะเป็นโทนสีดำออกเทา  ถ้ารับแสงมากก็เป็นเทาอ่อน  ถ้ารับแสงน้อยก็เป็นเทาเข้มเกือบดำ  ภาพของดำบนฉากดำก็จะออกมาเป็นแนวลึกลับ หรือ low key ก็แล้วแต่จะเรียก  ตอนเลือกค่าแสง ผมตัดสินใจใช้กระดาษขาวรองไว้ใต้สินค้า เพื่อให้ปรับรูรับแสงให้ได้ค่าแสงที่เหมาะสมจริงๆ  เพราะถ้าเราถ่ายภาพส่วนสีขาวให้ขาวเพียงพอแต่ยังไม่ล้นไปทางขาวโพลน  สิ่งของสีดำก็จะได้สีดำที่พอดี

 

20181124164519_IMG_0206

 

เมื่อได้ค่าแสงที่ต้องการแล้วก็เอากระดาษขาวรองพื้นออก ปล่อยให้สินค้าวางอยู่บนพื้นผิวกระเป๋าสีดำ แล้วก็เริ่มถ่ายภาพด้วยองค์ประกอบที่ต้องการ  ซึ่งโจทย์การถ่ายของผมในวันนี้คือไม่มีโจทย์  ขอให้เลือกค่าแสงแฟลชที่ให้แสงโดนวัตถุสีดำแล้ววัตถุยังดูเป็นสีดำอยู่  สุดท้ายก้ได้ผลงานออกมา

20181124171606_IMG_0219

สินค้าในโพสท์นี้ก็คือ หูฟังบลูทูธสำหรับการฟังเพลงและคุยโทรศัพท์ Xiao mi

ภาพขาวดำดิจิทัล

IMG_20180330_080015

 

กล้องดิจิทัลออกมาโกยตลาดอยู่เกือบยี่สิบปี  ในสิบปีล่าสุดนี้ทำให้กล้องฟิล์มสูญพันธ์ุไปในที่สุด  ด้วยเหตุผลว่า กล้องดิจิทัลไม่เปลือง ไม่มีค่าใช้จ่ายในการถ่ายรูปอีกเลย ไม่ต้องซื้อฟิล์ม ไม่ต้องล้าง ไม่ต้องรอ คนทั้งโลกก็ยินดีต้อนรับและใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์

ในการถ่ายรูป  จะมีงานภาพขาวดำที่เป็นยาขมของระบบดิจิทัล  เพราะสีขาวดำของดิจิทัลมักจะไม่ให้โทนสีที่เข้มสวยสะใจเหมือนกับการถ่ายภาพด้วยฟิล์มแล้วอัดลงกระดาษ  ซอร์ฟแวร์ที่ช่วยแปลงภาพสีให้เป็นขาวดำก็ทำงานได้ไม่โดนใจ ต้องใช้ความสามารถของคนแปลงสีอยู่เยอะ  แม้แต่การแปลงสีเป็นขาวดำในกล้องก็ยังไม่สามารถยอมรับได้  ซึ่งสิ่งนี้เป็นยาขมของช่างภาพขาวดำที่ใช้กล้องดิจิทัลถ่ายยังไงก็ขาวดำไม่สวยถูกใจเหมือนฟิล์ม

ซอร์ฟแวร์ช่วยแปลงภาพสีให้เป็นขาวดำบางตัว มีฟิลเตอร์ขาย เป็นโหมดการแปลงขาวดำที่ดูดี ค่าฟิลเตอร์แพงกว่าซอร์ฟแวร์  เพราะซอร์ฟแวร์บางตัวฟรี บางตัวเสียตังนิดหน่อย บางตัวเสียตังแพง  แต่ฟิลเตอร์สีขาวดำเท่ห์ๆนั้นมีราคาค่าตัวด้วย  คนที่อยากได้ขาวดำระดับโปร ดูเหมือนมืออาชีพก็มักจะต้องซื้อฟิลเตอร์ยอดนิยมเหล่านั้น

ผมก็ใช้กล้องดิจิทัลมาหลายปี และก็ไม่ได้ซื้อซอร์ฟแวร์แปลงขาวดำสักที  เพราะอาศัยตัวแปลงอื่นๆที่เราพยายามมากหน่อย ใช้เวลามากหน่อยก็ได้ภาพที่เราพอใจ  แต่มันก็ลำบากและใช้เวลาพอสมควร และด้วยความบังเอิญที่ได้เปลี่ยนมาใช้โทรศัพท์ Huawei รุ่น P9 ที่มีโหมดการถ่ายขาวดำที่ดูดี  มีการแปลงสีที่ใช้ได้  อาจเป็นเพราะว่าเป็นมือถือที่ใช้ระบบกล้องจากไลก้า ใช้ซอร์ฟแวร์ของไลก้า ซึ่งไลก้ามีชื่อเสียงกับวงการถ่ายภาพมานานเกือบร้อยปี  และโทนสี โทนขาวดำที่ไลก้านำเสนอก็เป็นแนวทางสีที่มือโปรชอบกัน  มือถือ P9 ก็เลยเป็นมือถือที่ถ่ายขาวดำได้สวย และมีการแปลงสีที่สวยนั่นเอง  ไม่ใช่แค่รุ่นP9เท่านั้น แต่รุ่นอื่นที่พ่วงสัญลักษณ์ไลก้าลงไปบนตัวมันก็ต่างใช้ซอร์ฟแวร์ที่ให้สีสันแบบไลก้าจริงๆ  การถ่ายภาพขาวดำด้วยมือถือ huawei หรือ การปรับสีให้เป็นขาวดำด้วย app ติดเครื่องมากับมือถือเหล่านี้ก็เลยให้ภาพที่ถูกใจคนชอบขาวดำ

หลายภาพที่ถ่ายแล้วถูกใจในองค์ประกอบผมจะทดลองแปลงเป็นขาวดำด้วยมือถือ huawei P9 เช่นกัน แม้แต่ภาพที่ถ่ายจาก DSLR ก็ยังต้องเอามาลอง  เพราะถูกใจสีขาวดำของ Huawei นั่นเอง

 

IMG_20180326_195306

 

IMG_20180324_094332

 

IMG_20180324_092648

 

2018-03-24 09.16.22 1

 

IMG_20180318_232513

 

IMG_20180401_165152

 

IMG_20180401_165921

รีวิว nikon fm2n + 35-70 macro ais + fuji c200

กล้อง nikon fm2n เป็นกล้องแมนน่วลโฟกัสรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดโลกและประเทศไทยในยุคของฟิล์ม  ช่างภาพอาชีพในไทยที่อายุระดับ 50+ เป็นรุ่นที่น่าจะเคยจับ เคยใช้ nikon fm2 ตัวนี้มากันทุกคน  โดยเฉพาะสายนักข่าว สายงานพิธีต่างๆ  และกล้องตัวนี้ก็มาอยู่ในบ้านผมเมื่อยี่สิบปีที่แล้วโดยได้มาจากร้านขายกล้องมือสอง วันที่ผมซื้อกล้องตัวนี้เข้าบ้าน เป็นการซื้อให้น้องชายเอาไปเรียนถ่ายภาพที่มหาวิทยาลัย ผมในวันนั้นยังไม่ได้หัดถ่ายรูปเลย  แค่ถามเพื่อนที่รู้เรื่องว่าจะซื้อกล้องไปเรียนต้องซื้อตัวไหน

IMG_0290

IMG_0425fotogear-r

เลนส์ 35-70 macro ais เป็นเลนส์ซูม คุณภาพดีและทนมาก  เลนส์ตัวนี้จะเป็นโลหะทั้งตัว และค่า f จะเริ่มที่ 3.3-4.5  ซึ่งถ้าเป็นบอดี้พลาสติกที่ดูราคาถูกและบอบบางกว่านี้ ค่า f ประจำตัวเลนส์จะเป็น 3.5-4.5 แต่ตัวที่ผมใช้จะเป็นค่า 3.3 เริ่มต้น และมีคำว่า macro อยู่บนเลนส์ด้วย   ตอนเพื่อนช่วยเลือกก็เลือกตัวแพงให้เลย

IMG_20170423_084444_245

กล้องและเลนส์ตัวนี้อยู่กับน้องชายผม 1 เทอม และก็วางให้ฝุ่นกิน  พอผมตัดสินใจหัดถ่ายภาพ ก็ลองเอามาใช้ และก็ติดตัวมาตลอดจนถึงทุกวันนี้  เนื่องจากเป็นกล้องฟิล์ม เลนส์มือหมุน ทำให้มันเป็นอุปกรณ์ที่คงกระพัน ท้าทายกาลเวลาอย่างมาก  แม้ว่าตอนที่ผมหัดถ่ายภาพจริงๆ จะไปซื้อกล้องออโต้โฟกัสใช้  และตอนรับงานก็ใช้ออโตโฟกัสพร้อมเลนส์เกรดโปรสาย canon ทำงาน  แต่ nikon ชุดนี้ผมก็แอบใช้อย่างสม่ำเสมอ  ยิ่งในตอนที่เดินทางไปเที่ยวแบบเน้นน้ำหนักเบา ก็จะวาง canon ไว้ที่บ้านและพก nikon กับเลนส์สักตัวไปเท่านั้น

IMG_20170424_165503_451

เมื่อฟิล์มเสื่อมความนิยม  และกล้องดิจิทัล DSLR ก็ราคาถูกลงจนทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ ผมก็แทบจะเลิกใช้ เลิกซื้อฟิล์มไปแล้ว  ฟิล์มที่ซื้อไว้ถ่ายงานเมื่อปี 2005 ป่านนี้ยังใช้ไม่หมดเลย  เคยลองเอามาถ่ายในช่วงปี 2016 ก็พบว่าฟิล์มเน่าจนเก็บภาพไม่ได้แล้ว ให้สีสันในภาพได้แย่สุดๆ  ควรจะทิ้งไปจริงๆ  แต่ปีนี้ 2017 ผมได้ลองซื้อฟิล์มมาใหม่  และก็เป็นที่มาของการลองถ่ายเล่นๆในรีวิวนี้

000032

000033

000031

000019

000005

กล้อง nikon fm2n   เลนส์ nikon 35-70macro  ฟิล์ม fuji200  ล้างและสแกนภาพที่ร้าน a&b ย่านลาดพร้าว  ภาพฟูจิออกมาได้โทนสีฟ้า ดูไม่สดใสในแบบที่ผมเคยเห็นสมัยสิบปีที่แล้ว  ยังไม่รู้เหตุผลว่าเป็นการเปลี่ยนบุคลิกสีโดยฟิล์มเองที่เป็นรุ่นใหม่  หรือ เป็นสีของเครื่องสแกน  เพราะเท่าที่เคยจำได้ สีจากฟิล์มฟูจิรุ่นตลาดๆ จะให้สีที่ดูอุ่นและฉูดฉาดกว่านี้

IMG_20170408_105420_647

 

สรุป

เวลาที่ผ่านมาสัก 20 ปี nikon fm2n พร้อมเลนส์ 35-70 ตัวนี้ ยังคงทำงานได้ดี  ในปีหลังๆนี้ เริ่มมีจังหวะชัตเตอร์ติดขัดบ้าง ซึ่งก็แก้ปัญหาด้วยการเปิดฝาด้านล่างแล้วใช้นิ้วเขี่ยกลไกข้างในนิดหน่อย ก็กลับมาเป็นปกติ  อาการนี้นานๆจะเกิดขึ้นสักครั้ง  คาดว่าเป็นเพราะไม่ได้ใช้งานบ่อยๆนั่นเอง  ถ้าใช้เป็นประจำคงไม่เกิดอาการนี้    นอกจากเลนส์ตัวนี้แล้ว ยังสามารถเลือกใช้เลนส์อื่นๆได้อีกมาก ผมยังเคยใช้ 135f2.8 ais ด้วย ภาพจากเลนส์เทเล 135 ตัวนี้ให้ภาพคมชัดในฉากหลังนุ่มละมุนมากๆ  ถ้าไม่ใช่ 135f2.8ตัวนี้ ตัวถัดไปที่จะใช้แทนคือ ef 70-200f2.8L ที่ใหญ่เท่ากระบอกข้าวหลาม

IMG_20180324_092648

แถมภาพจากเลนส์ nikon 135f2.8 ais ให้อีกภาพครับ

ในแง่ของความสนุกในการถ่ายภาพ  กล้องชนิด แมน่วล ยังคงเป็นเครื่องมือสำหรับช่างภาพทุกระดับฝีมือ การถ่ายภาพต้องการสมองในการคิดอ่าน และใช้กล้องเพียงแค่ กดชัตเตอร์ด้วยสปีด และรูรับแสงเท่าไหร่ แค่นั้นจริงๆ  กล้องที่ดีที่สุดคือกล้องที่อยู่ในมือเรา  จะถูก จะแพงก็แล้วแต่ความถูกใจของคนซื้อ ส่วนสำคัญของภาพ อยู่ที่หัวคิดของเราเอง  หากจะหากล้องคู่ใจ ติดตัวไปในทุกสภาพอากาศและทุกทริปเดินทาง กล้องแมน่วลแบบ fm2 ให้ภาพได้แน่นอน

 



คิดถึงกล้องบางตัว

เวลาเดินผ่านตู้โชว์กล้องในห้าง ก็แอบชำเลือง แอบมอง ว่ามีอะไรลดราคา มีอะไรน่าใช้ มีอะไรน่าซื้อบ้าง  ปกติผมจะเป็นคนไม่ค่อยมองของใหม่ถ้าของเก่ายังไม่ได้มีปัญหาอะไร

เมื่อวานเห็นกล้องในตู้ที่ขาย  บางตัวก็ดูดีน่าสนใจ แต่ก็ติดตรงที่ว่า ผมมีกล้องหลายตัวแล้ว  และตัวที่น่าสนใจในตู้นั้นก็ไม่ได้มาทดแทน หรือ ทำอะไรได้ดีกว่าตัวที่มีอยู่ ก็เลยได้แต่มองแล้วผ่านไป  แต่ในใจกลับนึกถึงกล้องอยู่ตัวนึงที่เคยมีใช้และปัจจุบันก็ตกพัง  กลายเป็นของเสียอยู่ นั่นคือกล้อง nikon v1

นิสัยของช่างภาพที่ถ่ายรูปมานานจะติดอยู่กับการมองภาพผ่านช่องมองภาพ ซึ่งกล้องรุ่นใหม่ๆหลายๆตัวก็ตัดช่องนี้ออกไปแล้ว  กล้อง nikon v1 ก็เป็นรุ่นที่มีช่องมองภาพมาให้และใช้งานได้สนุกสมกับเป็นกล้องที่ออกแบบมาเพื่อนักถ่ายภาพรุ่นใหญ่  การจับถือและการเล็งผ่านช่องมองภาพให้อารมณ์และความใส่ใจต่อแบบมากกว่าการมองจอหลัง  ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ภาพจากกล้องสไตล์นี้จะได้องค์ประกอบภาพที่เป็นไปดังใจ  แม้ว่า nikon1 v1 จะมีเซ็นเซอร์รับภาพที่เล็ก มีผลทำให้ภาพหลังเบลอสู้พวกเซ็นเซอร์ใหญ่ไม่ได้  แต่ก็ไม่ได้แย่ระดับกล้องมือถือ หรือ ดิจิทัลถูกๆ  แถมเรายังสามารถใช้เลนส์เก่าๆของ nikon มาร่วมกับ v1 ทำให้ได้ภาพสวยได้ไม่ยาก

DSC_2901.JPG

nikon1 v1 + lens 50f1.8 ais mf

ภาพเด็กคนนี้คือลูกชายที่ผมเล็งถ่ายในช่วงเวลาที่เขาอายุประมาณ 2 ขวบ  ความซนเป็นอุปสรรคกับการโฟกัสภาพอย่างมาก  แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความพยายาม  ความยากเหล่านี้จะเป็นตัวคัดแยกระหว่าง ช่างภาพความตั้งใจสูง กับ ช่างภาพขี้เกียจฝึกฝนออกจากกัน

 

ขอบฟ้าโตขึ้นเยอะเลย

pic20150407002758

ภาพของขอบฟ้าที่บันทึกเอาไว้ได้ในช่วงเวลาต่างกัน ภาพทางซ้ายคือช่วงเวลาประมาณปลายปี 2013 ซึ่งเป็นการถ่ายภาพด้วยฟิล์มขาวดำและได้สแกนเก็บไว้เป็นไฟล์ ส่วนทางซ้ายก็ถ่ายในช่วงเวลาเดือนเมษายน 2558 เป็นระยะเวลาที่ห่างกันประมาณ 17 เดือน

ภาพต้นฉบับของทั้งคู่คือภาพต่อไปนี้
PICT0010
ภาพขาวดำจากกล้อง nikon fm2n เลนส์ 50f1.8 ฟิล์ม lucky200 ล้างด้วย d76 สแกนด้วยเครื่องสแกนฟิล์ม jumbl ราคา 99ดอลล่าร์จาก amazon

IMG_7711.JPG
ภาพขอบฟ้าเดือนเมษายน ถ่ายด้วยกล้อง canon eos6d เลนส์ 85f1.8

nikon v1 ตก พัง เศร้า

บ้ายบาย nikon v1

DSC_2602

nikon v1 เป็นกล้องดิจิท้ลที่มีพัฒนาแบบก้าวกระโดดที่สุดที่ nikon ผลิตออกมาหลังจากที่ทำกล้องฟิล์ม nikon f5 เป็นตำนานในยุคก่อนปีคศ 2000 ซึ่งเป็นกล้องตัวแรกที่วัดแสงเป็นภาพสี มีความถูกต้องมากยิ่งกว่ากล้องฟิล์มตัวอื่นๆ ในส่วนของ V1 มีเหตุผลหลายอย่างที่ยอดเยี่ยมจนต้องยกตำแหน่งให้ ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการโฟกัสที่เร็วมาก มันมากับการโฟกัสใบหน้าที่ให้ภาพชัดตั้งแต่นิ้วยังไม่กดปุ่มเพื่อเริ่มโฟกัส ความเร็วระดับนี้เป็นสิ่งที่กล้องระบบ liveview ของ nikon ไม่เคยทำได้มาก่อน พอออกมาก็ทำได้เร็วเหลือเชื่อ อาจมียี่ห้ออื่นบางรุ่นที่โฟกัสได้เร็วกว่าแต่ถ้าเทียบในระดับราคาเดียวกันมันไม่มีคู่แข่งเลย และการติดตามใบหน้าของ nikon1 แทบจะไร้ข้อผิดพลาด

nikon1 v1 มีช่องมองภาพระบบอิเล็คทรอนิสก์ที่ให้ความละเอียดมามากเป็นพิเศษ การมองช่องมองภาพให้ความรู้สึกราบลื่น ไม่สะดุด ไม่รู้สึกถึงการกระพริบ ในวันที่มันเปิดตัวออกมา มันก็ให้ภาพในช่องมองภาพที่สวยที่สุดแล้ว และที่สำคัญกว่านั้น ภาพที่ช่องมอง กับภาพในจอคอมฯ ก็มีสีใกล้เคียงกันมาก

nikon1 ทำอแด๊ปเตอร์แปลงเลนส์เก่าๆของ nikon มาใส่กับ nikon1 ได้อย่างครอบจักรวาล เลนส์เก่าๆของค่าย nikon ที่วางนิ่งรอให้ฝ้าขึ้น รอให้รากิน ถูกขุดขึ้นมาลองใช้และให้ภาพได้อย่างน่าปลาบปลื้ม การเปิดตัว nikon1 ทำให้นักถ่ายภาพรุ่นโบราณหลายคนมีของให้เล่นเพิ่มขึ้นอีกชิ้น แม้จะมีฟังค์ชั่นไฮเทคมากมาย แต่ขนาดตัวกล้องก็ไม่ได้ใหญ่โตเกินไป

DSC_2886.JPG

ประสบการณ์การใช้งานกล้อง nikon1 v1 เป็นสิ่งที่น่าประทับใจ เพราะกล้องถูกออกแบบให้มีความรู้สึกเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าการถ่ายภาพคือมีช่องมองภาพให้ใช้งานในขณะที่มันเป็นเครื่องมือที่ยัดความไฮเทคเอาไว้มากมาย คนที่จะใช้กล้อง nikon1 v1 ได้อย่างมีความสุขจะเป็นคนที่อยู่คนละซีกสุดขั้ว ขั้วแรกคือกลุ่มไดโนเสาร์ที่เคยใช้กล้องถ่ายรูประบบฟิล์มมาก่อน กับ กลุ่มมือใหม่ไร้การเรียนรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพใดๆ กับมือเก่าแค่เอากล้องแนบตา แล้วปล่อยให้ระบบวัดแสงทำงาน องค์ประกอบภาพที่คุ้นเคยก็ถูดจัดวางราวกับว่ามันเป็นกล้องฟิล์ม จบด้วยการกดปุ่มลั่นชัตเตอร์ที่มีความเร็วสูงถึง 1/16000 วินาที ซึ่งเป็นความเร็วระดับที่สูงที่สุดตั้งแต่กล้องระดับโฮมยูสจะเคยมีมา ซึ่งในวงการกล้องต้องรอเวลาถึงสามปี กว่าจะมีตัวที่ทำความเร็วชัตเตอร์ได้สูงกว่า nikon1 v1 ส่วนสำหรับมือใหม่ก็แค่ยกมาถ่าย ยังไงก็ได้หน้าคนชัด

ผมเป็นคนที่วางของระวังมาก การวางกระเป๋ากล้อง กระเป๋าโน้ตบุ๊ค ก็เลือกวางพื้น ไม่วางบนโต๊ะ เพราะไม่ต้องการให้ของตก ป้องกันความเสียหาย วางฮาร์ดดิสก์ก็วางพื้น เพราะไม่อยากให้ฮาร์ดดิสก์ตก อะไรที่ไม่ต้องการให้ตกจะวางพื้นเสมอ การใช้กล้องก็คล้องสายสะพายกล้องตลอดเวลา ทั้งเวลาถ่าย และดูภาพ กล้องทุกตัวไม่เคยตกเลย แต่ nikon v1 ตัวนี้ ดันโดนทำตก ตอนผมหยิบของจะวางบนรถ ในที่จอดรถมืดๆ ผมหยิบกล้องจะวางบนเบาะ มือดันไปชนบางส่วนของตัวรถแล้วกล้องหลุดมือ แค่นี้เอง ถึงพังเลย ครั้งแรกก็พังเลย น่าเศร้ามากๆ

DSC_2991

กล้องตัวนี้ผมได้มาในช่วงที่มันตกรุ่น ตามไปซื้อมือสองมาจากเจ้าของเก่า พอมันตกพัง จะไปหาซื้อก็ไม่มีคนประกาศขายแล้ว พอเจอประกาศขายก็เจอกับราคาที่แพงกว่าตัวที่ผมได้มา ตอนที่เพิ่งตกไปสองสามวันแรกรู้สึกเซ็งอย่างบอกไม่ถูก พอผ่านมาเกือบเดือนก็เริ่มทำใจได้ รอหาของมือสองต่อไป ราคาคงจะค่อยๆขยับลงมาแทน สิ่งที่เสียดายที่สุดก็คือ พอผมเริ่มจะจับทางได้ว่า v1 ใช้คู่กับเลนส์ตัวไหนแล้วให้ภาพสวยถูกใจ พอค้นพบก็ทำพังไปเสียแล้ว

Untitled

ภาพจากกล้อง v1 คู่กับเลนส์ nikon 50f1.8 mf เป็นคู่ที่ให้ภาพได้สวยจนผมตกใจ ระยะเลนส์เมื่ออยู่บนกล้อง v1 จะกลายเป็น 135mm f1.8 มันไวแสง มันเป็นภาพเทเลที่ระยะยืนสำหรับถ่ายครึ่งตัวไม่ห่างเกินไป ภาพจากคู่หููคู่นี้ดีกว่ากล้อง eos 6d กับเลนส์ 70-200 f2.8L ที่ผมใช้ประจำเสียอีก แม้ว่าระบบโฟกัสจะต้องปรับเอง เล็งเองว่าชัดเพราะไม่มีตัวช่วยคอนเฟิร์มโฟกัส แต่มันก็ไม่ได้ยาก และเมื่อโฟกัสให้ชัดแล้ว ภาพมีมิติลอยเด่นถูกใจยิ่งกว่ากล้องชุดใหญ่ มันเป็นชุดเล็กขนาดย่อมเยาที่ให้ภาพดีมาก ดีจนต้องเสียดายไม่เลิกราที่ทำกล้องตกจนพัง

DSC_2901.JPG

ลูกตัดเล็บ เปรียบเทียบกล้อง eos m vs nikon v1

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากสำหรับคนเป็นพ่อที่เห็นลูกชอบตัดเล็บเล่น เหตุการณ์นี้น่ารักจะไม่อยากให้ผ่านไป ทุกวันที่ลูกค่อยๆโตขึ้นความไร้เดียงสาจะค่อยๆหายไป สิ่งที่ทำได้สำหรับบันทึกความทรงจำก็คือถ่ายภาพเก็บไว้ และ ถ่ายวิดีโอเก็บไว้

ในเวลาสองวันติดกันขอบฟ้าตัดเล็บทุกวัน ตัดให้พ่อบ้าง ตัดตัวเองบ้าง ถือโอกาสถ่ายวิดีโอเก็บไว้ โดยใช้กล้องสองตัว วันแรกใช้กล้อง canon eos m ติดเลนส์ 22f2 เปิดโหมด P และปรับค่า iso auto ถ่ายเป็นวิดีโอ Full HD

ขอบฟ้าชอบการตัดเล็บ ทั้งตัดให้ตัวเองและตัดให้คนอื่น  คงเป็นความสนุกของเด็กที่เล่นอะไรแปลกๆไม่เคยเล่น  เวลาเอาที่ตัดเล็บมาจ่อแล้วบีบกดให้มีเสียงขอบฟ้าจะพอใจ  แต่ถ้าตัดแล้้วไม่มีเสียงกิ๊ก  ขอบฟ้าจะบอกว่า บ๊ะตัดไม่เป็น ให้แม่ตัดให้  ให้ยายตัดให้

ส่วนอีกคลิปหนึ่งด้านล่างเป็นการถ่ายด้วยกล้อง nikon v1 ติดเลนส์ 10f2.8 ปรับโหมด P ค่า iso auto วางกล้องไว้บนชั้นวาง

 

จากวิดีโอทั้งสองคลิปนี้จะเห็นได้ว่า วิดีโอที่ถ่ายโดย nikon v1 จะไม่มีอาการโฟกัสวืดเลย เทียบกับ canon eos m ที่จะมีจังหวะวืดวาด ต้องขยับโฟกัสใหม่บ่อยครั้ง  การติดตามวัตถุทำได้ไม่ดี  ทั้งๆที่การเคลื่อนไหวในภาพก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร  การมีเลนส์ติดกล้องอย่าง 22f2 นั้นไม่ช่วยให้ canon เร็วขึ้น หรือ ผิดพลาดน้อยลง  สมองกลที่ทำการประมวลผลเรื่องโฟกัส canon eos m นั้นแย่กว่า nikon v1 อย่างมาก  ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ  เพราะ nikon v1 หรือ series 1  ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่  ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นกล้องเล็กแต่คุณภาพหัวแถว  แตกต่างจาก canon ที่ทำ eos m ออกมาแบบไม่ได้ตั้งธงว่าจะต้องให้มันดีขึ้น  เป็นการเอากล้องที่มีอยู่แล้วมาตัดอะไหล่บางชิ้นออกแล้วขายเลย  ไม่ได้ใส่สิ่งใหม่ๆลงไป   แปลแบบบ้านๆก็คือ eos m เป็นกล้องน้องเล็กและพิการที่คลานตามรุ่นพี่ออกมาเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รีวิวกล้อง nikon v1 กล้องตกรุ่นน่าใช้ ตอนที่ 2

กลับไปดูตอน 1 ได้ที่นี่ รีวิวกล้อง nikon v1 กล้องตกรุ่นน่าใช้

 

Nikon v1 ตอน 2

DSC_1212.JPG
กล่อง Nikon v1 โหมดขาวดำจากกล้องโดยตรง

ก่อนจะได้ v1 มาเป็นของตัวเอง ผมก็ยุเพื่อนคนนึงให้ซื้อของใหม่เอาไว้ เพราะเพื่อนบ่นให้ฟังว่าอยากหากล้องตัวใหม่ที่ใช้ถ่ายภาพนิ่งได้ ถ่ายวิดีโอได้ ผมอ่านรีวิว v1 มาสักพักเลยมั่นใจว่า v1 สามารถใช้แทนกล้องวิดีโอได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะความสามารถถ่ายวิดีโอได้ยาวต่อเนื่องกัน 30 นาที ซึ่งถือว่ายาวมากสำหรับกล้องดิจิทัล และนอกจากการถ่ายโหมดปกติที่ความละเอียดระดับ HD แล้ว v1 ยังมีความสามารถถ่ายภาพสโลโมชั่นอีกด้วย ก็เลยแนะนำกันไป เพื่อนก็ตามไปซื้อมาใช้จริงๆ

DSC_4808
Nikon v1 ต่ออแด๊ปเตอร์ Ft1 ต่อเลนส์ Nikon 18-105

ต่อมาเพื่อนก็เลยเอา v1 ทั้งชุดมาให้ลอง ผมก็แลกกระเป๋ากล้องกันกับเพื่อน เราเอา v1 มาเล่น เพื่อนเอา 6d ไปเล่น พอได้ v1 มาเล่นสักสามวัน เล่นจนเข้าใจแล้วว่า v1 ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ลักษณะภาพที่ได้จาก v1 เป็นอย่างไร ผมก็พอรับได้ แต่สิ่งที่ถูกใจที่สุดก็คือลูกเล่นต่างๆที่มาค้นพบตอนที่ต้องจับเองเล่นเอง ผมลองเอากล้องไปถ่ายภาพลูกด้วยลูกเล่นพิเศษที่มีชื่อว่า best shot หรือชื่อเต็มเรียกว่า smart photo selector ซึ่งกล้องจะถ่ายภาพด้วยความรวดเร็ว ถ่ายเก็บไว้หลายสิบภาพในการกดปุ่มชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว กล้องจะเอาภาพที่เก็บได้มาบันทึกเป็นไฟล์ให้เลย 5 ภาพ แค่การทดลองครั้งแรกครั้งเดียว ผมก็สามารถถ่ายภาพลูกจอมซนของผมได้ชัดเจน และในวันต่อมาผมก็อ่านเจอประกาศขาย v1 พอดี เลยตามไปซื้อมาแต่เป็นกล้องกับเลนส์แค่ตัวเดียวนั่นก็คือเลนส์ 10f2.8

DSC_4916.JPG
Nikon v1 อแด๊ปเตอร์ FT1 เลนส์ Nikon 50f1.8

หน้าตาของ Nikon v1 สีขาวมันดููสวยงามถูกใจอย่างยิ่ง ถ้าเอาโลโก้ nikon ออกแล้วใส่คำว่า apple เข้าไป ผมเดาว่าอาจจะมีคนเชื่อ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็นมันดู minimal จริงๆ หน้าตาเรียบง่าย ปุ่มน้อยๆ มีแค่ปุ่มที่จำเป็นจริงๆ ที่เหลือซ่อนไว้ในเมนูทั้งหมดเลย มันอาจจะถูกใจแม่บ้าน นักท่องเที่ยว แต่ไม่ถูกใจช่างภาพมือโหดทั้งหลายก็ได้ การที่ Nikon v1 เอาโหมดการถ่ายภาพ M Av Tv P ไปซ่อนไว้ในเมนู ต้องเข้าถึงด้วยการกดยิกๆๆๆๆๆ หลายครั้ง มันทำให้คนที่คุ้นเคยกับ Dslr ต้องบ่นเป็นหมีกินผึ้งกันเลย แต่มันก็จะไปถูกใจช่างภาพขี้เกียจแบบผมนี่แหละที่ไม่ค่อยจะเปลี่ยนโหมดซักเท่าไหร่ และจากประสบการณ์การถ่ายภาพมาหลายปี สุดท้ายเราก็ปรับกล้องไปที่โหมด Av เสียเป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าประมาณ 90% ของการถ่ายภาพเลย ผมจำไม่ได้เลยว่าใช้โหมด M ตอนไหนบ้างนอกจากการถ่ายสินค้า ถ่ายมาโคร ส่วนการถ่ายภาพเพื่อบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ รวมไปถึงการถ่ายเล่นๆ ผมก็ใช้โหมด Av ทั้งสิ้น นานๆจะมีโหมด P ซักทีตอนที่ถ่ายภาพแบบไม่ต้องการคิดอะไรเลย

DSC_0601.JPG
Nikon v1

ผมถือว่าการออกแบบปุ่มจำนวนน้อยๆและการซ่อนโหมด M Av Tv P เอาไว้ในเมนูชั้นลึกๆเป็นเจตนาของผู้ออกแบบเพื่อให้กล้องตัวนี้ใช้งานง่ายที่สุด เหมือนกับว่ากล้องตัวนี้ไม่ได้มีไว้หัดถ่ายภาพ แต่มีไว้ให้กับมือโปรที่อยากพกของเบาๆ มือโปรระดับที่ว่า รู้อยู่แล้วว่าจะถ่ายด้วยโหมดอะไร รูรับแสงเท่าไหร่ iso ต่ำหรือสูง คือรู้ตั้งแต่ยังไม่เอาขึ้นมาตั้งท่่าเพื่อจะถ่ายภาพ และมันก็ยังเหมาะกับมือโปรที่ขี้เกียจใช้สมอง คือเป็นกล้องโหมด P หรือ Full Auto ไปเลย เพราะไม่อยากคิด

DSC_0865.JPG
Nikon v1 อแด๊ปเตอร์ FT1 เลนส์ Nikon 50f1.8

Nikon ยังคงออกแบบกล้องออกมาได้ดี และมีความสามารถในการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เก่าๆได้ด้วย อย่าง Nikon v1 ตัวนี้ก็มีเม้าท์อแด๊ปเตอร์แยกขายต่างหาก สำหรับคนที่อยากใช้ v1 ร่วมกับเลนส์ Nikon รุ่นต่างๆที่ใช้กับ SLR และ DSLR ซึ่งมีผลพลอยได้ที่สุดยอดประการหนึ่งตามมาด้วย นั่นคือ v1 ใช้เซนเซอร์เล็ก ทำให้เลนส์เก่าๆที่มีอยู่ เมื่อนำมาใชกับ v1 ทางยาวโฟกัสของเลนส์จะเหมือนถูกคูณด้วย 2.7 เท่า เลนส์ 50f1.8 เมื่นำมาใส่ร่วมกับ V1 โดยใช้อแด๊ปเตอร์รุ่น FT-1 จะทำให้กลายเป็นเลนส์ประมาณ 135f1.8 ตัวเลขเลนส์ระดับ 135f1.8 น่าจะเป็นเลนส์ที่แพงมาก เพราะลำพังแค่ตัว 135f2 ก็แพงระดับสามหมื่นกว่าบาทแล้ว แต่ Nikon v1 ทำให้เลนส์ถูกๆรูรับแสงกว้างๆกลับมาสู่ตลาดมือสองอย่างคึกคัก เพราะมันเอาไปใช้กับ Nikon v1 ได้นั่นเอง

DSC_0860.JPG
Nikon v1 อแด๊ปเตอร์ FT1 เลนส์ Nikon 50f1.8

เราได้เห็นการใช้งานสารพัดเลนส์บนกล้อง v1 ทั้งเลนส์เก่าค่าย nikon เอง หรือ เลนส์แมน่วลค่ายอื่นๆ รวมไปถึงเลนส์ของระบบกล้องวิดีโอ CCTV ที่เป็นเลนส์ขนาดเล็ก รูรับแสงกว้าง และราคาถูกระดับไม่เกินพันบาท เลนส์เหล่านี้จะให้ภาพที่ครอบคลุมพื้นที่เล็กๆ มันเลยไม่ได้ถูกนำไปใช้ในกล้อง fullframe แต่มันกลายเป็นของที่ใช้งานคู่กับกล้อง nikon v1 ได้เป็นอย่างดี แม้ภาพหน้าชัดหลังเบลอจะทำได้ยากบนกล้อง nikon v1 แต่มันก็พอทำได้บ้างถ้าใช้เลนส์ราคาถูกๆเหล่านี้

DSC_0978.JPG
portrait nikon1 lens 10f2.8

ก่อนหน้าที่จะมีกล้อง nikon v1 ผมเป็นช่างภาพที่อยากมีกล้องคอมแพ็คสักตัวที่ใช้ถ่ายภาพด้วยฟิล์ม เป็นกล้องชั้นดีแต่ราคามือสอง เอาไว้ถ่ายภาพขาวดำ หรือ สไลด์ ขนาดกล้องเล็กมาก สามารถพกพาได้อย่างไม่เป็นภาระ หยิบขึ้นมาแล้วก็มั่นใจว่าได้ภาพที่มีคุณภาพแน่นอน แม้คอมโพสจะไม่เป๊ะเหมือนกล้อง SLR แต่มันก็จะใกล้เคียง และสามารถไปสแกนฟิล์ม แล้วค่อยคร๊อปเพื่อจัดองค์ประกอบให้แม่นยำก็ได้ กล้องคอมแพ็คเทพๆที่อยู่ในความทรงจำก็จะมี leica minilux 40มม. ricoh GR1 28มม. contax t3 35มม. ซึ่งทั้งหมดเป็นกล้องที่ซูมไม่ได้ และภาพที่เราคาดหวังว่าจะได้ก็คือภาพที่ถ่ายชัด ถ่ายวิวก็ชัดทั้งหมด ถ่ายคนระยะใกล้ๆก็ได้หน้าชัดหลังเบลอ แต่ก็จะเบลอในแบบเลนส์มุมกว้างประมาณ 35มม. เพราะคิดเองว่า กล้องฟิล์มในใจนักถ่ายภาพทุกคนก็จะเป็น leica m บวกกับเลนส์ฟิกส์สักตัว กล้องคอมแพ็คเลนส์เทพๆก็จะทำงานได้ไม่ต่างกัน

DSC_1217.JPG
ภาพขาวดำจากกล้อง Nikon v1 ถ่ายตอนกลางคืน ตั้ง iso เป็นออโต้

แล้วผมก็ได้กล้องคอมแพ็คเทพมาครอบครองในราคามือสอง แต่ก็มีโชคร้ายที่กล้องคอมแพ็คฟิล์มขั้นเทพเหล่านี้อายุเยอะ และมันก็มาหมดอายุในมือผมพอดี จะซ่อมก็หาอะไหล่ซ่อมไม่ได้เพราะมันเลิกผลิตไปเกินสิบปีแล้ว ผลก็คือมีกล้องเทพนอนตายอยู่ในลิ้นชัก มีไว้ทับกระดาษเล่นๆ พอดิจิทัลมีกล้องคอมแพ็คที่หน้าตาดี มีคุณสมบัติหลายอย่างที่ดี ผมก็ไม่ลังเลที่จะหาซื้อมาใช้ กล้องคอมแพ็คดิจิทัลคุณภาพดีอย่าง Fuji x100 ก็ซื้อมาด้วยอารมณ์ล้วนๆ เป็นการซื้อกล้องของใหม่ที่ใช้เวลาคิดไม่กี่นาที แล้้วมันก็ติดตัวผมมาตลอดสองปีกว่าๆ ก่อนที่จะขายออกไปเพื่อหาตัวใหม่มาทดแทนด้วยเหตุผลที่่ว่า x100 โฟกัสช้า ส่วน nikon v1 มีความเร็วที่จะทดแทนฟังค์ชั่นนี้ได้ ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกก็ได้ความเรียบหรู ดูไฮเทคแบบสุภาพๆ ไม่ได้ดูวินเทจอนุรักษ์นิยมแบบกล้อง fujix100 ซึ่งต่างก็มีเสน่ห์คนละอย่าง

DSCF5685
leica minilux กล้องคอมแพ็คฟิล์มนอนตายอยู่ในปัจจุบัน

สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในกล้อง nikon v1 มี 2 ประการ นั่นคือ ประการที่ 1 nikon v1 เป็นกล้องคอมแพ็คที่มีช่องมองภาพ เพราะนิสัยการถ่ายภาพของผมจะชอบเอากล้องแนบตา การเอากล้องขึ้นแนบตามีผลทำให้ภาพจะมีความคมชัด เพราะกล้องจะไม่สั่นแบบที่ถือเพียงสองมือลอยไว้ การมีจุดสัมผัสที่หน้าผากอีกจุดหนึ่งทำให้กล้องนิ่งขึ้นอย่างมาก เป็นเหตุผลที่คนถ่ายภาพด้วยกล้อง leica และ SLR จะสามารถถ่ายภาพที่นิ่งกว่าคนถ่ายภาพด้วยมือถือ หรือกล้องดิจิทัลที่ไม่มีช่องมองภาพ ประการที่ 2 ก็คือ กล้อง nikon v1 เอาปุ่มโหมดการใช้งาน 4 อย่างมาไว้ให้ปรับสะดวกมาก คือ จะถ่ายวิดีโอก็หมุนไปที่วิดีโอ จะถ่ายภาพนิ่งก็หมุนไปช่องภาพนิ่ง จะถ่ายภาพ best shot ก็หมุนไปช่อง best shot เพื่อถ่ายรัวแล้วเซพไว้ 5 ภาพที่ชัดที่สุด จะถ่ายภาพวิดีโอผสมภาพนิ่งเพื่อใช้ทำคลิปสนุกๆก็ปรับไปได้โดยตรง การเลือกโหมดการถ่ายภาพผมว่าเป็นสิ่งที่เปลี่ยนบ่อยที่สุดในการเดินทางท่องเที่ยว เราเปลี่ยนโหมดระหว่างภาพนิ่ง กับ วิดีโอ บ่อยกว่า การเปลี่ยนโหมด M Av P Tv เสียอีก คนออกแบบน่าจะคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญเลยเอาคำสั่งที่ใช้งานบ่อยที่สุดมาใช้บนแป้นหมุน

DSC_1190.JPG
Nikon v1 เล็กและหยิบง่าย ลูกเพิ่งตื่นก็คว้ากล้องมาถ่าย

สิ่งที่ชอบรองลงมาก็คือการปรับค่า iso auto ที่ nikon ให้ความฉลาดกับกล้องเอาไว้ คือเป็นโหมดการปรับ iso ให้สูงหรือต่ำอัตโนมัติ ผลการใช้งานก็ได้ผลลัพธ์ที่ดี คือถ้าเราปรับใช้ iso auto แล้ว กล้องจะเลือกค่า iso ให้เหมาะกับปริมาณแสงที่มีในสถานการณ์นั้นๆ ระบบนี้ฉลาดกว่า iso auto ของ x100 เพราะว่า ที่แสงแดดจัด กล้อง nikon ก็จะเลือก iso ต่ำๆให้เอง เราจะเห็นค่า iso200 ได้บ่อยๆ ส่วน fuji x100 เมื่อใช้งานโหมด iso auto กลับได้ค่า iso เริ่มต้นที่ 800 เสมอ แม้จะแสงเยอะก็ตาม ผลก็คือ fuji ไม่สามารถถ่ายภาพกลางแจ้งที่รูรับแสงกว้างสุดได้เลย เพราะ iso auto เลือกค่า iso ให้ สูง พอตั้งค่ารูรับแสงกว้างๆระบบวัดแสงของฟูจิจะไม่ใช้ค่าชัตเตอร์เร็วเกิน 1/2000 วินาที แต่fujiดัน จะเลือกค่า iso ให้ 800 ผลก็คือ ภาพสว่างขาวจ้าเป็นภาพเสีย แต่กลับกัน กล้อง nikon v1 มีชัตเตอร์สูงลิบ สามารถสูงได้ถึง 1/16000 วินาที ซึ่งเป็นค่าความเร็วชัตเตอร์ที่สูงที่สุดในโลกของกล้องระดับคอมเมอเชียล แม้แต่กล้องโปรตัวละแสนยังให้ชัตเตอร์แค่ 1/4000 วินาที บางตัวก็อาจจะมี 1/8000 วินาที ซึ่งให้นึกชื่อก็นึกไม่ค่อยออกแล้ว แต่ถ้าเป็นกล้องฟิล์มที่พอจะจำได้ กล้องตัวท๊อปของค่าย nikon และ canon จะให้ความไวสูงสุดไว้ที่ 1/8000 วินาทีเท่านั้น

ในส่วนการถ่ายวิดีโอก็มีเรื่องดีๆน่าจดจำกับ v1 คือ มันถ่ายแล้วรู้สึกว่ามันถ่ายง่าย โฟกัสติดตามวัตถุได้ค่อนข้างดี ถ้าเห็นหน้าคนชัดๆภาพที่ได้แทบจะไม่หลุดโฟกัสเลย อาจจะมีบางวินาทีที่กล้องเริ่มโฟกัสพลาด แต่มันก็จะแก้ไขกลับมาได้รวมเร็ว ไม่เหมือน fuji x100 ที่เร่ิมต้นชัดแต่จะหลุดง่าย พอพลาดแล้วพลาดเลย มันจะมัวขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดมัวระดับมองอะไรไม่รู้เรื่อง ส่วน DSLR อย่าง Canon eos6d ก็ยังโฟกัสตามหน้าคนได้ไม่เร็วเท่า แม้ว่าคุณภาพวิดีโอระดับ Full HD ของ Canon eos6d จะดีมาก แต่มันก็ยังพลาดในเรื่องการโฟกัสติดตามหน้าคนเป็นบางครั้ง

ภาพสโลโมชั่นเป็นของแถมที่สนุกมาก nikon v1 ถ่ายภาพสโลแบบ 400fps และ 1200fps โดยขนาดภาพจะเล็กลงไปตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น ขนาดภาพที่ได้จะไม่ใหญ่มาก แต่ก็มากพอจะให้ดูเพลินๆบนมือถือและแท็ปเบล็ตทั่วไป เหมาะกับการถ่ายภาพแอ๊คชั่นน่ารักๆ ก่อนจะได้มา ผมนึกถึงจังหวะการยิงลูกฟรีคิกของกีฬาฟุตบอล ผมอยากจะเอา nikon v1 ไปถ่ายภาพสโลตอนที่นักเตะปั่นฟรีคิก อยากเห็นภาพลูกบอลค่อยๆลอยออกจากเท้าแล้วเลี้ยวไปเข้าตาข่าย มันเป็นภาพที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสถ่าย เพราะเรานึกไม่ออกว่าจะต้องใช้กล้องตัวไหน แพงแค่ไหนถึงจะมีให้ใช้ แต่ตอนนี้มันฟังค์ชั่นซุปเปอร์สโลว์มันอยู่ใน nikon v1 แล้ว

สรุปข้อดีที่ทำให้ตัดสินใจซื้อ
1 ขนาดเล็ก พกง่าย เลนส์ก็เล็ก ยามไม่ไล่ให้รำคาญเพราะคิดว่าเป็นนักท่องเที่ยว
2 ความเร็วในการโฟกัสภาพสูงพอจะถ่ายภาพเด็กซนได้
3 การถ่ายวิดีโอมีความราบลื่น ภาพสวย ติดตามหน้าคนในวิดีโอได้ดีมาก
4 มีเลนส์อื่นๆให้เอามาใช้ร่วมกับกล้องอย่างมหาศาล
5 ตัวคูณของเซ็นเซอร์ 2.7 เท่า ทำให้เลนส์เทเล่ กลายเป็นซุปเปอร์เทเล่ นักถ่ายนกและนักข่าวกีฬาน่าจะชอบ
6 มีเลนส์ไวแสงระดับ f1.2 วางขายแล้ว แม้จะราคาสูง แต่ก็ไม่ได้แพงเกินกว่าเหตุ ใครอยากได้ของเล็กแต่พรีเมี่ยม ก็มีช่องทางให้ใช้เงินแล้ว
7 มีช่องต่อไมโครโฟน สำหรับคนทำงานวิดีโอแบบจริงจัง เหมาะกับการถ่ายหนัง ถ่ายละคร และถ่ายรายการข่าว
8 ราคา nikon v1 ในตลาดมือสองถือว่ามีราคาถูกมาก

ข้อเสียที่อาจจะทำให้ไม่ตัดสินใจซื้อ
1 เซ็นเซอร์เล็ก ให้ภาพชัดตื้นไม่สวยเท่า DSLR ทั่วไป
2 มีอุปกรณ์ค่ายอื่นอยู่เต็มบ้าน ไม่อยากเพิ่มยี่ห้อ nikon เข้าไปอีก
3 หากริ๊ปใช้ลำบาก เพราะยังไม่เห็นมีการผลิตออกมา พอไม่มีกริ๊ป ก็เลยไม่มีช่องให้ใส่แบตก้อนที่สอง
4 ไม่มี wifi ไม่มี touchscreen

รีวิวกล้อง nikon v1 กล้องตกรุ่นน่าใช้

รีวิวกล้อง Nikon v1
กล้อง Nikon v1 เป็นกล้องที่ออกสู่ตลาดเมื่อปลายปี คศ 2011 นับถึงวันที่ผมนำมาเขียนมันก็ผ่านมาสองปีกว่า ตกรุ่นไปสองครั้งแล้ว เพราะในปัจจุบันมีกล้อง Nikon v2 และ v3 เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีมุมน่าสนใจคือ ยังคงมีกล้องรุ่น v1 วางขายในราคาเคลียร์แล้นด้วยเช่นกัน

v1 เป็นกล้องที่เรียกว่ากล้อง mirrorless หรือกล้องไร้กระจก ซึ่งผมออกจะแปลกใจเล็กน้อยที่ศัพท์คำนี้เป็นศัพท์ยอดฮิต เป็นตัวแทนของกล้องรุ่นใหม่ไปเสียได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งที่โลกของเรามีกล้องถ่ายรูประดับโฮมยูสมาเกือบร้อยปี กล้องตัวแรกๆของโลกก็เป็นกล้องแบบ mirrorless เหมือนกัน แต่ตอนนั้นยังไม่มีใครบัญญัติศัพท์ให้เท่านั้นเอง คงเป็นเพราะกล้องระบบ SLR หรือ Single len reflex เป็นกล้องที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามมาตลอดหลายสิบปี เป็นกล้องที่มีกลไกของกระจกสะท้อนภาพที่บังหน่วยรับภาพอยู่ การเอากระจกชิ้นนี้ออกก็เลยดูเหมือนเป็นการปฏิวัติการออกแบบ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นการถอยกลับไปสู่ระบบดั้งเดิมมากกว่า

ผมรู้จักกับ v1 มานานตั้งแต่ที่มันมีการเปิดตัว ติดตามข่าวสารและคำวิจารณ์มาโดยตลอด และมีสิ่งที่เป็นความเชื่อฝังใจส่วนตัวอยู่ว่า กล้อง mirrorless เป็นกล้องที่ยังไม่สุกงอม ยังขาดโน่น ขาดนี่อีกหลายอย่าง ยิ่งผมใช้งานกล้องรุ่นที่ใช้เซ็นเซอร์ fullframe มาตลอดหลายปียิ่งทำให้การแบ่งวรรณะในความคิดผมชัดเจนมาก กล้อง mirrorless ที่เกิดมาก่อน Nikon v1 เป็นกล้องที่ทำงานช้า โฟกัสช้า มี noise มหาศาล mirrorless มีภาพลักษณ์เหมือนเอากล้องคอมแพ็คราคาถูกมาถอดแยกเลนส์ออกจากบอดี้ แล้วจัดชุดขาย โปรโมทว่าเปลี่ยนเลนส์ได้ คุณภาพที่มีจะอยู่ในระดับสมัครเล่น

Untitled
ภาพจาก Fuji x100 ตอนลูกหลับ

ผมใช้กล้อง fullframe มาหลายปี จนกระทั่่งมีลูก แรกๆก็ยังใช้กล้อง Dslr ถ่ายภาพได้อย่างภาคภูมิใจ มีนอกใจไปซื้อกล้องคอมแพ็คตัวอื่นอย่าง fuji x100 มาใช้บ้าง ซึ่ง x100 เป็นกล้องที่ให้ภาพสวย โฟกัสไม่เร็ว แต่มันไม่เป็นปัญหากับผม จนกระทั่งวันหนึ่งที่ลูกเริ่มวิ่งได้ เด็กน้อยน่ารักที่เคยนอนนิ่ง นั่งนิ่งๆกลายเป็นลิงแสนซน Fuji x100 ไม่สามารถจะถ่ายภาพลิงน้อยได้อีกเพราะลูกของผมมันวิ่งเร็วกว่าความเร็วในการโฟกัส ส่วนกล้องโปร fullframe ของผม ก็ยังห้าสิบห้าสิบ คือบางทีก็โฟกัสทัน บางทีก็โฟกัสไม่ทัน ถ้าโฟกัสกลางภาพแล้วขยับกล้องจัดองค์ประกอบ ลูกก็หายไปจากช่องมองภาพแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา คือ กล้องที่มีอยู่ถ่ายภาพลูกไม่ทัน

IMG_0179
ภาพจาก eos6d เลนส์ 24-105f4 โฟกัสไม่ทัน

การถ่ายภาพเด็กเป็นเรื่องยากมาก ยากกว่าการถ่ายสัตว์เลี้ยง และยากกว่าการถ่ายภาพนกบินเสียอีก ภาพนกนางนวลที่บางปูผมยังสามารถเก็บภาพได้พอสมควร ไม่ว่านกจะบินเร็วแค่ไหน เพราะว่าเราคาดเดาทิศทางการบินของมันได้ สัตว์เลี้ยงก็เดาได้ มันมีจังหวะที่นิ่งให้เราถ่ายได้ไม่ยาก แต่กับเด็กซนๆคนหนึ่งนั้นจะมีความยากคนละเรื่องเลย ระดับความยากผมถือว่ายากที่สุด

IMG_0124
ภาพจาก eos6d เลนส์ 24-105f4 ภาพนี้อาศัยมุมกว้าง และเลือกโฟกัสตรงกลางเพื่อเก็บให้ทัน

ผมเริ่มอยากได้กล้องตัวใหม่ที่จะใช้ถ่ายลูกตัวเองได้ วิเคราะห์แล้วมันก็คงเป็นกล้องคอมแพ็คที่มีความเร็วสูง หยิบใช้ง่าย ถ้า x100 ถูกพัฒนาให้โฟกัสได้เร็วมากๆผมก็คงไม่ต้องซื้ออะไรใหม่ แต่มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็มีกล้อง mirrorless ที่พัฒนากันมาอย่างเต็มที่จนกระทั่งมันเร็วพอ เร็วพอที่จะต่อกรกับกล้อง dslr นั่นคือกล้องของ olympus รุ่น omd-em5 และมันก็เป็นมาตรฐานใหม่ของกล้อง mirrorless ที่มีความเร็วสูง สามารถโฟกัสได้ทันอกทันใจ ซ้ำยังสามารถแตะหน้าจอเพื่อทำการโฟกัสได้ด้วย แตะแล้วโฟกัสแล้วสั่งให้ถ่ายภาพได้เลย มันเป็นความแปลกใหม่ที่แสนสะดวกสบาย มันเร็วจนผมอยากได้ และมันก็เป็นที่มาของการค้นคว้าหาข้อมูลของ Nikon v1 ออกมาอ่านใหม่อีกรอบ

gib-wedding-24nov201-IMG_0074-Full
อีกภาพที่โฟกัสไม่ทัน eos6d เลนส์ 24-105 f4

ช่างภาพส่วนใหญ่ทั่วโลกส่ายหัวให้กับ Nikon v1 ทันทีที่มันเปิดตัว เพราะมันเป็นกล้องเซ็นเซอร์เล็กมากเมื่อเทียบกับกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ตัวอื่นๆ ความเล็กของเซ็นเซอร์ทำให้มันไม่สามารถให้ภาพชัดตื้นหลังละลายได้เหมือนกล้องเซ็นเซอร์ใหญ่ ช่างภาพส่วนใหญ่ที่มีธงอยู่ในใจว่าจะใช้กล้องโปร fullframe ก็เลยไม่ชอบ อ่านไปอ่านมาจากหลายๆเว็บมันมีข้อเสียแค่ข้อนี้ข้อเดียวจริงๆ ที่เหลือคือข้อดี คือการพัฒนา คือการยกระดับ คือการวางมาตรฐานใหม่ คืออะไรหลายอย่างๆที่กล้องในอุดมคติควรจะมี

DSC_4768
Nikon v1 กับสภาพแสงปกติ ให้ภาพที่ดีน่าพอใจ

การโฟกัสภาพได้ทั้งจอภาพในขณะที่ความเร็วในการโฟกัสยังสูงอยู่ เป็นสิ่งที่ dslr ไม่มี การโฟกัสใบหน้าที่กล้องคอมแพ็คและกล้องในโทรศัพท์มือถือทำได้ดีก็สามารถทำได้ดีมากๆใน v1 ซึ่ง dslr ก็ทำไม่ได้เช่นกัน แค่สองอย่างนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รูปถ่ายของลิงน้อยของผมโฟกัสชัดตลอดเวลา รวมไปถึงลูกเล่นการถ่ายภาพได้ต่อเนื่องระดับ 60 ภาพต่อวินาทีแล้วบันทึกเป็นภาพให้เราเลือก 5 ภาพ ก็เป็นการการันตีได้เลยว่าเราจะได้ภาพที่ใช้งานได้ ไม่ใช่ว่าโฟกัสชัดแล้วดันเก็บภาพจังหวะลูกหลับตาพอดี การได้มา 5 ภาพ ยังไงก็ต้องมีภาพที่ลืมตาแน่ๆ

2014-03-19-white-v1-DSC_0327
2014-03-19-white-v1-DSC_0326
2014-03-19-white-v1-DSC_0325
2014-03-19-white-v1-DSC_0324
2014-03-19-white-v1-DSC_0323
ห้าภาพที่ได้จากการถ่ายครั้งเดียว แต่ละภาพจะห่างกันเสี้ยววินาที สังเกตที่ปากจะแตกต่างกัน

ในส่วนของการถ่ายวิดีโอก็ดูเหมือนจะเป็นจุดเด่นที่ช่างภาพหลายคนไม่เคยสนใจ อาจจะเพราะไม่เคยคิดว่าจะใช้กล้องถ่ายภาพมาถ่ายวิดีโอก็ได้ อาจจะด้วยความเชื่อเก่าๆ ความเชื่อจากประสบการณ์เก่าๆ ซึ่งความสามารถในการถ่ายวิดีโอของ v1 ต้องยกนิ้วให้ เพราะมันทำหน้าที่ได้ดีกว่า dslr ที่เกิดมาก่อนมันทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถแบบมาตรฐานที่ถ่ายวิดีโอระดับ full hd ได้ มันยังถ่ายได้ถึงระดับ 1080i 60 เฟรมต่อวินาทีด้วย และระหว่างถ่ายวิดีโอยังสามารถกดเพื่อเก็บภาพนิ่งได้เต็มความละเอียดของเซ็นเซอร์เสียอีก และยังเพิ่มลูกเล่นการถ่ายภาพสโลโมชั่นเท่ห์ๆระดับ 400 ภาพต่อวินาที และสูงได้ถึง 1200 ภาพต่อวินาที ลูกเล่นเหล่านี้กล้อง dslr ตัวละหลายแสนยังทำไม่ได้เลย


ภาพโยนลูกกอล์ฟแบบสโลโมชั่น 400fps

ผู้ออกแบบกล้อง Nikon v1 น่าจะคิดไว้แล้วว่าจะต้องมีคนเอา v1 ไปถ่ายวิดีโอด้วย เลยเพิ่มความสามารถต่างๆด้านวิดีโอเข้าไป รวมไปถึงการพัฒนา accessory ต่างๆที่ออกมารองรับการทำงานด้านวิดีโอ เห็นได้จากพอร์ตอเนกประสงค์ที่ติดอยู่บนตัวกล้องจะเป็นพอร์ตที่ทำได้หลายหน้าที่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาอุปกรณ์อะไรมาติด มันสามารถติดไฟส่องสว่างแทนสปอร์ตไลท็ มันสามารถติดไมโครโฟน พร้อมมีรูเสียบสาย mic ในตัวบอดี้โดยตรง สามารถติดตัวรับสัญญาณ gps ได้ ถ่ายภาพแล้วจะได้มีตำแหน่งบันทึกเอาไว้ เพราะซอร์ฟแวร์การจัดการภาพสมัยใหม่ล้วนแต่สามารถจัดหมวดหมู่โดยอาศัยตำแหน่งละติจูดและลองติจูดได้แล้ว

2014-03-19-white-v1-DSC_0340

จุดเด่นของระบบ nikon1 ก็คือ เป็นระบบที่ใช้เซ็นเซอร์เล็กกว่าทุกระบบในกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้ยกเว้นแต่ระบบของ pentax q เท่านั้นที่ใช้เซ็นเซอร์เล็กกว่า ซึ่งการใช้หน่วยรับภาพขนาดเล็กมีผลทำให้ระบบเลนส์ก็สามารถลดขนาดลงไปได้อีกมาก เลนส์ฟิกส์ติดกล้องในระบบของ nikon1 ถือว่ามีความเล็กมาก น้ำหนักก็เบาด้วยเช่นกัน กล้องอย่าง Nikon v1 พร้อมเลนส์ 10f2.8 ก็เป็นชุดคู่ขวัญที่มีขนาดเล็ก สามารถเลือกใช้เคสหรือกระเป๋ากล้องเล็กๆได้อย่างสบายใจ

2014-03-19-white-v1-DSC_0158

ภาพที่ได้จากเลนส์เล็กๆรุ่นใหม่เหล่านี้ให้ภาพที่ใสได้อย่างน่าตื่นเต้น เพราะราคาค่าตัวของเลนส์ก็ไม่ได้แพง เพียงแค่ไม่กี่พันก็ซื้อเลนส์ตัวใหม่ได้แล้ว ระบบของ nikon1 เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถเป็นเจ้าของกล้องคุณภาพดี พร้อมเลนส์คุณภาพดี ได้ในราคาประหยัด ซึ่งมีเพียงข้อด้อยคือทำระยะชัดตื้นได้ไม่ดีเท่ากล้องเซนเซอร์ใหญ่ แต่ถ้าแข่งกันถ่ายชัด ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ผมเชื่อว่าเอาภาพสองภาพจากกล้อง nikon v1 วางเทียบกับกล้องโปรเซนเซอร์ใหญ่ตัวละแสน ผมว่ามีคนดูไม่ออกแน่นอนว่าภาพไหนจากกล้องตัวเล็ก ภาพไหนจากกล้องตัวใหญ่

2014-03-19-white-v1-DSC_0162

ข้อมูลทางเทคนิค ข้อมูลตัวเลขต่างๆจะขอข้ามไปไม่พูดถึง เพราะผมมีนิสัยไม่สนใจตัวเลขเหล่านี้ ช่วงสิบปีหลังมานี้ เวลาจะหากล้องใช้จะไม่ได้ดูเรื่องตัวเลขอีกแล้ว จะถามคำถามเพียงไม่กี่ข้อคือ มันโฟกัสได้เร็วหรือช้าเมื่อเทียบกับกล้องตัวเก่าที่ผมมี มันต่ออุปกรณ์ภายนอกเพิ่มเติมได้ไหม มีแฟรชในตัวไหม ต่อแฟรชเพิ่มได้ไหม แบตเตอรี่ติดกล้องมาถ่ายภาพได้เกินห้าร้อยภาพไหม ถ้ามันเปลี่ยนเลนส์ได้ เลนส์ตัวอื่นๆมีเลนส์อะไรให้เลือกบ้าง ราคาถูกหรือแพง ในกล้องตัวใหม่จะทำให้เราจะถ่ายภาพลักษณะไหนได้เพิ่มเติมซึ่งทำไม่ได้จากกล้องตัวเก่า คำถามเหล่านี้จะให้คำตอบว่า เราควรซื้อหรือไม่

รีวิวกล้อง nikon v1 กล้องตกรุ่นน่าใช้ ตอนที่ 2