nec105 – ได้ referral อย่าใจเย็น

referral slip 2019

ได้ referral อย่าใจเย็น

มีสมาชิกท่านหนึ่งแจ้งกับ director ว่า เขาจะไม่ต่ออายุสมาชิก  ด้วยเหตุว่า referral ที่ได้รับนั้น ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นธุรกิจได้เลย ซึ่งทำให้ director แปลกใจมากกับเหตุการณ์นี้ คือ มี referral แต่ปิดการขายไม่ได้  และมันเกิดขึ้นบ่อยจนสมาชิกเบื่อหน่าย เลยไม่ต่ออายุ

ในวันเดียวกัน director ได้คุยกับประธานแช็ปเตอร์  และประธานเล่าให้ฟังว่า ทางแช็ปเตอร์ของเขามีมติไม่ต่ออายุสมาชิกท่านหนึ่งด้วยข้อหา ไม่ตามงาน ไม่ follow referral ที่สมาชิกให้ไปมันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากที่ไม่เกิดธุรกิจเพียงเพราะไม่ตามงาน  

พวกเราสมัครสมาชิกเสียเงินเยอะ  พวกเราใช้เวลาเยอะกับการมาประชุม  เรามานั่งกันที่นี่ ใช้เวลาตั้งนานกับการสร้างทุกสิ่งทุกอย่างในการขยายธุรกิจ และเรามี looking for เรารอรับ referralที่เราขอ   เมื่อเราได้มันมา เราควรจะดำเนินการทุกอย่างกับ referral  อย่างเร่งด่วนที่สุด 


คำแนะนำที่จะป้องกันเหตุเหล่านี้คือ ต้องตามงานหรือ follow ด้วยแนวคิดดังนี้

1  follow ทันทีภายในวันเดียว เพราะถ้าเราช้า วันถัดไปลูกค้าจะพยายามหาที่อื่นแทน

2 ถามคนให้ referral ว่างานที่ให้มานั้นมีรายละเอียดคร่าวๆอย่างไร และคนให้สนิทกับลูกค้าอย่างไร

3 ตอนที่คุยกับลูกค้า ให้เริ่มการสนทนาด้วยการ พูดถึงคนที่แนะนำงานให้คุณก่อน พูดถึงเขาในแง่มุมที่ดี อธิบายว่ารู้จักกับคนแนะนำอย่างไร สนิทกันอย่างไร  ใช้เวลาส่วนนี้ประมาณ 1-2 นาที ลูกค้าก็จะไว้ใจเรามากขึ้น


หาก referral ที่ได้มานั้น ไม่ตรงกับความต้องการของเราจริงๆ  ให้เราอธิบายกับผู้ให้ว่า ไม่ตรงกับความต้องการอย่างไร  เพื่อให้คนแนะนำเข้าใจและมองหาสิ่งที่ตรงกับความต้องการของเราจริงๆ  มีคำพูดแนะนำสำหรับสมาชิกทุกท่านว่า “หากท่านได้รับ referral ที่ไม่ตรงในครั้งแรก นั่นคือสิ่งปกติ  แต่หากครั้งที่ 2 ยังไม่ตรงอีก ความผิดเกิดจากตัวท่านเองที่ไม่อธิบายคนให้referral ให้เขารู้ว่าท่านต้องการ referral แบบใด”

nec09 – การนำความรู้ธรรมดามาใช้อย่างไม่ธรรมดา

771534429

การนำความรู้ธรรมดามาใช้อย่างไม่ธรรมดา

มีเหตุผลเพียงสองข้อที่จะทำให้เกิด referral ได้ง่าย ก็คือ การที่เรามี visibility และมี creditability ที่สูงพอ  โดย visibility ก็คือการมีตัวตนอยู่  แสดงตัวตนให้คนอื่นได้รู้เห็น  ส่วน creditabilityก็คือ การสร้างความน่าชื่อถือด้วยวิธีการต่างๆ ทำให้เกิดความมั่นใจว่าเราคือผู้รู้จริง มีความสามารถจริงๆ

วิธีการเพิ่ม V และ C นี้ มีวิธีหนึ่งที่มีคนนำไปใช้แล้วได้ผลลัพธ์เช่นกัน นั่นก็คือ การทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเด่นชัด แล้วทำการเขียนเป็นบทความ เขียนเป็นจดหมายข่าวออกมา  ส่งบทความที่เขียนไปยังสื่อที่อยู่ในสายอาชีพของเราเอง  งานนักเขียนไม่ใช่งานยาก  แต่เป็นงานที่คนส่วนใหญ่มองข้าม  

เราเป็นคนที่มีความสามารถในอาชีพของเรา แต่เรามักจะลืมที่จะโปรโมทตัวเราเองต่อสาธารณชน  งานเขียนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากที่จะสร้าง V และ C เช่น ถ้าเราเป็นช่างภาพ เราสามารถให้ความรู้เรื่องการโพสท์ท่าได้ สามารถให้ความรู้เรื่องเมมโมรี่และฮาร์ดดิสก์ที่จะต้องใช้กับภาพจำนวนมากได้

ถ้าเราเป็นคนทำอาหาร เราสามารถให้ความรู้เรื่องโภชนาการ หรืออาหารเพื่อสุขภาพได้ ของอร่อยอยู่ที่ไหน กินอะไรอ้วนช้า

ไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร มี เรื่องน่ารู้ในสาขาอาชีพของเรามากมายที่เรานำมาใช้เป็นบทความได้ ส่งบทความไปยังกลุ่มเครือข่ายของเรา ส่งบทความไปยังสำนักพิมพ์ หรือ หัวหนังสือ ส่งไปยังเว็บบอร์ดที่เราชอบอ่าน  บรรณาธิการหนังสือมักจะยินดีรับบทความคุณภาพอยู่แล้ว จะใช้หรือไม่ใช้ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะถ้าบทความเราดีเขาจะใช้ทันที หรือหากยังไม่มีโควต้าจะใช้ในวันนี้ แต่วันใดวันหนึ่งข้างหน้าบทความในมือ บก. หมดลง เขาก็ต้องมาพิจารณาบทความของเราแน่นอน

การเป็นนักเขียน ทำได้ทันที คนที่เป็นนักเขียนเขาทำสิ่งเดียวที่มาก กว่าคนอื่นคือ เขาลงมือเขียน การนำความรู้ธรรมดามาใช้แบบไม่ธรรมดา จะทำให้ creditability ของเราเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

nec99 – ปัจจัยที่มีผลต่อการให้ referral

IMG_7347

ปัจจัยที่มีผลต่อการให้ Referral

เราเคยคุยกันเรื่อง visibility ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้ทุกคนในกลุ่มสามารถรับรู้ได้ว่าเรามีตัวตน  มีอาชีพนี้อยู่ในทีม  ซึ่งเป็นปัจจัยแรกของการสร้างธุรกิจแบบ word of mouth หรือ referral marketing
และหลังจากที่เราทำให้ทุกคนรู้ว่าเรามีตัวตนแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือ สร้างความน่าเชื่อถือ หรือ creditability นั่นเอง  เพราะการมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มว่าเราทำอาชีพอะไร นั่นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เพื่อนๆ มั่นใจและแนะนำลูกค้าให้เรา

การที่ใครสักคนจะแนะนำธุรกิจให้กับเพื่อนของเขา  คนแนะนำเขามักจะคิดอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแนะนำของเขามีคุณค่าปัจจัยที่จะมีผลต่อการคัดเลือกว่าจะให้ใครจะมีดังนี้1  คุณเก่งในสายงานคุณจริงไหม  บางคนใช้คำว่า expert2 คุณทำสิ่งที่คุณทำอยู่อย่างมีความหลงไหล หรือ passion หรือไม่  และความรู้สึกนั้นหลุดออกมาสู่คนรอบข้างได้ชัดเจนไหม3  คุณตอบสนองกับธุรกิจที่ได้รับอย่างมืออาชีพ และช่วยรักษาเครดิตของคนแนะนำนั้นอย่างดีไหม  ถ้าให้ไปแล้วไม่ตามงาน ก็เสียชื่อ ดังนั้นการติดตามงานอย่างกระตือรือร้นเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรวดเร็วและสำคัญที่สุด4  เรามีความสัมพันธ์แบบสนิทรู้จักกันดีเพียงพอไหม?

เพราะหลายๆครั้งเราก็มักจะมีความรู้สึกในใจว่า เราไม่ค่อยรู้จักเขา เราเลยไม่กล้าแนะนำลูกค้าให้เขา บางทีเราก็พูดว่า เรายังไม่รู้เลยว่าสมาชิกคนนี้เป็นคนยังไง  ไม่กล้าแนะนำลูกค้าให้

เราและเพื่อนต้องตอบคำถามสี่อย่างให้ได้ครบทุกข้อซึ่งกันและกันคือ  เราเก่งไหม  เรามี passion มากพอไหม  เราเป็นมืออาชีพในธุรกิจไหม  และ เราสนิทกับเพื่อนมากพอหรือยัง

nec98 – STOP ! SELLING : START HELPING

STOP  SELLING  START HELPING

คุณเจมส์ สมาชิก bni กลุ่ม heritage ได้บรรยายเนื้อหาเรื่อง Stop selling Start helping ให้กับกลุ่มเจ้าของธุรกิจกว่า 40 คน ซึ่งเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจมาก มีประโยชน์ต่อนักธุรกิจที่ต้องการขยายธุรกิจด้วยเครื่องมือแบบ referral marketing เนื้อหาคุณภาพแบบนี้มีอยู่อย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละครั้ง

nec08 – gatekeeper

IMG_0547

การหา referral ให้เพื่อนนั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ใครยังไม่เคยให้อาจจะมึนงง ไปต่อไม่ถูก วันนี้เรามีวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เรามี referral ให้เพื่อน

การทำการตลาดแบบบอกต่อ เราจะต้องพัฒนาตัวเราให้เป็นนักแก้ปัญหาให้เพื่อน ใครมีปัญหา ใครมองหาบริการหรือผลิตภัณฑ์ก็ให้มาถามกับเรา ทำให้ทุกคำถามเร่ิมต้นที่เรา แปลว่าให้เราทำตัวเป็นผู้คุมประตูสมบัติ สมบัติหลังประตูนี้คือ ซัพพลายเออร์ชั้นดี ซึ่งหมายถึงสมาชิกในแช็พเตอร์ ใครอยากอยากติดต่อกับซัพพลายเออร์คุณภาพในเครือข่ายของเรา ก็ให้บอกเรา แล้วเราก็จะนัดหมายและคัดเลือกซัพพลายเออร์ในเครือข่ายของเราไปให้

สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ส่งข่าวด้วยวิธีการที่เราถนัด จะเป็นการโทรคุย หรือเป็น message หรือเป็นจดหมายก็ได้ ดร.ไอแวน ไมเนอร์แนะนำให้ทำเป็นจดหมายข่าว อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำสามเดือนครั้ง ให้ส่งจดหมายไปยังคนรู้จักและลูกค้าของเรา บอกว่าเรามีเครือข่ายผู้ประกอบการที่ดี และมีประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งกับธุรกิจของท่านแน่นอน ดูอาชีพต่างๆได้ในลิสต์ที่แนบมาด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญในเนื้อหาจดหมายก็คือ อย่าให้เบอร์โทร และชื่อสมาชิกไปในทันที ให้แต่รายนามอาชีพที่มีอยู่ แล้วให้ลูกค้าของเราเลือกตัดสินใจเองว่าอยากติดต่อกับใคร แล้วเราค่อยทำนัดหมายให้ทั้งคู่ได้คุยกัน

เมื่อมีการเริ่มต้นนัดหมาย ก็เท่ากับว่าเราทำการตลาดแบบบอกต่อสำเร็จเพียงเท่านี้เราก็จะเป็นนักแก้ปัญหาที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ

nec05 – คนที่จะพาเราไปสู่เป้าหมาย

IMG_0191

การจะค้นหาใครสักคนที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายทางธุรกิจได้ เราจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อน  เป้าหมายของเรา หรือของธุรกิจเราคืออะไร  หากเราไม่มีข้อนี้ จงหยุดทำทุกอย่างแล้วนั่งคิด นั่งไตร่ตรอง อยู่กับตัวเองจนได้คำตอบ 


ระวังอย่าได้คิดว่าเราจะพิชิตเป้าหมายด้วยตัวคนเดียว  เพราะในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำทุกอย่างเอง  แม้แต่นักกีฬาที่เก่งที่สุดก็ไม่ได้ลุยไปคนเดียว  คนประสบความสำเร็จจะแวดล้อมไปด้วยผู้ช่วย


เมื่อได้เป้าหมายแล้ว จงวางแผนการทำงาน  คำถามต่อมาคือเราจะต้องพบใคร ใครจะพาเราไปสู่เป้าหมายได้ และจงตรวจสอบเป้าหมายทุกเดือนว่า เรากำลังทำสิ่งที่จะไปสู่เป้าหมายอยู่หรือเปล่า 

เมื่อมีเป้าหมายแล้ว  เรามีงานต้องทำ 2 อย่างคือ
1 หาคนที่ใช่ (คนที่จะพาเราไปสู่เป้าหมาย)
2 สร้างความสัมพันธ์กับเขาในระดับที่ลึกเพียงพอ


และเพื่อให้ง่ายสำหรับคนที่ยังมึนงงอยู่  ลองมองหาสิ่งต่อไปนี้ในการประชุม

5 อาชีพที่ทำงานให้ลูกค้าผู้เป็นเป้าหมายของเรา
2 business goals คิดให้ออก
2 คนที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ 1 และ 
2 คนที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ 2

nec96 – สร้าง creditability ให้สูงที่สุด

IMG_7312

การตลาดแบบบอกต่อทรงพลังมาก  ผู้คนจำนวนมากเชื่อถือสิ่งที่ถูกบอกต่อมากกว่าสิ่งที่เห็นในใบโฆษณา  และที่มันยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ ต้นทุนที่เราจ่ายในการทำการตลาดแบบบอกต่อ มันถูก มันย่อมเยากว่าการโฆษณามหาศาล 

สิ่งหนึ่งที่เป็นสัจจธรรมก็คือ ไม่มีอะไรฟรี  และ ไม่มีของถูก  การจ่ายเงินน้อยลงกับไปกับการตลาดแบบบอกต่อ  มันไม่ได้น้อยในด้านตัวเงินด้านเดียว  แต่เราจ่ายในรูปแบบอื่นทดแทนเข้าไป นั่นคือเราเอาเวลาและความพยายามจ่ายแทนเงิน  และมันก็หมายความว่า นอกจากเงินค่าประชุมค่าสมาชิกแล้ว ต้องใช้เวลาและความพยายามจากเราด้วย แล้วมันเป็นยังไง เวลาและความพยายาม

การใช้เวลาก็คือการไปประชุม ไปวางแผน ไปแนะนำตัว การวางแผนที่จะทำให้เราเป็นที่รู้จักในการประชุมทุกแห่ง ในกลุ่ม networking ทุกกลุ่ม และในการทำ 1-2-1ด้วย   และ เมื่อมีโอกาสทำงาน เราจะใช้ตัวที่สองก็คือความพยายามในการทำงานนั่นเอง  

IMG_0088

การทำงานแล้วช่วยสร้างความน่าเชื่อถือที่สูงที่สุด  ก็คือการทำงานด้วยมาตรฐานสูงที่สุดเสมอและสูงที่สุดตลอดเวลา  เช่นการนัดหมายต้องตรงต่อเวลา  นัดส่งของก็ส่งของได้ตรงเวลา  ผลิตของก็มีคุณภาพเท่ากับที่รับปากไว้  วัตถุดิบหรือบุคลากรที่ใช้กับงานก็มีคุณภาพสูงเสมอในทุกขั้นตอน

สองปัจจัยนี้ครับ เวลา และ ความพยายาม  ที่จะช่วยสร้าง creditability ให้สูงลิบ สูงที่สุด สูงจนผู้คนจดจำและนึกถึงเราเมื่อต้องการสินค้าและบริการที่เราทำ

nec95 – การเพิ่ม Visibility ด้วยการทำตัวเป็นเจ้าภาพ

Bod heritage

การทำให้เกิด visibility หรือการมีตัวตนของท่านแบบตรงไปตรงมาก็คือการแนะนำตัว การแจกนามบัตร ซึ่งเป็นวิธีปกติทั่วไปที่จะต้องทำกันอยู่บ่อยๆ  นอกจากวิธีทางตรงเหล่านี้แล้ว ยังมีวิธีทางอ้อมอื่นๆที่ทำให้ท่านถูกมองเห็นและจดจำได้  และที่สำคัญ มันสร้างความประทับใจได้มากกว่าการแจกนามบัตรเสียด้วย


ลองนึกภาพถึงตอนที่คุณมาร่วมงานประชุมทางธุรกิจ หรืองานสังสรรค์ทางธุรกิจสักงานหนึ่ง  คุณมาร่วมงาน  แขกคนอื่นมาร่วมงาน  เขาไม่รู้จักคุณ  คุณก็ไม่รู้จักแขก  ไม่มีอะไรเชื่อมโยงคุณกับแขกเลย  มากที่สุดอาจจะเป็นการยัดเยียดนามบัตร ซึ่งเราก็รู้อยู่แก่ใจว่า ยัดเยียดนามบัตรไม่เกิดประโยชน์

แขกที่มาร่วมงานจะยังงงๆ  ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าใครจะมางานบ้าง  ไม่รู้ว่ากำหนดการเป็นอย่างไร  ต้องทำอะไรก่อน หลัง  และส่วนมากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นคุยกับคนอื่นๆอย่างไร  จะดีไหมถ้ามีใครสักคนมาอาสาทำตัวเหมือนเป็นเจ้าภาพ  มาชวนแขกคุย  มาแนะนำว่างานจะดำเนินอย่างไร  ใครจะมาบ้าง  มีใครที่คุณอยากคุยด้วยไหม  ของกินอยู่ด้านไหน  ห้องน้ำอยู่ทางไหน แขกสามารถนั่งโซนไหนได้  คนที่จะทำเช่นนี้ หากคุณเป็นคนทำเอง  แขกจะประทับใจและจดจำคุณได้  นั่นคือ visibility จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่เราน่าจะลองทำในบทเจ้าภาพก็คือ  มาถึงงานก่อนเวลา  จดจำกำหนดการสำคัญในงาน  ดูรายชื่อแขกว่าจะมีใครมาบ้าง  เพื่อดูว่าเราอยากพบกับใครเป็นพิเศษ  จำแผนผังที่นั่ง  ห้องน้ำอยู่ทางไหน ของกินอยู่ทางไหน  เราจะแนะนำแขกเพื่อให้แขกรู้สึกสบาย และอบอุ่น  และจะทำให้แขกจำท่านได้  จำอาชีพของท่านได้

การเล่นบทเจ้าภาพที่รู้งาน  เป็นคุณสมบัติเบื่องต้นของคนมีคอนเน็คชั่นเยอะ   visibility ของท่านจะชัดเจนมากยิ่งขึ้นในสายตาของผู้คนในงาน  โดยเฉพาะแขกที่ท่านมุ่งหวังอยากรู้จักเป็นพิเศษ

nec14 – การออกจากการสนทนา

nec14 - how to leave conversation 9oct2018-p4

ทุกการสนทนาของคนเราจะต้องมีวันจบ เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่เราพูดคุยกับผู้อื่นในวง networking อยู่ สิ่งที่เราควรทำก็คือ หาให้เจอว่ามีใครสักคนที่เราควรทำความรู้จักให้มากขึ้น เพื่อลงรายละเอียด พัฒนาความสัมพันธ์ เมื่อหาเจอแล้ว สิ่งที่ควรทำก็คือ ตัดบท จบการสนทนาให้เร็ว และจัดแจงนัดหมายในวันอื่นๆ เพื่อขอคุยกันอีกครั้ง แล้วเราจะตัดจบอย่างไรไม่ให้เสียบรรยากาศ ไม่ให้เสียความรู้สึก

ถ้าเขาเป็น A list เป็นคนที่คาดว่าจะช่วยเหลือทางธุรกิจต่อกันได้ อย่าทำแค่แลกนามบัตรแล้วบอกว่าจะโทรหา สิ่งที่เราควรทำก็คือ แสดงเจตนาว่าเราขอพบเขาในเวลาหลังจากนี้ เพื่อที่จะพูดคุยในรายละเอียด แล้วให้เราจดโน้ตต่อหน้าเขาเลยว่าเราขอจองเวลาของเขา มีปฏิทินก็หยิบมาเขียน มีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเบล็ตก็หยิบมาคีย์ข้อมูลทันที ถ้าคู่สนทนาของเราเห็นด้วยว่าควรจะคุยรายละเอียดกันเพื่อพัฒนาธุรกิจซึ่งกันและกัน เขาจะยินยอมให้นัดหมายอย่างแน่นอน

ถ้าเขาเป็น B list เป็นคนที่น่าสนใจ และน่าจะมีอะไรบ้างอย่างเชื่อมโยงกันได้ในอนาคต ให้แลกนามบัตรกันแล้ว แล้วขอบคุณและขอตัวแยกออกไปคุยกับคนอื่นต่อ โดยเราสามารถจะติดต่อภายหลังด้วยการส่งข้อความ ส่งอีเมล หรือไลน์ ไปทักทายในภายหลัง

ถ้าเขาเป็น C list อย่าเสียเวลาคุยนานเกินไป ให้ขอบคุณและขอตัวอย่างสุภาพ อาจจะรู้สึกว่ามันห้วนและสั้นไปหน่อย แต่ไม่ต้องคิดมาก วิธีนี้สุภาพเพียงพอแล้วสำหรับการจบบทสนทนา

nec29- การค้นหาจุดเด่นของตัวเอง

2018-09-25 12.48.31 1

การค้นหาจุดเด่นของตัวเอง
ในการแนะนำตัว หรือการพูดคุยเพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการของเรานั้น  สิ่งที่เราควรจะนำเสนอต่อลูกค้าก็คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าที่เรากำลังคุยด้วย  มันก็คือการคุยที่เน้นเรื่องประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อใช้บริการเรา  แต่ถ้าเรานึกถึงข้อดีไม่ออก  ไม่สามารถบอกจุดเด่นของเราที่ลูกค้าต้องการได้  เรามีวิธีค้นหาข้อดีเหล่านั้นเพื่อใช้พูดกับว่าที่ลูกค้าคนต่อไปเรามีข้อดีอะไร  เรามีจุดเด่นอะไร  ถ้าเรียบเรียงคำพูดไม่ได้  ให้ลองวิธีนี้คือ  ให้นึกถึงลูกค้าคนที่แล้ว หรือลูกค้าที่เราจบงานมาแล้ว หรือลูกค้าคนที่เราชอบ แล้วลองเล่ารายละเอียดหรือเขียนออกมา สองข้อดังต่อไปนี้

1  ลูกค้าคนนี้ ก่อนมาเจอเรา ลูกค้าเจอปัญหาหรือสถานการณ์อะไร

2  เราแก้ปัญหาอย่างไรให้ลูกค้า  และทำให้ลูกค้าพอใจหรือทำงานต่อได้

การที่เราหาคำตอบสำหรับคำถามนี้เอาไว้  คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวแม่เหล็กที่จะทำให้ว่าที่ลูกค้าเห็นความสำคัญในสินค้าหรือบริการของเรา  มันเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้เราหาข้อดีของเราหรือ benefit ที่ลูกค้าจะได้รับ  เป็นเรื่องจริงที่เราลงมือทำและแก้ปัญหาให้ลูกค้าไปแล้ว

 

nec01 – อย่าลืมเหตุผลที่เราพบกัน

อย่าลืมเหตุผลที่เราพบกัน

 การทำเน็ตเวิร์คกิ้งที่ดีเป็นอย่างไร  สิ่งที่จะต้องจำให้ขึ้นใจและไม่ลืมก็คือ เราต้องมาประชุมด้วยทัศนคติที่ดี  หรือเราต้องเป็นคนคิดบวก และ คิดถึงการให้ความช่วยเหลือเพื่อนเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเป็นประเด็นสำคัญ

การคิดบวกมีความหมายครอบคลุมหลายอย่าง  สิ่งหนึ่งที่เราควรจะทำตัว “คิดบวก” ก็คือ ไม่บ่นในสิ่งที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของการประชุม หรือ  ลองสังเกตดูนะครับ สมมุตเราไปโรงแรมแห่งหนึ่งที่จัดสัมมนา เรากำลังไปเน็ตเวิร์คกิ้ง  เราเคยได้ยินไหมว่า โรงแรมนี้อาหารไม่อร่อย  ซึ่งจริงๆแล้ว เรามาทำอะไรครับ  เรามาทำธุรกิจนี่คือประเด็นหลัก เราไม่ได้มาเพื่อกินอาหาร  ประเด็นอาหารเป็นเรื่องรอง

หรือ เราเคยได้ยินหรือเป็นผู้บ่นเองไหมว่า ห้องประชุมไม่สวย ลำโพงเสียงไม่ดี ที่จอดรถแย่  สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงประเด็นรองครับ  ประเด็นหลักคือ เรามาประชุม เพื่อสร้างลูกค้าในอนาคต  เรากำลังเพาะบ่ม เรามาเพื่อออกแบบ referral และออกแบบว่าที่ลูกค้า  นั่นคือเรากำลังมาเน็ตเวิร์คกิ้ง

ข้อเสียเล็กๆน้อยๆ ไม่ใช่ประเด็นที่เราควรจะใช้เวลากับมัน สิ่งที่ควรทำก็คือการโฟกัสกับการประชุม การทำให้การประชุมเป็นการประชุมที่มีคุณภาพ สามารถสร้างธุรกิจต่อเนื่องได้ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจ

อย่าลืมเหตุผลที่เราพบกัน

ทำเป็นภาพเอาไว้ให้โหลดไปอ่าน หรือ เก็บไว้ส่งต่อง่ายๆ