การใช้แฟลชในบ้านเพดานสูง

บางครั้งการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยเราก็อาจจะต้องใช้แฟลชช่วย  แม้ว่ากล้องรุ่นใหม่จะสามารถตั้งค่า iso ได้สูงลิบอยู่แล้ว  เพราะแสงแฟลชจะให้สีสันของภาพออกมาสดใสกว่าการถ่ายภาพด้วย iso สูงแต่เพียงอย่างเดียว

 

IMG_0292

ภาพที่1  สภาพแสงจริงภายในบ้าน

 

ภาพที่ 1 เป็นสภาพแสงที่มองเห็นจริงๆในบ้าน  แม้ว่าจะเปิดไฟในบ้านหมดทุกดวงแล้ว ความสว่างที่กล้องจะรับภาพก็ไม่ได้มากเลย  สถานการณ์แบบนี้ หากเป็นยุคของฟิล์มที่เรามีฟิล์มแค่ความไว 800 ภาพก็จะเกรนแตก และสปีดของภาพจะต่ำมากจนไม่สามารถจับภาพคนได้คมชัด  แต่กล้องดิจิทัลสมัยใหม่ ตั้งค่า iso ภาพนี้ไว้ที่ 3200  เราได้สปีดชัตเตอร์ที่ 1/60  รูรับแสง f4 ให้ภาพที่พอดูได้  แต่ไม่สวย

 

การถ่ายภาพสถานการณ์นี้ให้สมบูรณ์ขึ้นก็ต้องใช้แฟลช  จะทำให้เราสามารถเรียกสีสันจากสิ่งต่างๆในภาพออกมาได้ดียิ่งขึ้น  แต่การยิงแฟลชเข้าไปตรงๆเราก็มีโอกาสที่จะได้ภาพไม่สวย  การยิงแฟลชให้ดูแสงสวยนุ่มนวลมักจะต้องใช้เทคนิคการเบ๊าซ์แฟลช (Bounce)  มันคือเทคนิคการยิงแสงแฟลชไปชนเพดานสีขาว หรือกำแพงสีขาว แล้วให้แสงสะท้อนจากเพดานกลับมาโดนตัวแบบนั่นเอง

 

บ้านนี้เพดานไม่ใช่สีขาวด้วย  แถมยังอยู่สูงลิบ แฟลชที่ติดอยู่กับกล้องไม่มีทางวิ่งไปถึงแล้วสะท้อนกลับมาได้ในปริมาณที่เพียงพอจะถ่ายภาพ  ดูจากสิ่งแวดล้อมในบ้านแล้ว เห็นเพดานขาวอยู่เล็กน้อยในบริเวณชั้นลอย  เล็งด้วยสายตาแล้ว แสงสะท้อนเพดานส่วนนี้สามารถวิ่งลงมาถึงตัวคนได้  ก็เลยจัดการใช้แฟลชกับเพดานชิ้นนี้

 

IMG_0293

ภาพที่2  เพดานบางส่วนที่เป็นสีขาว

 

จัดการแยกแฟลชออกจากกล้อง  ใช้ตัวส่งสัญญาณแฟลชไร้สายหรือ trigger ติดแฟลช nikon sb26 แล้วนำไปวางบนพื้นชั้นลอย  เล็งให้แสงแฟลชยิงแล้วกระทบเพดาน  แสงสะท้อนจากเพดานจะวิ่งลงมาถึงชั้น 1 ได้  ตั้งค่ากำลังไฟในการยิงแฟลชไว้ที่ 1/2 ของไฟเต็มกำลัง  เพราะเจตนาจะให้สามารถยิงแฟลชได้ 2 ครั้งโดยไม่ต้องรอชาร์จไฟหลายวินาที  เมื่อวางตำแหน่งได้ที่แล้วก็ลองถ่ายทดสอบ  ค่าแสงลงตัวพอดี ใช้สปีดชัตเตอร์และรูรับแสงและ iso เท่าเดิม  คุณภาพแสงออกมาตามภาพที่2

 

ดูจากภาพพรีวิวที่หน้าจอของกล้อง  ดู histogram ของภาพนี้แล้วพบว่าส่วนกราฟกระจายตัวเต็มย่าน  ถือว่ามีคุณภาพใช้ได้แล้วก็เลยใช้ค่าแสงระดับนี้ถ่ายเหตุการณ์ที่ต้องการ  ก็ได้ภาพที่มีสีสันดีกว่าเดิม

IMG_0283

ภาพที่3  ถ่ายด้วยค่าแสงที่ต้องการ

 

บริเวณโซฟาเป็นบริเวณที่ถ่ายภาพด้วยค่าแสงที่เรากำหนดไว้ได้พอดี  แต่พอจะถ่ายภาพมุมอื่นที่อยู่หน้าบ้าน  ระยะทางของเปียโนที่วางอยู่หน้าบ้านห่างจากจุดสะท้อนแสงแฟลชมากกว่าโซฟา ทำให้ค่าแสงที่ตกลงบนเปียโนน้อยลง เราเปลี่ยนรูรับแสงให้กว้างขึ้นไม่ได้แล้วเพราะเลนส์มีรูรับแสงแค่ f4 ส่วนกำลังไฟแฟลชเราก็ไม่อยากเพิ่มเป็น 1:1 หรือเต็มกำลัง  เพราะไม่อยากเดินขึ้นไปเปลี่ยน  และไม่อยากรอให้แฟลชชาร์จไฟจนเต็มแล้วค่อยยิง  เลยเปลี่ยน iso ในกล้องให้มากขึ้น จาก iso6400 ไปเป็น iso12800 ก็จะทำให้ตำแหน่งเปียโนดูสว่างขึ้นจนพอดี  เพราะหากไม่เพิ่ม  iso ภาพจะมืดลงมาก เห็นได้ชัดเลยว่าแสงไม่พอ

 

IMG_0311

ภาพที่ 4 เปียโนที่เพิ่มค่า isoในกล้องเป็น iso12800

 

 

 

เทคนิคการถ่ายภาพด้วยแฟลชมีวิธีการมากมายให้เรียนรู้ แฟลชเก่าๆสักตัว กับตัวส่งสัญญาณไร้สายก็ทำให้เรามีเรื่องให้เล่นอีกมาก  ยุคของกล้องดิจิทัลจะสนุกกับแฟลชได้เต็มที่เพราะทดลองแล้วเห็นภาพทันที ไม่ต้องไปลุ้น ไม่ต้องถ่ายเผื่อแบบการใช้ฟิล์ม

 

Advertisements

การถ่ายภาพด้วยแฟลชไร้สาย

การถ่ายภาพด้วยแฟลชเป็นการถ่ายภาพที่คาดเดาผลได้ยากมากในสมัยที่เป็นยังต้องใช้ฟิล์ม  เราจำเป็นต้องมีกล้องโพลารอยด์ และมิเตอร์วัดแสงแฟลชเพื่อช่วยให้การทำงานสะดวกมากขึ้น  แต่พอเป็นยุคของกล้องดิจิทัล การถ่ายภาพด้วยแฟลชกลายเป็นเรื่องง่าย  ภาพที่เห็นจากการถ่ายก็เห็นได้ทันที สามารถปรับตั้งค่าแสงได้ตามใจ

 

ระบบกล้องและแฟลชที่ใช้ถ่ายก็จะประกอบไปด้วย กล้อง eos 6d  เลนส์ ef 24-105f4L ยี่ห้อ canon ทั้งคู่  ส่วนแฟลชก็จะเป็น nikon sb26  และตัวส่งสัญญาณแฟลชไร้สายก็เป็นยี่ห้อจีนที่ผมจำชื่อไม่ได้  ตัวส่งสัญญาณจะมีตัวส่งที่ต้องนำไปติดที่ฮ็อตชูของกล้อง  ส่วนตัวรับสัญญาณจะไปติดกับแฟลช sb26

IMG_0274

 

ผมจะถ่ายภาพแก้วกาแฟบนโต๊ะสีขาว  พื้นที่สำหรับถ่ายครั้งนี้มีกำแพงสีขาว มีเพดานสีขาว  ผมเลยเลือกที่จะให้แฟลชส่งแสงออกมากระทบผนังเสียก่อน แล้วค่อยสะท้อนมายังตัวแก้ว  เทคนิคให้แฟลสะท้อนผนังหรือเพดานก่อนเราเรียกว่า เบ๊าซ์ ( Bounce ) แปลตรงตัวว่ากระทบ ชิ่ง กระเด้ง  ผลการเบ๊าซ์จะทำให้แสงที่วิ่งมายังวัตถุมีความนุ่มนวล  เงาที่เกิดจากแสงแฟลชจะนุ่มๆเบลอๆ ไม่เป็นเงาแข็ง ทำให้ภาพดูมีมิติและรู้สึกสวยมากกว่าการยิงแฟลชเข้าไปที่วัตถุตรงๆ

 

IMG_0275

 

โทนสีของภาพนี้จะดูเพี้ยนไปมาก เนื่องจากการตั้งค่า white balance ของกล้องไม่ได้ตั้งให้ถูกต้อง  ตอนผมถ่ายเล่นๆก็ลืมตั้งค่า  มาเห็นสีบนจอคอมพิวเตอร์ก็ทำให้นึกออกว่าเราพลาดอะไรไป  การทำงานจริงควรจะมีการตั้งค่า whiteblance ให้ถูกต้องหรือให้ถูกใจเสียก่อน

ผมตั้งค่าการถ่ายภาพบนกล้องเป็นค่า iso  800  เลนส์ตั้งรูรับแสงไว้ที่ f4 ส่วนสปีดชัตเตอร์ตั้งไว้ที่ 1/125 วินาที  กำลังไฟแฟลชของ sb26 ตั้งค่าไว้ที่ 1/4 ของกำลังเต็ม  เพื่อให้แฟลชสามารถยิงแสงได้หลายครั้งติดกัน  เพราะหากเราตั้งค่าแฟลชให้ยิงเต็มกำลัง เมื่อแฟลชทำงานแล้ว จะต้องรอชาร์จไฟอีกหลายวินาที  ในหลายวินาทีที่กำลังชาร์จไฟจะทำให้เราถ่ายภาพไม่ได้  เพราะถ้าไฟยังไม่เต็ม การถ่ายภาพซ้ำทันทีจะได้ภาพที่มืด เพราะแฟลชไม่ทำงานนั่นเอง

เหตุผลที่เลือกใช้แฟลช nikon sb26 ก็เพราะแฟลชตัวนี้มีคุณสมบัติการทำงานที่หลากหลาย สามารถตั้งค่าได้อิสระมาก เช่น

  • สามารถแบ่งกำลังไฟได้ละเอียดตั้งแต่ 1/2 ไปถึง 1/64 ของความสว่างสูงสุด
  • มีระบบ optical slave สามารถยิงแฟลชตามแฟลชตัวอื่นได้
  • สามารถ wake up จาก stand by ได้ ไม่ต้องปิด power แล้วเปิดใหม่
  • ใช้แฟลชโหมด auto ได้  แฟลชจะยิงแสงตามค่ารู้รับแสงและ iso ที่ต้องการ
  • มีแผ่นสะท้อนแสงในตัว มีหน้ากากกระจายแสงในตัว เลือกใช้ได้ตามสะดวก

 

 

 

จัดแสงในรถเพื่อถ่ายภาพสินค้า

ผมมักจะต้องการถ่ายภาพสิ่งของหรือสินค้า หรือ ชิ้นงานบางอย่างอยู่บ่อยๆ  ถ้ามีเวลาก็จะใช้กล้องและชุดไฟและเต๊นท์ถ่ายภาพสินค้าเพื่อหวังผลให้ภาพสวยงามดังใจ  ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดของผมก็อยู่กระจัดกระจาย กล้องอยู่ในรถ  ไฟแฟลชใหญ่อยู่ที่บ้าน  กล่องหรือเต๊นท์ถ่ายภาพอยู่ที่บ้าน  หากผมอยู่ที่โรงพิมพ์หรือที่ทำงาน ผมก็จะไม่ได้ใช้ชุดไฟที่ใช้ประจำ

 

ผมมีไฟชุดเล็กที่ใช้แฟลช nikon sb26 เป็นแฟลชเพื่อใช้ถ่ายสินค้า  พร้อมด้วยอุปกรณ์ trigger หรือตัวส่งสัญญาณยิงแฟลชไร้สาย  ซึ่งแฟลชและทริกเกอร์ผมก็พกติดอยู่ในกระเป๋ากล้อง ส่วนกล้องก็ติดเลนส์มาโครไว้แล้ว กล้องผมใช้ eos 6d เลนส์มาโครใช้ macro 100f2.8

 

ด้วยความอยากจะรีบถ่ายของชิ้นหนึ่งแล้วไม่อยากรอกลับบ้าน  ก็เลยจัดวาง จัดแสงในรถเสียเลย

 

20181124171630_IMG_0221

 

รถฮอนด้าฟรีด เปิดท้ายรถออกมาจะเป็นช่องว่างขนาดใหญ่  เบาะหลังแถว3 หากพับที่พิงให้ราบไปกับเบาะนั่งก็จะได้ที่วางราวกับเป็นโต๊ะทำงาน  ผมเอากระเป๋ากล้องขนาดใหญ่ที่ผมซื้อเอาไว้ขนอุปกรณ์ถ่ายภาพวางบนเบาะ  เพื่อใช้วางสินค้าที่จะถ่าย  ส่วนแสงแฟลชผมก็ติดทริกเกอร์ไร้สาย  ตัวส่งสัญญาณติดอยู่บนกล้อง eos 6d ตัวรับสัญญาณเอาไปติดที่ sb26 แล้วก็หันหน้าแฟลชให้ยิงแสงขึ้นเพดานรถ ตั้งใจจะใช้แสงแฟลชสะท้อนกับเพดานรถสีเทา แล้วสะท้อนลงมายังของที่ต้องการถ่ายภาพ

20181124171622_IMG_0220

 

เลนส์มาโครตั้งค่า f เอาไว้ที่ประมณ f8 – f11 ความไวของกล้องตั้งไว้ที่ iso 800  ส่วนกำลังไฟของแฟลชผมตั้งไว้ที่ 1/4 ด้วยเหตุผลว่า ผมไม่อยากให้แฟลชยิงเต็มกำลัง  เพราะถ้าแฟลชยิงเต็มกำลังไฟจะหมดเกลี้ยง แล้วต้องรอเวลาหลายวินาทีกว่าที่แฟลชจะสะสมกำลังไฟขึ้นมาใหม่เพื่อยิงแสง  การยิงแสงแฟลชที่ 1/4 ของกำลังสูงสุด ทำให้เราสามารถยิงแฟลชต่อเนื่องได้ 4 ครั้งก่อนที่ไฟจะหมดแล้วต้องสะสมขึ้นมาใหม่  มันทำให้เราทำงานได้สะดวกขึ้น  เพราะการถ่ายภาพสินค้าบางครั้งเราก็ถ่ายภาพติดต่อกันหลายครั้ง  ถ้าการถ่ายทุกครั้งต้องรอแฟลชสะสมไฟหลายวินาทีก็จะเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดมาก

 

การถ่ายวัตถุสีดำบนพื้นดำเป็นสิ่งที่เราจะคาดคะเนค่าแสงได้ยากมาก  เพราะภาพที่ถ่ายออกมาจะเป็นโทนสีดำออกเทา  ถ้ารับแสงมากก็เป็นเทาอ่อน  ถ้ารับแสงน้อยก็เป็นเทาเข้มเกือบดำ  ภาพของดำบนฉากดำก็จะออกมาเป็นแนวลึกลับ หรือ low key ก็แล้วแต่จะเรียก  ตอนเลือกค่าแสง ผมตัดสินใจใช้กระดาษขาวรองไว้ใต้สินค้า เพื่อให้ปรับรูรับแสงให้ได้ค่าแสงที่เหมาะสมจริงๆ  เพราะถ้าเราถ่ายภาพส่วนสีขาวให้ขาวเพียงพอแต่ยังไม่ล้นไปทางขาวโพลน  สิ่งของสีดำก็จะได้สีดำที่พอดี

 

20181124164519_IMG_0206

 

เมื่อได้ค่าแสงที่ต้องการแล้วก็เอากระดาษขาวรองพื้นออก ปล่อยให้สินค้าวางอยู่บนพื้นผิวกระเป๋าสีดำ แล้วก็เริ่มถ่ายภาพด้วยองค์ประกอบที่ต้องการ  ซึ่งโจทย์การถ่ายของผมในวันนี้คือไม่มีโจทย์  ขอให้เลือกค่าแสงแฟลชที่ให้แสงโดนวัตถุสีดำแล้ววัตถุยังดูเป็นสีดำอยู่  สุดท้ายก้ได้ผลงานออกมา

20181124171606_IMG_0219

สินค้าในโพสท์นี้ก็คือ หูฟังบลูทูธสำหรับการฟังเพลงและคุยโทรศัพท์ Xiao mi

การสแกนฟิล์มด้วยเลนส์มาโครและกล่องไฟ

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มในยุคดิจิทัลยังเป็นสิ่งที่มีลมหายใจอยู่  เมื่อก่อนในวันที่เป็นยุคทองของฟิล์ม เราถ่ายภาพ แล้วส่งล้างอัด แล้วก็ได้ภาพมาดูเป็นเล่ม  มันสะดวกมากสำหรับฟิล์มสี  ส่วนฟิล์มขาวดำก็ต้องล้างฟิล์มแล้วสั่งอัดภาพ  แต่การอัดภาพด้วยร้านถ่ายภาพสีทั่วไป ภาพสีขาวดำก็จะออกมาดูไม่น่ามอง  ภาพขาวดำที่ีสวยก็ต้องเป็นการอัดภาพลงบนกระดาษขาวดำแท้ๆเท่านั้น

แต่บางคนก็ไม่สามารถอัดภาพได้เอง  ต้องอาศัยวิธีสแกนภาพแล้วดูในคอมพิวเตอร์  หรือ ดูในมือถือแทนโดยไม่ต้องอัดบนกระดาษจริง  ยิ่งยุคนี้เป็นยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค อยากมีภาพเป็นไฟล์เพื่อส่ง เพื่อแชร์ให้เพื่อนดูกันทั้งนั้น  การเอาภาพจากฟิล์มขาวดำก็ต้องใช้วิธี สแกน  ร้านถ่ายภาพทั่วไปก็มีบริการรับสแกน  แต่ค่าใช้จ่ายก็แพงขึ้นกว่าเดิม  ไหนๆเราก็มีกล้องดิจิทัลกันอยู่แล้ว ก็ลองใช้อุปกรณ์ของเราสแกนฟิล์มเลยดีกว่า ซึ่งกล้องดิจิทัลที่มีเลนส์มาโครหรือเลนส์ถ่ายใกล้ๆได้จะสามารถนำมาใช้สแกนฟิล์มได้  วิธีนี้ ประหยัด ไม่เสียเงินซักบาท  แต่อาจเสียเงินซื้อเลนส์มาโครแทน

scan-bw-IMG_0205

ให้จัดการเซ็ทอัพอุปกรณ์ตามนี้  ใช้กล่องพลาสติกขนาดใหญ่ หรือ เล็กก็ได้ แต่ในภาพของผมจะใช้กล่องใหญ่เพราะตั้งใจจะใช้ถ่ายฟิล์มทั้งม้วนเลย  โดยการเอากล่องขาวขุ่นมาวางพื้น แล้วเอาฟิล์มบางบนกล่อง  หาของทับฟิล์มให้เรียบแนบไปกับกล่อง  กล่องขาวขุ่นนี้ผมซื้อจากร้านขายอุปกรณ์แต่งบ้าน มันถูกขายเป็นถังขยะสีขาว ผมเห็นแล้วก็ถูกใจเลยสอยมาใช้  ส่วนแสงสว่างที่ส่องในกล่อง ผมใช้แฟลชเก่าๆตัวนึงที่ทำงานได้ แล้วต่อชุดส่งสัญญาณแฟลชไร้สาย หรือ ไวเลสทริกเกอร์  โดยตัวส่งสัญญาณจะเสียบอยู่กับกล้องถ่ายภาพ  ตัวรับสัญญาณจะต่อกับแฟลช  เมื่อเรากดถ่ายภาพ แสงแฟลชก็จะทำงาน ส่งผลให้กล่องเรืองแสง

IMG_0198

ดูใกล้ๆก็จะเป็นแบบนี้  เราถ่ายภาพฟิล์มขาวดำด้วยกล้องดิจิทัลโดยตรงได้เลย  ภาพที่ได้ก็จะเป็นภาพแบบที่ตาเห็น คือ เป็นภาพดูไม่ค่อยรูัเรื่อง สีสันก็เป็นแบบตรงกันข้าม   หากเราจะสแกนภาพจากฟิล์มแค่บางภาพ เราก็ถอดฟิล์มจากซองมาวางบนกล่อง แล้วใช้เลนส์มาโครถ่ายภาพซะเลย

DSCF7049

ถ้าเราจะสแกนฟิล์มขาวดำทั้งม้วน โดยให้เรียงตัวสวยๆเหมือนภาพ คอนแท็คปริ๊นท์ หรือcontact print ก็ใช้ใช้วิธี วางซองฟิล์มทั้งซองบนกล่องขาวขุ่นนี้เลย นี่คือเหตุผลที่ผมเลือกใช้กล่องขนาดใหญ่ เพราะต้องการถ่ายภาพฟิล์มทั้งม้วน ซึ่งใช้พื้นที่ใหญ่พอสมควร กล่องใหญ่ก็จะได้เปรียบคือทำงานคอนแท็คปริ๊นท์ได้นั่นเอง

DSCF7210

ภาพฟิล์มทั้งม้วนที่ถ่ายด้วยกล่องไฟจะเป็นแบบนี้  เมื่อถ่ายภาพได้แล้ว ก็เอาภาพ jpg ที่ได้มา ไปปรับค่าต่อในโฟโต้ช็อป โดยการสั่ง invert เพื่อกลับภาพจากดำเป็นขาว และ ขาวเป็นดำ  และทำการปรับระดับสีดำ และสีขาวให้สมจริง เราก็จะได้ภาพสีปกติออกมา

 

DSCF7210-contactsheet 20jul2012

แค่นี้เราก็ได้ภาพคอนแท็คปริ๊นท์ที่ดูคลาสิคมากออกมา  เราสามารถปริ๊นท์ภาพนี้เก็บไว้เป็นภาพโชว์ได้เลย  ขนาดภาพของคอนแท็คปริ๊นท์ในอดีตจะใหญ่เท่าจริง คือฟิล์มเรามาใหญ่แค่ไหน คอนแท็คปริ๊นท์แท้ๆก็จะใหญ่เท่านั้น

คราวนี้เราจะมาสแกนบางภาพที่เราต้องการบ้าง  บางภาพที่เราต้องการนี้ก็อาจจะเป็นภาพที่เราตั้้งใจจะโพสท์หรือตั้งใจจะเอาไปอัดขยายให้ใหญ่  เราก็จะทำการถ่ายฟิล์มที่ต้องการแค่ภาพเดียว ซึ่งการถ่ายฟิล์มแค่ภาพเดียวเราจะต้องใช้เลนส์มาโคร เพื่อให้สามารถถ่ายภาพฟิล์ม 1 ภาพให้ใหญ่เกือบเต็มเฟรมของกล้องดิจิทัล

IMG_0284

ภาพที่ถ่ายได้จากเลนส์มาโครจะทำให้เราได้ชิ้นฟิล์มค่อนข้างใหญ่  จริงๆเราสามารถใช้เลนส์มาโครระดับ 1:1 เพื่อถ่ายชิ้นฟิล์มได้ใหญ่กว่านี้  แต่ผมชอบภาพที่เห็นรูหนามเตยของฟิล์ม เพราะทำให้ภาพดูน่ามอง ดูเท่ห์กว่า  ก็เลยถ่ายแบบให้เห็นขอบฟิล์มเยอะหน่อย   จากนั้นก็เอาภาพมากลับสีด้วยคำสั่ง invert ในโปรแกรมโฟโต้ช็อป ซึ่งถ้าใครถนัดโปรแกรมอื่น หรือ ถนัดใช้ app ในมือถือ ก็แล้วแต่สะดวก  เมื่อกลับสีแล้วก็จัดการปรับค่าดำ ค่าขาว ในภาพให้ดูสมจริง ดูเป็นภาพขาวดำปกติ

IMG_0284bw

ออกมาได้แบบนี้เลย  ภาพลูกชาย วันแรกที่เกิด  ฟิล์ม lucky กล้องไลก้า minilux ล้างฟิล์มเอง สแกนเอง ภูมิใจเอง

 

ถ่ายสินค้าด้วยแฟลชดวงเดียว

การถ่ายภาพสินค้าเพื่อขายหรือทำโบรชัวร์มักจะต้องมีการจัดไฟระดับหนึ่งเพื่อให้ภาพดูดีและมีคุณภาพพอให้นำไปตัดต่อหรือรีทัชต่อได้ การจัดไฟแบบง่ายๆใช้ของน้อยๆเป็นทางเลือกที่เหมาะกับการเริ่มต้นธุรกิจ กล่องไฟแบบดัดแปลง แฟลช1ตัว และตัวส่งสัญญาณแฟลชแบบไร้สาย สามอย่างนี้ทำให้เราสามารถถ่ายภาพสินค้าได้อย่างมีคุณภาพแล้ว

กล่องไฟ อาศัยดัดแปลงกล่องใหญ่ๆที่พอหาได้ นำมาตัดฝาด้านขวา ด้านซ้าย และด้านบนให้เป็นช่องสี่เหลี่ยม แล้วเอากระดาษไขหรือกระดาษขาวบางๆมาติดเหมือนเป็นหน้าต่าง กระดาษขาวจะทำหน้าที่กรองแสงที่เข้าไปในกล่องให้เป็นแสงที่นุ่มนวล ในกล่องไฟให้ใช้กระดาษขาวยาวๆปูจากฝาด้านหลังสูงสุดความสูงของกล่อง แล้วปล่อยยาวลงมาด้านหน้าเพื่อให้พื้นและฉากหลังเป็นสีขาว

IMG_b0220packaging

ขาตั้งแฟลชถ้าหาไม่ได้ เอาขาตั้งไมค์ก็ไม่เสียหาย ผูกแฟลชกับขาตั้งในตำแหน่งที่สูงกว่ากล่องและยิงแสง 45 องศาไปยังกล่อง กะให้แสงจากแฟลชโดนกล่องทางด้านข้างและด้านบน แค่นี้เราก็ได้ระบบการถ่ายสินค้าที่ประหยัดแต่คุณภาพดีแล้ว

IMG_b0218packaging

ในการถ่ายภาพก็ให้ตั้งค่าสปีดของกล้องให้เร็วระดับที่ทำงานกับแฟลชได้ทัน ส่วนมากจะทำได้ที่ระดับ 1/125 วินาที รูรับแสงก็ให้ตั้งค่าประมาณ f11 isoให้เร่ิมที่ 400 ไว้ก่อน กล่องสมัยใหม่มักจะทำงานที่ iso400 ได้โดยไม่เห็นน้อยส์มากวนใจแล้ว ตั้งค่าความแรงของแสงแฟลชให้ได้ความสว่างที่พอกับรูรับแสง ถ้าตัวแฟลชแบ่งระดับไฟไม่ได้ ก็ให้ใช้วิธีตั้งแฟลชให้ห่างกล่องหรือให้ใกล้กล่องเพื่อควบคุมความสว่างของแสงในภาพ แต่การใช้แฟลชที่แบ่งแรงดันหรือระดับความแรงได้จะทำให้เราสะดวกมากที่สุด เพราะหากเราตั้งค่ายิงแสงแฟลช 100% ทุกภาพ แฟลชจะต้องใช้เวลาชาร์จไฟหลายวินาที อาจทำให้การทำงานของเราเสียเวลาและอารมณ์ทำงานสะดุดได้ แต่ถ้าเราตั้งความแรงของแฟลชได้ที่ 1/4 หรือ 25% จะทำให้เราสามารถถ่ายภาพซ้ำได้หลายภาพติดต่อกัน ถ่ายมุมนี้แล้วเปลี่ยนไปถ่ายอีกมุมได้ทันที เพราะกำลังไฟในแฟลชยังเพียงพอต่อการยิ่งแสงซ้ำๆหลายครั้ง

จัดแสงถ่ายแหวนแต่งงาน

เมื่อสมัยหัดถ่ายรูปใหม่ๆ เวลาเจอภาพสวยๆก็จะทึ่งในความเก่งกาจของช่างภาพ  ยิ่งหากเป็นการจัดแสงด้วยแฟลชแล้วยิ่งทำให้รู้สึกว่าทำยังไงถึงจะฝึกฝนให้ได้ระดับนั้น  แต่พอหัดถ่ายมากขึ้นมีความรู้พื้ันฐานเกี่ยวกับการถ่ายภาพลักษณะต่างๆแล้ว ก็ทำให้เราพอจะแกะรอยของแสงต่างๆได้  ก็เลยถือโอกาสถ่ายแหวนแต่งงานด้วยเทคนิคที่คาดว่าจะทำให้ได้ภาพแบบที่ต้องการ

DSCF1394 นี่คือภาพที่ต้องการ เบื้องหลังก็คือ ต้องจัดแสงให้ตัวแหวนเกิดเขาแข็งๆ ไม่ใช่แสงแฟลชนุ่มๆแบบที่ใช้ถ่ายภาพคน แฟลชที่ใช้กับภาพนี้ก็เลยเลือกที่จะใช้แฟลชยิงเข้าหาแหวนและหนังสือโดยตรง เพื่อให้แสงแข็งๆทำมุมเอียงๆให้เกิดเงาแข็งเป็นเส้นดำชัดเจน DSCF1384

ปรับตั้งค่ากล้องให้มีค่ารูรับแสงกลางๆ และค่าความไวชัตเตอรสูงๆเข้าไว้เท่าที่จะทำงานทันกับแฟลชของเรา ค่าแสงแฟลชจะทำให้พื้นที่ของหนังสือและแหวนได้รับแสงพอดี ภาพจากบรรยากาศจะมืดดำและมีส่งผลต่อภาพของเราเลย

DSCF1395

เมื่อถ่ายในมุมห่างๆเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างทำงานอย่างไร แสงพอดีที่สมุดเป็นอย่างไร และสภาพบรรยากาศที่มืดดำไปเพราะความไวชัตเตอร์สูงๆเป็นอย่างไร เมื่อได้สภาพแสงที่ต้องการแล้ว ก็จัดองค์ประกอบใหม่โดยไม่เปลี่ยนแปลงค่าแสงแฟลช และไม่เปลี่ยนแปลงค่ารูรับแสงและไม่เปลี่ยนความไวชัตเตอร์

ทดลองเล่นแฟลชเฉพาะจุด

เป็นงานทดสอบที่เคยทำไว้นานแล้ว วันนี้ค้นเจอภาพเก่าเลยเอามาโพสท์รวมไว้เป็นบันทึก อาจจะมีประโยชน์กับนักอ่านคนอื่นบ้าง

เริ่มจากการควบคุมแสงแฟลชเพื่อให้ผลเฉพาะอย่างแบบที่แตกต่างไปจากการยิ่งแฟลชธรรมดา เทคนิกการควบคุมให้เป็นแสงเฉพาะจุดจะใช้วิธีการห่อด้านหน้าแฟลชด้วยกรวยที่บรรจุด้วยหลอดกาแฟ ยิ่งหลอดกาแฟยาว แสงยิ่งเป็นวงเล็กลง บางคนอาจจะเรียกลักษณะการห่อแบบนี้ว่า snooz ซึ่งมันแปลว่าอะไรก็ไม่เคยหาความหมายซักที

IMG_8576

ถ้าเราห่อไม่ดี แสงแฟลจจะมีเป็นวง และเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมผสมกันออกมา

IMG_8578

IMG_8603

ถ้าห่อให้เรียบร้อย แสงแฟลชจะเป็นดวงเล็กที่ดูกลมสวยงาม

IMG_8592

เวลาถ่ายภาพก็ตั้งค่าสปีดของกล้องให้ไม่เกินความเร็วในการซิงค์แฟลช ส่วนรูรับแสงก็เป็นไปตามระยะห่างระหว่างแฟลชกับวัตถุ เมื่อก่อนไม่มีระบบดิจิทัล หากจะเล่นกับแฟลชจะต้องมีมิเตอร์วัดแสงแฟลชเพื่อวัดว่าเราต้องใช้รูรับแสงเท่าไหร่ถึงจะได้แสงพอดี แต่ถ้าใช้กับกล้องดิจิทัล เราก็ถ่ายทดสอบไปเรื่อยๆว่าแสงที่พอดีจะต้องใช้ค่ารูรับแสงเท่าไหร่ ความเข้มของแสงจะเพิ่มขึ้นตามระยะทางที่แฟลชวางใกล้วัตถุมากขึ้นทำให้ต้องใช้รูรับแสงแคบลงเรื่อยๆ

IMG_8574

ลองเอาไปถ่ายวัตถุบ้าง ภาพดอกไม้ก็กะเอาว่าแสงแฟลชลงที่ดอกไม้พอดี ส่วนอื่นไม่โดนแฟลชโดยตรง เป็นการเน้นความสว่างไปที่ดอกไม้แต่เพียงอย่างเดียว

IMG_8586

ถ่ายวัตถุอื่นๆ ให้แสงเข้าด้านข้าง

IMG_8589

ลองถ่ายพระพุทธรูปดูบ้าง