รีวิวเลนส์ Canon macro 100 mm

การถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายภาพทั่วไปเราจะต้องมีอุปกรณ์คือตัวกล้องและเลนส์ กล้องคอมแพ็คจะเป็นกล้องพร้อมเลนส์ที่ติดเป็นตัวเดียวกัน ถอดแยกไม่ได้ ส่วนกล้องในระดับกึ่งอาชีพหรือระดับอาชีพจะเป็นกล้องที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ซึ่งทำให้เราสามารถเลือกซื้อเลนส์ที่เหมาะสมกับงานมาใช้ได้ และเลนส์มาโครก็เป็นเลนส์ที่สำคัญตัวหนึ่งของวงการถ่ายภาพ และยี่ห้อ canon ก็มีเลนส์มาโครให้เลือกใช้หลายตัว ตัวที่อยู่ในรีวิวนี้คือตัวที่ผมใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

sale2013-IMG_0220

หลักการของเลนส์มาโครก็คือ ต้องเป็นเลนส์ที่เข้าใกล้วัตถุได้ใกล้มาก จนได้ภาพใหญ่เต็มกรอบภาพ เลนส์ปกติที่แถมมากับกล้องจะถ่ายใกล้ได้ระดับหนึ่ง เราไม่สามารถถ่ายภาพเหรียญ 10 บาทให้เต็มเฟรมได้ เพราะว่า เลนส์แถมหรือเลนส์ทั่วไปเข้าใกล้วัตถุมากๆก็จะโฟกัสภาพไม่ได้นั่นเอง แต่กับเลนส์มาโครแท้ๆ จะเข้าใกล้ได้ ทำให้การถ่ายภาพสิ่งของเล็กๆทำได้สะดวก และแม้จะนำไปใช้กับการถ่ายภาพแนวอื่นก็ใช้ได้ด้วย เลนส์มาโครจึงเป็นที่นิยมของคนชอบถ่ายภาพ และมักจะเป็นเลนส์ตัวที่นักถ่ายภาพจริงจังมักจะซื้อ รวมถึงช่างภาพอาชีพที่ต้องทำมาหากิน ต้องถ่ายภาพสินค้าต่างๆก็ต้องซื้อเช่นกัน

IMG_8928

เลนส์มาโครมักจะเป็นเลนส์ที่ซื้อแล้วไม่มีการอัพเกรด เพราะเลนส์มาโครให้ภาพที่คมชัดสวยงามเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และมันก็เป็นเลนส์ที่ให้รายละเอียดได้สูงมาก แทบจะคมชัดที่สุดในบรรดาเลนส์ที่มีขาย รวมถึงการถ่ายภาพมาโครก็ต้องการความชำนาญที่มากขึ้น นักถ่ายภาพที่ชอบมาโครก็จะมีความสามารถมากกว่าช่างภาพมือใหม่ ทำให้ภาพที่ออกจากเลนส์มาโครมักจะมีคุณภาพที่ดี และมันก็ดีจนหลายคนอยากใช้เลนส์มาโคร

IMG_0149

ของที่ไม่เล็กมาก หรือสิ่งของทั่วไปก็ใช้เลนส์มาโครถ่ายได้ เพราะหากใช้งานในระยะปกติที่ไม่ได้เข้าใกล้วัตถุมากๆ เลนส์มาโครก็คือเลนส์ธรรมดาตัวหนึ่ง ใช้ถ่ายสิ่งของ ถ่ายคน ถ่ายวิว ถ่ายทุกอย่างได้ไม่ต่างกันกับเลนส์ทั่วไป แต่ข้อได้เปรียบในเรื่องความสวยงามจะมีมากกว่า เพราะเลนส์คมกว่า สีสวยกว่า และถูกใช้งานผ่านมือนักถ่ายภาพที่ฝึกฝนมามากกว่านั่นเอง

20210322132629_IMG_0796

ภาพมาโครจะมีเสน่ห์ตรงที่มันเป็นภาพแปลกตา เราไม่ได้เห็นภาพแบบนี้ด้วยตาเปล่า งานสิ่งพิมพ์บางชนิดที่ดูด้วยตาเปล่าเราอาจจะไม่เห็นความน่าสนใจ แต่ถ้าเราใช้เลนส์มาโครถ่าย เข้าไปใกล้ๆกระดาษ เราจะเห็นเนื้อกระดาษที่มีร่องรอย มีพื้นผิวที่ไม่เรียบ มีรอยพิมพ์ที่กดจมเป็นตัวหนังสือ สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพถ่ายมาโคร หรือภาพจากเลนส์มาโครเป็นภาพที่สวยน่ามอง การพกเลนส์มาโครไปถ่ายภาพสารพัดก็เลยทำให้เรามีโอกาสได้ภาพที่สวยมากขึ้น

IMG_4368

เลนส์ทุกตัวจะมีจุดที่ชัดที่สุดคือจุดที่เลนส์ปรับโฟกัสไว้ หลายครั้งเราก็เรียกว่าเลนส์มาโครมีลักษณะชัดตื้นเป็นหลัก คือส่วนที่ชัดมีนิดเดียว ส่วนที่อยู่นอกจุดโฟกัสจะค่อยๆเบลอ และจะยิ่งเบลอมากขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้ภาพถ่ายมีความน่ามอง แต่เราก็มีวิธีทำให้ช่วงชัดมีมากขึ้น หรือมีระยะชัดลึกเพิ่มขึ้นด้วยการหรี่รูรับแสงลงไป หรือปรับรูรับแสงให้เป็นตัวเลขมากๆนั่นเอง อย่างเช่น การถ่ายอาหารให้ชัดทั้งจานอาจจะต้องใช้ค่ารูรับแสงประมาณ f16 หรือ f22 ภาพแหวนที่อยากให้ชัดทั้งเกือบทั้งวงอาจต้องใช้ค่า f 32 ก็ได้

IMG_8401
IMG_0186

เลนส์มาโครนิยมนำมาถ่ายสิ่งของโดยเน้นบางส่วนของสิ่งของเหล่านั้น เป็นลักษณะการจัดองค์ประกอบแบบหนึ่งในทฤษฎีถ่ายภาพ ซึ่งเป็นแค่แนวทาง ไม่ใช่กฏตายตัว เราเลยได้เห็นภาพมาโครของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะดอกไม้ เจ้าของเลนส์มาโครที่นำไปถ่ายดอกไม้ อย่างน้อย จะต้องมีภาพเกสรดอกไม้เก็บไว้

IMG_8926
IMG_8933
2019-12-04_03-53-59

เรายังสามารถใช้เลนส์มาโครถ่ายภาพคนได้ด้วย ด้วยความที่เลนส์มีลักษณะพิเศษคือ มีความคมชัดสูง ให้รายละเอียดได้สูง เราจะบอกว่าเลนส์มาโครเป็นเลนส์ที่ใกล้เคียงอุดมคติก็ได้ การถ่ายภาพให้ชัดเป็นเรื่องที่ดี การถ่ายคนด้วยเลนส์มาโครก็จะได้ภาพคมชัดมาก รายละเอียดบนหน้า เส้นผม ขนตา ร่องรอยต่างๆเห็นชัดทั้งหมดหากถ่ายอย่างถูกต้องและจัดแสงอย่างเหมาะสม แต่ก็มีผู้หญิงอีกหลายคนเคยให้ความเห็นว่า ถ่ายด้วยเลนส์มาโครนั้นชัดเกินไป สิวฝ้า รอยกระรอยด่างก็เห็นทั้งหมดเลย กลายเป็นข้อเสียของสาวๆไป แต่นั่นก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเลนส์มาโครให้รายละเอียดในภาพได้ดีมากนั่นเอง สามารถดูวิธีการถ่ายภาพเด็กครึ่งตัวได้ที่นี่

IMG_4387

เลนส์ในค่าย canon มีเลนส์มาโครสำหรับเม้าท์ EF หรือกล้องฟิล์ม อยู่ 3 ตัว ตัวแรกที่เป็นตัวยอดนิยมมายาวนานคือ macro100mm เป็นเลนส์ทางยาวโฟกัส 100 มม. รูรับแสงกว้างสุด 2.8 หากใช้ถ่ายภาพโดยการปรับให้เข้าใกล้วัตถุมากที่สุดจะได้อัตราขยาย 1:1 ก็คือของใหญ่เท่าไหร่ ก็จะเกิดเป็นภาพบนฟิล์มใหญ่เท่ากัน นั่นเป็นเหตุผลที่บอกไว้ในตอนต้นว่า เลนส์มาโครแท้ๆหรือเลนส์ที่ให้ขนาดภาพได้ถึง 1:1 จะถ่ายเหรียญ 10 บาทได้เต็มเฟรมนั่นเอง ซึ่ง ในภายหลังช่วงไม่กี่ปีนี้ก็ได้มีการปรับปรุงเลนส์ macro100 ตัวนี้ให้เป็นรุ่น 2 โดยมีสเป็คเหมือนเดิมแต่เพิ่มส่วนของ IS หรือ image stabilizer เข้ามาด้วย

20210327170149_IMG_0071

เลนส์มาโครอีกตัวหนึ่งที่เป็นของ canon ก็คือ macro50mm ทางยาวโฟกัส 50 มม. เป็นเลนส์มาโครเช่นกัน เข้าใกล้วัตถุได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ใกล้มาก ให้ภาพใหญ่ได้เพียง 1:2 หรือให้ภาพได้ใหญ่แค่ครึ่งเดียวของ macro100 แต่หากจะใช้ถ่ายภาพให้ได้ภาพระดับ 1:1 ก็จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม เพื่อทำให้เลนส์สามารถเข้าใกล้วัตถุได้มากกว่าสเป็ค แต่การใช้งานก็จะยุ่งยากกว่าเล็กน้อย

ยังมีเลนส์มาโครอีกตัวหนึ่งแต่เป็นตัวไม่ฮิตมาก ให้ภาพได้ใหญ่มากระดับ 5:1 นั่นคือเลนส์ MP-E65 แต่ก็จะเป็นเลนส์ที่ใช้ถ่ายภาพทั่วไปไม่ได้เลย เพราะระยะโฟกัสจะออกแบบมาใกล้มาก ทำให้ถ่ายภาพบุคคลหรือภาพวิวไมไ่ด้ มีแต่นักถ่ายภาพระดับจริงจังบ้าบิ่นเท่านั้นที่จะใช้เลนส์มาโครเฉพาะทางตัวนี้ ภาพที่ออกจากเลนส์ตัวนี้ก็จะเป็นภาพแนว ตาแมลงวัน ขาแมลง รูสอดเส้นด้ายของเข็มเย็บผ้า อัตราขยายระดับนี้เป็นเรื่องเฉพาะทางมากๆ

ข้อดีของเลนส์ macro 100 รุ่น 1

ใช้ถ่ายมาโครได้ 1:1

ให้สีสันสวยงาม สีสวยมาก รายละเอียดสุดยอด

ใช้ถ่ายภาพจากฟิล์มสไลด์ เพื่อทดแทนเครื่องสแกนฟิล์ม

ข้อเสีย

จริงๆต้องบอกว่าไม่มี แต่ถ้าจะให้หามาเปรียบเทียบก็ต้องคุยกันเรื่องราคา เพราะปัจจุบัน macro100 รุ่น 1 ไม่มีขายแล้ว ราคาเคยมีตั้งไว้ระดับหมื่นปลายๆ แต่พอหมดรุ่น แล้วปรับมาเป็นรุ่น 2 ราคาก็เพิ่มขึ้นไปอีกเกือบเท่าตัว ทำให้ราคาแพงมาก

20210327142015_IMG_0027

ถ้าจะต้องพกเลนส์ตัวเดียวเพื่อถ่ายอเนกประสงค์ โดยไม่เน้นว่าต้องเป็นภาพมุมกว้าง การเลือกใช้เลนส์มาโครก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะใช้ถ่ายภาพบุคคลก็ได้ ใช้ถ่ายภาพมาโครก็ได้ เราสามารถหาเลนส์ macro 100 มือสองได้ในราคาไม่แพง เพราะความนิยมของกล้องดิจิทัลแบบ Full frame ไม่ค่อยสูง นักถ่ายภาพรุ่นใหม่ๆจะไปเริ่มกับระบบกล้อง mirrorless ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์รับภาพที่เล็กกว่า นั่นก็ทำให้มีเลนส์มาโครที่ออกแบบมาเฉพาะของระบบเซ็นเซอร์เล็กด้วย และเลนส์ในกลุ่มนี้ก็จะมีราคาซื้อขายที่แพงกว่าเลนส์ตัวเก่าที่ไม่นิยม เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ราคามือสองของเลนส์ macro100 เม้าท์ EF เท่ากันหรือถูกกว่าเลนส์ macro60 เม้าท์EFS ที่เป็นของระบบเล็ก ใครหาเลนส์มาโครใช้ก็ไปช้อนซื้อเลนส์ macro100 ไว้ได้เลย ของดีราคาที่โลกเมิน คุ้มค่ารีบสอย

20210323162351_IMG_0815

20210327212516_IMG_0025

20200906175953_IMG_4321

IMG_0428

IMG_20191203_201814

IMG_0086

2018-10-14 08.28.52 2

รีวิว กล้อง canon eos 6d และเลนส์ ef 24-105 F4L

24-105f4L
IMG_0262

กล้องที่ดีที่สุดก็คือกล้องที่อยู่ในมือของเรา อะไรก็ได้ที่ทำให้เราได้ออกไปถ่ายภาพด้วยความมั่นใจ

การถ่ายภาพที่สนุกสนานและคล่องตัวเราจะนิยมใช้เลนส์ซูมมากกว่าเลนส์เดี่ยวหรือเลนส์ฟิกซ์ และมีความเชื่อที่บอกต่อกันมายาวนานว่าเลนส์ซูมคุณภาพต่ำกว่าเลนส์ฟิกซ์ ซึ่งมีความจริงและไม่จริงอยู่ในคำกล่าวนี้

IMG_0421

กล้องกึ่งโปร กึ่งจริงจัง รวมถึงกล้องถ่ายเล่นมักจะแถมเลนส์ซูมติดกล้องมาตัวหนึ่ง สมัยเป็นกล้องฟิล์มก็อาจจะเป็นเลนส์ 35-70 35-80 28-70 28-90 มม. รูรับแสงประมาณ f4-5.6 ซึ่งเลนส์ตัวเลขเหล่านี้เป็นเลนส์คิทติดกล้องกลุ่มราคาประหยัดมาตลอด เลนส์ซูมที่ราคาสูงขึ้นและนักถ่ายภาพนิยมอัพเกรดขึ้นไปก็จะมีเลนส์ระยะประมาณ 28-105 24-85 24-105 24-135 28-200 มม. ซึ่งเลนส์กลุ่มที่สองนี้จะมีคุณภาพสูงขึ้น รูรับแสง 3.5-4.5หรือ 5.6 หากซูมยาวๆแต่ก็ยังอยู่ในเกรดเลนส์ของมือสมัครเล่นเช่นเดิม แม้ว่าคุณภาพมันจะดีน่าใช้แล้ว แต่กลุ่มโปรก็ยังตะขิดตะขวงใจที่จะใช้ บ้างก็ว่าภาพไม่ใสเท่าเลนส์โปร รูรับแสงไม่กว้างเท่าเลนส์โปร เพราะเลนส์เกรดโปรมักจะมีรูรับแสง f2.8 เป็นส่วนใหญ่ เนื่องด้วยระดับราคาที่ไม่แพงเท่าเลนส์โปร จะทำให้คุณภาพเท่ากันก็ผิดปกติแล้ว

IMG_0252

ยังมีข้อจำกัดทางกายภาพของกล้องฟิล์มอีกประการหนึ่งคือ ระบบโฟกัสจะทำงานได้ดีมากกับเลนส์รูรับแสงกว้าง และจะทำงานได้แย่ลงเมื่อรูรับแสงของเลนส์แคบลง ดังนั้น เลนส์ f4-5.6 จะโฟกัสไม่ไวมากเท่าเลนส์ f2.8 ตรงนี้เป็นเรื่องจริงของกล้องถ่ายภาพยุคฟิล์ม และกล้องแมน่วลโฟกัสบางรุ่นก็จะปรับโฟกัสแบบ split image ไม่ได้เลยถ้าใช้กับเลนส์รูรับแสงแคบหรือเลนส์ไม่สว่าง

คราวนี้ ทางค่ายกล้องก็เล็งเห็นว่า เลนส์โปรเกรดสูง รูรับแสง f2.8 เป็นเลนส์ที่ใหญ่ หนัก ราคาแพง คุณภาพสูงมาก และนักถ่ายภาพจำนวนน้อยเท่านั้นที่เอื้อมถึง ระดับราคาของเลนส์โปรและเลนส์สมัครเล่นมีช่องว่างที่กว้างมาก ก็เลยมีแนวคิดที่จะทำเลนส์คุณภาพโปรแต่ราคาลดลงมานิดหน่อยออกมาขาย รูรับแสง 2.8 ที่หนักและแพงก็ปรับเป็น รูรับแสง f4 ที่เบาและเล็กกว่า และทำให้ราคาปรับลงมาได้เกือบครึ่งของเลนส์โปร นั่นทำให้นักถ่ายภาพกลุ่มสมัครเล่นที่อยากได้ของราคาไม่แพงเริ่มสนใจเลนส์กลุ่มที่สามนี้ และ canon ก็ปล่อยเลนส์ 24-105f4L ออกมาให้เราได้ซื้อกัน

20200209122304_IMG_0147

เลนส์ 24-105 นับว่าเป็นเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสครอบคลุมการใช้งานเกือบจะทุกสถานการณ์ มันถ่ายภาพวิว ภาพมุมกว้างได้มากกว่าเลนส์คิทในอดีต มันมีช่วงเทเล่ที่ใช้ถ่ายภาพบุคคลได้สมส่วนภาพไม่เพี้ยน นั่นทำให้เลนส์นี้นับได้ว่าเป็นเลนส์อเนกประสงค์จริงๆ นักถ่ายภาพสมัครเล่นก็อัพเกรดขึ้นมาใช้เป็นจำนวนมาก ช่างภาพโปรก็ซื้อไว้เป็นเลนส์สำรองได้ เพราะคุณภาพดีเพียงพอสำหรับงานโปรฯ

IMG_0257

ในอดีตยุคของฟิล์ม การใช้เลนส์โปร รูรับแสงกว้างระดับ 2.8 เป็นทางเลือกเดียวที่จะทำให้มั่นใจว่าสามารถถ่ายภาพในหลากหลายสถานการณ์ได้ เพราะฟิล์มมีค่าความไวแสงไม่มาก นั่นทำให้เลนส์ไวแสงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในยุคดิจิทัล ความไวแสงของกล้องสามารถเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ปัจจุบันเรามีกล้องที่ตั้งค่าความไวแสงระดับ iso 3200 หรือ 6400 หรือมากกว่าให้ใช้ ซึ่งหาไม่ได้ในฟิล์มถ่ายภาพ นั่นหมายความว่า ค่ารูรับแสง F2.8 สามารถถูกทดแทนด้วย F4 ได้ง่ายดาย ความแตกต่างของรูรับแสง 2.8 และ 4 ในด้านปริมาณแสงสามารถชดเชยได้ด้วยความไวแสงของกล้องที่ตั้งให้สูงขึ้นได้ ส่วนฉากหลังที่นุ่มเบลอของ 2.8 เทียบกับ 4 ก็ต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บางทีถ้าเลือกมุมกล้องดีๆเราอาจแยกไม่ออกเลยก็ได้ เลนส์ F4 จึงเป็นเลนส์ที่น่าสนใจมากสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน

20191214161856_IMG_0124

เลนส์ ef 24-105 F4L เป็นเลนส์ที่มีความคมชัดสูงกว่าเลนส์คิทเกรดล่าง มีความใสของภาพในระดับเลนส์ L ของค่าย canon การทำงานของมอเตอร์หมุนเลนส์แบบ usm เพื่อโฟกัสภาพทำได้นิ่มนวล เงียบ เสียงเลนส์หมุนตัวเพื่อโฟกัสภาพไม่ได้ดังสร้างความน่ารำคาญ มันสมบูรณ์แบบไปทุกอย่างเหมือนเลนส์เกรดโปร แต่ราคาจับต้องได้ และภาพที่แสดงในบทความนี้ก็จะเป็นภาพที่ถ่ายด้วยเลนส์ 24-105F4L บนกล้อง Eos 6D เป็นหลัก

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0067

ในสภาพแสงที่ดี และลักษณะภาพที่ต้องการระยะชัด การใช้รูรับแสงแคบประมาณ f8 หรือ f11 เลนส์ส่วนใหญ่จะให้คุณภาพความคมชัดที่สูงมาก และเลนส์เกรดโปร กับ กึ่งโปรก็แทบจะคุณภาพไม่ต่างกันที่รูรับแสงกลางๆค่านี้ รวมถึงแม้เราจะมีรูรับแสงของเลนส์โปร f2.8 แต่ในทางปฏิบัติ ที่สภาพแสงมากๆ เราก็อาจไม่ได้ใช้รูรับแสงกว้างที่สุดก็ได้ กล้องส่วนมากถ่ายด้วยความไวชัตเตอร์สูงสุดได้ที่ 1/4000 วินาที ซึ่งหากเราใช้รูรับแสงกว้างที่สุดระดับ f2.8 ความไวชัตเตอร์ที่ต้องใช้ถ่ายภาพในที่แสงจัดก็อาจสูงเกิน 1/4000 วินาที และการถ่ายได้แค่ 1/4000 วินาทีก็อาจจะทำให้ภาพออกมาสว่างเกินไป ทำให้เราอาจจะต้องลดรูรับแสงลงไปเป็น f4 หรือ f5.6 เสียด้วยซ้ำ และนี่คือคำตอบของเลนส์ f4 เกรด L ของกล้อง canon ที่ออกเลนส์สเป็คนี้ออกมา เลนสมุมกว้างอย่าง 17-40F4L กับ 24-105F4L และเลนส์ 70-200F4L ให้ความคมชัดในระดับสุดยอดเทียบเท่าเลนส์โปร แต่ราคาลดลงมาเหลือแค่ครึ่งเดียว ทำให้นักถ่ายภาพที่จริงจังแต่งบน้อยสามารถซื้อหามาใช้ได้ไม่เดือดร้อนมาก

เด็กห้าคน 4jan2015-IMG_0219

การใช้เลนส์ซูมเกรดโปรจะมีข้อดีตรงที่ราคาเลนส์จะประหยัดกว่าการซื้อเลนส์ฟิกซ์ที่ครบช่วง อย่างเช่น หากเราเปรียบเทียบเลนส์อย่าง 70-200f2.8L ที่เป็นเลนส์เทเลซูมเกรดโปร คุณภาพดีมาก เทียบได้กับการที่เรามีเลนส์ 70 85 100 135 200 มม. หรือเท่ากับเลนส์ฟิกซ์ 5 ตัว ซึ่งเลนส์เดี่ยวที่คุณภาพดีเท่านี้จำนวน 4 ตัว ราคารวมกันแพงกว่าเลนส์ซูมตัวเดียวเสียอีก ดังนั้นการใช้เลนส์ซูมเกรดโปรนอกจากจะสะดวกแล้วยังได้ราคาเลนส์ทั้งระบบที่ถูกลงด้วย แน่นอนว่า คุณภาพเลนส์ฟิกซ์จะสูงมาก แต่เลนส์ซูมเกรดโปรก็ทำได้ดีใกล้เคียงกัน บางครั้งผมยังรู้สึกว่า เลนส์ซูมเกรดโปรให้คุณภาพดีทัดเทียมกับเลนส์ฟิกซ์ด้วยซ้ำไป

IMG_0049_3
IMG_0015

กล้องที่ดีที่สุดก็คือกล้องที่อยู่ในมือของเรา อะไรก็ได้ที่ทำให้เราได้ออกไปถ่ายภาพด้วยความมั่นใจ เลนส์โปรราคาครึ่งเดียวแบบเลนส์ F4 เกรด L ก็ช่วยให้เราได้ภาพคุณภาพสูงแบบมืออาชีพได้ ทั้งถ่ายแนวท่องเที่ยว แนวรับจ้าง ได้หมด เลนส์ 24-105F4L เป็นเลนส์ที่ตอบสนองการใช้งานได้คลอบคลุมเกือบทั้งหมดของโลกการถ่ายภาพ ถ้าจะพกเลนส์ตัวเดียวออกทริปที่ไม่รู้ว่าจะพบเจอสถานการณ์อะไรบ้าง ผมก็คงเลือกเลนส์ 24-105F4L ตัวนี้เป็นตัวแรก

IMG_0113

ใช้เลนส์ kit ให้ถูกใจ

กล้องถ่ายภาพในปัจจุบันมักจะขายมาพร้อมกับเลนส์ติดกล้องมาสักตัวหนึ่ง สมัยก่อนถ้าเราซื้อกล้องฟิล์มรุ่นล่างๆ อย่างกล้อง SLR ราคาประมาณ 1-2หมื่นบาท เราก็จะได้เลนส์ติดกล้องมาด้วยเป็นเลนส์ช่วงระยะประมาณ 28-80มม. ซึ่งเป็นเลนส์เกรดล่างสุดของค่าย ไม่ว่าจะเป็น nikon หรือ canon ก็จะมีเลนส์ระดับนี้แถมให้กับกล้องราคาประหยัด

13jul2008_MG_4994

พอมาเป็นยุคดิจิทัล กล้องพัฒนามาเป็นกล้อง DSLR กล้องราคาประหยัดระดับเริ่มต้นของค่ายก็จะใช้เซ็นเซอร์รับภาพขนาดเล็กกว่าฟิล์มเล็กน้อย เราจะเรียกว่าขนาด APSC เมื่อใส่กับเลนส์ปกติ มุมรับภาพจะแคบลง เหมือนเลนส์จะมีทางยาวโฟกัสเพิ่มขึ้น เช่น เลนส์ 50มม. ที่เคยใช้กับกล้องฟิล์ม เมื่อนำไปใช้กับกล้อง DSLR เซ็นเซอร์เล็กระดับ APSC ก็จะรับภาพคล้ายๆเลนส์ 80mm เราก็เลยเรียกว่า กล้องตัวคูณ 1.6X หรือ เอาไปใช้กับเลนส์อะไร ก็จะมีมุมรับภาพเหมือนเลนส์ตัวนั้นคูณด้วย 1.6เท่า 50มม เลยกลายเป็น 80มม. และเลนส์แถมมากับกล้องก็จะให้มาเป็น 18-55มม. นั่นเอง และเมื่อพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ เลนส์ 18-55 รุ่นหลังๆก็จะมีระบบ is หรือ image stabilizer มาให้ด้วย

16apr2008_MG_3474

เดิมเลนส์ 18-55 ของค่าย จะมีคุณภาพธรรมดา ไม่น่าสนใจ นักถ่ายภาพระดับสมัครเล่นเมื่อซ์้อกล้องพร้อมเลนส์มาแล้วก็จะทะยอยอัพเกรดเลนส์ติดกล้อง เริ่มหาเลนส์ 18-135 17-85 มาใช้ เหตุผลส่วนใหญ่ที่อัพเกรดก็เพราะอยากได้ระยะโฟกัสที่เพิ่มขึ้น และอยากได้คุณภาพที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ บางคนซื้อกล้องรุ่นใหญ่แบบไม่เอาเลนส์คิทหรือเลนส์แถมก็มี

cs2c_MG_3313

ในช่วงที่กล้อง DSLR เริ่มแถมเลนส์คิทตัวใหม่อย่าง 18-55is เป็นช่วงเวลาที่เลนส์แถมเริ่มมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างผิดหูผิดตา นักถ่ายภาพหลายคนติดอยู่กับความเชื่อเก่ากว่าเลนส์แถมเป็นของคุณภาพต่ำ แต่ของแถมในยุคที่เป็นเลนส์ 18-55is นั้นเป็นของแถมที่มีคุณภาพดีมาก หลายภาพที่ได้เห็นจากในอินเทอเน็ตมีคุณภาพสูงขึ้นมาก จนผมได้มีโอกาสลอง ขอยืมเลนส์ของเพื่อนมาลองถ่ายเล่นๆ แล้วเมื่อได้ดูภาพแล้ว ก็ติดตามหาซื้อมือสองทันที แล้วก็ได้เลนส์ 18-55is ที่เจ้าของเก่าขายต่อให้ถูกๆ

1may2008-suanrodfai_MG_3675

กล้องที่ผมใช้คือ canon และเลนส์ 18-55is ของ canon คือเลนส์แถมที่มีคุณภาพดีมาก ดีจนรู้สึกว่าเราสามารถอยู่กับมันได้ ใช้งานมันได้ตลอดทริปท่องเที่ยวหรือทำงานง่ายๆ แน่นอนว่าเลนส์ 18-55 ไม่สามารถให้ภาพฉากหลังละลายเหมือนเลนส์รูรับแสงกว้างได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเน้นการถ่ายให้ภาพชัด เน้นเรื่องความคม ความใสของภาพ มันก็ทำได้ดีน่าประหลาดใจ และผมก็ใช้มาตลอดโดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกเลย ตัวอย่างภาพที่ใช้เลนส์ 18-55is ถ่ายก็ดูได้ตามภาพด้านล่างนี้

1may2008-suanrodfai_MG_3702
pattayaMos-30dec2007_MG_2389
dpp-picStyle-samedFull3022

คุณภาพกล้องและเลนส์ในระบบดิจิทัลดีขึ้นเรื่อยๆ จนในช่วงเวลาที่ canon ทำกล้อง eos m ซึ่งเป็นกล้องไร้กระจก หรือ mirrorless ออกมาขาย ก็มีกล้อง eos m พร้อมเลนส์ 18-55is stm ตัวใหม่ออกมา โดยจะเป็นเลนส์คิทหรือเลนส์แถมมากับกล้องอีกเช่นกัน เซ็นเซอร์รับภาพของ eos m มีขนาด APSC ซึ่งก็ถือว่าเป็นกล้องตัวคูณ 1.6X เช่นกัน ดังนั้นระยะเลนส์ที่แถมก็เลยเป็นตัวเลขทางยาวโฟกันเท่าเดิม แต่ในเลนส์ระบบใหม่นี้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งอาจจะเป็นไปด้วยเหตุผลสองอย่างคือ เทคโนโลยีการผลิตดีขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นระบบกล้องที่ออกมาทีหลัง และเหตุผลอีกข้อคือ ระบบกล้อง eos m ไม่มีกระจกมากั้นหน้าเซ็นเซอร์ ดังนั้น เลนส์ระบบ eos m จะสามารถวางใกล้กับเซ็นเซอร์รับภาพได้มากกว่าเดิม ชิ้นเลนส์ที่ใกล้เซ็นเซอร์รับภาพก็จะให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่า ดังนั้นระบบเลนส์ 18-55is stm ในกล้อง eos m ก็เลยเป็นเลนส์คิทหรือเลนส์แถมที่ให้คุณภาพดีที่สุดของค่าย

kobfa-feb2014-IMG_8631

ในบางทริปที่ไปแบบลุยๆ การเลือกเลนส์ราคาประหยัดไปเที่ยวแบบเผื่อเสียเผื่อพังก็จะอาศัยใช้เลนส์ kit ไปถ่าย ยอมวางเลนส์ L ไว้กับบ้าน เน้นพกของเล็กๆไปเที่ยว จะไปทะเลเผื่อกล้องพัง เผื่อเลนส์ตกทะเลก็จะไม่เสียดายมาก แล้วเราก็ได้ภาพกลับมาแบบที่น่าทึ่งมาก
ประกอบกับเลนส์คิทเป็นเลนส์ขนาดเล็ก ทำให้ฟิลเตอร์ที่จะใช้กับเลนส์คิทมีราคาถูก เมื่อไปทะเลสิ่งที่พกไปด้วยก็คือฟิลเตอร์โพลาไรซ์ เมื่อใช้ฟิลเตอร์แล้วหมุนหามุมตัดแสงสะท้อน ก็จะได้ภาพสวยโอเวอร์เลย

2020-01-02_10-34-35-01
IMG_0074

การใช้เลนส์คิทให้ถูกใจเป็นเรื่องไม่ยาก หากเราเข้าใจพื้นฐานการถ่ายภาพ เราจะพบว่าภาพที่ดีมักจะไม่ได้ดีเพราะเลนส์ดี แต่ดีเพราะเราใช้อุปกรณ์ของเราอย่างเข้าใจ และเรียกประสิทธิภาพออกมาได้สูงสุด

IMG_6202

ปกติเลนส์ก็จะมีคุณสมบัติความคมชัดสูงสุดอยู่ที่รูรับแสงขนาดกลางประมาณf8-f11 อยู่แล้ว ซึ่งในการท่องเที่ยวและถ่ายภาพวิวหรือสิ่งของต่างๆ เราก็จะมีโอกาสถ่ายภาพที่รูรับแสงกลางๆแบบนี้บ่อยมาก อย่างภาพวิวที่ต้องการชัดทั้งภาพ รูรับแสงระดับ f11 ก็ทำให้ภาพชัดและได้คุณภาพสูงสุดของเลนส์ ต่อให้เราถ่ายภาพด้วยเลนส์เกรดโปร เมื่อเราเอาไปถ่ายวิวในสภาพแสงสวยๆ เราก็มักจะใช้ค่า f8 หรือ f11 เพื่อถ่ายภาพเช่นกัน

IMG_6097

อีกเทคนิคหนึ่งที่แนะนำเพื่อให้ภาพถ่ายมีคุณภาพสูงขึ้นก็คือ การถ่ายในระยะที่ใกล้แบบ หมายถึง ถ้าเราสามารถเข้าใกล้สิ่งที่จะถ่ายได้ การถ่ายใกล้ๆ จะได้ภาพที่คมชัดมากกว่าถ่ายไกล อันนี้เป็นข้อสังเกตส่วนตัว

IMG_3893
IMG_3888

เทียบกล้องโปรกับกล้องถ่ายเล่น

วิธีเพิ่มความเร็วในการ render ไฟล์ภาพชนิด raw

กล้องดิจิทัลค่าย canon จะใช้ไฟล์ชนิด .cr2 ในการเก็บบันทึกภาพแบบ raw หรือภาพที่จะมีข้อมูลมากที่สุด เป็นภาพแรกที่เกิดขึ้นบนเซ็นเซอร์รับภาพ ก่อนที่คอมพิวเตอร์ภายในกล้องจะแปลงไฟล์ภาพนี้อัตโนมัติเป็นภาพ .jpg ที่เราเห็น ไฟล์ raw ชนิดนี้จะเป็นตัวแบกข้อมูล bit สีที่มากที่สุดที่กล้องตัวนั้นถูกออกแบบไว้ เพราะหากเราถ่ายภาพเป็น jpg เราก็จะได้ค่าสีที่มีความลึกของ bit เพียง 8 bit เท่านั้น แต่ไฟล์ raw ของกล้องชนิดใหม่ๆนั้น จะมีระดับความลึกของ bit สี อยู่ที่ 9-14 bit ซึ่งเป็นระดับความลึกของสีที่มากกว่า 8 bit มหาศาล

เมื่อเราถ่ายภาพ raw แล้ว เราจะยังไม่ได้ภาพที่ดีที่สุด เราจะต้องนำภาพ raw ไปแปลงด้วยโปรแกรมเฉพาะ ซึ่งแต่ละค่ายก็มีโปรแกรมของตัวเองที่จะแปลงภาพ raw ให้เป็น jpg ซึ่งค่าย canon ใช้โปรแกรมชื่อ dpp ย่อมาจากคำว่า Digital Photo Professional ส่วนค่ายอื่นๆหากไม่ทำโปรแกรมแปลงไฟล์ของตัวเองก็จะเลือกโปรแกรมจากผู้ผลิตอื่นๆมาแถมให้ เท่าที่จำได้ก็เช่น panasonic จะใช้โปรแกรม silkypix เป็นตัวแปลงไฟล์ raw นอกจากนี้ ค่าย adobe ที่ทำมาหากินกับงานตกแต่งภาพอย่าง photoshop มายาวนาน ก็มีโปรแกรมแปลงไฟล์ raw คุณภาพสูงให้ใช้ด้วย นั่นคือโปรแกรมชื่อ Lightroom ซึ่งผมเคยทดลองใช้บ้างเป็นบางช่วงเวลา

การแปลงไฟล์ raw ให้เป็น jpg จะใช้เวลาพอสมควร หากเราถ่ายภาพมาหลายร้อยภาพ การแปลงไฟล์ raw จะใช้เวลานานมาก อย่างกรณีของ canon ที่ผมใช้ จะแปลงไฟล์ raw จากกล้อง canon eos 6d ความละเอียด 20ล้านพิกเซล จำนวน 100ไฟล์ ใช้เวลาประมาณ 29 นาที บนเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ASUS ZenBook Flip 14 UM462DA ที่ใช้ซีพียู ryzen7 3700u ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผลิตในปี คศ 2019

เรามีวิธีเพิ่มความเร็วในการแปลงไฟล์โดยไม่ต้องอัพเกรดเครื่องหรือเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีง่ายๆก็คือ ให้เราทำการแปลงไฟล์หลายๆจ๊อบพร้อมกัน แทนที่จะทำทั้งหมดในจ๊อบเดียว ยกตัวอย่างเช่น จากภาพ 100 ภาพ ก็ให้เราแบ่งเป็น 3 ส่วน คือชุดแรก 33 ภาพ ชุดที่ 2 อีก 33 ภาพ และชุดที่ 3 อีก 34 ภาพ แล้วเราทำการสั่งให้แปลงทีละชุด โดยการคลิกให้เริ่มแปลงไปทีละชุด เมื่อเริ่มแปลงชุดที่1แล้ว ก็ให้เริ่มแปลงชุดที่ 2 ต่อไปเลย เพื่อให้ทุกชุดถูกแปลงไฟล์ไปพร้อมๆกัน และเมื่อแปลงไฟล์จนจบ เราก็จะได้ภาพออกมา 100 ภาพเหมือนเดิม แต่ผลที่แตกต่างก็คือ ความเร็วในการทำงานจนครบ 100 ภาพ ใช้เวลาน้อยกว่าเกือบเท่าตัวเลย ซึ่งจากการทดลองของผมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวเดิม งานแปลง 3 จ๊อบพร้อมกัน ใช้เวลาไป 16 นาที เมื่อเทียบกับวิธีทำร้อยภาพในจ๊อบเดียวที่ใช้เวลา 29 นาที เท่ากับว่าเราทำงานเสร็จด้วยเวลาที่น้อยลงไปกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือลดเวลาทำงานเหลือเพียง 55% เท่านั้น

canon dpp 3 batch render

เทคนิคกาารแยกงานเป็นจ๊อบเล็กๆหลายจ๊อบแล้วค่อยสั่งแปลงไฟล์ raw ทุกจ๊อบพร้อมกันเป็นวิธีที่ทำให้เราทำงานเสร็จเร็วขึ้นที่มีประสิทธิภาพสูงมากบนคอมพิวเตอร์ตัวเดิม เข้าใจว่าโปรแกรมแปลงไฟล์ raw ของแต่ละยี่ห้อกล้อง หรือ แต่ละค่าย ก็จะมีความสามารถในการทำงานเป็น multiple batch กันทั้งนั้น เหตุที่เราสามารถทำแบบนี้ได้เพราะการแปลงไฟล์งานเป็นสคริปต์การทำงาน ที่เราสามารถสั่งรันสคริปต์หลายๆสคริปต์พร้อมกันได้ และ ฮาร์ดแวร์ของ ซีพียูที่ปัจจุบันเป็นแบบ หลาย core หลาย thread ก็ออกแบบมาเพื่อทำงานหลายๆงานพร้อมกันอยู่แล้ว อย่าง Ryzen7 3700u ตัวนี้ก็เป็นชนิด 4core 8 thread การทำงานหนักหลายจ๊อบเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความคุ้มค่าเลย

ภาพขาวดำบนกระดาษขาวดำ

IMG_0113

ภาพขาวดำบนกระดาษขาวดำแท้ๆนั้นเป็นภาพขาวดำที่สมบูรณ์ที่สุด หากเราวัดแสงถูกต้อง ล้างฟิล์มด้วยมาตรฐานที่ดี เราก็จะได้ฟิล์มขาวดำคุณภาพดี และเมื่อนำฟิล์มมาอัดลงกระดาษอัดภาพขาวดำด้วยวิธีการฉายแสงอย่างพอเหมาะ รวมถึงการล้างกระดาษอัดภาพด้วยน้ำยาสร้างภาพที่มีคุณภาพ เราก็จะได้ภาพขาวดำบนกระดาษขาวดำที่ดีมาก

ยิ่งอ่านก็ยิ่งงง กว่าจะได้ภาพขาวดำดีๆสักภาพทำไมต้องมีขั้นตอนการทำงานที่เยอะเพียงนี้ แค่การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัลแล้วแปลภาพเป็นโทนขาวดำ แล้วเอาไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ภาพสักเครื่องก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ คำตอบก็คือมันได้ภาพตามที่ต้องการ แต่ภาพมันไม่เหมือนกัน สีขาวดำบนกระดาษขาวดำมันคมชัดและให้ความดำที่มากกว่า จะบอกว่าคอนทราสของภาพบนกระดาษขาวดำสูงกว่าก็ใช่ เพราะส่วนสีดำบนกระดาษขาวดำมีความดำมากกว่าบนกระดาษอัดภาพสี หรือบนระบบการพิมพ์ภาพสี แม้ว่าภาพสีจะทำให้เป็นสีโทนขาวดำ แต่ความดำที่ได้ ยังคงดำไม่มากเท่าระบบกระดาษอัดภาพโบราณ

หากเราจะดูในส่วนของสีขาว ภาพจากเครื่องพิมพ์จะให้ส่วนสีขาวเป็นภาพที่ขาดรายละเอียด จุดที่ขาวมากๆในภาพดิจิทัล เมื่อพิมพ์ลงกระดาษ ส่วนสีขาวก็จะเป็นพื้นที่สว่าง แต่ถ้าเป็นภาพที่อัดลงบนกระดาษขาวดำแท้ๆ ส่วนสีขาวจะยังคงมีรายละเอียดอยู่

2019-08-19_11-29-08

ภาพลูกของผมเมื่อวันแรกที่คลอดออกมา ผมพกกล้องคอมแพ็คฟิล์มยี่ห้อ leica minilux พร้อมฟิล์มขาวดำเข้าไปในโรงพยาบาลด้วย ตั้งใจจะถ่ายภาพในวันนี้เอาไว้เป็นฟิล์ม และก็ล้างอัดด้วยระบบขาวดำแท้ๆ ซึ่งฟิล์มก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ แต่กว่าจะมีเวลามาอัดภาพก็ล่วงเลยไปหลายปี ผมล้างฟิล์มและสแกนเป็นดิจิทัลเก็บเอาไว้ดูตั้งแต่สองเดือนแรกที่ถ่ายภาพ และเอาไฟล์ดิจิทัลไปพิมพ์ออกมาเป็นภาพใส่อัลบั้ม ภาพด้านบนนี้ด้านซ้ายเป็นภาพขาวดำบนกระดาษขาวดำที่ทำโดยการฉายแสงซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิม ส่วนด้านขวาเป็นการเอาไฟล์ดิจิทัลที่สแกนฟิล์มไปสั่งพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ภาพถ่าย canon selphy กระดาษสองใบนี้ผมเอามาวางข้างๆกันเพื่อถ่ายรูปร่วมกัน เป็นการถ่ายเพื่อเปรียบเทียบระบบการทำภาพสองระบบ

ผมชอบภาพด้านซ้ายมากกว่า ด้วยเหตุผลว่า เมื่อมองงานขาวดำด้วยตาเปล่า มองบนกระดาษขาวดำแท้ๆ ผมจะได้ภาพที่ดูดีมีความเป็นสามมิติที่ชัดมาก ซึ่งแตกต่างไปจากภาพดิจิทัลที่พิมพ์ลงกระดาษภาพถ่าย ภาพดิจิทัลจะแบนกว่า จะรู้สึกว่ารายละเอียดในเงามืดหายไป นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ผมชอบถ่ายภาพขาวดำและอัดภาพขาวดำแท้ๆ

ที่ชาร์ตแบตกล้อง eos m ใช้กับ powerbank

IMG_0343

กล้อง eos m เป็นกล้อง mirrorless รุ่นแรกของ canon ที่เปิดตัวมาหลายปีแล้ว จนปัจจุบันมีกล้องตระกูลนี้ออกมาหลายรุ่นมาก ปัญหาของกล้อง mirrorless ก็คือ แบตหมดเร็ว ดังนั้น ใครที่ต้องการใช้กล้องนานๆก็จะต้องพกแบตติดตัวไปออกทริปหลายก้อน และ eos m ตัวนี้ ผมก็ใช้แบตรวมกันถึง 3 ก้อน

IMG_0295

ลำพังเพียงแค่ที่ชาร์จที่แถมมากับกล้องก็จะชาร์จไฟได้ทีละก้อน หากมีแบตหลายก้อนจะเป็นภาระในการถอดเปลี่ยนคิวชาร์จแบตอย่างมาก ตอนที่เที่ยวต่างประเทศ เที่ยวเหนื่อยมาทั้งวันแล้วยังต้องมารอชาร์จแบตให้เต็ม 3 ก้อนแล้วค่อยนอน มันเป็นเรื่องน่าเบื่อมาก

IMG_0299

โชคดีที่มีคนผลิตที่ชาร์จแบตแบบ 2 ก้อนพร้อมกันให้ใช้ แถมยังใช้ไฟจากเพาเวอร์แบงค์อีกต่างหาก หลังจากที่สั่งซื้อมาลองแล้วก็สรุปผลได้ว่า ที่ชาร์จแบต eos m 2 ก้อนทำการชาร์จไฟให้แบตได้ดีมาก สามารถชาร์จไฟจนเต็มแบตได้ ระหว่างที่ชาร์จจะมีไฟแสดงสถานะสีแดง หากชาร์จเต็มแล้วจะเป็นไฟสีเขียว

ระยะเวลาที่ใช้ชาร์จจนเต็มจะกินเวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง เครื่องชาร์จตัวนี้ทำงานกับแบต รุ่น LP-E12 ซึ่งเป็นแบตประจำรุ่น eos m m10 m100 m50 นับว่าโชคดีมากที่กล้องรุ่นใหม่ๆเลือกใช้แบตตัวเดียวกับ eos m รุ่นแรก นั่นทำให้การซื้อแบตเพิ่มเติมของผมเป็นเรื่องที่ตัดสินใจไม่ยาก เพราะแบตที่สะสมไว้หลายก้อนจะยังสามารถใช้งานกับกล้องรุ่นใหม่ได้นั่นเอง

หากจะสั่งซื้อที่ชาร์จแบต ลองไปหาในเว็บขายของ หาคำว่า charger eos m ก็จะเจอสินค้ามากมาย เลือกซื้อได้ตามสะดวกเลย

กล้องฟิล์ม canon eos33

IMG_5395

กล้องฟิล์มของ canon eos33 เป็นกล้องระดับกลางของค่าย  ในยุคที่กล้องรุ่นสูงสุด ไฮเทคสุดของกล้องฟิล์มยุคสุดท้ายคือกล้อง eos3 ที่เป็นเกรดโปร  มีรุ่นกลางเป็น eos33 eos30 และมีรุ่นเล็กเป็น eos300 ซึ่งเป็นแนวทางของ canon ที่ตัวเลขประจำรุ่นสูงจะใช้เลขตัวเดียว  ส่วนรุ่นเล็กจะเป็นเลข 3 หลัก

กล้องยุคสุดท้ายของฟิล์มผมจะวัดจากกล้องที่รองรับระบบแฟลช e-ttl ที่เป็นระบบแฟลชไฮเทคมาก  เป็นระบบแฟลชของ canon ที่พัฒนาจนทำให้ช่างภาพกล้องฟิล์มสามารถควบคุมแสงแฟลชได้ดังใจยิ่งกว่าแฟลชแมน่วลเสียอีก  หากเราศึกษาทำความเข้าใจระบบแฟลชไฮเทคของ canon จนใช้งานได้เป็น  มันจะให้ความแม่นยำของแสงแฟลชระดับจับวาง  เกือบจะแม่นจำเท่ากับการวัดด้วยมิเตอร์วัดแสงแฟลชเลย

eos33 เป็นกล้องที่ผมซื้อมาใช้เพื่อรับงานถ่ายภาพรับจ้าง โปรคนอื่นใช้ eos1  eos3 ส่วนผมใช้ eos33 เนื่องจากไม่สามารถลงทุนกับบอดี้ได้หนักเท่ากับมืออาชีพ  เพราะผมแค่หาเงินเติมน้ำมัน หาเงินเที่ยวเท่านั้น  แต่มันก็อยู่กับผมมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่ซื้อเข้ามา มันทำเงินให้ผมตั้งแต่วันแรกเลย  และในตอนที่เริ่มใช้ดิจิทัล eos33 ก็ถูกวางเก็บไว้ เก็บลืมไปเลย  จนหลายปีผ่านมา หยิบออกมาเล่นดู ก็พบกว่ายางเหนียวทั้งตัว  และด้วยความหงุดหงิด  ก็เลยหาอะไรมาเช็ดให้ยางหายเหนียว  ทิชชูอยู่ใกล้ตัวก็เลยใช้ทิชชู่เช็ด  เช็ดไปเช็ดมาเศษขาวๆของทิชชู่ก็ติดอยู่กับบอดี้ตั้งแต่วันนั้น

วันนี้ความนิยมกล้องฟิล์มค่อยๆเพิ่มขึ้น  กล้องมือสองที่ราคาร่วงติดดิน กล้อง SLR ที่เคยขายทิ้งกันหลักร้อยบาทก็ค่อยๆราคาแข็งขึ้น จนขึ้นมาอยู่ระดับหลายพันบาท   วันนี้เลยหยิบออกมาตรวจอีกครั้ง และทดลองใส่เลนส์เพื่อลองใช้งานดู  ผลก็คือใช้งานได้ดี  ระบบไฟฟ้ายังทำงานครบถ้วนเหมือนเดิม หน้าจอดิจิทัลที่แสดงสถานะก็ทำงานทุกส่วน ทุกค่าสามารถแสดงผลได้

คาดว่าจะได้นำไปใช้ถ่ายภาพอีกครั้งในเร็วๆนี้

ตอนนี้ขอหาภาพเก่าๆที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์มตัวนี้มาแปะไว้ดูเล่นก่อน

neg-place-img203

neg-place-img395

neg-sanamluang-img343

slide-img105

neg-fruit-img017-resize

neg-fruit-img018

slide-img673

รีวิว canon eos 6d + 70-200 f2.8

กล้อง canon eos 6d อยู่กับผมมาหลายปี ผมแทบไม่เคยเขียนรีวิวเกี่ยวกับกล้องตัวนี้เลย หาสาเหตุไม่ได้เลยว่าทำไมถึงไม่มีการเขียนรีวิวกล้องตัวนี้ ทำไมถึงลืมที่จะพูดถึงกล้องตัวนี้ ทั้งๆที่มันเป็นกล้องที่ช่วยให้ผมสนุกกับการถ่ายภาพและใช้หาเงินได้ในบางโอกาสที่ว่างไปรับงาน

IMG_0074

ทุกครั้งที่หยิบ eos 6d ออกมาผมจะใช้มันอย่างมั่นใจ มันเป็นกล้อง fullframe ที่มีเซ็นเซอร์รับภาพเท่ากับฟิล์มถ่ายภาพ 135 ซึ่งเป็นความคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยที่หัดถ่ายและรับจ้างถ่ายภาพด้วยฟิล์ม การฝึกฝนเรื่องการวัดแสง การจัดองค์ประกอบภาพด้วยเลนส์ระบบเดิมตั้งแต่สมัยใช้ฟิล์ม ทำให้การใช้กล้อง DSLR ในมือเป็นไปอย่างราบลื่นไร้รอยต่อ ก่อนจะเป็น eos 6d ต้องย้อนไปถึงตอนที่ได้กล้อง eos 5d มาครั้งแรก ผมไม่ได้อ่านคู่มือ ไม่ได้รู้ข้อมูลทางเทคนิคเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้แม้แต่ว่ากล้องมีจุดโฟกัสกี่จุด และมีขนาดภาพเท่าไหร่ และมาถึง eos 6d ก็ทำเหมือนกันคือ ได้มาก็ใช้เลย ไม่ได้รู้สเป็ค ไม่ได้สนใจตัวเลขใดๆ รู้แค่ว่า กล้องตั้ง iso ยังไง และใส่เลนส์เดิมออกไปถ่ายเลย

IMG_0065

กล้องตัวนี้ถูกใช้งานมานานหลายปี และแบตเตอรี่ก้อนแรก ก้อนเดิมยังคงอยู่และใช้งานอยู่ก้อนเดียว ตอนที่ได้กล้องมาใหม่ๆ ผมถือ eos 6d ไปรับจ้างถ่ายภาพงานแต่งงานคู่กับกล้อง eos 5d ในใจก็คิดว่ามันเหมือนกัน ก็โฟกัสถ่ายภาพไปเรื่อยๆ แต่พอใช้คู่กันจริงๆก็พบความจริงที่ว่า eos 6d ให้ภาพสวยกว่า ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยได้สุดยอดมาก ในห้องโถงของโรงแรมแสงน้อยๆ eos 6d ถ่ายภาพได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ iso กล้องขึ้นสูงได้โดยภาพยังดูดีอยู่ รวมกับเลนส์ 24-105 f4 is ที่มีระบบกันสั่น ทำให้กล้องยังคงทำงานได้ต่อเนื่อง สปีดชัตเตอร์ต่ำไปบ้างก็ยังมี is ช่วยไว้ ในงานแต่งงานที่เป็นงานแรกของ eos 6d กล้องถ่ายภาพไปประมาณ เกือบ 1000 ภาพ และแบตยังไม่หมด ปลาบปลื้มมากๆ กล้องมีคุณภาพสูงและใช้พลังงานน้อยอย่างเหลือเชื่อ จบจากวันรับงาน ผมก็ขาย eos 5d ทิ้งทันทีเลย เพราะมั่นใจว่า eos 6d ตัวเดียวก็รับงานแต่งงานได้ 6 ชั่วโมงสบายๆ

IMG_0019

eos 6d อยู่กับผม ใช้งานร่วมกับ 24-105f4L และ 70-200f2.8 มาตลอด มีเลนส์ 85f1.8 และ macro100 เข้ามาเพิ่มอีก ทำให้มันทำงานได้ในทุกสถานการณ์ ทุกงาน และมันก็ถ่ายภาพในงานแต่งงานที่ต้องถ่ายภาพหลายร้อยภาพได้อย่างไม่บกพร่อง และในการถ่ายเล่นในชีวิตประจำวันมันก็ทำหน้าที่ของกล้องได้เกือบจะสมบูรณ์แบบ ผมนึกไม่ออกว่าจะติดขัดเรื่องอะไรกับ eos 6d

IMG_7446

การถ่ายภาพชีวิตคนสักคนหนึ่งด้วยเลนส์ 70-200 f2.8 เป็นแนวทางที่ได้ภาพที่ดีสุดยอดในความคิดผม กล้องและเลนส์ชุดนี้ให้ภาพได้สวยชวนฝัน แม้ว่าจะถ่ายเป็น jpg ก็ยังเป็นภาพที่ดี ผมถ่ายด้วย raw น้อยมาก เพราะลำพังเพียง jpg ที่ออกจากกล้องก็เพียงพอต่อความรู้สึกแล้ว โฟกัสชัดที่คนแล้วปล่อยฉากหลังให้เบลอ ผมใช้รูรับแสง f2.8 เสมอเมื่อใช้เลนส์ตัวนี้ คุณภาพเลนส์ L เป็นของคุณภาพสูงลิบ และให้ภาพที่ดีจนผมไม่เคยสนใจจะใช้เลนส์ฟิกส์เลย ยกเว้นแต่บางเวลาที่อยากพกของเบาหน่อยเท่านั้น

IMG_0067

เวลาไปเจอสถานการณ์บางอย่างที่รู้สึกว่าต้องได้ภาพที่ประทับใจกลับไปสักภาพให้ได้ ก็จะหยิบเลนส์ 70-200 f2.8 ตัวนี้มาติดกับกล้อง eos 6d แล้วก็ปล่อยให้เหตุการณ์สวยๆผ่านหน้ากล้อง แล้วก็กดชัตเตอร์ ภาพสวยในจังหวะสุดยอดก็อยู่ในความทรงจำ และอยู่ในเมมโมรี่ และสุดท้ายก็อยู่ในเว็บ อยู่ในที่เก็บภาพ online ลูกชายผมเป็นนายแบบประจำกล้องมาตั้งแต่เกิด และทุกครั้งที่อยากได้ภาพดีสุดๆ ก็จะใช้กล้องและเลนส์คู่นี้ ซึ่งไม่เคยผิดหวังเลย

IMG_0033

รูรับแสง f2.8 เป็นรูรับแสงที่ให้ภาพสวยมาก สวยจนไม่อยากให้แสงหมดเลย สภาพแสงที่แดดไม่แรงเกินไป หรือไม่น้อยเกินไป ทำให้กล้องสามารถใช้ความไวชัตเตอร์ที่สูงเพียงพอจะหยุดการเคลื่อนไหวของแบบได้ และภาพ action สวยๆ จากสระว่ายน้ำก็โผล่มาให้เราดู กล้องกับเลนส์ก็เก็บภาพได้สมบูรณ์แบบ ผมเข้าใจช่างภาพกีฬาเลยว่าเลนส์ติดกล้องของพวกเขาจะเป็น 70-200 แน่นอน

IMG_0214

ภาพ portrait ครึ่งตัวเป็นของง่ายของคู่หูกล้องและเลนส์ชุดนี้ แถมยังคงจัดองค์ประกอบด้วยการซูมได้อีกทำให้เลือกคร็อบตัวแบบได้ตามใจ ภาพหน้าชัด หลังเบลอที่สวยๆมักจะมาจากการถ่ายภาพครึ่งตัวที่ให้ตัวคนชัดเป๊ะและฉากหลังไกลๆออกไปเบลอจนละลายดูนุ่มนวล และหากแสงไม่ได้มีแดดแรงๆ ฉากหลังจะยิ่งสวยกว่าแดดจัด

fisherman2-IMG_8257

การถ่ายภาพด้วยเลนส์เทเลซูมจะให้ภาพสวยยิ่งขึ้นหากเราถือเลนส์ให้อยู่ในระดับเดียวกับสิ่งที่เราจะถ่าย หลายครั้งที่ผมต้องลงไปนั่งหรือนอนถ่ายภาพ อย่างภาพคู่แม่ลูกที่ชายหาด ผมก็นอนถ่ายอยู่เหมือนกับแบบ เพราะการถือเลนส์ให้ขนานแนวพื้น ประคองหน้าเลนส์ชี้ไปที่แบบจะทำให้ได้ภาพสวยที่สุด สวยมากกว่าการถือกล้องในท่ายืนแล้วก้มถ่าย และฉากหลังที่นุ่มเบลอในสภาพแสงที่ไม่มีแดดแรงๆก็ให้ภาพสวยน่ามอง

IMG_0149.JPG

จังหวะการถ่ายภาพที่จับรอยยิ้มของเด็กได้ทันตามใจนึก มาจากกล้องและเลนส์ที่ทำงานได้ทันกับความคิดมาจากกล้องและเลนส์ที่ประสิทธิภาพสูง จะเรียกว่ากล้องโปร เลนส์โปรก็ได้ สภาพแสงตอนเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับไป แสงสุดท้ายที่ยังมีเล็กน้อยหากเป็นกล้องยุคปี 2005 อย่าง eos5d เราอาจได้ภาพที่ไม่สวยเท่านี้ เพราะความไวชัตเตอร์ไม่สูงมาก เนื่องจาก iso ของกล้องเก่ายังไม่สูงนั่นเอง กล้อง eos 6d เป็นกล้องยุคใหม่ที่พัฒนาตัวรับภาพให้มีคุณภาพสูง แม้จะดัน iso ขึ้นสูงมากระดับ 3200 หรือ 6400 ก็ยังให้ภาพที่ดีได้ รวมกับเลนส์ f2.8 ก็ทำให้สภาพแสงยากๆกลายเป็นเรื่องง่าย

IMG_0169.JPG
leona-prewedding-dpp1-IMG_6286

ผมเคยไปรับงานถ่ายภาพครอบครัว พ่อแม่ลูก เดินเล่นที่สวนลุม ถ่ายภาพกันประมาณ 2 ชม. ตั้งแต่สภาพแสงดีๆ จนถึงแสงเกือบสุดท้ายของวัน งานถ่ายภาพจบแล้ว ผมกับแบบกำลังจะเดินแยกกันไป เราเดินผ่านทางเดินที่มีช่องว่างพอให้แสงอาทิตย์สีทองเข้มๆส่องทะลุเข้าไป ผมเดินไปดักรอให้แบบเดินผ่าน แล้วให้สัญญาณว่าให้เขาเดินช้าๆกันตรงจุดที่แสงส่อง พ่อแม่และลูกทั้งสองรู้งาน เพราะคุ้นเคยกับช่างภาพแล้ว ก็เดินผ่านแบบช้าๆ ปล่อยให้ช่างภาพเก็บภาพ แสงสุดท้าย เลนส์ 2.8 กล้อง eos 6d จบงานนี้ด้วยภาพสุดท้ายที่ผมชอบที่สุด ชอบยิ่งกว่าภาพที่ตั้งใจโพสท์ท่า ผมชอบภาพนี้จนอยากจะเป็นคนในภาพเสียเองเลย

กล้อง eos 6d เป็นกล้องที่สมบูรณ์แบบในยุคของมัน และยังคงน่าใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อะไรที่ตามองเห็นกล้อง eos 6d ก็เก็บภาพได้ตามที่เห็นจริงๆ ยิ่งรวมกับเลนส์ telezoom คุณภาพสูงอย่าง 70-200 f2.8 L ยิ่งทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายและสนุก และคาดหวังผลลัพธ์เป็นภาพสวยๆ ข้อเสียเพียงข้อเดียวที่มีอยู่ในคู่หูชุดนี้ก็คือมันหนักมาก เป็นภาระในการพกพาจริงๆ คนที่จะสะพายชุดนี้รับจ้างทำงานต้องแข็งแรงมาก แต่มันก็คุ้มค่าที่จะเหนื่อยแบกไปจนจบงาน เพราะเมื่อเห็นภาพที่ได้ เราก็จะหายเหนื่อยได้เอง

รวมภาพที่ประทับใจที่ถ่ายด้วยเลนส์ตัวนี้

IMG_20191208_072805
dpp-rugby-8sep2019-IMG_0056

IMG_0114.JPG

IMG_0133.JPG

IMG_0366

IMG_0513

เปรียบเทียบเลนส์ canon 15-45 กับ 18-55 บน eos m

กล้อง eos m เป็นกล้อง mirrorless ของ canon  ตอนที่เปิดตัวระบบนี้ออกมาจะมีเลนส์ kit ติดกล้องออกมาตัวแรกเป็น EF-M18-55mm f/3.5-5.6 IS STM ภายหลังจากนั้นอีกประมาณ  2-3 ปี ก็มีเลนส์ kit รุ่นที่2 ออกมาเป็นเลนส์ EF-M15-45mm f/3.5-6.3 IS STM ซึ่งติดมากับกล้องรุ่น eos m10  คนที่ชอบถ่ายภาพวิว ภาพแนวท่องเที่ยว จะสนใจเลนส์ตัวนี้มาก เพราะว่ามุมรับภาพถือว่ากว้างมากเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม  ภาพต่อไปนี้ก็จะเปรียบเทียบมุมรับภาพของเลนส์ทั้ง2ให้ดูเป็นแนวทาง

IMG_3881

18-55

IMG_3880

15-45

ทั้ง2ภาพ ถ่ายด้วยกล้อง eos m โหมด  ถ่ายโดยการยืนอยู่จุดเดิม ถ่ายเลนส์ตัวแรกเสร็จ ก็ถอดเลนส์เปลี่ยนเป็นตัวที่2  จากภาพตัวอย่างจะเห็นว่า แค่ระยะยืนใกล้ๆ วัตถุที่ถ่ายอยู่ใกล้ๆก็เห็นแล้วว่า 15-45 รับภาพได้มุมกว้างกว่าอย่างมาก ความกว้างตรงนี้เหมาะกับการถ่ายภาพวิวและอาคารบ้านช่องที่ระยะยืนจำกัด  บางภาพเราไม่สามารถถอยหลังไปถ่ายให้ไกลได้ก็ต้องอาศัยเลนส์ที่รับภาพกว้างเป็นหลัก  ส่วนระยะซูมเทเล่นั้น ที่ 55 กับ 45 mm จะให้ผลไม่ต่างกันมาก  เพราะแม้เราจะมีระยะแค่ 45mm แต่เราสามารถเดินเข้าไปใกล้วัตถุได้  ก็จะได้ภาพวัตถุที่ใหญ่ขึ้นนั่นเอง

ลองดูมุมอื่นๆบ้าง

IMG_3895

18-55

IMG_3894

15-45

IMG_3896

18-55

IMG_3897

15-45

สรุปคือ เลนส์ 15-45mm ถ่ายมุมกว้างมาก  ถ้าต้องเลือกเลนส์ kit ติดกล้องสำหรับ eos m ผมจะเลือก 15-45mm แทนที่จะเป็น 18-55mm

==== เพิ่มเติมความเห็น====

เลนส์ ef-m 18-55is stm ตัวนี้มีคุณภาพที่ดีน่าสนใจมากขึ้นเมื่อผมไปถ่ายภาพที่ทริปเที่ยวทะเลกระบี่  นับว่าเป็นของราคาถูกที่ขายมือสองกันแค่ประมาณสองพันบาท  ถ้าจะให้คุณภาพดีกว่านี้ ต้องจ่ายถึงระดับเลนส์ L ด้วยซ้ำไป   ดูภาพตัวอย่างได้จากโพสท์นี้ครับ

เทียบกล้องโปรกับกล้องถ่ายเล่น

ลองอ่านเรื่องการใช้เลนส์ Kit หรือเลนส์ติดกล้องให้ได้คุณภาพที่ดีได้ที่ลิงค์นี้ครับ

กล้องดี เลนส์ดี ราคาประหยัดมาก

กล้องและเลนส์สักคู่หนึ่งที่ทำงานร่วมกันแล้วได้ภาพถูกใจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อย  ถ้าบังเอิญได้พบและใช้งานจะรู้ด้วยตัวเองเลยว่ามันเกิดมาคู่กันจริงๆ  กล้อง canon eos m รุ่น1 กับเลนส์ efm 22f2 เป็นคู่หูที่เกิดมาเพื่อกัน และมันทำหน้าที่ได้ไร้ที่ติ. ในแง่คุณภาพของภาพและความสะดวกในการพกพา

หลายคนจะติเรื่องความสามารถในการโฟกัสของ eos m รุ่น 1 กันถ้วนหน้า ผมก็เคยรีวิวไว้เช่นกันว่ามันถ่ายอะไรที่มีขาไม่ค่อยทัน  แต่ว่ามันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะเมินหน้าหนี แล้วทิ้งมันไปอย่างไม่ใยดี  ราคามือสองหรือมือสิบของกล้องรุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 3พัน เลนส์อยู่ที่ 3-4พัน เป็นการใช้เงินประมาณ 7 พันบาทที่ให้คุณภาพระดับสูงมาก  ผมยังคงไม่พบคู่หูหรือกล้องคอมแพ็คค่าตัวมือสองที่ราคาต่ำกว่านี้และให้คุณภาพได้ดีกว่านี้.

2018-03-17 11.23.55 3

สถานีรถไฟในญี่ปุ่นในช่วงเวลาเย็น แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า eos m + 22f2 + vsco

ภาพทริปญี่ปุ่นในปี 2015 ของผมทั้งทริปเป็นภาพที่ใช้กล้อง eos m และเลนส์ 22f2 เท่านั้น เพราะทั้งทริปผมไม่ได้พกเลนสและกล้องตัวอื่นไปเลย มีเพียงแค่คู่หูคู่นี้กับแบตสองก้อน  ปรับเลนส์ไว้ที่ f2 แล้ว iso auto แล้วก็ใช้ค่านี้ถ่ายไปตลอดทริปเลย ไม่ว่าจะกลางวัน กลางคืน แดดออก แดดร่ม กลางแจ้ง ในห้าง ในสถานีรถไฟทั้งบนดินและใต้ดิน จบที่อุปกรณ์และค่า setting ค่าเดียวกันทั้งหมด

2018-03-17 11.23.55 2

ไอศครีมข้างทาง เป็นภาพแนวท่องเที่ยวที่จบในตัว การเดินทางคือกินเที่ยวนอน eos m + 22f2 + vsco

2018-03-17 11.24.01 2

ให้คนอื่นช่วยถ่ายให้ก็ไม่ยาก ยังคงวัดแสงและโฟกัสได้ง่ายสำหรับคนทั่วไป eos m + 22f2 + vsco

การที่กล้องมีระบบ touch focus เอามือแตะที่หน้าจอเพื่อให้กล้องโฟกัสได้เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับการท่องเที่ยว  แถมยังเลือกได้ด้วยว่าจะแตะเพื่อโฟกัสเพียงอย่างเดียว หรือ แตะแล้วโฟกัสแล้วถ่ายภาพเลย ซึ่งเป็นวิธีที่มีประโยชน์มากในการขอให้คนอื่นช่วยถ่ายภาพให้. ช่างภาพก็จะได้มีตัวตนอยู่ในภาพบ้าง

2018-03-17 11.23.52 2

ตื่นนอน ขอดูการ์ตูนก่อน eos m + 22f2 + vsco

ในห้องพัก ตอนเช้าตรู่  แสงเข้าทางหน้าต่างส่องมาที่เตียงนอน  เด็กคนนึงกำลังนั่งดูการ์ตูน ไม่รู้ตัวว่าพ่อกำลังแอบถ่ายภาพ หยิบกล้องมาเปิด จัดองค์ประกอบ แตะที่หน้าแล้วกล้องก็ทำการโฟกัส วัดค่าแสงพอดี แล้วก็ลั่นชัตเตอร์ จบในการขยับนิ้วแค่ครั้งเดียว เลนส์มีความไวแสงระดับ f2 ทำให้ภาพหน้าชัด หลังเบลอ โชว์ความเบลอสวยๆให้เห็น เลนส์แพงทำได้ เลนส์ถูกก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

2018-03-17 11.24.00 2

เติมพลังก่อนเดินทาง canon eos m + 22f2 + vsco

แม่ลูกกำลังกินอาหารเช้าก่อนเดินทางไปเที่ยวต่อ เป็นอาหารเช้าที่เจ้าของโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้ลูกค้า. อากาศภายนอกประมาณ 10 องศา อากาศภายในเย็นสบาย ใส่เสื้ออุ่นๆคนละ 2 ชั้น  มาเที่ยวแล้วนอนโรงแรม บันทึกภาพการกินในแต่ละมื้อก็เป็นภาพชุดที่ห้ามพลาด ห้ามลืมถ่าย

2018-03-17 11.23.49 1

หนาวไหมครับแม่  eos m + 22f2 + vsco

อากาศภายนอกหนาวเย็นระดับเลขตัวเดียว การกอดกันก็อุ่นสบาย ที่จุดกลางทางแวะดูสะพานไม้สีแดงของนิกโก้ เป็นจุดชมวิวที่นักท่องเที่ยวมักจะต้องแวะถ่ายภาพ ลำพังเพียงสะพานอย่างเดียวยังไม่มีอะไรโดดเด่น จังหวะบังเอิญพอดีที่แม่ลูกกำลังคุยกัน ขอบฟ้าเอามือไปจับหน้าแม่เพื่อถามว่าหนาวไหม  กล้องอยู่ในมือก็ยกขึ้นมาเล็งอัตโนมัติ บทจะต้องโฟกัสให้เร็วสุดชีวิตมันก็ทำได้นะในบางจังหวะ  แม้ว่าคนค่อนโลกจะบ่นเรื่องโฟกัสช้า  แต่ถ้ากล้องอยู่ในมือช่างภาพที่พร้อมถ่าย ก็ไม่มีข้ออ้างใดๆ จังหวะที่ดีที่สุด กล้องทุกตัวทำได้อยู่แล้ว

2018-03-17 11.23.55 1

อากาศเย็น แดดออก ใบไม้ร่วงยังสวย  eos m + 22f2 + vsco

ภาพนี้ถ่ายที่ด้านหลังสถานนีรถบัส เป้นจุดแวะขอข้อมูลเดินทางและจุดขึ้นรถลงรถที่ทะเลสาบนิกโก้. ท้องฟ้ามีแดด อากาศเย็นสบาย กล้องถ่ายรูปถ้าจะถ่ายแบบเดาแสง ผมจะถ่ายด้วย f11 เพราะแดดชัด เงาชัดและไม่แสบตามาก  ภาพที่ถ่ายมาแล้วย้อนไปดูว่ากล้องเลือกค่าแสงไว้ให้เท่าไหร่ ก็ใกล้เคียงกับสิ่งที่คิดครับ กฏ sunny 16 เป็นกฏง่ายๆที่เอาไว้ช่วยเดาค่าแสงได้ดี

2018-03-17 11.23.53 1

แม่กับลูกริมทะเลสาบชูเซนจิ  eos m + 22f2 + vsco

ภาพริมทะเลสาบ แสงสวย วิวสวย เลนส์ที่ใช้เป็นเลนส์สว่าง f2 ถ้าเปิดกว้างสุด iso ต่ำสุด กล้องยังเลือกความไวชัตเตอร์ให้สูงลิบ เพราะสภาพแสงจริงนั้นสว่างมาก ภาพนี้โชคดีที่กล้องใช้สปีด 1/4000 ให้. เพราะถ้าแดดแรงกว่านี้ หรือ เลนส์สว่างกว่านี้เช่น f1.4 ความไวชัตเตอร์จะขึ้นไประดับ 1/8000 วินาที. ซึ่ง eos m รุ่นนี้ให้ไม่ได้ การใช้บอดี้กล้องระดับกลางที่ความไวขึ้นได้แค่ 1/4000 วินาที เราต้องเลือกเลนส์ f2 ไว้ก่อน มันเป็นข้อจำกัดที่เหมาะสมซึ่งกันและกันระหว่างเลนส์และกล้อง  เพราะกล้องและเลนส์ทุกตัวถูกออกแบบมาให้ถ่ายภาพได้ดีในเวลากลางวัน  ส่วนเทคนิคการถ่ายที่ไม่ปกติ หรือสภาพแสงที่น้อยนิด หรือถ่ายภาพกลางคืน อะไรที่ไม่ปกติ มักจะต้องการอุปกรณ์ที่แพงกว่านี้

2018-03-17 11.23.52 1

ทะเลสาบชูเซนจิ  eos m + 22f2 + vsco

ถ่ายภาพทะเลสาบแบบมีเนื้อหาสาระ ก็นึกถึงว่าต้องมีวิวระยะใกล้ มีวิวไกลๆ ก็เลยจะเป็นภาพที่เห็นพื้น เห็นน้ำ ภูเขา ท้องฟ้า เลยจัดองค์ประกอบแนวตั้งซะหน่อย  การถ่ายภาพวิวควรจะชัดเต็มที่เพราะไม่มีจุดสนใจอะไรให้เด่นที่สุด มันควรจะเด่นทั้งภาพ. การใช้รูรับแสงแคบก็เป็นไอเดียแรกที่จะต้องมี. รูรับแสงที่เลือกใช้ประมาณ f11 ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลของกฏ sunny16 ที่แดดแรงใช้ค่า f11 ที่ iso 100 ความไวชัตเตอร์สัมพันธ์กับ iso. ข้อมูลการถ่ายภาพนี้ออกมาที่ f11 1/100วินาที และ iso100 เป๊ะตามโพยเลย.

2018-03-17 11.24.00 1

หลับปุ๋ยเย็นๆ  eos m + 22f2 + vsco

ทริปพ่อแม่ลูก กว่าจะหอบกันขึ้นมาบนทะเลสาบแห่งนี้  ใช้พลังงานเยอะ และในช่วงบ่ายของวันก็เป็นช่วงเวลาที่จะต้องนอนของเด็กสามขวบ  ผลก็คือหลับคารถเข็นเลย  แต่พ่อแม่ก็ต้องถ่ายรูปขอบฟ้ากลับไปให้ได้  เพราะอุตส่าห์พามาแล้ว ยังไงต้องมีรูปอยู่กับน้ำตก  เราถ่ายภาพนี้ที่จุดชมวิว

2018-03-17 11.23.57 1

น้ำตกและใบไม้สีสวย  eos m + 22f2 + vsco

นั่งรถออกจากทะเลสาบออกไปสักสามสิบนาทีจะไปพบกับน้ำตกที่เป็นน้ำตกเล็กๆ  มีคนดูสักสองร้อยคน ที่ยืนก็หายาก มุมจะใช้ขาตั้งกล้องก็ยาก เพราะมีแต่คนเดินไปเดินมา ได้ยืนนิ่งๆถ่ายรูปก็บุญแล้ว  การถ่ายน้ำตกแบบพิมพ์นิยมคือต้องถ่ายให้ได้น้ำเป็นสาย สปีดชัตเตอร์ช้าไว้ก่อน  ซึ่งในทางปฏิบัติของสถานที่นี้ เวลานี้ ไม่สามารถทำได้  สิ่งที่พอทำได้ก็คือ ถ่ายภาพด้วยสปีดต่ำกว่าปกติ แต่ไม่ต่ำมาก แล้วไปลุ้นเอาว่าภาพจะชัด น้ำตกจะเป็นสาย ผมถ่ายภาพนี้ไปหลายสิบรูป เลือกสปีดที่ต่ำมาก  เลยไปลุ้นเอาว่าคงมีสักภาพที่ดูเหมือนไม่สั่น  ได้เป็ฯภาพนี้ออกมา

2018-03-17 11.23.54 1

ตู้ไปรษณีย์ eos m + 22f2 + vsco

เมื่อก่อนเวลาไปเที่ยวไหนก็จะต้องพยายามถ่ายภาพจุดที่เป็นแลนมาร์ค หรือสถานที่เด่นๆที่เป็นตัวแทนของพื้นที่ แต่บางทีก็ถ่ายตู้ไปรษณีย์ซะเลยก็ได้จะได้รู้ว่าไปไหนมา ถ้าเป็นเมืองไทยเราก็อ่านออก พอเป็นญี่ปุ่นก็ไม่รู้ว่าตัวหนังสือที่เห็นบนตู้มันอ่านว่าอะไร ถ่ายแค่นี้แล้วคนดูภาพทีหลังจะรู้ไหมว่ามันคือที่ไหน ถ้าให้เดา มันน่าจะหมายถึงตู้ไปรษณีย์ หรือสำหรับส่งจดหมาย แต่ไม่น่าจะบอกสถานที่

2018-03-17 11.23.51 2

ป้ายรถเมล์ท่ามกลางแสงแดดและแมกไม้ eos m + 22f2 + vsco

การรอป้ายรถเมล์ที่สนุกสนานจะต้องเป็นป้ายรถเมล์ที่อากาศเย็นระดับสิบองศาเท่านั้น ถ้าร้อนแบบเมืองไทยอย่าหวังว่าจะได้เห็นรอยยิ้มที่หน้าป้ายรถเมล์ รถเมล์ญี่ปุ่นตรงเวลามาก ตรงอย่างไม่น่าเชื่อ. แสงตกกระทับเป็นหย่อมๆดูสวยงามเป็นธรรมชาติ เวลถ่ายภาพแนวนี้มีโอกาสที่กล้องจะวัดแสงผิดได้ง่ายมาก  ภาพนี้ผมไม่ได้ชดเชยแสง ประเมินแล้วว่าภาพด้านหลังเป็นแนวต้นไม้สีเข้ม กล้องน่าจะเลือกค่าการถ่ายที่โอเว่อร์นิดๆเมื่อวัดแสง  ซึ่งก็บังเอิญว่ามันเป็นอย่างที่คิด

2018-03-17 11.24.01 1

รถไฟฉึกฉัก หลับได้เหมือนกัน eos m + 22f2 + vsco

รถไฟในญี่ปุ่น นอกจากรถไฟฟ้า รถไฟชินคังเซ็นแล้ว รถที่วิ่งระหว่างเมืองในความเร็วปกติก็มีใช้งานอยู่. ภาพในตู้รถไฟก็คล้ายๆกับบ้านเรา เป็นที่นั่งสองเบาะหันหน้าเข้าหากัน เด็กจะนอนก็นอนพาดยาวไปเลย โชคดีที่คนไม่มาก  การถ่ายภาพเด็กหลับเป็นสิ่งที่ง่ายดายที่สุด เสียอย่างเดียวคือต้องระวังไม่ให้กล้องสั่น เพราะเรากำลังเล็งภาพบนรถไฟที่วิ่งอยู่  แต่รถไฟญี่ปุ่นสะเทือนน้อยกว่าที่เคยคิดไว้มาก  ภาพถ่ายได้ออกมาชัดเกือบทุกรูป

2018-03-17 11.23.48 1

ยามเย็นแม่กับลูก eos m + 22f2 + vsco

ภาพแนวสตรีทแม่กับลูก บนถนนที่พลุกพล่านที่สุดของโตเกียว สถานีรถไฟที่นี่ใหญ่มากและวุ่นวายซับซ้อนมาก เวลาเย็นก่อนแสงจะหมด เลนส์ f2 ช่วยให้เก็บภาพนี้ได้ด้วยสปีดชัตเตอร์ที่ไม่ต่ำเกินไป แม่กับลูกอยู่ในจังหวะยิ้มที่พอดีสุดๆ  ผมรอจังหวะให้ลูกยกของเล่นเพื่อไม่ให้ของเล่นบังหน้า แล้วก็ถ่าย รอยยิ้มยังอยู่ ของเล่นไม่บังหน้า ย่อตัวถ่ายเสร็จแล้วรีบเดินต่อ เพราะคนเยอะมาก

2018-03-17 11.23.58 1

เล่นซ่อนหา eos m + 22f2 + vsco

เวลาไปห้างก็จะมีจังหวะลูกซน วิ่งเล่น และหยุดดูโน่นนี่นั่น รวมถึงไปยืนในที่แคบๆ ไปแอบผู้คน ห้างสำหรับแม่และเด็กในญี่ปุ่นคงไม่ถือสา  เลนส์ f2 กับภาพในร่ม ในอาคาร เป็นหน้าที่โดยจรงของรูรับแสงกว้างๆเลย สปีดชัตเตอร์เท่าไหร่ผมก็ลืมไปแล้ว รู้แค่ โฟกัสให้ตรงหน้า แล้วถ่ายเลย  องค์ประกอบภาพแนวนี้ มีให้เราถ่ายแค่2 วินาที นานกว่านี้เด็กจะวิ่งแล้ว

2018-03-17 11.23.58 2

ถูกใจ eos m + 22f2 + vsco

เมื่อถูกใจของเล่นชิ้นไหน แววตาและสีหน้าของเด็กก็เต็มไปด้วยประกายแวววาว วินาทียิ้มแฉ่งพร้อมกับสายตาที่มองมันเป็นจังหวะที่ต้องอยู่ในภาพ ของเล่นต้องอยู่ในมือมันถึงจะเจ๋ง  กล้องอย่าง eos m แม้จะโฟกัสช้า แต่ผมโฟกัสรอไว้แล้ว รอจังหวะแค่ ได้ดาบขยับไม่บังหน้า ส่วนรอยยิ้ม ลูกผมยิ้มยาวเฟื้อยนานหลายวินาทีเลย

2018-03-17 11.23.56 1

พาเรดเรือประดับไฟ eos m + 22f2 + vsco

เรือประดับไฟสวยงามเป็นส่วนหนึ่งในพาเรดตอนดึกของสวนสนุกแห่งนี้. เม็ดไฟ led ที่ประดับเต็มลำเรือเห็นเป็นภาพสวยงามให้ความสว่างมากสำหรับการถ่ายภาพ. ภาพแสงไฟหากเราถ่ายที่ค่าแสงพอดี ไม่ได้ชดเชยแสง เราจะได้แสงสว่างสวยในภาพ ส่วนฉากหลังจะมืด ซึ่งหากเป็นตอนมืดอยู่แล้ว ฉากจะมืดไปกว่าเดิมก็ไม่เสียหาย วัดแสงพอดีแล้วถ่ายเลยง่ายและเร็ว

2018-03-17 11.23.50 1

รอเครื่องบิน eos m + 22f2 + vsco

จบทริปญี่ปุ่นที่สนามบินฮาเนดะ เป็นสนามบินที่มีการตกแต่งสวยงาม ใหญ่  ทุกอย่างเร็ว ทันสมัย มีจุดชมวิวดูเครื่องบิน มีพิพิธภัณฑ์เครื่องบินให้ดู  สภาพแสงในสนามบินก็สว่างเพียงพอ กล้องอะไรก็ถ่ายสวย eos m กับเลนส์ f2 ทำงานจนนาทีสุดท้าย ภาพในทริปไม่มีวัดแสงพลาดเลย

คุยเล่นเรื่องเลนส์ canon EF35 F2

เลนส์ canon EF 35 F2 เป็นเลนส์ไวด์ทางยาวโฟกัสเดียว 35 มิลลิเมตร หน้าเลนส์ขนาด 52 มิลลิเมตร รูรับแสงกว้าง F2 ซึ่งไวแสงกว่าเลนส์ซูมเกรดโปรที่ขายกันสี่ห้าหมื่นบาทไทย แต่ราคาขายของเลนส์ 35F2 ตัวนี้อยู่ที่ระดับหมื่นกว่าบาท เลนส์ตัวนี้ผมได้มาเกือบสิบปีแล้ว เป็นเลนส์ที่ทำให้การถ่ายภาพมีความสนุกมากขึ้น คนที่สนใจเลนส์ตัวนี้มักจะเป็นคนที่ได้เคยใช้เลนส์ซูมมาแล้ว การได้ลองเลนส์เดี่ยวไม่ว่าช่วงทางยาวโฟกัสใดก็ตามมักจะให้ความสวยงามและความสนุกมากกว่าเลนส์ซูม

ขอยืมภาพเลนส์จาก Wikimedia Commons

(ภาพถ่ายที่เหลือทั้งหมดผมถ่ายเอง)

slide-img087

kodak extractor 100 + ef35f2

รูรับแสงกว้างทำให้มันเหมาะกับสภาพแสงที่ไม่มากเท่าไร อย่างเช่นแสงในอาคาร ในห้องต่างๆ แต่เมื่อเอาไปใช้กับสภาพแสงธรรมชาติ วันท้องฟ้าแดดสวย เลนส์ตัวนี้ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเราถ่ายภาพเก่งขึ้นได้เองโดยที่ใช้ความพยายามเท่าเดิม การถ่ายภาพต่างๆด้วยเลนส์รูรับแสงกว้างๆเราจะได้ภาพที่มีความนุ่มนวล มีช่วงชัดเพียงเล็กน้อยแล้วสิ่งที่อยู่นอกระยะโฟกัสก็จะค่อยๆเบลอออกไปเรื่อยๆ

slide-img104

fuji velvia 50 ef35f2

นักถ่ายภาพหลายๆท่านน่าจะเคยมีความคิดที่จะพกอุปกรณ์เพียงน้อยนิดที่สุดเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวที่คล่องตัว ผมก็เป็นกลุ่มที่อยากจะพกของเบาๆโดยยังคงมีคุณภาพสูงอยู่ เลนส์เ้ดี่ยวสักตัวเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่ว่ามันก็มีเลนส์ให้เราเลือกกันเยอะแยะไปหมด ถ้าให้นึกตอนนี้ก็จะนึกถึงเลนส์ 50 35 28 24 20 มม.

slide-img105

fuji velvia 50 ef35f2

เลนส์ 50 มม. เป็นเลนส์ที่สว่างที่สุดในบรรดาเลนส์ต่างๆ เพราะจะมีรูรับแสงประมาณ 1.8 ไปจนถึง 1.4 สำหรับราคาตลาดที่พอจะให้ชาวบ้านได้ซื้อมาใช้ อย่าไปคุยถึงเลนส์ F1.0 ที่ราคาขายเป็นแสน เพราะมันสูงเกินไป เลนส์ 50 มม. มีคุณภาพดีเกินราคา แต่มันไม่เหมาะกับการท่องเที่ยวแบบพกเลนส์ตัวเดียว เพราะมันค่อนข้างจะใช้งานยากในที่แคบ และไม่สามารถจะถ่ายภาพวิวได้ตามที่ต้องการ แม้ว่ามือโปรหลายๆคนจะบอกว่ามันถ่ายได้ ผมก็ไม่เถียง แต่ผมรู้สึกว่ามันลำบากเกินไป

slide-img229e

kodak extractor 100 + ef35f2

เลนส์ 20 มม. เป็นเลนส์ที่เอามาถ่ายวิวได้ดีมาก เก็บภาพได้เต็มตา เหมาะกับของใหญ่ๆที่เราต้องการเก็บทั้งหมด แต่มันจะไม่สวยเลยเมื่อเอาเลนส์ตัวนี้ไปถ่ายชีวิตผู้คน เพราะมันมุมกว้างเกินไป และมันก็จะเห็นขอบเบี้ยวๆตามธรรมชาติเ้ลนส์อย่างเด่นชัด สั้นๆก็คือถ่ายวิวสวยแต่ถ่ายชีวิตผู้คนไม่ถูกใจ และข้อด้อยอีกอย่างหนึ่งของเลนส์ระยะนี้ก็คือมักจะมีรูรับแส่ง 2.8 ซึ่งไม่ได้สว่างเลยเมื่อเทียบกับเลนส์ช่วงอื่น เพราะเลนส์ซูมเกรดโปรก็มีรูรับแสง 2.8 เหมือนกัน ถ้าให้พก ขอพกเลนส์ซูมจะน่าสนใจกว่า

slide-img227

kodak extractor 100 + ef35f2

เลนส์ 24 มม. น่าจะเป็นเลนส์ที่พกไว้ท่องเที่ยวได้เกือบดี เพราะว่ามันกว้างพอจะเก็บภาพวิวที่เรามองเห็นได้ไม่แพ้เลนส์ 20 มม. และการเอาไปถ่ายสิ่องของเน้นๆหรือชีวิตผู้คนก็เกือบดี มันน่าพกกว่าเลนส์ 20 มม. แต่ก็ยังตะขิดตะขวงใจถ้าต้องถ่ายภาพคน และความสว่างของเลนส์ก็มักจะอยู่ที่ 2.8 เช่นกัน ยังไม่ถือว่าสว่าง เลนส์ 28 มม. เป็นช่วยทางยาวโฟกัสที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร ขอผ่าน เลนส์ 35 มม. อันนี้เป็นเลนส์ไวด์นิดๆ คือสามารถใช้ถ่ายวิวได้บ้าง ถ่ายชีวิตผู้คนได้บ้าง และรวมไปถึงการถ่ายสิ่งของใกล้ๆก็ทำได้เช่นกัน มันทำได้อย่างละนิดละหน่อย ความเบี้ยวก็ไม่มาก มันเป็นการประณีประนอมกันระหว่างภาพมุมกว้างกับภาพช่วงปกติ มีจุดเด่นอีกอย่างตรคงที่รูรับแสงกว้างระดับ F2.0 ซึ่งถือว่าไวแสงระดับหนึ่ง ทำให้การถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยยังคงทำได้ การพกเลนส์ตัวเดียวผมคิดว่า เลนส 35f2 คือคำตอบที่ดีในหลายๆสถานการณ์

slide-img430

kodak extractor 100 + ef35f2

หากเราอ่านข้อมูลเกี่ยวกับช่างภาพแนวสตรีท แนวข่าว  แนวพกเลนส์ตัวเดียวถ่ายทุกอย่าง เราก็จะเจอกับเลนส์ 35มม บ่อยที่สุด  ซึ่งเลนส์ระยะนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ได้รับความนิยมไปในหลายๆสายอาชีพ  แม้แต่ผมเองก็ปลาบปลื้มกับเลนส์ระยะนี้  กล้องคอมแพ็คตั้งแต่ยุคของฟิล์มที่ทำออกมาเกรดไฮเอนด์ ก็จะใช้เลนส์ 35 กันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น contax t3   fuji klasse  nikon 35ti ซึ่งลามไปถึงกล้องดิจิทัลคอมแพ็คเทพ อย่าง sony rx1  และ leica q  คอมแพ็คเทพระดับรองที่ใช้เซ็นเซอร์เล็กแบบ aps-c ก็ใช้เลนส์ประมาณ 22mm หรือ 23mm เพื่อให้มุมรับภาพใกล้เคียงกับ 35mm บนเซ็นเซอร์ full frame

slide-img671

fuji sensia 100 + ef35f2

เลนส์ ef 35f2 อยู่กับผมมานาน และใช้งานบ่อยมากในยุคของฟิล์มรุ่งเรือง  และใช้งานแบบสมบุกสมบัน ไม่ค่อยดูแลสักเท่าไหร่  ในที่สุดเลนส์ก็หมดสภาพ โทรม และ ใช้งานไม่ได้ ซ่อมไปสองครั้ง ก็ยังคงเสียอีก  เลยต้องยอมปล่อยให้มันกลายเป็นที่ทับกระดาษไป

slide-img673

fuji sensia 100 + ef35f2

IMG_0273dppr
EF35f2 + Eos5d

img_1149r
EF35f2 + Eos5d
IMG_0252
EF35f2 + Eos5d