ดิจิทัลมาเก็ตติ้งคือความรู้ที่จำเป็นในยุคนี้

“ดิจิทัลมาเก็ตติ้งคือความรู้ที่จำเป็นในยุคนี้”

ในอดีตเมื่อเรามีสินค้าที่ผลิตออกมา  เราก็จัดจำหน่ายด้วยการนำไปวางขายในร้านค้า  มีทั้งร้านค้าปลีก ค้าส่ง  ร้านค้าในห้างสรรพสินค้า  และบางอุตสาหกรรมก็ขายส่งไปต่างประเทศ  บางคนก็ขายให้ตัวแทนจำหน่ายแล้วตัวแทนจำหน่ายก็ไปกระจายสินค้าสู่ห้าง สู่ร้านค้าที่ปลายทางอีกทอดหนึ่ง บางคนก็อาจจะต้องไปเช่าพื้นที่ในห้างเพื่อขายสินค้าของตัวเอง  เป็นที่มาของคำว่าเปิดร้าน  การเปิดร้านเราต้องเลือกทำเล  เลือกห้าง เลือกภาพลักษณ์ของห้างนั้นๆเพื่อทำการขายสินค้าของเรา

ยอดขายที่ดีมาจากการขายได้จำนวนมาก  การขายได้จำนวนมากมาจากคนซื้อรู้จักสินค้า  คนรู้จักสินค้าเพราะการโฆษณา  การโฆษณาสินค้าหรือแผนการตลาดจึงเป็นสิ่งที่กำหนดความอยู่รอดของธุรกิจ  เราจำเป็นต้องรู้ว่าเราจะโฆษณาอะไร  ไปสู่ลูกค้าคนไหน  ด้วยวิธีการหรือด้วยสื่อในช่องทางใด  

หากคุณเปิดร้านอาหาร  นอกจากการตั้งร้านตกแต่งให้สวยงามเรียบร้อยแล้ว  สิ่งที่ต้องทำลำดับถัดไปก็คือ บอกคนในพื้นที่รอบร้านอาหารว่ามีร้านนี้เปิดบริการอยู่ ในยุคก่อนจะมีโซเชียลเน็ตเวิร์ค การบอกคนในพื้นที่จะทำผ่านใบปลิว  บ้างก็โฆษณาทางวิทยุ  ออกโทรทัศน์  ซื้อหน้าโฆษณาในนิตยสารและหนังสือพิมพ์   การทำใบปลิวถ้าไม่แจกด้วยตัวเองก็ต้องจ้างคนไปแจก  จ้างคนไปหย่อนใบปลิวหน้าบ้าน  หย่อนตู้ไปรษณีย์ของแต่ละบ้าน  นั่นคือการทำมาเก็ตติ้งแบบออฟไลน์ มีต้นทุนการทำสื่อ  มีต้นทุนการซื้อเวลาของสถานีวิทยุและโทรทัศน์  และมีต้นทุนในการกระจายสื่อให้ทั่วถึง

สินค้าแบบเดียวกัน หรือถ้าเป็นร้านอาหารแบบเดียวกันแล้วจะโฆษณาในยุคอินเทอเน็ตแบบปัจจุบัน นอกจากวิธีเก่าแบบออฟไลน์แล้ว เรายังมีทางเลือกอื่นที่ทรงประสิทธิภาพ  อย่างวิธีการเปิดเว็บไซต์  เปิดเพจในโซเชียลมีเดีย  เพราะผู้คนยุคปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนติดตัว ทุกคนเข้าสู่อินเทอเน็ตได้ตลอดเวลา  และทุกคนเป็นสมาชิกโซเชียลเน็ตเวิร์คบางตัวอยู่แล้ว  เราก็แค่เอาร้านของเราไปเปิดตัวในโซเชียลเน็ตเวิร์คที่กลุ่มเป้าหมายเราเล่นอยู่ แล้วก็ซื้อโฆษณาในโซเชียลเน็ตเวิร์ค  กลุ่มเป้าหมายของเราก็จะได้รับรู้ข้อมูลของร้านอาหารของเรา เห็นภาพ เห็นสิ่งที่เราอยากนำเสนอ  และเราเลือกได้ว่าจะเข้าถึงลูกค้าแบบไหน ชายหรือหญิง ช่วงอายุเท่าใด  มีกำลังซื้อมากน้อยแค่ไหนก็เลือกได้ และสามารถเปลี่ยนภาพโฆษณาให้แต่ละกลุ่มเป้าหมายที่จะมองเห็นภาพเห็นโปรโมชั่นแตกต่างกันได้ นี่คือความสามารถของการตลาดในยุคอินเทอเน็ตที่ทำได้มากขึ้นละเอียดขึ้น ประหยัดเวลากว่าแบบเก่า  ประหยัดแรงกว่า เราเรียกการตลาดที่เราทำบนอินเทอเน็ตว่า ดิจิทัลมาเก็ตติ้ง

ความทรงพลังของดิจิทัลมาเก็ตติ้งยังมีมาในรูปแบบความเร็ว ความง่ายในการสื่อสาร  เราสามารถเพิ่มช่องทางการสอบถามความพึงพอใจเพื่อนำมาปรับปรุงบริการหรือปรับปรุงสินค้าของเราให้ดียิ่งขึ้น  การร้องเรียนของลูกค้าผ่านระบบอินเทอเน็ตจะทำให้เราสามารถรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถลงมือแก้ปัญหาได้เร็ว  ทำให้ลดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสินค้าได้  บริษัทยังสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำได้  ทำให้ผู้ประกอบการบางคนแทบจะหันหลังให้การตลาดแบบออฟไลน์หรือแบบดั้งเดิม  บางคนเลิกพิมพ์ใบปลิว  เลิกเดินแจกใบปลิวไปแล้ว  เพราะดิจิทัลมาเก็ตติ้งเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าในต้นทุนการตลาดที่ต่ำกว่า  การเรียนรู้และใช้งานดิจิทัลมาเก็ตติ้งจึงเป็นทางเลือกที่ต้องเลือกในปัจจุบัน 

การทำการตลาดที่แท้จริงก็จะหมายถึงการใช้เครื่องมือทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่เรามีเพื่อทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าของเรานั่นเอง  บริษัทของเราควรจะมีแผนพัฒนาทั้งสินค้าและพัฒนาคนตลอดเวลา  การพัฒนาคนจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน  ถ้าธุรกิจของเราเป็นการทำงานแบบยุคเก่า  ไม่ยอมใช้เครื่องมือของดิจิทัลมาเก็ตติ้งในการทำตลาดเลยเราจะสูญเสียตลาดให้คู่แข่ง  เพราะคู่แข่งที่เกิดใหม่ทั้งหมดจะเข้าสู่ตลาดพร้อมเทคโนโลยี  คู่แข่งเก่าที่ปรับตัวพัฒนาตัวเองก็จะเก่งยิ่งกว่าเดิม  สื่อการตลาดชิ้นเดียวกันสามารถใช้เทคโนโลยีส่งโปรโมชั่นให้ว่าที่ลูกค้าได้นับล้านคนทั่วโลกพร้อมกัน  ซึ่งหากเราไม่รู้จักเครื่องมือ  ใช้ไม่เป็น สุดท้ายความไม่รู้จะเป็นปัญหา  และเราจะสูญเสียยอดขายที่ควรเป็นของเรา  หากเราละเลยไม่เรียนรู้เกี่ยวกับดิจิทัลมาเก็ตติ้งในวันนี้  วันข้างหน้าเราก็จะถูกบังคับให้เรียนรู้เพื่อให้ทันคู่แข่งอยู่ดี  แต่เมื่อวันนั้นมาถึงก็เท่ากับตลาดและคู่แข่งเริ่มทิ้งเราไปหลายก้าวแล้ว

ในเรื่องการทำตลาดด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์คก็มีประเด็นหลายอย่างที่ต้องคิดและวางแผนให้รอบคอบ  บางบริษัทลงทุนโฆษณาทางเฟสบุ๊คมายาวนาน แล้วก็ทำยอดขายได้เรื่อยๆจนวางใจ  วันหนึ่งเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเพจโดนปิด  โดนขโมย  หรือ หายไปเฉยๆ  สิ่งที่ลงทุนไว้  หรือกลุ่มเป้าหมายที่เรายิงโฆษณาไปถึงพวกเขาเกิดสูญหาย  การเชื่อมโยงกับผู้คนในเพจหายไปหมดเลย   ข้อมูลการติดต่อ การขาย การส่งสินค้า ข้อมูลลูกค้าควรจะนำมาเก็บในช่องทางอื่นแบบออฟไลน์ด้วย  จะเก็บในรูปแบบไฟล์  บันทึกชื่อที่อยู่เบอร์โทรลูกค้าไว้ในไฟล์เอกสาร excel ก็ได้  เรื่องเหล่านี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอ  เพราะเหตุการณ์เพจโดนแฮ้คเกิดขึ้นตลอดเวลาทั่วโลก   และนอกจากแพลตฟอร์มอย่างเฟสบุ๊คแล้ว  โลกเราก็ยังมีอีกหลายแพลตฟอร์มให้เราเข้าไปทำตลาด  เราควรเข้าไปทุกแพลตฟอร์มที่มีกลุ่มเป้าหมายของเราอยู่ในนั้น  ทั้ง ไลน์  ทวิตเตอร์ ติ๊กต๊อก และอื่นๆ  เหมือนกับคำที่เคยมีคนบอกว่า อย่าเก็บไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว  เราจึงควรทำตลาดดิจิทัลมาเก็ตติ้งในช่องทางที่หลากหลาย ทำในแพลตฟอร์มทั้งหมดที่ลูกค้าของเราอยู่ในนั้น

จากการเปิดบริษัทสอนทำดิจิทัลมาเก็ตติ้งมาหลายปี ผู้สอนยังรับจ้างทำการตลาดออนไลน์ให้ด้วย  เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่สอนในหลักสูตรเป็นสิ่งที่นำมาทำจริงแล้วได้ผล  เพราะการลงมือยิงโฆษณาทำให้รู้ว่าต้องปรับปรุงความรู้ที่สอนในแง่ใดบ้าง  ต้องเพิ่มความทันสมัยของหลักสูตรทุกครั้งที่เปิดกลุ่มการสอนใหม่ตลอดเวลา  เพราะทุกแพลตฟอร์มก็ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลานั่นเอง

นอกจากบริษัทเอกชนที่มองเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ดิจิทัลมาเก็ตติ้งแล้ว  เป็นเรื่องน่ายินดีที่มหาวิทยาลัยก็เริ่มปรับปรุงหลักสูตรด้านมาเก็ตติ้ง  มีการเชิญไปสอนในหลักสูตร ปริญญาตรี และปริญญาโท  ส่วนของหน่วยงานราชการอย่างกระทรวงพาณิชย์ก็เชิญไปสอนให้กับกลุ่มผู้ประกอบการอยู่หลายครั้งต่อปี  ความรู้เรื่องดิจิทัลมาเก็ตติ้งกำลังจะเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มผลประกอบการของภาคธุรกิจ  เริ่มเรียนรู้วันนี้เพื่อให้พรุ่งนี้เรายังอยู่ในธุรกิจของเราต่อไป

ข้อมูลโดย
James 062 394 9265
https://www.facebook.com/GoldfingerDigital

ทำไมเฟสบุ๊คเก่งเรื่องหาลูกค้า

ทำไมเฟสบุ๊คเก่งเรื่องหาลูกค้า

20180424094626_IMG_0397

น่าจะมีหลายคนสงสัยว่าทำไมเฟสบุ๊คถึงฉลาดเกี่ยวกับคน  เฟสบุ๊ครู้ว่าเราชอบอะไรและไม่ชอบอะไร มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับพฤติกรรมมนุษย์มาก่อน  บางคนอาจจะเผลอคิดไปเลยว่าเฟสบุ๊คน่าจะดักฟังเราอยู่ตลอดเวลา  เพราะบางทีการนั่งคุยเรื่องสิ่งของอย่างเช่น เสื้อผ้า  รองเท้า  ไปเที่ยว  ไปดูรถคันใหม่มา  พอวางสายจากการสนทนา หรือกลับถึงบ้าน  หลังจากนั้นไม่นานเมื่อเราหยิบมือถือขึ้นมาดู หรือเข้าไปเล่นเฟสบุ๊คก็พบว่ามีโฆษณาสินค้าที่เราเพิ่งพูดถึง หรือเพิ่งไปดูมา  และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยมากกับชีวิตในทุกวันนี้

ในฐานะที่เป็นผู้ทำการสอนการยิงโฆษณาในเฟสบุ๊คมาหลายปี  จะขอบอกว่าวันนี้เฟสบุ๊คเก่งเรื่องคนมากจริงๆ  เฟสบุ๊ครู้จักเราหรือรู้จักเจ้าของเครื่องโทรศัพท์มือถือในหลายแง่มุม  และรู้ลึกรู้จริงจนอาจจะทำนายพฤติกรรมได้เลย  แล้วหลายคนก็อยากรู้ว่าทำไมเฟสบุ๊คถึงมีความสามารถเช่นนั้น  ถ้าจะให้เล่าก็ต้องเล่าไปที่จุดเริ่มต้นว่าจริงๆแล้วเฟสบุ๊คเก่งเรื่องชาวบ้าน  เฟสบุ๊คเคยเปิดเผยข้อมูลว่า คนเข้าไปเล่นเฟสบุ๊คมี 2 วัตถุประสงค์คือ

1 เข้าไปดูเรื่องชาวบ้าน คนอื่นทำอะไร ไปไหน โพสท์อะไร 

2 ไปดูว่าชาวบ้านมาดูอะไรของเรา  เราโพสท์แล้วมีคนอ่านไหม มีคนมากดไลค์  หรือพิมพ์คอมเม้นท์หรือเปล่า

ข้อหนึ่งคงไม่ต้องสงสัย  เพราะเป็นสิ่งที่เราใช้เวลาค่อนข้างมากกับเฟสบุ๊ค  เราจะไปดูความเป็นไปของสังคม ชีวิตเพื่อนเรา ดูชีวิตคนที่เรารู้จัก  เพื่อนเราไปไหน เที่ยวไหน  กินอะไร ซื้ออะไร  เราดูสิ่งเหล่านี้ทุกวันผ่านเฟสบุ๊ค

ส่วนข้อสองเวลาเราจะดูว่าชาวบ้านมาดูอะไรของเรา ก็จะดูจากชาวบ้านมากดไลค์เรื่องของเรา  พอเราไปเที่ยวมีรูปสวยๆกลับมาก็โพสท์ลงเฟสบุ๊ค เพื่อนได้เห็น เพื่อนก็กดไลค์   บางทีเราก็ขอให้เพื่อนมากดไลค์รูปของเราด้วยซ้ำไป  เพื่อนบางคนก็เป็นขาประจำชอบดูภาพที่เราโพสท์  พ่อแม่บางคนก็โพสท์รูปเด็ก  ความเปิ่นความทะเล้นของลูก  แล้วมีคนมาคอมเม้นท์เราก็รู้สึกดี

เหตุที่เฟสบุ๊คเก่งเรื่องคน เพราะเฟสบุ๊คเก็บข้อมูลของเราในออนไลน์ในระดับที่ลึกมากถึงลึกที่สุด  โดยมีข้อมูลของเราอยู่ 4 ช่องทางที่เฟสบุ๊คจะรู้จักตัวเรา  และรู้ลึกขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป รู้มากขึ้นตามพฤติกรรมที่เราทำผ่านเฟสบุ๊คทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว เราลองมานับหรือทบทวนกันว่าเฟสเก็บข้อมูลเรา 4 ช่องทางนี้ ที่ไหน อย่างไรกันดีกว่า

http://www.freepik.com

ช่องทางที่1  เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลของเราจากโพรไฟล์ที่เราสมัคร  การกรอกข้อมูลครั้งแรก  ชื่อ อีเมล  และข้อมูลข้างเคียงอื่นๆเราก็มักจะมีบอกหรือกรอกแทบจะครบทุกช่องเลย  อย่างเช่น ข้อมูล อายุ โรงเรียน ทำงานอะไร ชอบเที่ยวแบบไหนดูหนังอะไร อ่านหนังสืออะไร  เราใส่ข้อมูลความชอบส่วนตัวให้กับเฟสบุ๊คไปแล้วตั้งแต่ตอนสมัครเข้าใช้งานครั้งแรก  และบางคนก็กรอกประวัติการศึกษา  รวมถึงประวัติการทำงานก็มีการกรอกเข้าไปด้วย

พอเรามีประวัติที่ละเอียดขึ้น ผู้ประกอบการต่างๆก็ใช้ประโยชน์จากประวัติการศึกษาของผู้ใช้เฟสบุ๊คได้ อย่างเช่นเรื่องประวัติการศึกษา  ถ้าเราจะค้นหาคนที่สนใจจะซื้อสินค้าของเราโดยอยากได้คนที่มีกำลังซื้อ  เราก็ค้นหาจากประวัติการศึกษาได้เพราะประวัติการศึกษาจะเกี่ยวข้องกับกำลังซื้อหรือรายได้  ถ้าเราจะหาลูกค้าที่จบมหาวิทยาลัยชั้นนำ  กลุ่มนี้ก็จะมีกำลังซื้อมากกว่าคนที่จบการศึกษาระดับมัธยม  หรือแม้แต่ประวัติการศึกษาจากเมืองนอกก็จะได้กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงมาก  สิ่งนี้ภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากเฟสบุ๊คได้โดยตรง

ในส่วนข้อมูลประวัติการทำงาน  ก็ช่วยหาลูกค้ากระเป๋าหนักได้  บางคนใส่ข้อมูลการทำงานระดับสูง  คนเรามักจะใส่ประวัติการทำงานที่สวยหรูละเอียดยิบ  คนส่วนมากอยากใส่โพรไฟล์หน้าที่การงานที่ดี หรูหรา  ชอบที่จะเล่าเรื่องการเรียนจบแล้วเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองนอก  ไปต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยท๊อปเท็นของอเมริกา  บางคนยังพยายามเล่าต่อด้วยว่ารับงานเป็น MD ให้บริษัทเอกชนอยู่เป็นปีตั้งแต่ยังเรียนไม่จบปริญญาเอก แถมยังมีบริษัทมาซื้อตัวไปเป็น ceo  เรียกว่าใส่ข้อมูลระเอียดยิบราวกับพระเอกหนังจากวอลสตรีท  นี่คือธรรมชาติของคนเล่นเฟสบุ๊คส่วนใหญ่  จึงทำให้เจ้าของสินค้า หรือนักการตลาด online สามารถใช้ประโยชน์จากโพรไฟล์ขั้นเทพเหล่านี้เพื่อคัดกรองหาลูกค้าที่เหมาะกับสินค้าของเราได้

http://www.freepik.com

ช่องทางที่2 เก็บข้อมูลจากฟีดที่เราอ่าน  การเลื่อนหน้าจออ่านข้อมูลในเฟสบุ๊คไปเรื่อยๆ  เฟสบุ๊คก็เก็บข้อมูลการใช้งานของเราตลอดเวลา  เฟสบุ๊คไม่ได้เก็บข้อมูลแค่สิ่งที่เราอ่าน แต่เริ่มเก็บตั้งแต่วิธีที่เราไถฟีดเลื่อนหน้าจอเลย เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลอัตราความเร็วของนิ้วโป้งที่เลื่อนหน้าจอ  ความเร็วเฉลี่ยในการเลื่อน 1 หน้าจอของคนทั่วโลกอยู่ที่ประมาณหน้าละ 1 วินาที  และเมื่อเราเลื่อนไปเรื่อยๆจนถึงสิ่งที่เราสนใจ เราจะเลื่อนช้าลง  เฟสบุ๊คก็จะมีตัว ai มาจับพฤติกรรมของเราได้ และเก็บข้อมูลว่า เราเห็นข้อมูลอะไรแล้วทำให้เราไถหน้าจอช้าลง หรือ ข้อมูลอะไรทำให้เราหยุดไถหรือหยุดเพื่ออ่าน เฟสบุ๊คก็จะบันทึกไว้ว่าเราหยุดที่เนื้อหาแบบไหน   และหากเราหยุดนานแล้วเอานิ้วไปแตะเนื้อหาเพื่ออ่านละเอียดขึ้น  เฟสบุ๊คก็จะตรวจจับได้ว่าเราสนใจเรื่องนั้น  ระบบจะไปดูเนื้อหาในโพสท์นั้น  caption หรือ details ภายในเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ภาพอะไร วิดีโอเกี่ยวกับอะไร  เฟสบุ๊คจะบันทึกสิ่งนั้นเอาไว้ว่าเป็นเรื่องที่เราสนใจ  และถ้าเราอยู่กับโพสท์นั้นอย่างจริงจังมากขึ้นถึงกับไปกดไลค์  เฟสบุ๊คก็จะบันทึกไว้ว่าเรื่องนี้เราชอบมาก   และพอเราทำมากขึ้นไปอีกขั้นเราแสดงความชอบโดยการใส่คอมเม้นท์ เฟสบุ๊คก็จะเก็บข้อมูลว่าเราชอบมากเป็นพิเศษ  

บางโพสท์หากคนใช้งานยังไม่ว่างอ่าน บางคนใช้วิธีกดแชร์ แล้วใส่ tag เอาไว้ว่า “แปะ”   หรือ “เดี๋ยวมาอ่าน”  นั่นก็จะยิ่งทำให้เฟสบุ๊ครู้ว่าเราชอบเรื่องนั้นในระดับซีเรียสสุดๆ  พฤติกรรมแบบนี้อยู่ในสายตาของเฟสบุ๊คทั้งหมด  การกดเข้าไปดูภาพ  ดูคลิปวิดีโอ ก็ทำให้เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลได้ลึกขึ้น และทำให้เฟสบุ๊คเริ่มทำการคาดเดาว่าเราน่าจะชอบเรื่องแนวนี้   เฟสบุ๊คก็จะไปหาเนื้อหา ทั้งภาพและคลิปที่คล้ายกันมาให้เราดู  และยิ่งเราตอบสนองต่อสิ่งที่เฟสบุ๊คหยิบยื่นให้  เฟสบุ๊คก็จะยิ่งมีข้อมูลที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

http://www.freepik.com

ช่องทางที่3 เก็บจากลิงค์ภายนอกที่เราไปกด   ถ้าในโพสท์ของเฟสบุ๊คมีเนื้อหาเว็บที่เป็นลิงค์สู่ภายนอก  เมื่อเรากด เราจะออกกระโดดออกจากเฟสบุ๊ค   เฟสบุ๊คจะคอยจดจำว่า เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรที่ทำให้เราออกจากเฟสบุ๊ค สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เราสนใจมากเช่นกัน  ความสนใจแบบนี้ก็จะถูกบันทึกไว้  ตลอดเวลาที่เราใช้งานเฟสบุ๊ค  ระบบ ai ของเฟสบุ๊คจะเรียนรู้ตลอดเวลาว่าเราทำอะไร กดอะไร อ่านอะไร ไปอ่านเรื่องของใครบ่อยๆ  แม้แต่การออกจากเฟสแล้วไปเล่นใน app อื่น หรือไปเล่นในเว็บอื่น  เฟสบุ๊คก็จะยังรู้ได้ว่าเราไปไหน  เพราะเฟสบุ๊คมีเครื่องมือที่ชื่อว่า pixel ที่เป็นชุดคำสั่งสำหรับการฝังไว้ในเว็บ โค้ดชุดนี้จะถูกสร้างจากการโฆษณาของเรา  เจ้าของเพจจะสามารถใส่ pixel ไว้ในเว็บได้  และชุดคำสั่งนี้จะส่งข้อมูลการใช้งานของผู้คนกลับมายังเฟสบุ๊ค  มันละเอียดถึงระดับที่ว่า ลูกค้าอยู่หน้าไหน ลูกค้าอยู่ในเว็บนานแค่ไหน  กำลังดูอะไรอยู่  ทุกอย่างจะถูกรายงานทันที  เจ้าของสินค้าจะรู้ว่ามีคนกำลังใช้เวลากับเว็บ  เราสามารถใช้เงื่อนไขพฤติกรรมนี้เพื่อส่งโฆษณาไปให้เขาได้เลย  พอเขาเปิดเฟสอีกครั้ง โฆษณานี้จะขึ้นในเครื่องเขาในหน้าแรกๆทันที

แล้วกรณีที่บริษัทเราไม่มีเว็บเป็นของตัวเอง เราก็ยังสามารถไปเปิดร้านในมาเก็ตเพลสอย่าง lazada หรือ shopeeได้  เมื่อเราเอาสินค้าไปวางขาย  ตัวระบบของมาเก็ตเพลสก็จะมีเครื่องมือที่จะรายงานว่า มีคนดูโปรดักส์ของเราอยู่กี่คน  เครื่องมือของเฟสบุ๊คนี้ถ้าติดตั้งในเว็บเรียกว่า facebook pixel ถ้าติดตั้งใน application จะเรียกว่า facebook SDK

เคยสังเกตุไหมว่าเมื่อเราดูเว็บagoda เพื่อดูห้องพักโรงแรม  พอเราออกจาก agoda แล้วไปเล่นเฟสบุ๊ค เราจะเห็นโฆษณาจาก agoda เข้ามาในเฟสบุ๊คของเราอีกรอบ  แทบจะทันที  มันเป็นการทำงานของระบบ pixel เวลาเราดูข้อมูลห้องพักโรงแรม แล้วเรายังไม่จอง เมื่อเราไปเล่นในเว็บอื่น หรือ กลับไปเล่นในเฟสบุ๊ค  เราจะไปเจอโฆษณาห้องพักนั้นในเฟสบุ๊ค  โฆษณาจะตามติดไปกับเราอีกพักใหญ่ๆจนกว่าเราจะซื้อ  และเมื่อมีการซื้อไปแล้ว ระบบก็จะรับรู้และเตรียมโฆษณาสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องให้กับเรา  อย่างเช่น เมื่อเราดูโฆษณาเคสโทรศัพท์มือถือ พอดูแล้วเลือกแต่ยังไม่ซื้อ  เราจะเห็นโฆษณาเคสโทรศัพท์เข้ามาในเฟสบุ๊คอย่างสม่ำเสมอ  และเมื่อมีการซื้อไปแล้วระบบก็จะเปลี่ยนโฆษณาโดยอัตโนมัติ  เฟสบุ๊คอาจจะเอาสายชาร์จและเพาเวอร์แบงค์มาให้เราดูแทน  นั่นคือความฉลาดของระบบ ai  ซึ่งเว็บไซต์และ app หลายๆตัวก็มีความสามารถแบบนี้เป็นส่วนใหญ่  เราเรียกกระบวนการเปลี่ยนสินค้าที่โฆษณานี้ว่า cross selling หรือขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งจะมีอีกคำที่มาคู่กันคือ upselling หรือ ขายสินค้าในปริมาณที่มากขึ้นหรือความพยายามที่จะทำให้นักช็อปจ่ายเงินมากขึ้น

digital-airport-29nov2005f66

ช่องทางที่4 เก็บจาก location หรือ gps บนโทรศัพท์  ปกติที่เราพกโทรศัพท์ติดตัวไปตลอดเวลา  โทรศัพท์ก็จะบันทึกสถานที่ที่เราเดินทางไป เฟสบุ๊คจะรู้ตำแหน่งของเรา  ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของลูกค้าได้  เจ้าของร้านอาหารสามารถโฆษณาให้คนที่พักอาศัยหรือทำงานใกล้ร้านค้าได้เห็นโฆษณาเมนูอาหารได้  ร้านอาหารไม่ต้องใช้วิธีดั้งเดิมในการเดินแจกใบปลิว  ถ้าเป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเราก็สามารถให้เฟสบุ๊คหาคนสนใจก๋วยเตี๋ยวในพื้นที่ ระยะทางไม่เกิน 3 กม. แล้วส่งโฆษณาเข้าไปที่มือถือของเขาได้เลย  ตัวเลข 3 กม.เป็นตัวเลขสวรรค์ ตัวเลขนี้มาจากผู้ให้บริการส่งอาหารแล้วพบว่าลูกค้าส่วนมากจะซื้ออาหารไม่เกิน 3.2 กม. ด้วยเหตุผลว่าค่าส่งจะถูก หรือ ยอมรับค่าส่งได้  ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร ก็ควรโฆษณาแล้วหาลูกค้าในระยะ 3 กม. ก่อน หากตอบสนองลูกค้าทัน สามารถรับลูกค้าเพิ่มได้ก็ค่อยเพิ่มระยะทางให้ไกลขึ้นได้

ถ้าคุณเป็น โรงแรม หรือทำธุรกิจท่องเที่ยว  คุณก็สามารถใช้เฟสบุ๊คหาลูกค้าให้ได้เลย  อย่างเช่น ตอนที่เราเดินลงจากเครื่องบินในสนามบินเชียงใหม่  โฆษณารถเช่ารถรับจ้างก็จะเด้งเข้ามาในโทรศัพท์ทันที  เรื่องนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาที่สนามบิน  ผู้ให้บริการที่ใช้เฟสบุ๊คหาลูกค้าเช่ารถย่อมไม่พลาดวิธีนี้

เราพอจะเข้าใจได้แล้วว่าเฟสเก็บข้อมูลจาก 4 แหล่งอย่างประสิทธิภาพ  มีความถูกต้องสูงมาก  และเมื่อนำข้อมูลพฤติกรรมทั้งหมดมาประมวลผลทำให้เฟสบุ๊คมีความสามารถในการพยากรณ์ว่าใครน่าจะเป็นลูกค้าเราโดยมีความแม่นยำมากถึง 85%   ความแม่นยำนี้ทำให้มีหลายคนถึงกับพูดว่า เฟสบุ๊ครู้จักตัวเรายิ่งกว่าตัวเราเองเสียอีก  ซึ่งทำให้ข้อสังเกตเรื่องการดักฟังกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องทำเลย  เพราะเฟสบุ๊ครู้จักเราลึกมากจากแหล่งที่มาข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา

สำหรับธุรกิจ เฟสบุ๊คสามารถหาคนที่น่าจะสนใจสินค้าของเรามาให้ได้อย่างต่อเนื่อง  เรียกได้ว่าเฟสบุ๊คหา opportunity ให้กับเรา ในขณะเดียวกันสินค้าของเราก็ต้องมีความพร้อมที่จะปิดการขายด้วย  ฝ่ายขายของธุรกิจต้องมีความสามารถโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อด้วยถึงจะเกิดผลลัพธ์   แปลว่านอกจากความรู้เรื่องการยิงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายแล้ว งานหลังบ้านอย่างทีมเซลส์ที่จะปิดการขาย ทีมเก็บเงิน ทีมส่งสินค้าก็ต้องพร้อมเช่นกัน  

ข้อมูลโดย
James 062 394 9265
https://www.facebook.com/GoldfingerDigital

IMG_0845

การจัดแสงถ่ายรูปแบบประหยัด

IMG_20190615_171816

การถ่ายภาพสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์หรือของที่เป็นขวด เป็นตลับแล้วอยากให้ดูแพง ก็ต้องอาศัยการจัดแสงนิดหน่อย ซึ่งเคล็ดลับการจัดแสงไม่ได้ซับซ้อน แสงที่สวยคือแสงธรรมชาติ ถ้าเราสามารถใช้แสงธรรมชาติมาเป็นแสงหลักในภาพได้เราก็ควรทำ

เลือกแสงหน้าต่างที่ส่องลอดเข้ามาในห้องครัว อาศัยผ้าผืนนึงปูเป็นฉากหลังและผนังด้านหลัง จัดผ้าเข้ามุมให้เป็นมุมฉากกับพื้นและผนัง เอาสินค้าวางบนผ้า แล้วก็ให้แสงหลักคือแสงที่ส่องมาจากด้านบน

แสงเข้าจากด้านบนจะทำให้แสงที่ส่องเข้าด้านหน้าดูน้อยเกินไป เลยต้องมีตัวช่วยสะท้อนแสงอีกตัวส่องแสงสะท้อนด้านบนเข้าไปที่ด้านหน้า ถ้าเราใช้แผ่นสะท้อนแสงสีขาว นุ่มๆ ผิวด้านๆ เราจะได้แสงนุ่มเคลียร์ แต่ในภาพนี้ดูแล้วไม่ค่อยเหมาะ เลยเลือกใช้ฝาหม้อที่เป็นอลูมิเนียมมีพื้นผิวเป็นลอนๆไม่เรียบมาช่วยสะท้อนแสง คาดหวังให้แสงสะท้อนมีลักษณะเป็นหย่อมๆดวงๆไม่สม่ำเสมอ เพื่อส่องตัวผลิตภัณฑ์ให้ดูแวววาว ผลก็คือแสงสะท้อนจากตัวสะท้อนโลหะให้แสงมีความนุ่มและแข็งในบางส่วน ผสมกันลงตัวพอดี เป็นแนวทางที่น่าสนใจมากสำหรับการจัดแสง

เราไม่กล้าบอกหรอกว่าวิธีนี้คือวิธีที่ดีที่สุด เพราะว่าการถ่ายภาพแบบเน้นความเร็วและความง่ายเราก็พยายามทำในเวลาและทรัพยากรจำกัด ถ้าจะเข้าสตูดิโอถ่ายภาพจริงจังมันก็อาจจะดีกว่านี้มาก แต่เวลาและงบประมาณอาจจะจบกันที่เป็นหมื่นบาท หรือ หลายหมื่นบาท ซึ่งคงไม่คุ้มค่ากับสินค้าราคาไม่แพงและไม่ได้มีขายจำนวนมากแบบสินค้าขึ้นห้างแค่มันดีกว่าไม่พยายาม เราก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว เห็นภาพเห็นแนวทางแบบนี้เราก็เท่ากับได้เรียนรู้ด้วยว่าแสงแนวนี้ต้องใช้อุปกรณ์อย่างไรและเลือกใช้สถานการณ์แสงอย่างไร

จัดแสงถ่ายของด้วยแสงหน้าต่างและแผ่นสะท้อนแสง

การถ่ายภาพสิ่งของให้ได้ภาพตรงกับใจคิด หรือให้ได้ภาพที่ตรงวัตถุปรสงค์เราควรต้องรู้เทคนิคการจัดแสงเล็กน้อย ภาพแสงเข้าด้านเดียวจะทำให้วัตถุมีเงาเกิดขึ้นในภาพ ภาพที่ถ่ายออกมาจะเห็นเงาเข้มชัดเจน ภาพตัวอย่างด้านล่างนี้แสงเข้าด้านบน จะทำให้มีเงาที่ด้านล่างของภาพ หากเราชอบเงาก็ดีไป หากเราไม่ชอบเงา เราก็ต้องหาวิธีทำให้เงาหายไป

IMG_0527
ภาพที่1

เงาที่อยุ่ด้านล่างของภาพเกิดจากแสงเข้าจากด้านบน ซี่งหากเราต้องการแก้ไขให้เงาดำหายไปหรือมีน้อยที่สุด เราก็จำเป็นต้องจัดแสงให้มีแสงจากด้านล่างส่องเข้าไป วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ เอากระดาษขาวหรือแผ่นสะท้อนแสงมาวางด้านล่าง เพื่อให้กระดาษช่วยสะท้อนแสงกลับเข้าไปโดนวัตถุนั่นเอง

IMG_0523
ภาพที่2

ภาพที่ 2 เป็นภาพอีกมุมหนึ่งที่ถ่ายเบื้องหลังให้เห็นว่าวัตถุโดนแสงอย่างไร โดยวัตถุในภาพนี้จะมีแสงเข้ามาจากทางด้านซ้ายของภาพ และหากเราอยากจะเพิ่มแสงเข้าไปเพื่อลดเงาดำ เราก็จัดการวางกระดาษสะท้อนแสงใบหนึ่ง

IMG_0522
ภาพที่ 3

เมื่อเราวางกระดาษขาวพับครึ่งเพื่อให้กระดาษตั้งอยู่กับพื้นได้ กระดาษจะรวมแสงที่วิ่งเข้าไปแล้วสะท้อนกลับไปโดนวัตถุ ซึ่งก็จะเป็นการลบเงาดำลงไปได้ ดูภาพที่3เป็นตัวอย่างการวางกระดาษช่วยสะท้อนแสง

IMG_0526
ภาพที่ 4

แสงหน้าต่างหรือแสงประตูมีความนุ่มนวลของแสงที่เหมาะกับการถ่ายภาพสินค้าหรือสิ่งของที่ไม่ใหญ่มาก การใช้แผ่นสะท้อนแสงหรือกระดาษขาวช่วยลบเงาเป็นเทคนิคง่ายๆที่ทำได้เลยแทบไม่มีต้นทุน ไม่ว่าเราจะถ่ายสินค้าด้วยกล้องตัวใหญ่ หรือถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ เทคนนิคการจัดแสงเป็นสิ่งที่เราควรศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มคุณภาพงานถ่ายภาพของเรา

จัดแสงในรถเพื่อถ่ายภาพสินค้า

ผมมักจะต้องการถ่ายภาพสิ่งของหรือสินค้า หรือ ชิ้นงานบางอย่างอยู่บ่อยๆ  ถ้ามีเวลาก็จะใช้กล้องและชุดไฟและเต๊นท์ถ่ายภาพสินค้าเพื่อหวังผลให้ภาพสวยงามดังใจ  ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดของผมก็อยู่กระจัดกระจาย กล้องอยู่ในรถ  ไฟแฟลชใหญ่อยู่ที่บ้าน  กล่องหรือเต๊นท์ถ่ายภาพอยู่ที่บ้าน  หากผมอยู่ที่โรงพิมพ์หรือที่ทำงาน ผมก็จะไม่ได้ใช้ชุดไฟที่ใช้ประจำ

 

ผมมีไฟชุดเล็กที่ใช้แฟลช nikon sb26 เป็นแฟลชเพื่อใช้ถ่ายสินค้า  พร้อมด้วยอุปกรณ์ trigger หรือตัวส่งสัญญาณยิงแฟลชไร้สาย  ซึ่งแฟลชและทริกเกอร์ผมก็พกติดอยู่ในกระเป๋ากล้อง ส่วนกล้องก็ติดเลนส์มาโครไว้แล้ว กล้องผมใช้ eos 6d เลนส์มาโครใช้ macro 100f2.8

 

ด้วยความอยากจะรีบถ่ายของชิ้นหนึ่งแล้วไม่อยากรอกลับบ้าน  ก็เลยจัดวาง จัดแสงในรถเสียเลย

 

20181124171630_IMG_0221

 

รถฮอนด้าฟรีด เปิดท้ายรถออกมาจะเป็นช่องว่างขนาดใหญ่  เบาะหลังแถว3 หากพับที่พิงให้ราบไปกับเบาะนั่งก็จะได้ที่วางราวกับเป็นโต๊ะทำงาน  ผมเอากระเป๋ากล้องขนาดใหญ่ที่ผมซื้อเอาไว้ขนอุปกรณ์ถ่ายภาพวางบนเบาะ  เพื่อใช้วางสินค้าที่จะถ่าย  ส่วนแสงแฟลชผมก็ติดทริกเกอร์ไร้สาย  ตัวส่งสัญญาณติดอยู่บนกล้อง eos 6d ตัวรับสัญญาณเอาไปติดที่ sb26 แล้วก็หันหน้าแฟลชให้ยิงแสงขึ้นเพดานรถ ตั้งใจจะใช้แสงแฟลชสะท้อนกับเพดานรถสีเทา แล้วสะท้อนลงมายังของที่ต้องการถ่ายภาพ

20181124171622_IMG_0220

 

เลนส์มาโครตั้งค่า f เอาไว้ที่ประมณ f8 – f11 ความไวของกล้องตั้งไว้ที่ iso 800  ส่วนกำลังไฟของแฟลชผมตั้งไว้ที่ 1/4 ด้วยเหตุผลว่า ผมไม่อยากให้แฟลชยิงเต็มกำลัง  เพราะถ้าแฟลชยิงเต็มกำลังไฟจะหมดเกลี้ยง แล้วต้องรอเวลาหลายวินาทีกว่าที่แฟลชจะสะสมกำลังไฟขึ้นมาใหม่เพื่อยิงแสง  การยิงแสงแฟลชที่ 1/4 ของกำลังสูงสุด ทำให้เราสามารถยิงแฟลชต่อเนื่องได้ 4 ครั้งก่อนที่ไฟจะหมดแล้วต้องสะสมขึ้นมาใหม่  มันทำให้เราทำงานได้สะดวกขึ้น  เพราะการถ่ายภาพสินค้าบางครั้งเราก็ถ่ายภาพติดต่อกันหลายครั้ง  ถ้าการถ่ายทุกครั้งต้องรอแฟลชสะสมไฟหลายวินาทีก็จะเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดมาก

 

การถ่ายวัตถุสีดำบนพื้นดำเป็นสิ่งที่เราจะคาดคะเนค่าแสงได้ยากมาก  เพราะภาพที่ถ่ายออกมาจะเป็นโทนสีดำออกเทา  ถ้ารับแสงมากก็เป็นเทาอ่อน  ถ้ารับแสงน้อยก็เป็นเทาเข้มเกือบดำ  ภาพของดำบนฉากดำก็จะออกมาเป็นแนวลึกลับ หรือ low key ก็แล้วแต่จะเรียก  ตอนเลือกค่าแสง ผมตัดสินใจใช้กระดาษขาวรองไว้ใต้สินค้า เพื่อให้ปรับรูรับแสงให้ได้ค่าแสงที่เหมาะสมจริงๆ  เพราะถ้าเราถ่ายภาพส่วนสีขาวให้ขาวเพียงพอแต่ยังไม่ล้นไปทางขาวโพลน  สิ่งของสีดำก็จะได้สีดำที่พอดี

 

20181124164519_IMG_0206

 

เมื่อได้ค่าแสงที่ต้องการแล้วก็เอากระดาษขาวรองพื้นออก ปล่อยให้สินค้าวางอยู่บนพื้นผิวกระเป๋าสีดำ แล้วก็เริ่มถ่ายภาพด้วยองค์ประกอบที่ต้องการ  ซึ่งโจทย์การถ่ายของผมในวันนี้คือไม่มีโจทย์  ขอให้เลือกค่าแสงแฟลชที่ให้แสงโดนวัตถุสีดำแล้ววัตถุยังดูเป็นสีดำอยู่  สุดท้ายก้ได้ผลงานออกมา

20181124171606_IMG_0219

สินค้าในโพสท์นี้ก็คือ หูฟังบลูทูธสำหรับการฟังเพลงและคุยโทรศัพท์ Xiao mi

การถ่ายภาพสินค้าด้วยแฟลช

เทคนิคการถ่ายภาพสินค้าแบบที่ได้คุณภาพ และ ได้ประสิทธิภาพทำงานได้เร็ว คือการถ่ายภาพสินค้าในกล่องไฟ  กล่องไฟในที่นี้คือกล่องที่มีผนังด้าน ซ้าย ขวา และเพดาน โปร่งแสง สามารถปล่อยให้แสงแฟลชมากระทบแล้วเรืองแสงให้ความสว่างแก่สินค้าได้  โดยกล่องไฟในภาพตัวอย่างนี้เป็นกล่องกระดาษใบใหญ่ ดัดแปลงตัดฝาผนังซ้าย ขวา และเพดานให้เป็นช่อง แล้วติดด้วยกระดาษไขบางๆ

 

IMG_0498

 

การจัดแสงผมเลือกใช้แฟลยิงด้านซ้าย และขวาอย่างละตัว  โดยด้านซ้ายผมยกแฟลชให้สูงขึ้น เพื่อให้แสงจากแฟลชไปกระทบกล่องทั้งด้านซ้าย และด้านบน  คือใช้แฟลชตัวเดียวเพื่อส่องแสงให้โดนกล่องสองด้าน  ส่วนด้านขวาก็ใช้แฟลชอีกตัวหนึ่งยิ่งตรงๆเข้าไปที่ผนังกล่องเลย  ภาพแรกนี้เป็นภาพของการเซ็ทอัพ  ยังไม่ได้ยิ่งแฟลชจริงๆ  แสงสว่างที่อยู่บนแฟลชเป็นไฟนำ หรือ ไฟส่องสว่างบอกทิศทาง ซึ่งจะติดตลอดเวลาที่ทำงาน  แต่เราก็สามารถปิดไฟนำได้  ศัพท์ฝรั่งเรียกไฟนำว่า model light

การส่งสัญญาณแฟลช ผมใช้ ทริกเกอร์  โดยตัวส่งจะไปเสียบที่ช่องเสียบแฟลชบนกล้อง และตัวรับสัญญาณอยู่ที่แฟลชตัวซ้าย  กล้องที่ใช้ถ่ายเป็นกล้อง canon eos 6d เลนส์ 24-105mm ปรับโหมด M ความไวชัตเตอร์ตอนถ่ายด้วยแฟลช 1/125 วินาที รูรับแสง f13   เลือกค่า iso 200  แล้วปรับกำลังของแฟลชทั้งซ้ายและขวาให้ภาพสว่างพอดี  แฟลชทุกตัวจะปรับกำลังไฟได้  ผมเลือกให้แฟลชทำงานที่กำลังไฟไม่ถึงครึ่ง หรือ ไม่เกิน 50% ด้วยเหตุผลว่า ถ้าเราใช้กำลัง 100% แฟลชจะยิงแสงออกไปจดหมดพลัง แล้วต้องประจุไฟฟ้าหรือชาร์จไฟใหม่หลายวินาที  การยิงแค่ครึ่งเดียว เวลาชาร์จไฟเข้าไปใหม่ก็น้อยลงไปครึ่งนึง ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 วินาที สำหรับการยิง 50%  และแฟลชตัวขวาก็ทำงานโดยการอาศัยเซ็นเซอร์ในตัวที่จะยิงแฟลชตามการกระพริบของแฟลชตัวอื่น คนไทยเรียกว่าระบบ ตาแมว  ฝรั่งเรียกว่า  optical slave

 

IMG_0497

 

เมื่อยิงแสงแฟลชแล้ว ภาพจะเป็นแบบนี้  แสงสว่างจากแฟลชทั้งสองดวงจะวิ่งไปกระทบกล่อง ทำให้กระดาษไขเรืองแสง แล้วกลายเป็นแสงนุ่มๆให้กับวัตถุในกล่อง  เมื่อตั้งกำลังไฟได้ระดับที่ต้องการแล้ว ก็เร่ิมถ่าย จัดองค์ประกอบจริงๆที่จะใช้

IMG_0481

IMG_0492

 

 

IMG_0494

 

ภาพขนมในชามสีชมพูเป็นสินค้าที่ผมต้องถ่ายเพื่อไปใช้ทำกล่อง  งานถ่ายภาพสินค้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการขายของ ไม่ว่าจะขายในห้าง หรือขาย online การถ่ายภาพให้ได้ดังใจ  การถ่ายภาพโฆษณาให้มีคุณภาพเป็นสิ่งที่ช่างภาพทุกคนควรได้ฝึกฝน  และเทคนิกการถ่ายก็สามารถหาอ่านไม่ยาก  ยุคนี้กล้องดิจิทัลราคาถูก ไฟแฟลชสำหรับการถ่ายภาพสินค้าก็ราคาถูก เพราะเราไม่จำเป็นต้องใช้แฟลชตัวใหญ่  ลำพังเพียงแค่แฟลชตัวเล็กที่ใช้ติดบนช่องเสียบแฟลชของกล้องก็สามารถรับคำสั่งจากทริกเกอร์ไร้สายได้ก็สามารถทำงานนี้ได้เช่นกัน

 

 

ถ่ายภาพสินค้าง่ายดายด้วยมือถือ

 

เนื่องจากมีรุ่นน้องที่รู้จักกันได้เริ่มขายของทางเน็ต และได้ปรึกษาผมเกี่ยวกับการถ่ายภาพสินค้า  ผมก็ได้แนะนำคร่าวๆให้เกี่ยวกับวิธีการ และการดัดแปลงของใกล้ตัวมาใช้แทนเต๊นท์ถ่ายภาพ  การดัดแปลงกล่องกระดาษให้เป็นเต๊นท์ถ่ายภาพ  ซึ่งก็ได้นำวิธีการไปใช้ได้ผลดี  แต่ก็ติดปัญหาที่เกิดตามมาคือ ถ่ายได้แต่ของเล็ก ของใหญ่หมดสิทธิ์  เพราะว่า กล่องกระดาษนั้นเล็กไป  จะหากล่องใหญ่ก็ลำบาก

 

เลยนึกถึงวิธีการที่ไม่ต้องใช้เต๊นท์ถ่ายภาพ หรือ ไม่ต้องใช้กล่อง  ก็เลยสาธิตถ่ายภาพให้ดูด้วย  และก็ได้ภาพเหล่านี้มาถ่ายทอดกัน

 

เริ่มจากสมมุตว่าคัทเตอร์เป็นสินค้าที่ต้องการขาย ให้หาไม้กระดาน หรือโต๊ะไม้ หรือ พาเลทวางของซึ่งไปขอจากโรงงาน โรงพิมพ์ หรือแวะซื้อตามร้านข้างถนนเวลาขับรถผ่าน  หรือแม้แต่ซื้อไม้กระดาษจากร้านโฮมโปร โฮมเวิร์ค ในมุมเครื่องมือช่างก็ได้

IMG_20170515_131055

วางไม้กระดาษไว้ในพื้นที่มีแสงสว่างเพียงพอ แต่ไม่โดนแดดโดยตรง  ซึ่งก็คือพื้นที่ในตัวบ้านนั่นเอง และวางให้ใกล้จุดที่มีแสงส่องมากที่สุด เช่น หน้าบ้าน หน้าห้อง ริมหน้าต่าง

 

IMG_20170515_131103

วางสินค้าไว้กลางแผ่นไม้  เลือกมุม จัดวางเอียง หรือ ขนาด หรือ ตั้งฉาก วางตามใจเลย

 

IMG_20170515_131106

 

แล้วก็เริ่มถ่ายภาพ  ค่อยๆถ่ายเข้าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถูกใจ สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องถ่ายให้แม้กระดานเต็มเฟรม  อย่าให้เห็นพื้น และระวังอย่าไปยืนเหยียบไม้กระดาษ เพราะว่าจะมีรอยเท้าเปื้อนติดอยู่บนไม้

 

IMG_20170515_131114

 

การถ่ายภาพที่ให้ความรู้สึกสบายตา คือ ภาพควรได้ฉาก เส้นแนวนอนควรวางตัวแนวนอน ไม่เอียง  อะไรควรตั้งฉากก็ต้องพยายามถือกล่องถ่ายให้ได้เส้นตั้งฉาก  การถือกล้องสำคัญมาก  และต้องพยายามถ่ายให้ชัด ระวังมือสั่น  การเลือกสถานที่มีแสงเยอะเพียงพอจะทำให้ภาพไม่สั่น  และถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรใช้ขาตั้งกล้องด้วย  ซึ่งมือถือก็สามารถติดบนขาตั้งกล้องได้ โดยการหาอแด๊ปเตอร์มายืดตัวมือถือเข้ากับขาตั้งกล้อง  ซึ่งเดี๋ยวนี้หาไม่ยากเลย  เมื่อได้ภาพที่ต้องการมาแล้วก็ใช้โพสท์ขายของได้ทันที  หรือจะไปแต่งภาพต่อด้วย app ก็ตามสะดวก

 

IMG_20170515_131333

ลองกับของอย่างอื่นดูบ้าง  กล้องถ่ายภาพที่อยากจะประกาศขายก็เอาไปวาง  จัดวางกล้องให้ขนาดเส้นบนไม้กระดาน  สายสะพายกล้องที่เป็นเส้นยาวก็ลองวางให้เกาะกลุ่มกันไว้

IMG_20170515_131341

ถ่ายรูปหน้าตรงได้แบบนี้  สังเกตุดูว่า กล้องจะวางขนานไปกับแนวเส้นลายไม้  และ การใช้มือถือ ก็ถ่ายกดลงไปตรงๆ

 

Screenshot_20170515-131542

แล้วก็เอาภาพที่ได้ไปผ่าน app ตามความชอบ ในตัวอย่างด้านบนนี้ กล้องโอลิมปัส ผมใช้ instagram มาแต่งภาพ  โดย app จะคร๊อปภาพเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส และผมเลือกปรับขอบภาพให้เข้มขึ้น

 

IMG_20170515_131554_872

ได้ภาพแบบนี้

 

 

ถ่ายสินค้าด้วยแฟลชดวงเดียว

การถ่ายภาพสินค้าเพื่อขายหรือทำโบรชัวร์มักจะต้องมีการจัดไฟระดับหนึ่งเพื่อให้ภาพดูดีและมีคุณภาพพอให้นำไปตัดต่อหรือรีทัชต่อได้ การจัดไฟแบบง่ายๆใช้ของน้อยๆเป็นทางเลือกที่เหมาะกับการเริ่มต้นธุรกิจ กล่องไฟแบบดัดแปลง แฟลช1ตัว และตัวส่งสัญญาณแฟลชแบบไร้สาย สามอย่างนี้ทำให้เราสามารถถ่ายภาพสินค้าได้อย่างมีคุณภาพแล้ว

กล่องไฟ อาศัยดัดแปลงกล่องใหญ่ๆที่พอหาได้ นำมาตัดฝาด้านขวา ด้านซ้าย และด้านบนให้เป็นช่องสี่เหลี่ยม แล้วเอากระดาษไขหรือกระดาษขาวบางๆมาติดเหมือนเป็นหน้าต่าง กระดาษขาวจะทำหน้าที่กรองแสงที่เข้าไปในกล่องให้เป็นแสงที่นุ่มนวล ในกล่องไฟให้ใช้กระดาษขาวยาวๆปูจากฝาด้านหลังสูงสุดความสูงของกล่อง แล้วปล่อยยาวลงมาด้านหน้าเพื่อให้พื้นและฉากหลังเป็นสีขาว

IMG_b0220packaging

ขาตั้งแฟลชถ้าหาไม่ได้ เอาขาตั้งไมค์ก็ไม่เสียหาย ผูกแฟลชกับขาตั้งในตำแหน่งที่สูงกว่ากล่องและยิงแสง 45 องศาไปยังกล่อง กะให้แสงจากแฟลชโดนกล่องทางด้านข้างและด้านบน แค่นี้เราก็ได้ระบบการถ่ายสินค้าที่ประหยัดแต่คุณภาพดีแล้ว

IMG_b0218packaging

ในการถ่ายภาพก็ให้ตั้งค่าสปีดของกล้องให้เร็วระดับที่ทำงานกับแฟลชได้ทัน ส่วนมากจะทำได้ที่ระดับ 1/125 วินาที รูรับแสงก็ให้ตั้งค่าประมาณ f11 isoให้เร่ิมที่ 400 ไว้ก่อน กล่องสมัยใหม่มักจะทำงานที่ iso400 ได้โดยไม่เห็นน้อยส์มากวนใจแล้ว ตั้งค่าความแรงของแสงแฟลชให้ได้ความสว่างที่พอกับรูรับแสง ถ้าตัวแฟลชแบ่งระดับไฟไม่ได้ ก็ให้ใช้วิธีตั้งแฟลชให้ห่างกล่องหรือให้ใกล้กล่องเพื่อควบคุมความสว่างของแสงในภาพ แต่การใช้แฟลชที่แบ่งแรงดันหรือระดับความแรงได้จะทำให้เราสะดวกมากที่สุด เพราะหากเราตั้งค่ายิงแสงแฟลช 100% ทุกภาพ แฟลชจะต้องใช้เวลาชาร์จไฟหลายวินาที อาจทำให้การทำงานของเราเสียเวลาและอารมณ์ทำงานสะดุดได้ แต่ถ้าเราตั้งความแรงของแฟลชได้ที่ 1/4 หรือ 25% จะทำให้เราสามารถถ่ายภาพซ้ำได้หลายภาพติดต่อกัน ถ่ายมุมนี้แล้วเปลี่ยนไปถ่ายอีกมุมได้ทันที เพราะกำลังไฟในแฟลชยังเพียงพอต่อการยิ่งแสงซ้ำๆหลายครั้ง

จัดแสงถ่ายแหวนแต่งงาน

เมื่อสมัยหัดถ่ายรูปใหม่ๆ เวลาเจอภาพสวยๆก็จะทึ่งในความเก่งกาจของช่างภาพ  ยิ่งหากเป็นการจัดแสงด้วยแฟลชแล้วยิ่งทำให้รู้สึกว่าทำยังไงถึงจะฝึกฝนให้ได้ระดับนั้น  แต่พอหัดถ่ายมากขึ้นมีความรู้พื้ันฐานเกี่ยวกับการถ่ายภาพลักษณะต่างๆแล้ว ก็ทำให้เราพอจะแกะรอยของแสงต่างๆได้  ก็เลยถือโอกาสถ่ายแหวนแต่งงานด้วยเทคนิคที่คาดว่าจะทำให้ได้ภาพแบบที่ต้องการ

DSCF1394 นี่คือภาพที่ต้องการ เบื้องหลังก็คือ ต้องจัดแสงให้ตัวแหวนเกิดเขาแข็งๆ ไม่ใช่แสงแฟลชนุ่มๆแบบที่ใช้ถ่ายภาพคน แฟลชที่ใช้กับภาพนี้ก็เลยเลือกที่จะใช้แฟลชยิงเข้าหาแหวนและหนังสือโดยตรง เพื่อให้แสงแข็งๆทำมุมเอียงๆให้เกิดเงาแข็งเป็นเส้นดำชัดเจน DSCF1384

ปรับตั้งค่ากล้องให้มีค่ารูรับแสงกลางๆ และค่าความไวชัตเตอรสูงๆเข้าไว้เท่าที่จะทำงานทันกับแฟลชของเรา ค่าแสงแฟลชจะทำให้พื้นที่ของหนังสือและแหวนได้รับแสงพอดี ภาพจากบรรยากาศจะมืดดำและมีส่งผลต่อภาพของเราเลย

DSCF1395

เมื่อถ่ายในมุมห่างๆเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างทำงานอย่างไร แสงพอดีที่สมุดเป็นอย่างไร และสภาพบรรยากาศที่มืดดำไปเพราะความไวชัตเตอร์สูงๆเป็นอย่างไร เมื่อได้สภาพแสงที่ต้องการแล้ว ก็จัดองค์ประกอบใหม่โดยไม่เปลี่ยนแปลงค่าแสงแฟลช และไม่เปลี่ยนแปลงค่ารูรับแสงและไม่เปลี่ยนความไวชัตเตอร์

eos m กับงานถ่ายแพ็คช็อต หรือถ่ายภาพสินค้า

eos m กับงานถ่ายแพ็คช็อต หรือถ่ายภาพสินค้า

เมื่อก่อนตอนใช้ DSLR จะถ่ายสินค้า ก็จะตั้งโหมด m เลือกค่า f ตามใจ เลือกสปีดตามความเร็วซิงค์แฟลชของกล้องตัวนั้นๆ เลือก iso ต่ำๆไว้ก่อน 200 บ้าง 400 บ้าง ต่อหัวจุกทริกเกอร์เพื่อส่งสัญญาณไร้สายไปยังตัวรับที่ต่อกับแฟลชนอก เวลาถ่ายก็โฟกัสด้วยช่องมองภาพ กดถ่าย แฟลชติด ได้ภาพ

sale2013-IMG_0230

พอใช้ eos m ตั้งโหมด m เหมือนเดิม ตั้ง iso ประมาณ 400 ต่อทริกเกอร์ตัวเดิม ผลก็คือ ภาพในจอมืด จัดองค์ประกอบไม่ได้เลย ต้องกดโฟกัสลงไปครึ่งนึงเพื่อให้กล้องเริ่มโฟกัส ภาพถึงจะมา เราไม่สามารถจัดองค์ประกอบได้ตลอดเวลา เพราะภาพมืด มันรับแสงตามค่าโหมด m แต่ถ่ายได้ กดถ่ายก็ได้ภาพ ได้แสงพอดี เพราะแสงแฟลชจากทริกเกอร์ทำงานได้ปกติ

กล้อง eos m จะส่งภาพที่ค่าแสงจริงที่ถ่ายได้โดยไม่รู้ว่าเราจะถ่ายด้วยแฟลช ที่ต่อกับทริกเกอร์ ภาพในจอเลยมืด ถ้าเราปรับโหมดไปที่ A Tv หรือ P ภาพจะสว่างพอดี

IMG_0430

กรณีนี้ถ้าเปลี่ยนจากทริกเกอร์เป็นแฟลชของcanonเอง กล้องจะรู้ว่าเราใช้แฟลช ก็จะแสดงภาพให้มองเห็นอัตโนมัติ แม้เราจะตั้งเป็นโหมด M ก็ตาม แต่แสงแฟลชจากหัวโดยตรงก็ไม่ดีพอจะถ่ายสินค้า
สรุปได้ว่า eos m ถ่ายสินค้าลำบากมากถ้าใช้แฟลชทริกเกอร์ แต่จะทำงานได้ถ้าใช้แฟลช canon

ทางออกที่เปลืองที่สุดสำหรับกรณีนี้ก็คือ ใช้แฟลช canon ทุกตัว แฟลชติดกล้องก็เป็น canon หรือเป็นตัวส่งสัญญาณแฟลชของ canon แฟลชนอกกี่ตัวก็ใช้เป็น canon เพื่อรับคำสั่งไร้สายทั้งหมด
เปลืองมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ผลลัพธ์จะสะดวกมากๆ และทำงานได้เร็วสุดๆ

ผมลอง ex90 ติดกล้อง ส่งสัญญาณไปยังแฟลช 580ex และ 550ex เพื่อถ่ายสินค้า สะดวก เร็ว แต่เปลืองมาก ถ้าไม่เป็นเพราะมีของเยอะ เคยรับงานมาหลายปี มีอุปกรณ์เป็นคันรถอยู่แล้วคงไม่คิดจะลองให้จบแบบนี้ เพราะแค่จะลงทุนซื้อแฟลชค่ายมาสามตัวก็ดูเปลืองมากๆ เทียบกับทริกเกอร์ของจีนชุดไม่กี่ร้อยบาท แฟลชบ้านๆเก่าๆแต่ไฟแรงตัวละสองพัน ประหยัดกว่ากันเยอะ

IMG_0428

ใครรู้เรื่องแฟลชและจะลงทุนซื้อกล้องมาถ่ายสินค้า ใช้ DSLR ไปเถอะ แต่ถ้าไม่คิดจะใช้แฟลช ใช้แสงหลอดไฟ ใช้แสงธรรมชาติก็คงไม่มีปัญหา eos m ยังคงน่าใช้ แต่สำหรับผมคิดว่าถ่ายสินค้าอีกที คงกลับไปใช้ DSLR เหมือนเดิม

ถ่ายภาพขวด

ถ่ายภาพขวดน้ำผึ้งของเพื่อนคนหนึ่งเพื่อเอาไปทำโบรชัวร์และเอกสารต่างๆ ถ่ายภาพโดยวางของไว้ในกล่องสีขาว ใช้ไฟแฟลช 1 ดวงยิงจากด้านบน เป็นงานถ่ายภาพสินค้าที่เรียบง่ายและเร็วและได้ภาพที่ดูดีเพียงพอสำหรับงานแคตตาล็อกสินค้า

น้ำผึ้งยี่ห้อ มีวาสนา มีหลายรส หลายกลิ่น

เบื้องหลังการถ่ายภาพจะเป็นการจัดไฟแบบนี้

ถ่ายภาพเม็ดยา

การถ่ายภาพเม็ดยาเป็นงานถ่ายภาพมาโครประเภทหนึ่ง เพราะวัตถุหรือเม็ดยามีขนาดเล็ก จำเป็นต้องใช้เลนส์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้โฟกัสใกล้ๆได้ หรือใช้เลนส์มาโครโดยเฉพาะนั่นเอง เลนส์ที่ใช้ถ่ายภาพครั้งนี้คือเลนส์ canon EF 100 macro ซึ่งเป็นเลนส์คุณภาพสูงตัวหนึ่ง

การถ่ายภาพสินค้าแค่เพียงชิ้นเดียวหรือสองชิ้นเราอาจจะไม่ต้องวางแผนอะไรมากมาย เพราะจัดแสงแล้วก็ถ่ายเพียงแค่ไม่กี่ภาพ แต่การถ่ายสินค้าจำนวนมาก อย่างเม็ดยาสิบกว่าเม็ดจำเป็นต้องมีการวางแผนการถ่ายภาพก่อน มิฉะนั้นลักษณะภาพจะออกมาแตกต่างกันไม่เหมือนงานที่ถ่ายพร้อมกัน ซึ่งสิ่งที่เห็นความแตกต่างได้มากที่สุดคือเรื่องของค่าแสง หรือความสว่างของภาพ

การถ่ายภาพมาโครจะมีเรื่องความสว่างของภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะโฟกัสของเลนส์ การถ่ายภาพของใหญ่ๆที่ปรับแสงพอดีไว้แล้ว พอเปลี่ยนวัตถุที่เล็กลงเราจะต้องปรับระยะโฟกัสใหม่ การเปลี่ยนโฟกัสจะทำให้รูรับแสงของเลนส์เปลี่ยน ถ้าเราไม่ปรับค่าอะไรเลย ภาพที่เคยถ่ายสินค้าช้ินใหญ่แล้วแสงพอดีเมื่อถ่ายภาพสินค้าช้ินเล็กกว่าจะได้สภาพแสงที่มืดลง ยิ่งชิ้นเล็กลงไปมากเท่าไรภาพก็ยิ่งมืดลงเท่านั้น เช่น ถ้าเราถ่ายภาพสินค้าชิ้นใหญ่ที่ค่าแสง F11 ซึ่งให้แสงพอดี พอเราถ่ายของเล็กมากๆ เราอาจจะต้องปรับค่า f เป็น f5.6 เพื่อให้ภาพสว่างเท่าเดิม อาการนี้เรียกว่าเป็นอาการเสียแสง

สิ่งที่ควรเตรียมตัวก็คือ การเรียงลำดับการถ่ายภาพสินค้าแค่ละชิ้นตามขนาด เราจะเลือกจากเล็กไปใหญ่ หรือ ใหญ่ไปเล็กก็ได้ ในการถ่ายภาพชุดนี้ผมเลือกจากเล็กไปใหญ่ แต่โชคดีของงานนี้มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ค่าแสงไม่เปลี่ยนมาก เพราะไม่ได้พยายามถ่ายภาพให้เต็มเฟรมทุกภาพ แต่เป็นการถ่ายภาพให้เห็นความเล็กและใหญ่ของยาแต่ละเม็ด เรื่องแสงเปลี่ยนหรือเสียแสงในสถานการณ์ของผมจะไม่เด่นชัดมาก แต่การเรียงลำดับก็ยังช่วยในเรื่องการทำงานได้เป็นอย่างดี

เตรียมยาโดยการเรียงลำดับจากเล็กไปใหญ่

ผมเริ่มจากยาเม็ดเล็กสุดก่อน วัดแสงต่างๆให้ได้ระดับที่ต้องการแล้วก็เริ่มถ่ายภาพ ยาเม็ดเล็กจะมีขนาดกินพื้นที่ไม่เยอะมาก

ค่อยๆเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ ขนาดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ภาพอาจจะดูไม่เรียบร้อยเพราะมีสิ่งสกปรกอยู่กับฉาก เนื่องจากเป็นงานทดลองก่อนถ่ายจริงเลยยังไม่ได้เก็บความเรียบร้อย

ภาพสุดท้ายจะเป็นเม็ดใหญ่ที่สุด

พอถ่ายภาพเสร็จเหลือบไปเห็นว่ายาเม็ดที่เรียงลำดับไว้มันก็ดูสวยดี พอเก็บของที่จัดไฟเอาไว้เรียบร้อยแล้วก็กางขาตั้งกล้องมาถ่ายภาพที่เรียงเม็ดยาเอาไว้อีกภาพ คิดว่าน่าจะเอาไปใช้งานได้ในโอกาสต่อไป