ปฏิทิน 365+1 วัน

20211209174712_IMG_0170

ในทุกเทศกาลปีใหม่ เราจะได้พบเห็นปฏิทินหลายชนิดที่ทำมาแจกเพื่อให้เราได้ใช้งานปฏิทินปีถัดไป ปฏิทินที่มีอยู่เราจะเริ่มต้นวันที่ 1 มกราคมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นของใครทำแจก และจะมีวันที่เรียงไปถึง 31 ธันวาคมของปีถัดไป ก็จะครบ 1 ปี หรือบางครั้งเราก็จะพบว่า บางเล่ม ให้วันที่เลยไปถึง 31 มกราคมของปีถัดไป หรือเป็นปฏิทิน 13 เดือนนั่นเอง

จริงๆปฏิทินแค่มีวันที่เกิน 12 เดือน ก็น่าจะใช้งานได้แล้ว และไม่จำเป็นจะต้องเริ่มต้นวันที่ 1 มกราคมเสมอไป ผมอธิบายเรื่องนี้กับคู่แต่งงานคู่หนึ่ง ถ้าวันแต่งงานเป็นวันที่ดีสำหรับครอบครัวเรา เราก็นับหนึ่งวันแต่งงาน แล้วปฏิทินของคู่รักก็นับไป 12 เดือน ไปครบรอบวันสุดท้ายของเล่มตรงกับวันนี้ปีหน้าก็ได้นี่นา นี่คือที่มาของคำว่า 365 +1

ผมก็เลยทำปฏิทินให้คู่รักคู่หนึ่งที่มาพิมพ์การ์ดแต่งงานกับผม เมื่อแจกการ์ดแล้ว จัดงานผ่านไปแล้ว มีภาพประทับใจในวันงานแล้ว ผมก็ไปเลือกภาพจากเฟสบุ๊คของเจ้าบ่าวเจ้าสาว เลือกภาพที่เขายอมให้เผยแพร่ได้มาเขียนบทความ และขอนำไปใช้ทำของที่ระลึก ทางเจ้าภาพไม่ขัดข้อง ก็เลยนำมาทำปฏิทินเล่มนี้

วันแรกของวันดีๆของคู่รักคู่นี้อย่างเป็นทางการคือวันแต่งงาน ผมเริ่มวันแรกของเล่มด้วยวันแต่งงาน และทำปฏิทินไปอีก 12 เดือน + 1 วัน ก็คือ จะมี 13 เดือนนั่นเอง วันสุดท้ายของเล่มคือวันครบรอบแต่งงาน เจ้าภาพบอกว่าเก๋ดี เขาก็ชอบไอเดียนี้ ผมก็รู้สึกดีใจที่มีคนชอบ และมันก็จะช่วยเตือนคู่รักด้วยว่า วันครบรอบแต่งงานจะมาถึงเมื่อไหร่ ผมทำ 2 เล่มให้คู่รักเผื่อเขาอยากจะเก็บยาวๆเล่มนึง และใช้งานเล่มนึง


ภาพคู่รัก

วันนี้ได้มีโอกาสถ่ายภาพของคู่รักที่กำลังจะแต่งงานกัน ท่ามกลางวิกฤตโควิด รัฐบาลมีคำสั่งล็อคดาวน์ ห้ามการเดินทาง ห้ามการจัดงาน ห้ามการรวมตัว ตั้งแต่ปี 2020 ถึง 2021 เดี๋ยวเปิด เดี๋ยวปิด ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวสูญสลาย งานสัมมนาและงานบันเทิงต่างๆเลือนหาย คู่แต่งงานบางคู่ก็ไม่ได้จัดงาน ซึ่งน้องคนนี้ เป็นอีกคู่หนึ่งที่วางแผนแต่งงานกัน

1633670648436-01

เมื่อหลายเดือนก่อนผมเคยทำการ์ดแต่งงานของคู่แต่งงานคู่หนึ่ง หลังจากส่งมอบการ์ดเรียบร้อยแล้ว และเหลือเวลาอีกประมาณ 30 วันที่จะจัดงาน ก็เกิดการระบาดครั้งใหญ่และรัฐบาลสั่งล็อคดาวน์ ผลเป็นอย่างไรผมก็ไม่กล้าถามลูกค้า แต่ว่า ส่งข้อความไปบอกลูกค้าว่า ถ้าต้องเลื่อนจัดงาน และหากต้องพิมพ์การ์ดใหม่ ผมจะพิมพ์ให้ในราคาต้นทุนเลย ไม่คิดราคาเต็ม หรือจะให้แถมการ์ดระบบดิจิทัลพิมพ์แบบราคาย่อมเยาเร่งด่วนให้ก็ได้ แต่ลูกค้าก็ไม่ได้ตอบอะไร

20211007155528_IMG_0530

น้องคนในภาพเป็นน้องที่กำลังจะแต่งงานกัน น้องและเจ้าบ่าวสั่งพิมพ์การ์ดแต่งงานกับทางโรงพิมพ์ และเข้ามาดูใบทดสอบว่าโทนสีเป็นอย่างไร เลือกกระดาษที่ถูกใจ แล้วก็ดำเนินการเลย จากการสอบถามก็ทราบว่า กำหนดการแต่งงานถูกเลือกอย่างกระชั้นมาก เพราะช่วงนี้เป็นจังหวะที่รัฐบาลผ่อนคลาย อนุญาตให้เดินทางและจัดงานได้แต่ต้องจำกัดจำนวนคน เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็เลยต้องเตรียมตัวกันอย่างเร่งด่วน เวลาที่ไม่นาน กับสิ่งที่ต้องทำต้องเตรียมอีกมาก

เมื่อมาถึงโรงพิมพ์ก็ขอถ่ายภาพคู่เอาไว้เป็นที่ระลึก ผมอยากถ่ายภาพคู่รัก อยากมีภาพที่ดูมีความน่ารักน่ามองเก็บไว้ และก็ได้เลือกภาพนี้มาอัดเป็นภาพเล็กๆให้กับเจ้าภาพเพื่อเป็นของที่ระลึก หวังว่าการเตรียมงานของทั้งสองคนจะลุล่วงและสนุกกับการจัดงาน

Screen Shot 2564-11-15 at 11.11.50

ข้อมูลการถ่ายภาพ

กล้อง canon eos 6d เลนส์ ef 100 macro เลือกใช้รูรับแสง f2.8 เพื่อให้ภาพมีระยะชัดตื้นน้อยๆ เน้นให้ฉากหลังเบลอ บอกเจ้าสาวกับเจ้าบ่ายให้โพสท์แบบเอาหัวชนกัน แล้วก็ถ่ายไว้ 2 ภาพ ผมเลือก 1 ภาพมาปรับแต่งด้วย app ชื่อ snapseed ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ เลือกปรับโทนสีของภาพให้ดูเก่าๆและสีเพี้ยนไปทางสีอมเขียวเล็กน้อย ภาพออกมาก็ถูกใจคนถ่าย และได้อัดภาพนี้เป็นกระดาษโดยเลือกกระดาษพิเศษเป็นกระดาษชานอ้อยสีขาว ซึ่งเป็นกระดาษที่นิยมใช้ทำงานการ์ด letterpress

และเมื่อใกล้วันจัดงาน เจ้าภาพอยากมีภาพแสดงที่งานแต่งงานด้วย โดยจะพิมพ์ภาพไปใส่กรอบวางหน้างาน โรงพิมพ์ก็แถมภาพถ่ายขนาดใหญ่ให้อีก 1 ใบ

250762132_5129998143682185_8544724725221955556_n

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มกับการใช้แสงแฟลช

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มได้กลับมานิยมกันอีกครั้งในยุค พศ.2563 แต่การหวนกลับมาของฟิล์มครั้งนี้มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่แพงมหาศาล แต่คนก็ยังเหนียวแน่นกับการถ่ายภาพแบบลองผิดลองถูก ถ่ายทุกม้วนลุ้นทุกเฟรม การใช้แฟลชกับกล้องฟิล์มก็ดูจะมีบางกลุ่มที่ชอบใช้ เพราะลักษณะภาพแตกต่างไปจากมือถือ แตกต่างไปจากภาพจากกล้องดิจิทัล บทความนี้จะแนะนำการใช้แฟลชในบางรูปแบบเปรียบเทียบให้ดูว่า ช่างภาพยุคโบราณใช้แฟลชด้วยแนวคิดอย่างไร และอาจจะไม่เหมือนยุคนี้ทั้งหมด แต่หลักการจะสามารถนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานภาพได้

000037

ภาพที่1 ถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม เปิดแฟลชด้วย โดยใช้โหมด P บนกล้อง SLR ของ canon ลักษณะภาพจะได้แสงแฟลชพอดีบนตัวแบบ และฉากหลังค่อนข้างดำมืด นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อเราเปิดโหมด P พร้อมด้วยเปิดใช้งานแสงแฟลช กล้องจะเลือกค่ารูรับแสง f4 และ ความไวชัตเตอร์เป็นค่าสูงๆประมาณ 1/60 วินาทีสำหรับที่แสงน้อย และอาจจะเลือกเป็น 1/125 วินาทีในที่แสงจัด กล้องจะคิดแทนเราว่าเราต้องการภาพไม่สั่น รูรับแสงน้อยเท่าที่เลนส์จะมีให้ได้ โดยฉากหลังจะมืดก็ไม่สนใจ เพราะตัวแบบจะได้รับแสงแฟลชที่เพียงพออยู่แล้ว ภาพจึงออกมาตามภาพคือตัวแบบได้แสงพอดี ส่วนฉากหลังจะดำเกือบมืดนั่นเอง

000038

ภาพที่ 2 เป็นภาพที่ตั้งใจปรับกล้องอีกแบบหนึ่ง เลือกการตั้งค่าให้เป็นโหมด AV พร้อมเปิดแฟลช ในโหมด Av บนกล้อง canon เมื่อเลือกรูรับแสง f4 กล้องจะเลือกค่าสปีตชัตเตอร์ให้เป็นค่าที่วัดแสงฉากหลังได้พอดี ซึ่งสปีดอาจจะต่ำลง ภาพแนวนี้ถ้าเป็นในอาคารจะใช้ขาตั้งด้วยเพื่อป้องกันการสั่นไหว นั่นจึงทำให้ฉากหลังของภาพที่ 2 นี้ ดูสว่างขึ้นกว่าภาพที่ 1 ส่วนตัวแบบจะได้แสงสว่างจากแฟลชและแสงในอาคาร แต่แสงหลักๆที่ทำให้ตัวแบบสว่างก็คือแสงแฟลช โดยรวมก็คือ ภาพที่1และ2 ตัวแบบจะได้แสงจากแฟลชเป็นแสงหลักและเป็นค่าแสงแฟลชที่สว่างพอดีบนตัวแบบ แต่ฉากหลังจะต่างกันตามโหมด P และ Av ที่กล้องคิดไม่เหมือนกัน

000031

ภาพที่ 3 เป็นโหมด Av ที่ปิดแฟลช เป็นการวัดแสงพอดีทั้งภาพ ตัวแบบจะได้แสงพอดีจากการวัดแสงจริงๆในโหมดนี้ และฉากหลังหากโดนแสงภายนอกส่องเข้ามาพอๆกับแบบ เราก็จะได้ภาพแบบและฉากหลังที่สว่างเหมือนกัน นั่นคือแสงพอดีเหมือนกันตั้งแต่หน้าถึงหลัง สถานการณ์นี้ขาตั้งกล้องจำเป็นมาก เพราะการถ่ายภาพในอาคาร วัดแสงพอดี ด้วยฟิล์มความไวต่ำ ความไวชัตเตอร์จะต่ำมาก หากถือด้วยมือเปล่าภาพจะสั่นแน่นอน

การใช้แฟลชถ่ายภาพมีเทคนิคการคิดหลายชั้น ค่อยๆฝึกถ่ายไปทีละบทเรียนก็จะมีความเข้าใจทีละน้อย สะสมความรู้ไปเรื่อยๆเราก็จะมีเทคนิคที่หลากหลายไปใช้ออกแบบรูปถ่ายของเรา ช่างภาพที่ดีก็คือช่างภาพที่เข้าใจแสงและอุปกรณ์ เส้นทางนี้ไม่มีทางลัด ต้องค่อยๆเรียนกันไป

พิมพ์การ์ดแต่งงานด้วยระบบ letterpress

IMG_1419thailetterpress

การ์ดแต่งงานเป็นตัวแทนของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่จะเชื้อเชิญแขกให้มาร่วมงาน บุคลิกของเจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นอย่างไรก็จะสะท้อนภาพแรกออกมายังการ์ดแต่งงานใบนี้ หลายคู่เลือกใช้การ์ดสำเร็จรูป แต่ก็มีบางคู่ที่อยากได้การ์ดแต่งงานที่แตกต่างออกไป

ในเมื่อการแต่งงานคือความทรงจำที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิตของคนส่วนใหญ่ ไม่เคยมีใครวางแผนแต่งงานมากกว่าหนึ่งครั้งถ้าไม่จำเป็น ดังนั้นความทรงจำที่มีกับงานแต่งงานครั้งหนึ่งในชีวิตก็เป็นเรื่องราวที่ควรได้รับการออกแบบ ตั้งแต่รูปแบบการจัดงาน การเลือกชุด การเลือกสถานที่ การเลือกอาหาร การเลือกช่างภาพ การเลือกวงดนตรี การเลือกสิ่งต่างๆที่ประกอบอยู่ในงาน การ์ดแต่งงานก็เป็นสิ่งที่ควรได้รับการออกแบบอย่างปราณีตเพื่อเป็นความทรงจำอย่างแรกที่แขกจะมีต่อเจ้าภาพ และมันจะเป็นความทรงจำระยะยาวที่จะทำให้ผู้คนจดจำบ่าวสาวได้หากงานแต่งงานครั้งนี้มีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ หากงานแต่งงานครั้งนี้มีอะไรบางอย่างที่แตกต่างไปจากงานอื่นๆ

มีวิธีมากมายในการสร้างการ์ดแต่งงานขึ้นมา ตามแต่จินตนาการของเจ้าภาพและที่ปรึกษาของเจ้าภาพ ตำแหน่งที่ปรึกษาก็หมายถึงเพื่อนที่เคยแต่งงานมาแล้ว หรือ เพื่อนผู้ที่มีประสบการณ์ในการออกแบบและสั่งทำการ์ด และที่ปรึกษาอาจหมายถึงออแกไนเซอร์ที่ช่วยจัดงาน การ์ดแต่งงานที่ทำได้เร็ว และเป็นรูปแบบมาตรฐานที่พ่อแม่คุ้นเคยก็คือไปแถวๆพาหุรัด แล้วหาร้านขายของชำร่วยที่หน้าร้านมีบอกว่ารับพิมพ์การ์ดแต่งงาน แล้วก็บอกเขาว่าจะแต่งงานเมื่อไหร่ เขียนรายชื่อพ่อแม่สองฝ่าย สถานที่จัดงาน ชื่อบ่าวสาว และวันเดือนปี แล้วเลือกการ์ดจากแค็ตตาล๊อค แล้วก็จ่ายเงิน อีกสามถึงห้าวันมารับของได้ วิธีนี้จบ ได้การ์ด ได้ของชำร่วย เสียเวลาเดินทางแค่สองวัน คือวันแรกไปสั่งการ์ด วันที่สองตอนไปรับการ์ด เหมาะกับคนที่ไม่อยากคิดอะไร ไม่อยากเสียเวลา ราคาก็จะถูกที่สุดด้วย แต่การ์ดแบบนี้ อย่าคาดหวังว่าแขกจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะไม่รู้ว่าอีกกี่สิบกี่ร้อยคู่ที่จัดงานปีเดียวกันก็ใช้การ์ดแบบนี้

การออกแบบการ์ดเองแล้วสั่งพิมพ์เองเป็นรูปแบบที่น่าสนใจ เพราะจะได้การ์ดที่แสดงตัวตนของบ่าวสาวได้ดี สามารถออกแบบให้ถูกหรือแพงก็ได้ การออกแบบและสั่งทำเองนี้จะมีสองแนวทางคือแนวง่ายและเร็ว กับแนวยากแต่เท่ห์สะใจ ซึ่งทั้งสองแนวทางนี้จะมีราคาค่าใช้จ่ายสูงกว่าการ์ดพาหุรัดเสมอ แนวง่ายและเร็วก็คืออาจจะเป็นการออกแบบแล้วทำอาร์ตเวิร์คด้วยโปรแกรมจัดหน้าในคอมพิวเตอร์ แล้วก็เอาไฟล์ไปให้โรงพิมพ์จัดพิมพ์ อาจจะพิมพ์การ์ดและซองไปด้วยเลย ขั้นตอนการพิมพ์ก็จะเป็นการพิมพ์ระบบอ๊อพเซ็ท โรงพิมพ์บางแห่งอาจจะเป็นระบบดิจิทัล ถ้าเป็นระบบอ๊อพเซ็ทอาจจะต้องใช้เวลาในโรงพิมพ์ประมาณ 7 วัน แต่ถ้าเป็นงานพิมพ์ระบบดิจิทัลก็อาจจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน เพราะไม่ต้องเสียเวลาทำเพลท

IMG_1428thailetterpress

ถ้าพ้นจากแนวง่ายและเร็วไปแล้วก็จะเป็นแนวยากแต่เท่ห์ นั่นก็คือเป็นการพิมพ์ในโรงพิมพ์เหมือนเดิม แต่จะเพิ่มขั้นตอนพิเศษเข้าไปด้วย คืออาจจะเป็นงานพิมพ์ระบบดิจิทัลก็ได้ ระบบอ๊อพเซ็ทก็ได้ แล้วเพิ่มขั้นตอนอย่างการปั๊มนูนที่โลโก้ แบบนี้ก็จะได้ความแปลกและน่าสนใจเพิ่มขึ้น อาจจะเพิ่มเทคนิคการปั๊มเงิน ปั๊มทองเข้าไปด้วยเพื่อให้ดูหรูเลิศขึ้นไปอีก อาจจะมีการเพิ่มเทคนิคการเคลือบผิวเข้าไป หรืออาจจะใช้เทคนิคการประกบกระดาษเพื่อเพิ่มความหนาให้รู้สึกหนามากจนดูเด่น ไม่ว่าจะเพิ่มเทคนิคอะไรเข้าไปก็จะเป็นการเพิ่มความดูดี ความน่าสนใจ และแน่นอนว่าราคาสูงขึ้น แต่ก็ได้มาซึ่งความเท่ห์ที่มากกว่าปกติ เหมาะกับบ่าวสาวที่ต้องการความพิเศษ ต้องการให้การ์ดดูแตกต่าง

ในช่วงไม่กี่ปีนี้มีการ์ดแต่งงานอีกรูปแบบหนึ่งที่ค่อยๆได้รับความนิยมขึ้นมา เป็นการ์ดที่มีลักษณะพิเศษกว่าการพิมพ์อ๊อพเซ็ท และระบบดิจิทัล นั่นก็คือการ์ดที่พิมพ์ด้วยเทคนิค Letterpress ซึ่งเป็นเทคนิคการพิมพ์ที่โบราณที่สุด เป็นระบบการพิมพ์ที่เกิดขึ้นมาหลายร้อยปีแล้ว แต่ได้มีการนำมาใช้กับงานพิมพ์ในรูปแบบใหม่ให้น่าดูยิ่งขึ้น ทำให้การ์ดลักษณะนี้มีความพิเศษ มีลักษณะเฉพาะตัวที่เลียนแบบได้ยาก

การพิมพ์ระบบ Letterpress คือการพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์ที่มีความแข็ง แกะลายเป็นตัวหนังสือหรือรูปทรงต่างๆ แล้วนำไปป้ายด้วยหมึกพิมพ์ จากนั้นก็นำไปกดทับลงบนกระดาษ ลักษณะจะคล้ายกับการพิมพ์ตรายางที่เราคุ้นเคย แต่จะแตกต่างจากตรายางตรงที่ แม่พิมพ์ตรายางจะทำด้วยแผ่นยางติดไว้บนไม้ แต่แม่พิมพ์ Letterpress ที่พูดถึงนี้จะทำด้วยแผ่นเหล็กแทนยาง

IMG_1437thailetterpress

ลักษณะเครื่องพิมพ์ที่จะพิมพ์ระบบ Letterpress จะมีหลักการคือ แม่พิมพ์จะยึดติดไว้กับแท่น แล้วมีลูกกลิ้งหมึกคอยพาหมึกมาทาบนแม่พิมพ์ แล้วก็มีหน่วยป้อนกระดาษที่จะพากระดาษไปสัมผัสกับแม่พิมพ์จนเกิดเป็นภาพ การ์ดแต่งงานที่พิมพ์ด้วยระบบนี้จะมีความละเอียดไม่มาก แต่จะมีลายเส้นที่มีน้ำหนักกดทับที่ชัดเจน เพราะเป็นการเคลื่อนกระดาษไปกดลงบนแม่พิมพ์ และการกดทับที่มากเป็นพิเศษจะทำให้งานพิมพ์ดูมีเสน่ห์ ซึ่งแตกต่างจากระบบการพิมพ์อ๊อพเซ็ทที่แทบจะไม่มีการกดทับให้กระดาษเป็นรอยเลย

IMG_1444thailetterpress

การกดทับจนเกิดเป็นรอยลึก หรือรอยจมลงบนเนื้อกระดาษจะยิ่งมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นหากเราใช้กระดาษที่หนาขึ้น กระดาษทั่วไปที่ใช้พิมพ์การ์ดเชิญรูปแบบต่างๆจะมีความหนาประมาณ 300 แกรม แต่การ์ดแต่งงานที่เราพยายามทำให้แตกต่างนั้นจะใช้กระดาษที่หนาเป็นพิเศษ นั่นคือเราเลือกใช้กระดาษชานอ้อยที่มีความหนาประมาณ 500-600 แกรม ความหนาของกระดาษชานอ้อยนี้เมื่อมองด้วยตาเปล่าแล้วน่าจะมีความหนาประมาณ 1-2 มิลลิเมตร นั่นหมายความว่ากระดาษชานอ้อยเป็นกระดาษที่หนามาก หนาจนไม่สามารถจะดัดโค้ง หรือพับงอได้

ลักษณะงานพิมพ์ Letterpress จะมีเนื้องานที่มีความดิบ รอยหมึกที่กดทับเป็นภาพหรือตัวหนังสือจะมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ บางส่วนอาจจะดูแล้วเป็นเส้นบาง บางส่วนอาจจะดูแล้วเป็นเส้นหนา บางครั้งดูเหมือนเป็นตัวหนังสือขาดวิ่น ที่กล่าวมาล้วนเป็นเสน่ห์ของระบบการพิมพ์ Letterpress ความไม่เพอเฟ็คเหล่านี้เป็นบุคคลิกเฉพาะตัว ความหนาของกระดาษ และความลึกของรอยกดมันทำให้ผู้จับการ์ดรู้สึกว่ามันออกมาด้วยความตั้งใจ แน่นอนว่ามันมีโอกาสถูกเก็บเป็นที่ระลึกมากกว่าการ์ดลักษณะอื่นๆ

IMG_1445thailetterpress

Untitled

Untitled

การพิมพ์ Letterpress 1 สี จะใช้แม่พิมพ์ 1 ชิ้น หากจะพิมพ์ 2 สี ก็จะใช้แม่พิมพ์ 2 ชิ้น ยิ่งมีจำนวนสีเยอะ ก็ยิ่งใช้แม่พิมพ์เยอะขึ้น ในตัวอย่างนี้เป็นการ์ดแต่งงานที่ใช้แม่พิมพ์ 4 ชิ้น โดยสองชิ้นแรกจะพิมพ์ด้านหน้า โดยหนึ่งชิ้นเป็นหมึกสีน้ำตาล อีกหนึ่งชิ้นสำหรับด้านหน้าจะพิมพ์แบบไม่ใส่หมึกเพื่อกดให้เป็นรอยจมแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนด้านหลังก็จะมีสองสี ใช้แม่พิมพ์อีก 2 ชิ้นสำหรับแต่ละสี รวมเป็น 4 ชิ้น

IMG_1432thailetterpress

IMG_1434thailetterpress

การ์ดแต่งงาน letterpress

การ์ดแต่งงานที่พบในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ แบบที่ทำยากและไม่ค่อยพบว่ามีใครเขาทำกันคือแบบ letterpress ปกติเวลาได้รับการ์ดแต่งงานเราก็จะได้รับการ์ดสีครึมหรือสีชมพู ในนั้นก็จะพิมพ์ด้วยตัวสีทอง หรือสีเงิน เป็นงานปั๊มทองเค ในโรงพิมพ์จะเรียกว่า เคทอง หรือ เคเงิน คำว่า “เค” มาจากไหนผมก็ไม่แน่ใจ แต่มันก็คือการเอาบล็อกเหล็กมาติดกับแผ่นความร้อนแล้วเอาไปกดแผ่นทองชนิดพิเศษ แผ่นทองเมื่อโดนความร้อนจะละลายติดกับกระดาษ แรงกดและความร้อนจะทำให้ทองติดบนกระดาษ การพิมพ์แบบนี้ก็เป็น letterpress ประเภทหนึ่ง แต่มันไม่มีสี

เมื่อต้นเดือนนี้ผมทำการ์ดแต่งงานให้ลูกค้ารายหนึ่ง เจ้าภาพต้องการอารมณ์ letterpress คือตัวหนังสือมีรอยจมลงไปอย่างเด่นชัด ผมดูอาร์ตเวิร์คแล้วก็เลือกที่จะพิมพ์ด้วยระบบอ็อพเซ็ทแทนที่จะพิมพ์ด้วยบล็อกเหล็กตรงๆ เพราะว่ากระดาษที่ใช้เป็นสีขาวงาช้าง มีการย้อมสีพื้น ตัวหนังสือเป็นสีประมาณสามสี การพิมพ์ letterpress ลงบนพื้นที่กว้างๆเป็นสิ่งที่ไม่น่าทำ มันเหมือนตรายางที่ไม่สามารถจะกดหมึกได้เรียบตลอดกระดาษ ยิ่งกระดาษมีรอยเป็นลอนๆเสียด้วยยิ่งพิมพ์แล้วไม่สวย

ผมใช้วิธีพิมพ์อ็อพเซ็ทด้วยสีพิเศษจำนวน 4 สี ค่าสีระบุตามรหัสสีของ pantone ทำเพลทสีพิเศษ 4 ใบ ผสมสีตามตัวอย่างของ pantone พิมพ์จริง 1 รอบเพื่อให้ลูกค้าตรวจ เมื่อสีผ่านแล้วก็ค่อยพิมพ์จริงทั้งหมด กระดาษเท็กเจอร์ เลือกกระดาษชื่อ ACQ สีขาวงาช้างความหนา 300g พอพิมพ์เสร็จก็เอาบล็อกเหล็กสำหรับทำงานปั๊มจมมาทำการปั๊มต่อ ก็คือมีบล็อกเหล็กสองแผ่น แผ่นบนจะเป็นตัวผู้มีตัวหนังสือตรงกับอาร์ตเวิร์คตัวหนังสือทุกคำ แผ่นล่างจะเป็นบล็อกตัวเมีย ปั๊มจมเพื่อสร้างรอยกดให้เหมือนเป็นงาน letterpress โดยตั้งน้ำหนักกดให้ไม่มากเกินไป เอามือลูบผ่านตัวหนังสือจะรู้สึกจมก็พอ

ตอนที่อยู่ในขั้นตอนการพิมพ์และปั๊มก็ลุ้นว่าจะออกมาสวยไหม พองานจบก็โล่งใจ สวยตามที่คิดไว้ หยิบตัวอย่างมาถ่ายภาพเก็บไว้ การถ่ายภาพรอยจมของกระดาษเป็นเรื่องที่ยากเหมือนกัน ต้องใช้เลนส์มาโครโฟกัสใกล้ๆ เลือกแนวแสงสว่างให้ช่วยเน้นรอยจมให้ดูชัดขึ้น ก็ได้ภาพตามที่เห็น

ลงหนังสือ weddingguru

ภาพงานแต่งและรายละเอียดเบื้องต้นในงานแต่งงานของผมได้ลงในหนังสือ wedding guru เป็นฉบับประจำเดือนมกราคม 2555 แม้ว่าข้อมูลจะเพียงเล็กน้อยแต่ก็รู้สึกดีใจที่ได้ลง เพราะปีหนึ่งๆมีคู่แต่งงานมีหลายพันหลายหมื่นคู่ การได้ลงข้อมูลของงานในหนังสือเหล่านี้ก็เป็นเรื่องน่าภูมิใจ และเอาไว้คุยโม้กับเพื่อนฝูงได้สนุกปาก

งานแต่งงานของผมจัดวันที่ 12 มิถุนายน 2555 ใช้เวลาเตรียมงานประมาณ 6 เดือนไม่จริงจัง แต่จะเข้มข้นในสองเดือนสุดท้าย ซึ่งตอนช่วงเวลาเข้มข้นนั้นผมแทบไม่ได้ทำงานอย่างอื่นเลย ผลของงานออกมาตามภาพที่เห็น แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องให้ติได้อยู่หลายข้อ แต่ผมก็ให้อภัยตัวเอง ไม่คิดจะจัดงานซ้ำในรอบแก้ตัว

ทีมงานที่จัดงานให้ผมได้แจ้งกับผมหลังจากจบงานไปสองเดือนว่ามีหนังสือสนใจอยากจะเอาข้อมูลในงานผมไปลง ซึ่งผมก็ไม่มีปัญหา (อยากอยู่แล้ว) ก็เลยนัดคุยกับทีมงานของหนังสือ คุยกันเดือนตุลา หนังสือออกมกราคมปีถัดมา

ผมเห็นภาพที่ลงหนังสือแล้วก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ต่างๆในงาน มีภาพหลายภาพที่ผมชอบมากกว่าที่เห็นในหนังสือ อีกอย่างหนึ่ง ผมเองก็คิดจะเขียนสรุปเกี่ยวกับงานแต่งงานของตัวเองบ้างเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้มีเวลาว่างที่ยาวนานพอจะสรุปความคิดให้ตกผลึกได้ มีหนังสือออกมากระตุ้นทำให้ความอยากเขียนกลับมาใหม่ เดี๋ยวจะค่อยๆเขียนออกมา เพราะสิ่งที่พยายามทำก่อนจะจัดงานแต่งงานมันน่าจดจำกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในงานเสียอีก


ระหว่างไปถ่ายภาพคู่เก็บไว้ใช้ในงาน


ทองที่ใช้ในพิธี

From for wordpress5

คนขายแหวน

From for wordpress5

แหวน


ตุ๊กตาของแจกในงาน


ลองชุดเจ้าสาว


สมุดโน้ตแทนของชำร่วย


เข็มกลัดติดเสื้อให้สต๊าฟและเจ้าภาพใช้


ป้่ายร้อยของแจกอื่นๆในงาน


จานรองแก้ว


เจ้าสาว


ตอนแจกการ์ดเพื่อน


การ์ดแต่งงานรุ่นผู้ใหญ่


การ์ดแต่งงานรุ่นที่ออกแบบตามใจ แต่ไม่ได้แจก


ดูสถานที่โรงแรมกลางเมือง


ไปดูโรงแรมใกล้บ้าน


ดูสถานที่จัดงานเช้าแบบเล็กๆ


ดูสถานที่ ราชนาวีฯ ติดเจ้าพระยา

รูปถ่าย0034


ซ้อมดนตรี

รูปถ่าย0035


ระดมทุน

รูปถ่าย0187


ลองทำของชำร่วย

รูปถ่าย0270


กล่องรับซองจากญาติ ผ่านมาหลายงานแล้ว เตรียมไว้แต่ไม่ได้ใช้

รูปถ่าย0293


ดูสถานที่ ตรัยย่า

รูปถ่าย0303


รูปแบบการถ่ายภาพหมู่ในงาน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถ่ายแนวนี้ เพราะลืม

แหวนแต่งงาน 6 เดือนต่อมา

IMG_8401   แหวนวงนี้ผมใส่มา 6 เดือนแล้ว ไม่เคยถอดเลย เพิ่งจะถอดมาลองถ่ายรูปเล่นนี่แหละ ปกติคนใส่แหวนเขาถอดล้างกันบ้างหรือเปล่าก็ไม่เคยรู้ ดูสภาพแล้วเยินอย่างบอกไม่ถูก หกเดือนที่แล้วก่อนจะใช้งานมันเป็นแบบนี้ DSCF1394

กล้อง canon eos5d เลนส์ canon macro100mm แฟลช nikon sb25 ต่อกับกล้องด้วยทริกเกอร์ไร้สาย

เตรียมงานแต่งงาน season2 การ์ดเชิญ

ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องนี้ก่อนแต่งงาน แต่การเตรียมงานแต่งงานของผมก็ค่อนข้างยุ่ง เลยไม่ได้เขียนบล็อกอีกพักใหญ่ๆ และพอผ่านงานแต่งงานไปแล้วก็มีงานค้าง มีการเดินทางเข้ามาแทรกบ่อยๆ บทความนี้เลยถูกดองไปนานหลายเดือน

สิ่งพิมพ์ในงานแต่งงานเป็นของคู่กัน จะแต่งงานก็ต้องแจกการ์ด การ์ดเชิญงานแต่งงานทั่วไปก็จะเป็นการ์ดพับขนาดพับแล้วประมาณ 5×7 นิ้ว ใส่ซองสวยๆมีลวดลาย ผมก็เป็นคนที่พิมพ์การ์ดให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ บางคนแหวกแนวหน่อยนึงก็ทำเป็นการ์ดเดี่ยว พิมพ์หน้าเดียวบ้าง สองหน้าบ้าง พิมพ์เป็นตัวหนังสือสีทองหรือสีเงินบ้าง ผมค่อนข้างเบื่อกับการ์ดต่างๆ เพราะที่เคยได้รับการ์ดเชิญมา มันก็ดูคล้ายๆกัน เวลาผ่านไปก็วางไว้ในลิ้นชัก นานๆเปิดเก๊ะออกมาดู มีการ์ดกองไว้เป็นปึก ดูผ่านๆก็ไม่รู้ว่าของใครบ้าง

ผมก็เลยตั้งใจว่าต้องออกแบบการเชิญให้เขาอยากเก็บการ์ดของผม ไม่ทิ้งขว้างหรือกองไว้แล้วดูไม่รู้ว่าเป็นการ์ดของผมเอง ก็เลยเป็นที่มาของการ์ดใหญ่ผิดปกติ และการ์ดเล็กที่ไม่ปกติเช่นกัน

การ์ดใหญ่ของผมจะขนาดใหญ่ประมาณ 13×18 นิ้ว พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดิจิทัลบนกระดาษ ACQ 300g  จากนั้นก็จะเอาไปทากาวประกบกับกระดาษแข็งเบอร์ 16  เพื่อให้มีความหนา  สามารถจะหยิบถือแล้วทรงตัวเป็นป้ายได้เลย  การแจกการ์ดของผมก็คือจะเอาป้าย(การ์ดเชิญ) ไปให้เพื่อนถือแล้วถ่ายภาพนั้นไว้  จากนั้นก็จะปริ๊นท์ภาพถ่ายออกมาให้เพื่อนเป็นการ์ดเชิญ  ดูในภาพจะเห็นข้อความบนป้าย  มีรูปของเพื่อนอยู่ในนั้นมันทำให้การเชิญของผมน่าจะเป็นที่จดจำ และการ์ดของผมคงถูกทิ้งช้าลง หรืออาจจะไม่ถูกทิ้งเลย เหมือนกับที่ผมเก็บรูปถ่ายของตัวผมเองไว้ ไม่เคยคิดจะทิ้ง  อาจจะมีลืมว่าเก็บไว้ที่ไหน แต่จะไม่ทิ้ง

ให้เพื่อนถือแล้วก็ถ่ายภาพเก็บไว้

ผลัดกันถือ  อิริยาบถต่างกัน ตามสบายเลย

บางคนติดธุระอยู่  บอกให้ถือก็ถือ  ไม่ได้สงสัยว่าจะทำอะไร

บางคนหลับอยู่ ถือไม่ได้ ผมก็วางพาดเลย  แล้วก็ถ่ายภาพเก็บไว้

หลังจากนั้นก็อัดภาพให้กับเพื่อนๆทุกคน  สำหรับเพื่อนคนที่หลับผมก็อัดแล้วก็เอาไปวางบนตัวมัน ถ่ายภาพเก็บอีกทีหนึ่งเอาไว้แซวกันเล่นๆตอนแก่  ว่าตอนแจกการ์ดมันหลับอยู่  ไม่รู้ตัวเลย

ผมตั้งใจทำให้งานแต่งงานของผมมีความน่าสนใจ  ไม่อยากให้เพื่อนลืมง่ายๆ  อะไรที่ชาวบ้านเขาทำกันผมไม่ทำเลย  มันเป็นคอนเซ็ปแรกของการแต่งงานของผม

ไปงานแต่งของเพื่อนกลุ่มบางมด

นายปั้น เพื่อนกลุ่มบางมด แต่งงานที่โรงพยาบาลสงฆ์
มีเพื่อนๆมาร่วมงานกันเยอะ นัดกันมาตอนกลางวัน
คุยและกินกันพออิ่มก็แยกย้าย
ส่วนกลางคืนเจ้าบ่าวจะไปส่งตัวตามพิธีจีนต่อไป

ข้อมูลการถ่ายภาพ
กล้อง Eos 5d เลนส์ Tamron 28-75/2.8 ถ่ายโหมด Raw+Jpg โหมดขาวดำบ้าง โหมดสีบ้าง
ภาพ jpg ที่ได้จากกล้องส่วนใหญ่จะเป็นขาวดำ แต่ไฟล์ Raw สามารถเอาไปเปิดในโหมดสีได้

ภาพสีจากโปรแกรม Photoshop cs2

ด้านล่างนี้เป็นภาพที่ได้จากกล้องโดยตรง

รุ่นพี่แต่งงาน เพื่อนๆช่วยกันเต็มที่

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2552 เป็นกำหนดการแต่งงานของพี่เอ็กซ์ เพื่อนพ้องน้องพี่ที่รู้จักกันก็ช่วยงานกันเต็มที่เลย
คนที่เคยเล่นดนตรีมาด้วยกันก็มาเล่นให้ในงาน ก่อนงานก็มีซ้อมกันมาหลายวัน ก่อนเริ่มงานก็มานัดแนะเพลงที่จะเล่นกันตามประสานักดนตรี

งานนี้ใช้กีต้าร์สองคน เดิมทีซ้อมกันเต็มวง มีกลอง และเบสด้วย แต่วันงาน มือเบสเบี้ยว เลยต้องตัดให้เหลือแค่กีต้าร์สองตัวเท่านั้น


คนที่นั่งอยู่คือเจ้าบ่าว เป็นการเตรียมบันทึกเสียงและปรับแต่งเสียงดนตรีที่จะเล่นในพิธีการ สงสัยไม่มีใครรู้งานเท่าเจ้าบ่าว เลยต้องลงมือเอง ด้านหลังคือนักร้องที่จะร้องบนเวทีด้วย


เบื้องหลังอีกส่วนหนึ่ง นั่งทำการข้างโบสถ์ เตรียมดอกไม้เอาไว้โปรยตอนเสร็จพิธี


ระหว่างพิธีการก็มีการร้องเพลงด้วย น้องคนนี้ดูเหมือนจะเป็นนักร้องหลักของงาน ท่าทางจริงจังน่าเกรงขาม ความตั้งใจเต็มร้อย รอบๆก็มีทีมนักร้องอีกไม่ต่ำกว่าสิบคนคอยร้องประกอบอยู่


สาวสวยเตรียมโปรยดอกไม้


แล้วก็เสร็จพิธีการ ยิ้มสบายๆ ดอกไม้เต็มหัวเลย


กลับมาที่เวทีจัดเลี้ยง พื้นที่บนเวทีที่เคยเตรียมไว้สำหรับวงดนตรีเต็มวง ตอนนี้เหลือแค่มุมนักดนตรีเล็กๆ และที่ยืนของนักร้องอีกนิดหน่อย ดูโล่งไปเลย แต่ก็เรียบง่ายดูไม่น่าเกลียด


มือกลองและเจ้าของเครื่องเสียงทั้งหมด ซ้อมตีกลองกันมาอย่างดี พอไม่ต้องเล่นกลองชุด ก็มายืนคุมเสียงด้านข้าง พร้อมกับช่วยเขย่าเพอคัสชั่นบ้างพอให้เพลงมีสีสัน


การสัมภาษณ์บนเวทีก็อาศัยน้องๆที่เป็นลูกศิษย์ของเจ้าบ่าวมาช่วยดำเนินการ น้องสองคนไหวพริบดี เหมาะจะเป็นนักพูด


นักดนตรีดูจะเครียดมากกว่าใคร เพราะว่าเหลือกันแค่สองคน เล่นผิดนิดเดียวก็จะมีคนฟังออก เลยต้องพยายามกันจนหน้าเครียดไปทั้งคู่เลย


ของชำร่วยในงานครั้งนี้ เจ้าบ่าวทำงานเกี่ยวกับดนตรี เลยเลือกเก็บภาพของชำร่วยกับเครื่องเสียงไว้เป็นหลักฐาน

ภาพชุดนี้ถ่ายภาพด้วยกล้อง canon eos5d เลนส์ tamron 28-75/2.8 ใช้รูรับแสงกว้างสุดตลอดงาน ปรับความไวแสงหรือ iso ตามสภาพแสงจริง ในโบสถ์ประมาณ iso800 ในห้องจัดเลี้ยงแสงเยอะกว่า ส่วนใหญ่จะตั้ง iso ไว้ที่ 400 ถ่่ายภาพในโหมด Raw แล้วเอามาเปิดแปลงไฟล์ ปรับสีเป็นขาวดำด้วยโปรแกรม Photoshop cs2

บรรยากาศในห้องซ้อมดนตรี

รุ่นพี่ที่สนิทกันกำลังจะแต่งงาน และจะมีการเล่นดนตรีในงานเลี้ยงด้วย วงดนตรีเฉพาะกิจเลยถือกำเนิดขึ้น รวบรวมบรรดาเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ของเจ้าบ่าวมาร่วมเล่นดนตรีด้วยกัน ก่อนจะถึงวันจริงก็ต้องซ้อมเพื่อขัดสนิมกันเสียก่อน เลยได้ภาพบรรยากาศในห้องซ้อมดนตรีมาเก็บเอาไว้

ใช้กล้อง Eos5d เลนส์ canon 17-40L แฟรช nikon sb-25 ต่อไร้สายด้วยคลื่นวิทยุ ตั้งใจถ่ายเพื่อเอามาทำเป็นภาพขาวดำโดยเฉพาะ