ส่งซ่อมเลนส์ canon 24-105f4L

IMG_3054

เลนส์ canon 24-105f4L ที่ใช้งานมานานหลายปีในมือผม และอาจจะนานอีกหลายปีในมือคนอื่นก่อนหน้านี้ก็คงถึงเวลาที่มันจะโทรม และเสีย อาการเสียของเลนส์ที่พบก็คือ เมื่อถ่ายด้วยค่า f ที่มากกว่า f4 กล้องจะขึ้น error แล้วก็หยุดการทำงาน ต้องปิดแล้วเปิดใหม่ แต่ถ้าตั้งค่า f เอาไว้แค่ f4 หรือ ค่ารูรับแสงกว้างสุดของเลนส์กล้องจะทำงานปกติ ถ่ายได้ปกติ สันนิษฐานว่า การใช้รูรับแสงที่กล้องต้องสั่งให้เลนส์หรี่รูรับแสงให้แคบลงจะทำให้ระบบมีปัญหา ระบบการควบคุมรูรับแสงคงเสียหายอยู่ ก็เลยจัดการส่งไปที่ศูนย์เพื่อซ่อมแซม

20220806191710_IMG_0007

ศูนย์ canon อยู่ที่อาคารสาธรทาวเวอร์ อยู่หัวมุมสี่แยกถนนนราธิวาสตัดสาธร ที่ศูนย์แห่งนี้ในปัจจุบันมีลูกค้าแวะเวียนไปไม่มาก ไม่รู้ว่าเพราะกล้องเสื่อมความนิยม หรือ โควิดทำให้คนน้อย หรือแม้แต่โควิดทำให้กล้องไม่ค่อยถูกใช้งาน ปริมาณกล้องเสียเลนส์เสียเลยไม่เยอะ ก็ได้แต่เดาไปเรื่อย เมื่อส่งไปซ่อม ช่างก็ตรวจสอบอาการอยู่หลายวัน แล้วก็โทรกลับมาแจ้งค่าใช้จ่ายพร้อมอธิบายอาการเสีย และอธิบายราคาค่าซ่อมต่างๆ และราคานี่แหละที่ทำให้ตกใจมาก

เจ้าหน้าที่ศูนย์ canon อธิบายว่า เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์หิ้ว ไม่ได้ขายผ่านระบบของประเทศไทย ทำให้ราคาค่าบริการต่างๆต้องคิดราคาเต็ม ไม่มีส่วนลด เพราะปกติ ค่าบริการอุปกรณ์ที่ขายผ่านตัวแทนประเทศไทยจะคิดค่าบริการลดราคา 50% คิดค่าอะไหล่ลดลง 30% (ผมอาจจำผิดเพราะเขียนโพสท์นี้หลังจากรับเลนส์กลับมาใช้งานนานเป็นเดือนแล้ว) นั่นทำให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมเลนส์ครั้งนี้อยู่ที่ 8368.47 บาท ตอนที่รู้ราคาก็ตกใจพอสมควร และในวินาทีที่คุยโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ ผมก็ย้อนนึกไปถึงตอนที่ซื้อเลนส์ตัวนี้มา ผมซื้อมือสองจากร้านกล้องถ่ายภาพ โดยผมซื้อบอดี้มือหนึ่งเป็นของตัวแทนไทยมีประกันถูกต้องทุกอย่าง แต่ผมเลือกใช้เลนส์มือสองเพราะเห็นว่าราคาถูกลงไปจากราคามือหนึ่งประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะด้วยความเชื่อมั่นว่าเลนส์เกรดโปรของ canon จะทน และสามารถซ่อมได้เกือบทุกอาการ ดังนั้นผมก็เสี่ยงกับของมือสองได้ แต่ตอนที่ซื้อก็ไม่คิดว่าเลนส์จะเป็นของหิ้ว คิดว่ามันคงเป็นมือสองประกันศูนย์ ซึ่งตอนซื้อก็ไม่ได้ถามว่ามันเป็นของหิ้วหรือของประกันศูนย์

IMG_20220806_210154

กลับมาที่การสนทนากับศูนย์ canon ผมรู้ว่าราคาเลนส์ตัวนี้ที่เป็นมือสองในปัจจุบันซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 9000-12000 บาท แล้วแต่สภาพ ณ นาทีนั้้นผมลังเลอยู่ว่าจะยกเลิกการซ่อมแล้วไปซื้อมือสองใช้ดีไหม แต่คิดแล้วก็ไม่อยากเสี่ยงว่าถ้าซื้อมือสองมาแล้วจะมาเจออาการเสียแบบรูรับแสงหมดอายุแบบนี้หรือเปล่า ก็เลยตัดสินใจซ่อมในราคาตามที่แจ้ง จ่ายแปดพันกว่าบาทแล้วได้ของที่ซ่อมบำรุงเรียบร้อยกลับมาใช้น่าจะดีกว่าไปเสี่ยงกับมือสองตัวอื่นๆ

พอพ้นเรื่องราคาไปแล้ว ผมก็คุยกับเจ้าหน้าที่ต่ออีกสักพัก ถามเรื่องระยะเวลาที่ศูนย์จะสต๊อคอะไหล่ของเลนส์รุ่นต่างๆว่าจะมีให้ซ่อมไปอีกนานแค่ไหน เพราะได้ข่าวว่า canon จะเลิกผลิตกล้อง DSLR และจะทำให้เลิกผลิตเลนส์เม้าท์ EF ด้วยแน่ๆ เนื่องจากตอนนี้ canon ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาระบบกล้องและเลนส์รุ่นใหม่อย่าง Eos R พร้อมเลนส์ชนิด RF ที่เป็นเม้าท์เลนส์ชนิดใหม่แต่เพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ก็ให้ข้อมูลว่า เลนส์หลายๆตัวของ canon จะสต๊อคอะไหล่ไว้ประมาณอย่างน้อย 20 ปี นั่นหมายความว่าถ้าภายใน 20 ปี ก็น่าจะพอมีอะไหล่ให้ซ่อมได้ และยังมีเลนส์บางรุ่นอย่าง Ef 70-200L f2.8 ที่จะมีอะไหล่สต๊อคไว้ถึง 29 ปี นั่นถือว่าเป็นระยะเวลาที่นานมากสำหรับผลิตภัณฑ์สักตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าดีใจที่บริษัทพยายามดูแลช่างภาพที่ใช้อุปกรณ์เกรดโปรอย่างยาวนาน แต่ก็นับเป็นเรื่องเศร้าอีกประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมอยู่มานาน และกำลังจะถึงระยะเวลาที่เลนส์จะหมดเวลา 29 ปีแล้ว เพราะเลนส์ 70-200 f2.8 ถูกผลิตครั้งแรกปี คศ 1995 พอนับไป 29ปี มันก็จะไปถึงปี 2024 นั่นเอง ซึ่งมันคือเวลาอีกไม่นานแล้วหลังจากนี้

การซ่อมเลนส์ครั้งนี้ทำให้ผมเข้าใจแล้วว่าการซื้อของมือสองทำไมเราถึงต้องสอบถามว่าเป็นของประกันศูนย์หรือประกันร้าน(ของหิ้ว) เพราะมันมีผลกับการคิดราคาค่าซ่อมและค่าอะไหล่ในอนาคตนั่นเอง ต่อไปก็จะได้ระวังไม่ซื้อของประกันร้านอีก จะได้ไม่ต้องตกใจตอนส่งซ่อมเหมือนครั้งนี้

รีวิวเลนส์ canon 24-105f4 L

IMG_20220713_162126

เลนส์ canon 24-105f4 L ตัวนี้เป็นเลนส์ซูมคุณภาพสูงจากค่าย canon ที่ทำออกมาขายหลายปีแล้ว โดยปกติเลนส์เกรดสูงของ canon จะใช้คำว่า L ติดไว้ในชื่อของเลนส์ เลนส์เกรด L จะมีคุณภาพของภาพที่คมชัด ใส และปกติจะไวแสง ส่วนมากก็จะมีรูรับแสงระดับ 2.8 หรือ น้อยกว่านี้ แต่ก็มีเลนส์ L บางตัวที่รูรับแสงแคบหรือเป็นตัวเลขที่มากกว่า 2.8 อย่างเช่นเลนส์ตัวนี้ที่มีรูรับแสง f4

IMG_3052

ความใสคือจุดเด่นของเลนส์ L และช่วงซูมที่กว้างระดับ 24-105mm ก็เป็นช่วงเลนส์ที่ได้ใช้งานบ่อยในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การถ่ายภาพวิวโดยการใช้ช่วงที่เป็นมุมกว้าง การถ่ายภาพทั่วไปที่ใช้ช่วงซูม กลางๆ จนถึงถ่ายภาพบุคคลที่ใช้ช่วงเลนส์ 85 -105มม. เลนส์ตัวนี้เหมาะกับสถานการณ์ส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน และสถานการณ์ที่มักจะได้พบตอนท่องเที่ยว การมีระบบกันสั่นทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยไม่เป็นปัญหา แค่สภาพแสงในบ้านที่พอมองเห็น หรือแสงสว่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เลนส์ตัวนี้ก็บันทึกภาพเก็บแสงได้ ต่อให้ปริมาณแสงในภาพแม้จะน้อยไปกว่าที่กล่าวมาแต่ถ้าตามองเห็นมันก็มากพอสำหรับกล้องยุคใหม่ที่ตั้งค่าความไวแสงได้สูงลิบ

การใช้เลนส์ L เพื่อทำงานระยะยาวเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะนอกจากคุณภาพที่ดีมากแล้ว การบริการหลังการขายของ canon ก็ทำได้ดีน่าชื่นชม เลนส์เกรด L จะได้รับการดูแลในระบบศูนย์บริการที่ยาวนานมาก มีอะไหล่เอาไว้ซ่อมบำรุงไปอย่างน้อย 20 ปี บางรุ่นมีอะไหล่สต๊อคไว้ได้ถึง 29 ปี ตามข้อมูลที่พนักงานในศูนย์บริการได้เคยพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน และต่อให้ศูนย์จะเลิกสต๊อคอะไหล่ หรือ อะไหล่หมดจากบริษัทแล้ว โลกเราก็มีอุปกรณ์ยี่ห้อ canon ให้เราซื้อมือสอง ให้เราหาอะไหล่จากเลนส์เก่าไปได้อีกยาวนาน ใช้กันได้ตั้งแต่ลูกเกิดจนเรียนจบมหาวิทยาลัยก็เป็นไปได้

IMG_0262

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0067

IMG_0433
16:9

เลือกรูรับแสงตอนถ่ายภาพ

ปกติการถ่ายภาพจะมีเรื่องของรูรับแสงมาเป็นส่วนที่กำหนดลักษณะภาพ บางภาพอยากได้ฉากหลังเบลอ ให้วัตถุชัดแล้วที่เหลือเบลอเพื่อให้มีความเด่นอยู่บนวัตถุเท่านั้น เราจะเรียกว่าชัตตื้นคือมีช่วงชัดน้อยๆ ส่วนภาพที่จะถ่ายให้ชัดทั้งหมดก็มักจะเป็นภาพวิวทิวทัศน์ เราจะเรียกภาพที่ชัดทั้งภาพหรือเกือบทั้งภาพว่าชัดลึก

IMG_20200711_165315


สิ่งที่กำหนดความเป็นชัดตื้น หรือ ชัดลึก คือค่ารูรับแสงของเลนส์ที่เราใช้ หากเราใช้รูรับแสงกว้าง หรือเปิดรับแสงมากๆ หรือ ค่ารูรับแสงเป็นเลขจำนวนน้อย จะหมายถึงเปิดรูรับแสงกว้าง ลักษณะภาพจะมีความชัดแค่ช่วงน้อยๆ หรือชัดตื้น ส่วนภาพที่มีรูรับแสงเล็ก หรือ แคบ หรือเป็นตัวเลขที่มากขึ้น จะให้ลักษณะภาพชัดเกือบทั้งภาพ จุดเด่นก็ชัด ฉากหลังก็ชัด การเลือกรูรับแสงจึงเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และเลือกใช้ตามความเหมาะสมของภาพนั้น

ภาพตัวอย่างด้านล่างที่นำมาลงนี้มาจากการถ่ายภาพ 3 ภาพ แล้วนำมาวางเรียงกัน ภาพส่วนบนเป็นภาพที่ถ่ายด้วยเลนส์ 24-105มม. ใช้รูรับแสงที่ f4 จะเห็นว่าต้นไม้ชัด ฉากหลังเบลอ ส่วนภาพตรงกลางของตัวอย่างจะเป็นการปรับรูรับแสงให้เล็กลง หรือ มีตัวเลขรูรับแสงที่มากขึ้น ต้นไม้จะชัดอยู่เหมือนเดิม แต่ฉากหลังจะมีความชัดมากขึ้น พอจะดูรู้ว่าฉากหลังเป็นอะไร และภาพส่วนสุดท้ายคือภาพที่ใช้รูรับแสงแบบเล็กมาก ประมาณ f22 ฉากหลังจะยิ่งชัดมากขึ้นไปอีก

20220702153238_IMG_1027
f4
20220702153242_IMG_1028
f11
20220702153246_IMG_1029
f22

รีวิวเลนส์ Canon macro 100 mm

การถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายภาพทั่วไปเราจะต้องมีอุปกรณ์คือตัวกล้องและเลนส์ กล้องคอมแพ็คจะเป็นกล้องพร้อมเลนส์ที่ติดเป็นตัวเดียวกัน ถอดแยกไม่ได้ ส่วนกล้องในระดับกึ่งอาชีพหรือระดับอาชีพจะเป็นกล้องที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ซึ่งทำให้เราสามารถเลือกซื้อเลนส์ที่เหมาะสมกับงานมาใช้ได้ และเลนส์มาโครก็เป็นเลนส์ที่สำคัญตัวหนึ่งของวงการถ่ายภาพ และยี่ห้อ canon ก็มีเลนส์มาโครให้เลือกใช้หลายตัว ตัวที่อยู่ในรีวิวนี้คือตัวที่ผมใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

sale2013-IMG_0220

หลักการของเลนส์มาโครก็คือ ต้องเป็นเลนส์ที่เข้าใกล้วัตถุได้ใกล้มาก จนได้ภาพใหญ่เต็มกรอบภาพ เลนส์ปกติที่แถมมากับกล้องจะถ่ายใกล้ได้ระดับหนึ่ง เราไม่สามารถถ่ายภาพเหรียญ 10 บาทให้เต็มเฟรมได้ เพราะว่า เลนส์แถมหรือเลนส์ทั่วไปเข้าใกล้วัตถุมากๆก็จะโฟกัสภาพไม่ได้นั่นเอง แต่กับเลนส์มาโครแท้ๆ จะเข้าใกล้ได้ ทำให้การถ่ายภาพสิ่งของเล็กๆทำได้สะดวก และแม้จะนำไปใช้กับการถ่ายภาพแนวอื่นก็ใช้ได้ด้วย เลนส์มาโครจึงเป็นที่นิยมของคนชอบถ่ายภาพ และมักจะเป็นเลนส์ตัวที่นักถ่ายภาพจริงจังมักจะซื้อ รวมถึงช่างภาพอาชีพที่ต้องทำมาหากิน ต้องถ่ายภาพสินค้าต่างๆก็ต้องซื้อเช่นกัน

IMG_8928

เลนส์มาโครมักจะเป็นเลนส์ที่ซื้อแล้วไม่มีการอัพเกรด เพราะเลนส์มาโครให้ภาพที่คมชัดสวยงามเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และมันก็เป็นเลนส์ที่ให้รายละเอียดได้สูงมาก แทบจะคมชัดที่สุดในบรรดาเลนส์ที่มีขาย รวมถึงการถ่ายภาพมาโครก็ต้องการความชำนาญที่มากขึ้น นักถ่ายภาพที่ชอบมาโครก็จะมีความสามารถมากกว่าช่างภาพมือใหม่ ทำให้ภาพที่ออกจากเลนส์มาโครมักจะมีคุณภาพที่ดี และมันก็ดีจนหลายคนอยากใช้เลนส์มาโคร

IMG_0149

ของที่ไม่เล็กมาก หรือสิ่งของทั่วไปก็ใช้เลนส์มาโครถ่ายได้ เพราะหากใช้งานในระยะปกติที่ไม่ได้เข้าใกล้วัตถุมากๆ เลนส์มาโครก็คือเลนส์ธรรมดาตัวหนึ่ง ใช้ถ่ายสิ่งของ ถ่ายคน ถ่ายวิว ถ่ายทุกอย่างได้ไม่ต่างกันกับเลนส์ทั่วไป แต่ข้อได้เปรียบในเรื่องความสวยงามจะมีมากกว่า เพราะเลนส์คมกว่า สีสวยกว่า และถูกใช้งานผ่านมือนักถ่ายภาพที่ฝึกฝนมามากกว่านั่นเอง

20210322132629_IMG_0796

ภาพมาโครจะมีเสน่ห์ตรงที่มันเป็นภาพแปลกตา เราไม่ได้เห็นภาพแบบนี้ด้วยตาเปล่า งานสิ่งพิมพ์บางชนิดที่ดูด้วยตาเปล่าเราอาจจะไม่เห็นความน่าสนใจ แต่ถ้าเราใช้เลนส์มาโครถ่าย เข้าไปใกล้ๆกระดาษ เราจะเห็นเนื้อกระดาษที่มีร่องรอย มีพื้นผิวที่ไม่เรียบ มีรอยพิมพ์ที่กดจมเป็นตัวหนังสือ สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพถ่ายมาโคร หรือภาพจากเลนส์มาโครเป็นภาพที่สวยน่ามอง การพกเลนส์มาโครไปถ่ายภาพสารพัดก็เลยทำให้เรามีโอกาสได้ภาพที่สวยมากขึ้น

IMG_4368

เลนส์ทุกตัวจะมีจุดที่ชัดที่สุดคือจุดที่เลนส์ปรับโฟกัสไว้ หลายครั้งเราก็เรียกว่าเลนส์มาโครมีลักษณะชัดตื้นเป็นหลัก คือส่วนที่ชัดมีนิดเดียว ส่วนที่อยู่นอกจุดโฟกัสจะค่อยๆเบลอ และจะยิ่งเบลอมากขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้ภาพถ่ายมีความน่ามอง แต่เราก็มีวิธีทำให้ช่วงชัดมีมากขึ้น หรือมีระยะชัดลึกเพิ่มขึ้นด้วยการหรี่รูรับแสงลงไป หรือปรับรูรับแสงให้เป็นตัวเลขมากๆนั่นเอง อย่างเช่น การถ่ายอาหารให้ชัดทั้งจานอาจจะต้องใช้ค่ารูรับแสงประมาณ f16 หรือ f22 ภาพแหวนที่อยากให้ชัดทั้งเกือบทั้งวงอาจต้องใช้ค่า f 32 ก็ได้

IMG_8401
IMG_0186

เลนส์มาโครนิยมนำมาถ่ายสิ่งของโดยเน้นบางส่วนของสิ่งของเหล่านั้น เป็นลักษณะการจัดองค์ประกอบแบบหนึ่งในทฤษฎีถ่ายภาพ ซึ่งเป็นแค่แนวทาง ไม่ใช่กฏตายตัว เราเลยได้เห็นภาพมาโครของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะดอกไม้ เจ้าของเลนส์มาโครที่นำไปถ่ายดอกไม้ อย่างน้อย จะต้องมีภาพเกสรดอกไม้เก็บไว้

IMG_8926
IMG_8933
2019-12-04_03-53-59

เรายังสามารถใช้เลนส์มาโครถ่ายภาพคนได้ด้วย ด้วยความที่เลนส์มีลักษณะพิเศษคือ มีความคมชัดสูง ให้รายละเอียดได้สูง เราจะบอกว่าเลนส์มาโครเป็นเลนส์ที่ใกล้เคียงอุดมคติก็ได้ การถ่ายภาพให้ชัดเป็นเรื่องที่ดี การถ่ายคนด้วยเลนส์มาโครก็จะได้ภาพคมชัดมาก รายละเอียดบนหน้า เส้นผม ขนตา ร่องรอยต่างๆเห็นชัดทั้งหมดหากถ่ายอย่างถูกต้องและจัดแสงอย่างเหมาะสม แต่ก็มีผู้หญิงอีกหลายคนเคยให้ความเห็นว่า ถ่ายด้วยเลนส์มาโครนั้นชัดเกินไป สิวฝ้า รอยกระรอยด่างก็เห็นทั้งหมดเลย กลายเป็นข้อเสียของสาวๆไป แต่นั่นก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเลนส์มาโครให้รายละเอียดในภาพได้ดีมากนั่นเอง สามารถดูวิธีการถ่ายภาพเด็กครึ่งตัวได้ที่นี่

IMG_4387

เลนส์ในค่าย canon มีเลนส์มาโครสำหรับเม้าท์ EF หรือกล้องฟิล์ม อยู่ 3 ตัว ตัวแรกที่เป็นตัวยอดนิยมมายาวนานคือ macro100mm เป็นเลนส์ทางยาวโฟกัส 100 มม. รูรับแสงกว้างสุด 2.8 หากใช้ถ่ายภาพโดยการปรับให้เข้าใกล้วัตถุมากที่สุดจะได้อัตราขยาย 1:1 ก็คือของใหญ่เท่าไหร่ ก็จะเกิดเป็นภาพบนฟิล์มใหญ่เท่ากัน นั่นเป็นเหตุผลที่บอกไว้ในตอนต้นว่า เลนส์มาโครแท้ๆหรือเลนส์ที่ให้ขนาดภาพได้ถึง 1:1 จะถ่ายเหรียญ 10 บาทได้เต็มเฟรมนั่นเอง ซึ่ง ในภายหลังช่วงไม่กี่ปีนี้ก็ได้มีการปรับปรุงเลนส์ macro100 ตัวนี้ให้เป็นรุ่น 2 โดยมีสเป็คเหมือนเดิมแต่เพิ่มส่วนของ IS หรือ image stabilizer เข้ามาด้วย

20210327170149_IMG_0071

เลนส์มาโครอีกตัวหนึ่งที่เป็นของ canon ก็คือ macro50mm ทางยาวโฟกัส 50 มม. เป็นเลนส์มาโครเช่นกัน เข้าใกล้วัตถุได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ใกล้มาก ให้ภาพใหญ่ได้เพียง 1:2 หรือให้ภาพได้ใหญ่แค่ครึ่งเดียวของ macro100 แต่หากจะใช้ถ่ายภาพให้ได้ภาพระดับ 1:1 ก็จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม เพื่อทำให้เลนส์สามารถเข้าใกล้วัตถุได้มากกว่าสเป็ค แต่การใช้งานก็จะยุ่งยากกว่าเล็กน้อย

ยังมีเลนส์มาโครอีกตัวหนึ่งแต่เป็นตัวไม่ฮิตมาก ให้ภาพได้ใหญ่มากระดับ 5:1 นั่นคือเลนส์ MP-E65 แต่ก็จะเป็นเลนส์ที่ใช้ถ่ายภาพทั่วไปไม่ได้เลย เพราะระยะโฟกัสจะออกแบบมาใกล้มาก ทำให้ถ่ายภาพบุคคลหรือภาพวิวไมไ่ด้ มีแต่นักถ่ายภาพระดับจริงจังบ้าบิ่นเท่านั้นที่จะใช้เลนส์มาโครเฉพาะทางตัวนี้ ภาพที่ออกจากเลนส์ตัวนี้ก็จะเป็นภาพแนว ตาแมลงวัน ขาแมลง รูสอดเส้นด้ายของเข็มเย็บผ้า อัตราขยายระดับนี้เป็นเรื่องเฉพาะทางมากๆ

ข้อดีของเลนส์ macro 100 รุ่น 1

ใช้ถ่ายมาโครได้ 1:1

ให้สีสันสวยงาม สีสวยมาก รายละเอียดสุดยอด

ใช้ถ่ายภาพจากฟิล์มสไลด์ เพื่อทดแทนเครื่องสแกนฟิล์ม

ข้อเสีย

จริงๆต้องบอกว่าไม่มี แต่ถ้าจะให้หามาเปรียบเทียบก็ต้องคุยกันเรื่องราคา เพราะปัจจุบัน macro100 รุ่น 1 ไม่มีขายแล้ว ราคาเคยมีตั้งไว้ระดับหมื่นปลายๆ แต่พอหมดรุ่น แล้วปรับมาเป็นรุ่น 2 ราคาก็เพิ่มขึ้นไปอีกเกือบเท่าตัว ทำให้ราคาแพงมาก

20210327142015_IMG_0027

ถ้าจะต้องพกเลนส์ตัวเดียวเพื่อถ่ายอเนกประสงค์ โดยไม่เน้นว่าต้องเป็นภาพมุมกว้าง การเลือกใช้เลนส์มาโครก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะใช้ถ่ายภาพบุคคลก็ได้ ใช้ถ่ายภาพมาโครก็ได้ เราสามารถหาเลนส์ macro 100 มือสองได้ในราคาไม่แพง เพราะความนิยมของกล้องดิจิทัลแบบ Full frame ไม่ค่อยสูง นักถ่ายภาพรุ่นใหม่ๆจะไปเริ่มกับระบบกล้อง mirrorless ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์รับภาพที่เล็กกว่า นั่นก็ทำให้มีเลนส์มาโครที่ออกแบบมาเฉพาะของระบบเซ็นเซอร์เล็กด้วย และเลนส์ในกลุ่มนี้ก็จะมีราคาซื้อขายที่แพงกว่าเลนส์ตัวเก่าที่ไม่นิยม เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ราคามือสองของเลนส์ macro100 เม้าท์ EF เท่ากันหรือถูกกว่าเลนส์ macro60 เม้าท์EFS ที่เป็นของระบบเล็ก ใครหาเลนส์มาโครใช้ก็ไปช้อนซื้อเลนส์ macro100 ไว้ได้เลย ของดีราคาที่โลกเมิน คุ้มค่ารีบสอย

20210323162351_IMG_0815

20210327212516_IMG_0025

20200906175953_IMG_4321

IMG_0428

IMG_20191203_201814

IMG_0086

2018-10-14 08.28.52 2

รีวิว canon eos 6d + 70-200 f2.8

กล้อง canon eos 6d อยู่กับผมมาหลายปี ผมแทบไม่เคยเขียนรีวิวเกี่ยวกับกล้องตัวนี้เลย หาสาเหตุไม่ได้เลยว่าทำไมถึงไม่มีการเขียนรีวิวกล้องตัวนี้ ทำไมถึงลืมที่จะพูดถึงกล้องตัวนี้ ทั้งๆที่มันเป็นกล้องที่ช่วยให้ผมสนุกกับการถ่ายภาพและใช้หาเงินได้ในบางโอกาสที่ว่างไปรับงาน

IMG_0074

ทุกครั้งที่หยิบ eos 6d ออกมาผมจะใช้มันอย่างมั่นใจ มันเป็นกล้อง fullframe ที่มีเซ็นเซอร์รับภาพเท่ากับฟิล์มถ่ายภาพ 135 ซึ่งเป็นความคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยที่หัดถ่ายและรับจ้างถ่ายภาพด้วยฟิล์ม การฝึกฝนเรื่องการวัดแสง การจัดองค์ประกอบภาพด้วยเลนส์ระบบเดิมตั้งแต่สมัยใช้ฟิล์ม ทำให้การใช้กล้อง DSLR ในมือเป็นไปอย่างราบลื่นไร้รอยต่อ ก่อนจะเป็น eos 6d ต้องย้อนไปถึงตอนที่ได้กล้อง eos 5d มาครั้งแรก ผมไม่ได้อ่านคู่มือ ไม่ได้รู้ข้อมูลทางเทคนิคเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้แม้แต่ว่ากล้องมีจุดโฟกัสกี่จุด และมีขนาดภาพเท่าไหร่ และมาถึง eos 6d ก็ทำเหมือนกันคือ ได้มาก็ใช้เลย ไม่ได้รู้สเป็ค ไม่ได้สนใจตัวเลขใดๆ รู้แค่ว่า กล้องตั้ง iso ยังไง และใส่เลนส์เดิมออกไปถ่ายเลย

IMG_0065

กล้องตัวนี้ถูกใช้งานมานานหลายปี และแบตเตอรี่ก้อนแรก ก้อนเดิมยังคงอยู่และใช้งานอยู่ก้อนเดียว ตอนที่ได้กล้องมาใหม่ๆ ผมถือ eos 6d ไปรับจ้างถ่ายภาพงานแต่งงานคู่กับกล้อง eos 5d ในใจก็คิดว่ามันเหมือนกัน ก็โฟกัสถ่ายภาพไปเรื่อยๆ แต่พอใช้คู่กันจริงๆก็พบความจริงที่ว่า eos 6d ให้ภาพสวยกว่า ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยได้สุดยอดมาก ในห้องโถงของโรงแรมแสงน้อยๆ eos 6d ถ่ายภาพได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ iso กล้องขึ้นสูงได้โดยภาพยังดูดีอยู่ รวมกับเลนส์ 24-105 f4 is ที่มีระบบกันสั่น ทำให้กล้องยังคงทำงานได้ต่อเนื่อง สปีดชัตเตอร์ต่ำไปบ้างก็ยังมี is ช่วยไว้ ในงานแต่งงานที่เป็นงานแรกของ eos 6d กล้องถ่ายภาพไปประมาณ เกือบ 1000 ภาพ และแบตยังไม่หมด ปลาบปลื้มมากๆ กล้องมีคุณภาพสูงและใช้พลังงานน้อยอย่างเหลือเชื่อ จบจากวันรับงาน ผมก็ขาย eos 5d ทิ้งทันทีเลย เพราะมั่นใจว่า eos 6d ตัวเดียวก็รับงานแต่งงานได้ 6 ชั่วโมงสบายๆ

IMG_0019

eos 6d อยู่กับผม ใช้งานร่วมกับ 24-105f4L และ 70-200f2.8 มาตลอด มีเลนส์ 85f1.8 และ macro100 เข้ามาเพิ่มอีก ทำให้มันทำงานได้ในทุกสถานการณ์ ทุกงาน และมันก็ถ่ายภาพในงานแต่งงานที่ต้องถ่ายภาพหลายร้อยภาพได้อย่างไม่บกพร่อง และในการถ่ายเล่นในชีวิตประจำวันมันก็ทำหน้าที่ของกล้องได้เกือบจะสมบูรณ์แบบ ผมนึกไม่ออกว่าจะติดขัดเรื่องอะไรกับ eos 6d

IMG_7446

การถ่ายภาพชีวิตคนสักคนหนึ่งด้วยเลนส์ 70-200 f2.8 เป็นแนวทางที่ได้ภาพที่ดีสุดยอดในความคิดผม กล้องและเลนส์ชุดนี้ให้ภาพได้สวยชวนฝัน แม้ว่าจะถ่ายเป็น jpg ก็ยังเป็นภาพที่ดี ผมถ่ายด้วย raw น้อยมาก เพราะลำพังเพียง jpg ที่ออกจากกล้องก็เพียงพอต่อความรู้สึกแล้ว โฟกัสชัดที่คนแล้วปล่อยฉากหลังให้เบลอ ผมใช้รูรับแสง f2.8 เสมอเมื่อใช้เลนส์ตัวนี้ คุณภาพเลนส์ L เป็นของคุณภาพสูงลิบ และให้ภาพที่ดีจนผมไม่เคยสนใจจะใช้เลนส์ฟิกส์เลย ยกเว้นแต่บางเวลาที่อยากพกของเบาหน่อยเท่านั้น

IMG_0067

เวลาไปเจอสถานการณ์บางอย่างที่รู้สึกว่าต้องได้ภาพที่ประทับใจกลับไปสักภาพให้ได้ ก็จะหยิบเลนส์ 70-200 f2.8 ตัวนี้มาติดกับกล้อง eos 6d แล้วก็ปล่อยให้เหตุการณ์สวยๆผ่านหน้ากล้อง แล้วก็กดชัตเตอร์ ภาพสวยในจังหวะสุดยอดก็อยู่ในความทรงจำ และอยู่ในเมมโมรี่ และสุดท้ายก็อยู่ในเว็บ อยู่ในที่เก็บภาพ online ลูกชายผมเป็นนายแบบประจำกล้องมาตั้งแต่เกิด และทุกครั้งที่อยากได้ภาพดีสุดๆ ก็จะใช้กล้องและเลนส์คู่นี้ ซึ่งไม่เคยผิดหวังเลย

IMG_0033

รูรับแสง f2.8 เป็นรูรับแสงที่ให้ภาพสวยมาก สวยจนไม่อยากให้แสงหมดเลย สภาพแสงที่แดดไม่แรงเกินไป หรือไม่น้อยเกินไป ทำให้กล้องสามารถใช้ความไวชัตเตอร์ที่สูงเพียงพอจะหยุดการเคลื่อนไหวของแบบได้ และภาพ action สวยๆ จากสระว่ายน้ำก็โผล่มาให้เราดู กล้องกับเลนส์ก็เก็บภาพได้สมบูรณ์แบบ ผมเข้าใจช่างภาพกีฬาเลยว่าเลนส์ติดกล้องของพวกเขาจะเป็น 70-200 แน่นอน

IMG_0214

ภาพ portrait ครึ่งตัวเป็นของง่ายของคู่หูกล้องและเลนส์ชุดนี้ แถมยังคงจัดองค์ประกอบด้วยการซูมได้อีกทำให้เลือกคร็อบตัวแบบได้ตามใจ ภาพหน้าชัด หลังเบลอที่สวยๆมักจะมาจากการถ่ายภาพครึ่งตัวที่ให้ตัวคนชัดเป๊ะและฉากหลังไกลๆออกไปเบลอจนละลายดูนุ่มนวล และหากแสงไม่ได้มีแดดแรงๆ ฉากหลังจะยิ่งสวยกว่าแดดจัด

fisherman2-IMG_8257

การถ่ายภาพด้วยเลนส์เทเลซูมจะให้ภาพสวยยิ่งขึ้นหากเราถือเลนส์ให้อยู่ในระดับเดียวกับสิ่งที่เราจะถ่าย หลายครั้งที่ผมต้องลงไปนั่งหรือนอนถ่ายภาพ อย่างภาพคู่แม่ลูกที่ชายหาด ผมก็นอนถ่ายอยู่เหมือนกับแบบ เพราะการถือเลนส์ให้ขนานแนวพื้น ประคองหน้าเลนส์ชี้ไปที่แบบจะทำให้ได้ภาพสวยที่สุด สวยมากกว่าการถือกล้องในท่ายืนแล้วก้มถ่าย และฉากหลังที่นุ่มเบลอในสภาพแสงที่ไม่มีแดดแรงๆก็ให้ภาพสวยน่ามอง

IMG_0149.JPG

จังหวะการถ่ายภาพที่จับรอยยิ้มของเด็กได้ทันตามใจนึก มาจากกล้องและเลนส์ที่ทำงานได้ทันกับความคิดมาจากกล้องและเลนส์ที่ประสิทธิภาพสูง จะเรียกว่ากล้องโปร เลนส์โปรก็ได้ สภาพแสงตอนเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับไป แสงสุดท้ายที่ยังมีเล็กน้อยหากเป็นกล้องยุคปี 2005 อย่าง eos5d เราอาจได้ภาพที่ไม่สวยเท่านี้ เพราะความไวชัตเตอร์ไม่สูงมาก เนื่องจาก iso ของกล้องเก่ายังไม่สูงนั่นเอง กล้อง eos 6d เป็นกล้องยุคใหม่ที่พัฒนาตัวรับภาพให้มีคุณภาพสูง แม้จะดัน iso ขึ้นสูงมากระดับ 3200 หรือ 6400 ก็ยังให้ภาพที่ดีได้ รวมกับเลนส์ f2.8 ก็ทำให้สภาพแสงยากๆกลายเป็นเรื่องง่าย

IMG_0169.JPG
leona-prewedding-dpp1-IMG_6286

ผมเคยไปรับงานถ่ายภาพครอบครัว พ่อแม่ลูก เดินเล่นที่สวนลุม ถ่ายภาพกันประมาณ 2 ชม. ตั้งแต่สภาพแสงดีๆ จนถึงแสงเกือบสุดท้ายของวัน งานถ่ายภาพจบแล้ว ผมกับแบบกำลังจะเดินแยกกันไป เราเดินผ่านทางเดินที่มีช่องว่างพอให้แสงอาทิตย์สีทองเข้มๆส่องทะลุเข้าไป ผมเดินไปดักรอให้แบบเดินผ่าน แล้วให้สัญญาณว่าให้เขาเดินช้าๆกันตรงจุดที่แสงส่อง พ่อแม่และลูกทั้งสองรู้งาน เพราะคุ้นเคยกับช่างภาพแล้ว ก็เดินผ่านแบบช้าๆ ปล่อยให้ช่างภาพเก็บภาพ แสงสุดท้าย เลนส์ 2.8 กล้อง eos 6d จบงานนี้ด้วยภาพสุดท้ายที่ผมชอบที่สุด ชอบยิ่งกว่าภาพที่ตั้งใจโพสท์ท่า ผมชอบภาพนี้จนอยากจะเป็นคนในภาพเสียเองเลย

กล้อง eos 6d เป็นกล้องที่สมบูรณ์แบบในยุคของมัน และยังคงน่าใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อะไรที่ตามองเห็นกล้อง eos 6d ก็เก็บภาพได้ตามที่เห็นจริงๆ ยิ่งรวมกับเลนส์ telezoom คุณภาพสูงอย่าง 70-200 f2.8 L ยิ่งทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายและสนุก และคาดหวังผลลัพธ์เป็นภาพสวยๆ ข้อเสียเพียงข้อเดียวที่มีอยู่ในคู่หูชุดนี้ก็คือมันหนักมาก เป็นภาระในการพกพาจริงๆ คนที่จะสะพายชุดนี้รับจ้างทำงานต้องแข็งแรงมาก แต่มันก็คุ้มค่าที่จะเหนื่อยแบกไปจนจบงาน เพราะเมื่อเห็นภาพที่ได้ เราก็จะหายเหนื่อยได้เอง

รวมภาพที่ประทับใจที่ถ่ายด้วยเลนส์ตัวนี้

IMG_20191208_072805
dpp-rugby-8sep2019-IMG_0056

IMG_0114.JPG

IMG_0133.JPG

IMG_0366

IMG_0513

เปรียบเทียบเลนส์ canon 15-45 กับ 18-55 บน eos m

กล้อง eos m เป็นกล้อง mirrorless ของ canon  ตอนที่เปิดตัวระบบนี้ออกมาจะมีเลนส์ kit ติดกล้องออกมาตัวแรกเป็น EF-M18-55mm f/3.5-5.6 IS STM ภายหลังจากนั้นอีกประมาณ  2-3 ปี ก็มีเลนส์ kit รุ่นที่2 ออกมาเป็นเลนส์ EF-M15-45mm f/3.5-6.3 IS STM ซึ่งติดมากับกล้องรุ่น eos m10  คนที่ชอบถ่ายภาพวิว ภาพแนวท่องเที่ยว จะสนใจเลนส์ตัวนี้มาก เพราะว่ามุมรับภาพถือว่ากว้างมากเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม  ภาพต่อไปนี้ก็จะเปรียบเทียบมุมรับภาพของเลนส์ทั้ง2ให้ดูเป็นแนวทาง

IMG_3881

18-55

IMG_3880

15-45

ทั้ง2ภาพ ถ่ายด้วยกล้อง eos m โหมด  ถ่ายโดยการยืนอยู่จุดเดิม ถ่ายเลนส์ตัวแรกเสร็จ ก็ถอดเลนส์เปลี่ยนเป็นตัวที่2  จากภาพตัวอย่างจะเห็นว่า แค่ระยะยืนใกล้ๆ วัตถุที่ถ่ายอยู่ใกล้ๆก็เห็นแล้วว่า 15-45 รับภาพได้มุมกว้างกว่าอย่างมาก ความกว้างตรงนี้เหมาะกับการถ่ายภาพวิวและอาคารบ้านช่องที่ระยะยืนจำกัด  บางภาพเราไม่สามารถถอยหลังไปถ่ายให้ไกลได้ก็ต้องอาศัยเลนส์ที่รับภาพกว้างเป็นหลัก  ส่วนระยะซูมเทเล่นั้น ที่ 55 กับ 45 mm จะให้ผลไม่ต่างกันมาก  เพราะแม้เราจะมีระยะแค่ 45mm แต่เราสามารถเดินเข้าไปใกล้วัตถุได้  ก็จะได้ภาพวัตถุที่ใหญ่ขึ้นนั่นเอง

ลองดูมุมอื่นๆบ้าง

IMG_3895

18-55

IMG_3894

15-45

IMG_3896

18-55

IMG_3897

15-45

สรุปคือ เลนส์ 15-45mm ถ่ายมุมกว้างมาก  ถ้าต้องเลือกเลนส์ kit ติดกล้องสำหรับ eos m ผมจะเลือก 15-45mm แทนที่จะเป็น 18-55mm

==== เพิ่มเติมความเห็น====

เลนส์ ef-m 18-55is stm ตัวนี้มีคุณภาพที่ดีน่าสนใจมากขึ้นเมื่อผมไปถ่ายภาพที่ทริปเที่ยวทะเลกระบี่  นับว่าเป็นของราคาถูกที่ขายมือสองกันแค่ประมาณสองพันบาท  ถ้าจะให้คุณภาพดีกว่านี้ ต้องจ่ายถึงระดับเลนส์ L ด้วยซ้ำไป   ดูภาพตัวอย่างได้จากโพสท์นี้ครับ

เทียบกล้องโปรกับกล้องถ่ายเล่น

ลองอ่านเรื่องการใช้เลนส์ Kit หรือเลนส์ติดกล้องให้ได้คุณภาพที่ดีได้ที่ลิงค์นี้ครับ

ขอบฟ้า 1 ขวบ 6 เดือน

IMG_0173.JPG by pockethifi
IMG_0173.JPG, a photo by pockethifi on Flickr.

เด็กชายขอบฟ้า 1 ขวบ 6 เดือน วันนี้วิ่งเล่นได้แทบจะเหมือนลิงแล้ว ขาดแค่ปีนต้นไม้เท่านั้น

นิสัยการยิ้มสู้กล้องยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง แม้จะไม่เท่าตอนสมัยยังแบเบาะ แต่ก็ยังพอเรียกให้หันมายิ้มได้ ทุกวันนี้ เวลาถามว่าจะไปไหน จะได้ยินคำตอบว่า “ไปเที่ยว” เป็นคำตอบแรกสุดและตอบได้อย่างไม่ต้อคิดเลย

ภาพนี้ถ่ายที่พุทธมณฑล บริเวณสนามหญ้าข้างองค์พระ แสงเย็นๆประมาณห้าโมงเย็นส่องมาทางด้านหลัง ใช้กล้อง DSLR canon eos6d พร้อมเลนส์เทเลซูมความไว 2.8 อย่าง 70-200L วัดแสงแบบชดเชยไปทาง over 1 stop โฟกัสกลางภาพแล้วถ่าย ได้ภาพค่อนข้างน่าพอใจ

การพกกล้องใหญ่ๆไปเที่ยวมีข้อดีและข้อเสียปนกัน ข้อดีคือได้ภาพที่มีคุณภาพ ได้ภาพสวยไว้ใจได้ ข้อเสียคือมันหนักและเป็นภาระในการขนย้าย ยิ่งต้องดูและเด็กซนๆสักคนแทบจะทำให้การพักกล้องใหญ่ๆเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่ผมเองพกกล้องเล็กมาเป็นปีแล้วตั้งแต่เร่ิมพาลูกออกจากบ้าน มีภาพจากกล้องเล็กๆเต็มไปหมด วันนี้ก็เลยลองพกของใหญ่ดู ก็ได้ภาพที่สวยงามคุ้มกับความยุ่งยาก

แถมภาพพอร์ตเทรตของขอบฟ้าเอาไว้ด้วย  เด็กที่เกิดมาเป็นลูกของคนชอบถ่ายรูปก็ย่อมมีรูปเยอะเป็นธรรมดา  ตอนลูกโตขึ้น ลูกจะเป็นคนที่มีภาพไว้อวดเพื่อนๆมากมายมหาศาล

IMG_0107.JPG

 

อุปกรณ์เก่าเก็บไม่ค่อยได้ใช้

ตั้งแต่หัดถ่ายรูปมา ตอนนี้ก็ครบสิบปีแล้ว มีของที่ทะยอยซื้อหลายชิ้น บางอย่างก็พังไปแล้ว บางอย่างมีขายออกไปบ้าง ตอนนี้ก็เลยเอามาถ่ายภาพเก็บเป็นข้อมูลไว้ เพราะตั้งใจจะทะยอยขายออกไปเหมือนกัน


ตะแกรงล้างฟิล์ม และแท้งค์ล้างฟิล์ม เป็นของคู่บุญกับงานขาวดำ ใครจะถ่ายภาพขาวดำต้องทำเอง ต้องล้างเอง อุปกรณ์พวกนี้เป็นของจำเป็นไม่แพ้กล้องและเลนส์


เลนส์ sigma 24-70 f2.8 เป็นเลนส์ซูมระยะ 24-70 รุ่นแรกของโลก ออกมาก่อนยี่ห้อหลักเสียอีก เป็นเลนส์ที่ได้มือสองมา เคยซ่อมไปครั้งหนึ่ง ถึงทุกวันนี้มันทำเงินได้เกินค่าตัวไปหลายสิบเท่าแล้ว มันเป็นกำลังหลักของการรับงานของผมในสมััยที่ยังใช้ฟิล์มถ่ายภาพอยู่ พอเป็นยุคดิจิทัลก็ไม่ค่อยได้ใช้อีกเลย


เลนส์ซูม 35-70 f3.3-4.5 nikon เป็นเลนส์ซูมตัวเล็กคุณภาพสูง เลนส์ตัวนี้ซื้อมาพร้อมกล้อง สมัยน้องชายเริ่มเรียนถ่ายภาพ ผมพาน้องไปซื้อที่มาบุญครองเอง ตอนซื้อ กล้องหมื่นสอง เลนส์ตัวนี้หกพัน ยุคนั้นไม่มีกล้องดิจิทัล ผ่านมาถึงวันนี้ กล้องฟิล์มแทบจะเลิกใช้ไปแล้ว ทุกวันนี้ก็จับคู่กับกล้องฟิล์มตัวเดิม นานๆเอาออกมาใช้สักที สเป็คเลนส์ตัวนี้จะมีคล้ายๆกันหลายตัว บางตัวเป็นบอดี้พลาสติกน้ำหนักเบา ตัวที่ผมมีอยู่เป็นเหล็กค่อนข้างหนัก เรียกว่าเป็นของดีก็พอได้แหละ เวลาติดอยู่บนตัวกล้องแล้วก็ดูดีเหมือนกัน


แฟลช vivitar เป็นแฟลชยี่ห้ออิสระ ออกแบบมาให้ใช้กับกล้องได้ทุกยี่ห้อ เป็นแฟลชระบบแมน่วล และมีอ้อโต้สองระดับ เวลาจะใช้ต้องคำนวณระยะทาง ความไว รูรับแสงควบคู่กัน กว่าจะได้ค่าแสงที่พอดีต้องคิดเยอะมาก แต่สมัยใหม่มีแฟลชระบบไฮเทคที่ช่วยให้การใช้แฟลชง่ายกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่ได้ระดับแสงที่ต้องการจริงๆเท่ากับระบบแมน่วล การใช้งานแฟลชเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ และต้องใช้เวลามากกว่าการหัดใช้กล้องเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นแฟลชกระจอกระดับไหนก็ตาม ทักษะการใช้แฟลชเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน หนังสือเกี่ยวกับการใช้งานแฟลชหายากมาก หนังสือที่ดีที่สุดที่ผมเคยอ่านตอนนี้ไม่สามารถหาซื้อได้แล้ว จากวันที่เริ่มเรียนรู้แฟลชจนผ่านมาสิบปี ไม่มีหนังสือเกี่ยวกับแฟลชที่ดีให้เห็นอีกเลย ไม่รู้ว่าเพราะไม่มีคนคิดจะเขียน หรือ เป็นเพราะไม่มีใครอยากอ่านเลยไม่มีใครอยากจะเขียน


เลนส์ nikon 135 f2.8 เป็นเลนส์แมน่วลเทเลโฟโต้ราคาประหยัด คุณภาพดีมาก ได้มือสองมาจากร้านแถวเจริญกรุง ใช้กับฟิล์มได้สนุกมาก อารมณ์ถ่ายภาพด้วยฟิล์มเป็นอารมณ์ที่หาทดแทนไม่ได้จากระบบดิจิทัล การได้เลนส์และฟิล์มดีๆจะทำให้ภาพออกมาดีเลิศเลอน่าหลงไหล เลนส์ตัวนี้ให้ภาพสวยที่สุดเท่าที่กล้องแมน่วลจะมีให้ได้ ของที่ดีกว่านี้ก็มี แต่ว่าราคามันก็จะสูงขึ้นมาหลายเท่า ถ้าจำกัดงบ เลนสตัวนี้จะกลายเป็นเดอะเบสท์ และด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่โต สามารถใช้กระเป๋ากล้องสำหรับ SLR แบบที่เล็กที่สุดได้ไม่มีปัญหา