japan trip 14-19 july 2011

ไปญี่ปุ่น

ผมกับแฟนวางแผนไปญี่ปุ่นกัน ทีแรกคิดว่าจะได้ไปสบายๆเหมือนคู่ฮันนีมูนทั่วไป ที่ไหนได้ แบกเป้ ลากกระเป๋าเดินกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง ได้ขึ้นรถไฟฟ้าทั้งบนดิน และใต้ดินจนแทบจะจำแผนที่ในโอซาก้าได้แล้ว สิ่งที่ประทับใจก็คือเราได้มาเห็นว่าบ้านเมืองที่เจริญแล้วมันเป็นอย่างไร ดูเขาแล้วก็เอาใจช่วยบ้านเรา ญี่ปุ่นเขามีรถไฟฟ้าใต้ดินกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 ตามการหาหลักฐานของผมเอง โดยหาจากวิดีโอใน youtube ซึ่งไปพบว่ามีภาพการก่อสร้างรถใต้ดิน การขนรถจักรลงไปในอุโมงค์ ฯลฯ เทียบกับบ้านเรา ประเทศไทย บ้านเมืองที่ไหว้รากไม้มากกว่าไหว้คนให้ความรู้ กว่าพวกเราจะมี รถใต้ดิน มันก็ต้องรอถึงปี ค.ศ. 2004 ช้ากว่าญี่ปุ่นแค่ 74 ปีเอง

ภาพถ่ายในทริปนี้ใช้กล้อง Fuji x100 ซึ่งผมตั้งใจซื้อมาเพื่อใช้ถ่ายภาพเล่นๆในงานแต่งงานของผมเอง และใช้ถ่ายภาพทั่วไปแทนกล้องตัวใหญ่ ด้วยความเล็กกระทัดรัดทำให้การเดินทางท่องเที่ยวมีความสนุกมากขึ้น ไม่เป็นภาระในการพกพา ภาพที่ได้ค่อนข้างมีคุณภาพสูงใกล้เคียงกับกล้องตัวใหญ่ๆ ถือว่าเป็นการซื้อของที่มีคุณภาพดีอีกรายการหนึ่ง

พาแม่ไปกินนม

วันเสาร์วันหนึ่ง  หลังจากกินมื้อเย็นกันอย่างพร้อมหน้าแล้ว ก็เลยเถิดไปเดินเล่น หาของหวานกินกัน  พี่สาวเสนอเสาชิงช้า  ไปกินนมมนต์ แล้วก็ดูบรรยากาศแถวๆศาลาว่าการฯ

ร้านนี้มันทำบุญด้วยอะไรก็ไม่รู้  คนเยอะได้แทบจะตลอดเวลา  ถ้าไฟไหม้ขึ้นมาจะเหยียบกันตายไหมเนี่ย เหน็บด้วยความอิจฉาล้วนๆ

นานๆแม่จะออกมาไกลบ้านซะที  พี่สาวกับน้องก็บ้ากล้องอยู่พอตัว  แม่ก็ชอบถ่ายรูปมานานแล้วแต่ไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน  สิบปีมานี้มีลูกเป็นช่างภาพทำให้มีความทรงจำกับเขาบ้าง  เพราะก่อนหน้านี้  รูปถ่ายครั้งล่าสุดระหว่างลูกกับแม่ คือรูปผมตอนเรียน ม.3  ปีนี้ ลูกเพื่อนจะสอบ ม.1 อยู่แล้ว  ไม่น่าเชื่อจริงๆ

เดินกินเรื่อยเปื่อย  ดูวิว  ห่างจากร้านนมมนต์แค่ยี่สิบเมตร ราวกับว่าเมืองนี้เป็นชนบท  คนน้อยอย่างน่าประหลาด  หรือเป็นเพราะรอดูบอลโลกกันอยู่ที่บ้าน

เสาชิงช้าครั้งที่ยี่สิบ  ตั้งแต่ถ่ายภาพมา  มีเสาชิงช้าบ่อยมาก  มีตั้งแต่กลางวัน เย็น กลางคืน โคตรดึก  เสารุ่นเก่า เสารุ่นใหม่  มีครบเลย

เดี๋ยวนี้เขามีให้เช่าจักรยานขับด้วย  แต่ไม่รู้ว่าเปิดเช่่าตอนกี่โมง  เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้คนเราขี่จักรยานไม่ต้องใช้เบาะนั่งแล้ว  ยืนขี่กันหรืออย่างไร

พอกินลมอิ่มแล้วก็กลับ  เดินทางด้วยรถ  Honda Freed ไม่รู้ว่าเห่อรึเปล่า  สองเดือนขับไปหกพันกิโลเมตร

ภาพชุดนี้ใช้กล้อง Eos350 เลนส์ 18-55is เลือกสะพายกล้องตัวนี้แทน Eos5d เพราะว่าต้องการใช้แฟลชติดกล้อง  ต้องการความเบา  ต้องการอารมณ์สะพายกล้องแบบไม่ต้องกังวล  ไม่เป็นภาระมากเกินไป  อยากได้ภาพที่ดูสบายๆมากกว่าจะตั้งใจถ่ายภาพจนลืมความจรรโลงใจ

ไปพัก รีสอร์ท เฌอ ที่ชะอำ กินเค้กบ้านใกล้วัง ที่หัวหิน

ทริปนี้เป็นทริปเร่งด่วนและไม่ได้วางแผนมากนัก เป็นวอยเชอร์ที่แฟนผมเคยซื้อไว้แล้วเมื่อหลายเดือนก่อน และหลังจากเดือนนี้จนถึงวันหมดอายุ คงไม่ว่างไปกันอีกแล้ว เลยต้องรีบใช้สิทธิ์เพื่อไม่ให้เสียเปล่า

เดินทางด้วยรถยนต์คันโปรด Honda FREED รถครอบครัวนั่งได้เยอะ แต่ไปกันสองคน เลยเอาตุ๊กตาหมีติดไปด้วย

ออกเดินทางจากกรุงเทพ 14.30 แวะเติมน้ำมัน E20 เต็มถัง เพื่อทดสอบอัตราสิ้นเปลืองด้วยว่ารถคันนี้กินน้ำมันขนาดไหน เดินทางใช้เวลาไม่นาน สภาพการจราจรค่อนข้างโล่ง ไปถึงที่พักประมาณ 16.30 น. จอดรถ เช็คอิน แล้วก็ถ่ายภาพด้านหน้ากันก่อน เนื่องจากเห็นสภาพท้องฟ้าแล้วสีสวยดี แบบนี้ถ่ายง่าย วัดแสงพอดีฟ้าก็สวยแล้ว

ล็อบบี้ที่นี่สวยมาก สามารถใช้ถ่ายรูปได้ดี โทนสีออกกลางถึงเข้ม ถ่ายภาพยังไงก็แทบจะไม่เสีย ถ้าไม่ย้อนแสงได้ภาพที่ค่อนข้างดีแน่นอน ภาพเหล่านี้ถ่ายด้วยมือถือ samsung รุ่น monte ซึ่งเป็นมือถือที่ถ่ายภาพได้ 3 ล้านพิกเซล ไม่ออโต้โฟกัส ระยะชัดของกล้องมันออกแบบไว้ให้ชัดตั้งแต่ระยะไกลๆจนถึงใกล้ๆประมาณ 1 เมตร เพราะฉะนั้นถ่ายวิวด้วยมือถือตัวนี้ค่อยข้างไว้ใจได้ แถมมี GPS แนบไปกับภาพถ่ายได้ด้วย เวลาเปิดดูในคอมพิวเตอร์จะสามารถดูแผนที่ได้ด้วย

เฌอรีสอร์ท เป็นตึกไม่เล็กไม่ใหญ่ ออกแบบได้ทันสมัย ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าและไม่รกตา ทางเดินด้านข้างก็ยังดูดี ผมชอบมองภาพทางเดินมากว่าภาพด้านหน้าเสียอีก รั้วเป็นแผ่นไม้เรียงตัวกันแทบจะชิดจนบังสายตาได้ แต่ก็ยังมีช่องว่างเล็กๆไว้ให้ระบายความร้อนไม่ให้มันสะสมอยู่ในตึก

เก็บของเข้าที่พักเสร็จแล้วก็ไปหาของกิน ขับรถไปหัวหิน มุ่งหน้าไปที่ร้านน้องเปิ้ล เจตนาจะไปกินที่ร้านข้างๆน้องเปิ้ล แต่หาไม่เจอ เจอน้องเปิ้ลอย่างเดียว ร้านข้างเคียงที่เคยกินก็หายไปไหนไม่รู้ เลยเดินเลือกร้านค้าอยู่สักพัก ไปเจอร้านที่เคยกินอีกร้านหนึ่งคือร้าน ครัวบ้านครู นั่งปุ๊ป สั่งของ แล้วก็ดูวิว

กลับมาถึงที่พักอีกครั้งก็มืดแล้ว ทางรีสอร์ทเปิดไฟสวยดี ล็อบบี้ที่ใช้เพดานเป็นลายฉลุก็ได้โชว์ความสวยงาม ไฟเพดานฝังไว้ด้านข้างตลอดแนวเพดาน ความสว่างกำลังสวยสบายตา เป็นการออกแบบที่ดูดี แต่ก็ไม่รู้ว่าลูกค้าคนอื่่นๆจะมีเวลามาเดินเล่นที่ล็อบบี้ไหม รีสอร์ทสไตล์นี้เหมือนกับว่าจะออกแบบให้ลูกค้าใช้ชีวิตอยู่ในห้องเสียมากกว่า ถ้าอากาศไม่ร้อนมันคงจะน่านั่งคุยกัน ถ้ามีอาหารเครื่องดื่มบริการ หรือมีบอร์ด มีโต๊ะคอมพิวเตอร์ มันใช้ประชุมได้เลย

จบภาพชุดที่ถ่ายด้วยมือถือไปแล้วจะมาต่อด้วยภาพที่ถ่ายด้วยกล้อง DSLR บ้าง โดยใช้ Eos5D และเลนส์ Tanron 28-75 F2.8 เป็นหลัก เพราะแบกมาตัวเดียว

ทางเดินด้านข้างถ่ายด้วยกล้องตัวใหญ่ ลักษณะสีจะอิ่มแน่นกว่า

บางภาพจะเลือกถ่ายมุมเดิมเพื่อเปรียบเทียบกับมือถือด้วย

ตอนเช้าตื่นก่อนแขกคนอื่น หกโมงกว่าก็ออกมาเดิน หน้าร้อนแบบนี้แดดออกเร็วมาก ได้มุมถ่ายภาพหลายภาพ ไม่มีแขกคนอื่นๆมาให้รกสายตา ไปดูบริเวณริมหาด ซึ่งเป็นจุดนั่งชมวิวและกินข้าว

ที่นั่งริมทะเลเป็นโซฟ้าตัวใหญ่ๆ คงเอาไว้นอนดูกันสองคน ถ้าพ้นจากโซฟาก็เป็นน้ำทะเลแล้ว น้ำขึ้นก็ดีไป น้ำลงแล้วน่าหวาดเสียว ตกลงไปขาหัก คอหักแน่ๆ

บริเวณริมหาดนี้จะมีสระน้ำด้วย เป็นอ่างน้ำวนอยู่ภายในสระ ใครอยากจะแช่น้ำในสระก็ทำได้ถ้าไม่อายสายตาคนกินข้าวคนอื่นๆ แต่ถ้ามาแต่เช้ามืด แขกคนอื่นยังไม่ตื่นก็พอไหว

พอหิวก็เริ่มหาของกิน ที่นี่ให้อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ที่โต๊ะจะจัดอุปกรณ์การกินไว้แล้ว ตักของมากินได้ตามอัธยาศัย เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ก็ดูดี ภาพร้านอาหารเป็นมุมถ่ายภาพที่ดีเหมือนกัน

ของกินก็จัดไว้น่ากิน ดูดี ถ่ายรูปได้สวยเหมือนกัน

กินเสร็จก็แวะกลับมาอาบน้ำ เก็บของที่ห้องพัก ระเบียงหน้าห้องพักก็เป็นมุมที่ออกแบบน่านั่งใช้ได้ มีโต๊ะ เก้าอี้ และโซฟาเพียงพอให้นั่งคุยกันยาวๆ ถ้ามากันหลายคน มีเรื่องคุยกันเยอะๆ น่าจะสนุกมาก

ก่อนกลับ ขับรถไปที่หัวหินอีกครั้ง ไปกินมื้อเที่ยงที่ร้านเจ๊กแป๊ะ และกินเค้กที่ร้านบ้านใกล้วัง
ที่ร้านเค้กแห่งนี้ค่อนข้างดัง มีหลายคนพูดถึง เลยแวะมาชิมให้รู้ว่าเป็นยังไง
สั่งเค้กมาตามภาพ จานนี้ 90 บาท ราคาแพงระดับโรงแรม แต่ปริมาณค่อนข้างน้อย แบบนี้ถือว่าแพง ที่หลายคนพูดถึงคงเป็นเรื่องของบรรยากาศของร้านเสียมากกว่า

ด้วยความที่เป็นร้านริมทะเล และตกแต่งได้น่ารัก คงเป็นจุดเด่นของร้านนี้มากกว่าคุณภาพของเค้ก

ขากลับถึงกรุงเทพ แวะเติมน้ำมันก่อนถึงบ้าน เติมที่ปั๊มเดิม E20 เช่นเดิม
ระยะทางที่วิ่ง 448 กิโลเมตร เติมน้ำมันเข้าไป 35.24 ลิตร หารออกมาแล้วเท่ากับ 12.7 กิโลเมตรต่อลิตร แต่หน้าปัดของรถบอกอัตราสิ้นเปลืองไว้ 14 กิโลเมตรต่อลิตร สูงกว่าความเป็นจริง ใครจะอ้างอิงตัวเลขในรถต้องระวังด้วยเพราะมันผิดพลาดเยอะเกินไป นับว่าการทดสอบครั้งนี้เป็นตัวเลขการสิ้นเปลืองที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะรถคันเก่าอย่างโตโยต้า โคโลร่ามันทำอัตราสิ้นเปลืองไว้ได้ประมาณ 10-12 กิโลเมตรต่อลิตรอยู่แล้วด้วยน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 คันใหม่อย่าง FREED ผมคาดหวังว่าจะได้สัก 13-14 กิโลเมตรต่อลิตร ไว้มีโอกาสยาวๆค่อยๆวัดกันอีกทีด้วยน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 เพื่อจะได้เปรียบเทียบกันได้โดยตรง

เดินเล่นที่ Scenery resort

หลังจากที่ผลัดวันประกันพรุ่งมาหลายที รอบนี้ได้กลับไปที่ซีนเนอรี่อีกครั้งเพื่อลองเล่นเครื่องเสียงตัวใหม่ ในบ้านพักหลังใหม่ เป็นเครื่องเสียงที่เจ้าของเขาฝากผมเล่น เล่นเป็นแล้วเอาไปสอนเขาด้วย เลื่อนนัดมาตั้งแต่ปีใหม่ จนกลางปีนี่แหละถึงจะว่างเข้าไป

ติดตั้งเครื่องเสียงเสร็จก็พักผ่อนตามอัธยาศัย การเดินทางครั้งนี้ผมมาดูเพื่อเก็บข้อมูลรีสอร์ทด้วยว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตที่ผมเคยมาพักเมื่อสี่ปีก่อนอย่างไรบ้าง ซึ่งก็พบว่าเปลี่ยนไปเยอะ มีบ้านพักเยอะขึ้น สวยขึ้น มีคนเข้าออกเยอะขึ้น และมีคู่แข่งเยอะด้วย

ถ่ายภาพเล่นๆ เก็บเอาไว้เป็นสต๊อค หรือเอาไว้ทำโปสการ์ด กะว่าจะทำไปขายเจ้าของรีสอร์ทเหมือนกัน แต่อาจจะเอามาพิมพ์เล่นส่งเล่นเองอีกส่วนหนึ่ง

เที่ยวพัทยา ตลาดน้ำ ไร่องุ่น ร้าน The view

หยุดงานหลายวัน ผมกับพี่สาวก็ตกลงกันว่าจะพาแม่ไปเที่ยวพัทยา ฉลองการเดินทางด้วยรถคันใหม่ Honda FREED ที่สามารถนั่งได้ 7 ที่นั่ง แต่วันนี้มากันแค่สี่คน ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตอนเที่ยงครึ่ง ไปถึงพัทยาประมาณสี่โมงเย็น เพราะรถติดเหลือเกิน วันหยุดใครๆก็แห่กันมาเที่ยว

ไปตลาดน้ำสี่ภาค ดูของขายแนวตลาดน้ำ มีทั้งเสื้อผ้า ของที่ระลึก และของกินต่างๆ อาการร้อน คนเยอะ เดินไปไม่นานก็เบื่อ

พอบอกว่าเป็นตลาดน้ำก็ต้องมีเรือ ต้องมีขายของในเรือด้วย

ตลาดน้ำสี่ภาค แค่ชื่อก็รู้แล้วว่ามีครบทุกภาค มีของจากทั่วประเทศ ป้ายบอกทางเต็มไปหมด

ดูแล้วก็ไม่ซื้อ อย่างมากก็แวะซื้อน้ำ

สินค้าต่างๆคล้ายตลาดจตุจักร คล้ายตลาดนัด คล้ายแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป ไม่มีอาหารขึ้นชื่อหรือของขายที่โดดเด่นเลย

ทุกตลาดต้องมีโปสการ์ด ขายกันเยอะ แต่ไม่รู้ขายดีไหม

อากาศร้อน คนเยอะ

เหนื่อย ร้อน แวะพักกินน้ำ

แล้วก็มาต่อที่ไร่องุ่น ซิลเวอร์เลค

เหมือนมาเดินดูสวนดอกไม้ ไม่เล็กไม่ใหญ่ ไม่น่าสนใจ

ฝั่งตรงข้ามไร่องุ่นเป็นร้านอาหารอิตาลี ไปถึงก่อนห้าโมงเย็นยังไม่เปิดร้าน
ใครอยากกินต้องจองคิวกันมาล่วงหน้า

นั่งพัก

แล้วก็มาต่อกันที่ร้านอาหาร The View อยู่ริมหาดเลย

ร้านนี้แต่งสวย บรรยากาศดี

มีมุมให้เลือกนั่งหลายแบบ ถ้าไม่เย็นมากจะมีแดดส่องพอสมควร

บางคนกินเสร็จแล้วก็นั่งคุย ดูวิว

กินอิ่มแล้วมาเดินเล่น

มีเก้าอี้ดีๆไม่นั่ง ชอบนั่งเปื้อนๆ

แสงยามเย็มใกล้หมดแล้ว

อยู่กันจนเกือบมืด ร้านเริ่มเปิดไฟ พวกเราก็เดินทางกลับ

เที่ยวเขาค้อ 29-31oct2009

หนีไปเที่ยวเขาค้อ ที่เขาว่ากันว่าเป็นสวิสเมืองไทย ไปดูรีสอร์ทของเพื่อนของเพื่อนด้วย บรรยากาศดีจริงสมกับคำล่ำลือ รีสอร์ทและร้านอาหารพรสวรรค์ ร้านกาแฟค๊อฟฟี่ฮิลล์ของเพื่อนของเพื่อนก็ทำได้ดี อาหารอร่อย บรรยากาศดี

ภาพที่พักในภูแก้วรีสอร์ท ถ่่ายตอนใกล้ค่ำ เลนส์ 35f2

จุดชมวิวเขาค้อ เลนส์ 17-40L

ถ่ายหน้าที่พักตอนกลางวัน เลนส์ 35f2 เปิดรูรับแสงกว้างสุด ขอบภาพจะเข้มกว่ากลางภาพ เอาจุดด้อยของเลนส์มาช่วยสร้างสรรภาพ

จุดชมวิวที่ค๊อฟฟี่ฮิลล์ ถ่ายด้วยเลนส์ 35f2 รูรับแสงกว้างสุดเช่นเดิม

นี่ก็เลนส์ 35f2 ถ่ายที่ f2

ยังเป็นภาพในค๊อฟฟี่ฮิลล์เช่นเดิม เลนส์ 35f2 ถ่ายที่ f2

เจดีย์ทางขึ้นเขาค้อ จำชื่อไม่ได้ว่าเจดีย์อะไร ถ่ายด้วยเลนส์ 35f2 ถ่ายที่ f2 วัดแสงพอดีที่ท้องฟ้า

จุดชมวิวและกางเต๊นท์ที่พรสวรรค์รีสอร์ต แสงน้อยแล้ว เอาแฟรชไปวางไว้ที่เต๊นท์คนอื่น แล้วยิงแฟรชเข้าไปในเต๊นท์เลย ถ่ายด้วยเลนส์ 35f2 ถ่ายด้วย f2.5 สปีดประมาณ 1/60

อีกมุมหนึ่งของบ้านพัก ถ่ายด้วย 35f2 รูรับแสง f2 วัดแสงพอดีที่ท้องฟ้า

เด็กน้อยลูกแม่ค้าขายของ ถ่ายด้วยเลนส์ tamron 28-75 ที่่ช่วงซูม 75 รูรับแสง 2.8 เปิดกล้องไว้ที่โหมด Av

inc3 trip at pattaya

วันที่ 4-5 เมษายน 2552 ไปนัดเลี้ยงกันกับเพื่อนกลุ่มบางมดที่พัทยา ไปพักกันที่รีสอร์ท มูนไลท์ออนซี
เดินทางไปตอนบ่าย ไปถึงเย็น ตั้งเตาทำอาหารกินกัน วันรุ่งขึ้นไปสวนนงนุช แยกกลับตอนเย็นๆ เพื่อนอีกครึ่งนึงยังอยู่ต่ออีกคืน









ภาพจากกล้องโดฟ

กล้อง “โดฟ” เป็นกล้องพลาสติกตัวเล็ก แถมมากับแชมพู ใส่ฟิล์มแล้วกดชัตเตอร์อย่างเดียว ไม่ต้องโฟกัส ไม่ต้องวัดแสง ค่าแสงที่เหมาะกับมันก็คือ แสงแดดตอนกลางวัน ถ้าไม่มีแดดห้ามใช้เด็ดขาด แต่ถ้าแดดดี ก็ได้ภาพอย่างที่เห็น สีสันอาจจะไม่สดใสนักอาจจะเป็นเพราะฟิล์มที่เอามาใช้มันหมดอายุไปตั้งแต่ปี 2005 (ประมาณสามปีกว่าๆแล้ว)

หลังจากที่ได้ภาพมาแล้วก็เอาฟิล์มมาสแกนแล้วแต่งภาพต่อนิดหน่อยให้เป็นสไตล์โพลาลอยด์ มันก็ดูแปลกตาดี สวยแบบติดกลิ่นอาร์ต แม้จะไม่ถือว่าสวย แต่เหตุการณ์ในภาพสำคัญกว่า จะหม่น จะเปื้อน จะไม่ชัดบ้าง แต่สาระสำคัญยังอยู่ ก็ถือว่าเป็นภาพที่น่าเก็บไว้

Good Morning Phuket

ผมไปภูเก็ตหลายครั้ง เห็นแนวต้นยางมาหลายปีแล้วครับ แต่ไม่เคยได้มีโอกาสแวะถ่ายภาพในจังหวะเวลาที่สภาพแสงสวยเลย แต่เช้าวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 หลังจากรับรถเช่าที่สนามบิน ขับรถผ่านก่อนจะเข้าเมืองภูเก็ต ก็เจอแนวต้นไม้ ตัดสินใจแวะถ่าย ก้มๆเงยๆอยู่หานาที เลยได้ภาพนี้มา ใช้กล้องของคนอื่นเสียด้วย

พก Panasonic LX3 ไปเที่ยว

 

กล้องตัวเล็กอย่าง Panasonic LX3 ใช้งานได้ง่ายเหลือหลาย แค่หยิบขึ้นมาเล็งแล้วก็กดถ่ายๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ภาพสีแนวสดใส เลนส์ไวแสง f2.0 ให้ภาพเหมือนตาเห็น ถ่ายตอนกลางคืนก็สบายๆ ภาพไม่สั่น ไม่ต้องง้อขาตั้งกล้อง

 

 

ไปเที่ยวรอบนี้ตั้งใจพกกล้องไปเพียงตัวเดียว เพื่อตัดเรื่องความลังเลว่าจะใช้กล้องตัวไหนเพื่อเก็บภาพดี พอเราไม่ต้องคิดเรื่องอุปกรณ์ก็เลยมีเวลาใส่ใจกับองค์ประกอบภาพ อารมณ์ร่วมกับสถานที่ต่างๆทำให้เราถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น

 

 

ตั้งโหมดของกล้องไปที่ระบบ Custom คือ เลือกใช้ระบบวัดแสงแบบ P ให้กล้องหาค่ารูรับแสงและสปีดอัตโนมัติ ตั้งค่า iso ไว้ที่ auto ถ้าแสงน้อยกล้องจะเพิ่ม iso ให้อัตโนมัติ เลือกโหมดบันทึกภาพเป็นชนิดสีสด+ขาวดำ ถ่ายครั้งเดียวได้ไฟล์ 2 แบบ