จัดแสงถ่ายของด้วยแสงหน้าต่างและแผ่นสะท้อนแสง

การถ่ายภาพสิ่งของให้ได้ภาพตรงกับใจคิด หรือให้ได้ภาพที่ตรงวัตถุปรสงค์เราควรต้องรู้เทคนิคการจัดแสงเล็กน้อย ภาพแสงเข้าด้านเดียวจะทำให้วัตถุมีเงาเกิดขึ้นในภาพ ภาพที่ถ่ายออกมาจะเห็นเงาเข้มชัดเจน ภาพตัวอย่างด้านล่างนี้แสงเข้าด้านบน จะทำให้มีเงาที่ด้านล่างของภาพ หากเราชอบเงาก็ดีไป หากเราไม่ชอบเงา เราก็ต้องหาวิธีทำให้เงาหายไป

IMG_0527
ภาพที่1

เงาที่อยุ่ด้านล่างของภาพเกิดจากแสงเข้าจากด้านบน ซี่งหากเราต้องการแก้ไขให้เงาดำหายไปหรือมีน้อยที่สุด เราก็จำเป็นต้องจัดแสงให้มีแสงจากด้านล่างส่องเข้าไป วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ เอากระดาษขาวหรือแผ่นสะท้อนแสงมาวางด้านล่าง เพื่อให้กระดาษช่วยสะท้อนแสงกลับเข้าไปโดนวัตถุนั่นเอง

IMG_0523
ภาพที่2

ภาพที่ 2 เป็นภาพอีกมุมหนึ่งที่ถ่ายเบื้องหลังให้เห็นว่าวัตถุโดนแสงอย่างไร โดยวัตถุในภาพนี้จะมีแสงเข้ามาจากทางด้านซ้ายของภาพ และหากเราอยากจะเพิ่มแสงเข้าไปเพื่อลดเงาดำ เราก็จัดการวางกระดาษสะท้อนแสงใบหนึ่ง

IMG_0522
ภาพที่ 3

เมื่อเราวางกระดาษขาวพับครึ่งเพื่อให้กระดาษตั้งอยู่กับพื้นได้ กระดาษจะรวมแสงที่วิ่งเข้าไปแล้วสะท้อนกลับไปโดนวัตถุ ซึ่งก็จะเป็นการลบเงาดำลงไปได้ ดูภาพที่3เป็นตัวอย่างการวางกระดาษช่วยสะท้อนแสง

IMG_0526
ภาพที่ 4

แสงหน้าต่างหรือแสงประตูมีความนุ่มนวลของแสงที่เหมาะกับการถ่ายภาพสินค้าหรือสิ่งของที่ไม่ใหญ่มาก การใช้แผ่นสะท้อนแสงหรือกระดาษขาวช่วยลบเงาเป็นเทคนิคง่ายๆที่ทำได้เลยแทบไม่มีต้นทุน ไม่ว่าเราจะถ่ายสินค้าด้วยกล้องตัวใหญ่ หรือถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ เทคนนิคการจัดแสงเป็นสิ่งที่เราควรศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มคุณภาพงานถ่ายภาพของเรา

ตัวอย่างถ่ายภาพรองเท้าเด็ก

ผมรับงานถ่ายภาพร้องเท้าเด็กมางานหนึ่ง  ลักษณะงานจะต้องจัดถ่ายในภาพแสงที่เคลียร์ ฉากขาว เพื่อใช้ภาพทำแค็ตตาล็อค  และใช้ในเว็บเป็นหลัก  ก็เลยจัดการถ่ายในกล่องดัดแปลงที่ผมใช้ประจำ  กล่องนี้สร้างเงินมาหลายแสนบาทแล้ว  ก็ยังคงใช้งานกันต่อไป  แต่ในครั้งนี้จะมีเรื่องพิเศษกว่าครั้งอื่นๆก็ตรงที่ผมจะให้ลูกเป็นผู้ช่วย

 

PHOTO_COLLAGE1549169504935

 

ปกติการถ่ายภาพลักษณะนี้ผมจะทำงานคนเดียว  วางรองเท้า แล้วถ่ายภาพด้วยแฟลช  ค่าแสงแฟลชก็วัดและปรับตั้งให้แสงแฟลชมีค่าสว่างตามที่ต้องการ แล้วก็หยิบสินค้าไปวาง จัดให้ได้รูปแบบที่ต้องการ แล้วก็ถ่ายภาพ  แล้วก็เปลี่ยนสินค้า  งานส่วนที่เป็นการวัดแสงและการถ่ายก็ยังคงเป็นตัวเราเหมือนเดิม  แต่งานที่หยิบของเข้าไปวาง จัดวางในท่าทางที่ต้องการ และหยิบออกเมื่อถ่ายภาพเสร็จผมก็จัดแจงให้ลูกเป็นคนทำให้  โดยมีข้อตกลงกันว่า ผู้ช่วยทำงานจะมีค่าแรงให้ชั่วโมงละ 60 บาท  ลูกชายผมก็ตกลง  เราก็เลยได้เริ่มงานกัน  แต่รอบนี้ผมจะไม่ใช้แฟลช  เพราะจะยกกล่องมาถ่ายกับลูกที่บ้าน ไม่ได้ถ่ายจากที่ทำงาน  งานถ่ายที่บ้านผมไม่ขนแฟลชมาด้วย  ตัดสินใจใช้แสงธรรมชาติในการถ่ายครั้งนี้

 

IMG_0116

IMG_0094

IMG_20190203_093340

การถ่ายภาพด้วยแสงธรรมชาติเป็นเรื่องที่มีจุดที่ต้องพิถีพิถันหลายจุด สิ่งที่สำคัญมากและต้องทำให้แม่นยำก็คือการตั้งค่า whitebalance ให้ได้ค่าที่ต้องการ เพื่อให้ภาพมีโทนสีที่ถูกต้องที่สุด  การถ่ายภาพในกล่องขาวแบบนี้ผมจะใช้ค่า whitebalance แบบ custom whitebalance ซึ่งในบทความเก่าๆมีการพูดถึงการตั้งค่าแบบ custom ไว้หลายครั้งแล้ว

2019-02-15_05-06-42

ผมจบงานถ่ายภาพครั้งนี้ในเวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง จากการมีผู้ช่วย 2 คน  เลยต้องจ่ายค่าแรงสำหรับ 2 คนเป็นเงิน 120 บาท  พ่อได้งาน ลูกได้ความรู้  ขอขอบคุณนายจ้างผู้แสนดีที่ให้โอกาสในการฝึกฝนลูกเกี่ยวกับการถ่ายภาพ

 

การถ่ายภาพด้วยแฟลชไร้สาย

การถ่ายภาพด้วยแฟลชเป็นการถ่ายภาพที่คาดเดาผลได้ยากมากในสมัยที่เป็นยังต้องใช้ฟิล์ม  เราจำเป็นต้องมีกล้องโพลารอยด์ และมิเตอร์วัดแสงแฟลชเพื่อช่วยให้การทำงานสะดวกมากขึ้น  แต่พอเป็นยุคของกล้องดิจิทัล การถ่ายภาพด้วยแฟลชกลายเป็นเรื่องง่าย  ภาพที่เห็นจากการถ่ายก็เห็นได้ทันที สามารถปรับตั้งค่าแสงได้ตามใจ

 

ระบบกล้องและแฟลชที่ใช้ถ่ายก็จะประกอบไปด้วย กล้อง eos 6d  เลนส์ ef 24-105f4L ยี่ห้อ canon ทั้งคู่  ส่วนแฟลชก็จะเป็น nikon sb26  และตัวส่งสัญญาณแฟลชไร้สายก็เป็นยี่ห้อจีนที่ผมจำชื่อไม่ได้  ตัวส่งสัญญาณจะมีตัวส่งที่ต้องนำไปติดที่ฮ็อตชูของกล้อง  ส่วนตัวรับสัญญาณจะไปติดกับแฟลช sb26

IMG_0274

 

ผมจะถ่ายภาพแก้วกาแฟบนโต๊ะสีขาว  พื้นที่สำหรับถ่ายครั้งนี้มีกำแพงสีขาว มีเพดานสีขาว  ผมเลยเลือกที่จะให้แฟลชส่งแสงออกมากระทบผนังเสียก่อน แล้วค่อยสะท้อนมายังตัวแก้ว  เทคนิคให้แฟลสะท้อนผนังหรือเพดานก่อนเราเรียกว่า เบ๊าซ์ ( Bounce ) แปลตรงตัวว่ากระทบ ชิ่ง กระเด้ง  ผลการเบ๊าซ์จะทำให้แสงที่วิ่งมายังวัตถุมีความนุ่มนวล  เงาที่เกิดจากแสงแฟลชจะนุ่มๆเบลอๆ ไม่เป็นเงาแข็ง ทำให้ภาพดูมีมิติและรู้สึกสวยมากกว่าการยิงแฟลชเข้าไปที่วัตถุตรงๆ

 

IMG_0275

 

โทนสีของภาพนี้จะดูเพี้ยนไปมาก เนื่องจากการตั้งค่า white balance ของกล้องไม่ได้ตั้งให้ถูกต้อง  ตอนผมถ่ายเล่นๆก็ลืมตั้งค่า  มาเห็นสีบนจอคอมพิวเตอร์ก็ทำให้นึกออกว่าเราพลาดอะไรไป  การทำงานจริงควรจะมีการตั้งค่า whiteblance ให้ถูกต้องหรือให้ถูกใจเสียก่อน

ผมตั้งค่าการถ่ายภาพบนกล้องเป็นค่า iso  800  เลนส์ตั้งรูรับแสงไว้ที่ f4 ส่วนสปีดชัตเตอร์ตั้งไว้ที่ 1/125 วินาที  กำลังไฟแฟลชของ sb26 ตั้งค่าไว้ที่ 1/4 ของกำลังเต็ม  เพื่อให้แฟลชสามารถยิงแสงได้หลายครั้งติดกัน  เพราะหากเราตั้งค่าแฟลชให้ยิงเต็มกำลัง เมื่อแฟลชทำงานแล้ว จะต้องรอชาร์จไฟอีกหลายวินาที  ในหลายวินาทีที่กำลังชาร์จไฟจะทำให้เราถ่ายภาพไม่ได้  เพราะถ้าไฟยังไม่เต็ม การถ่ายภาพซ้ำทันทีจะได้ภาพที่มืด เพราะแฟลชไม่ทำงานนั่นเอง

เหตุผลที่เลือกใช้แฟลช nikon sb26 ก็เพราะแฟลชตัวนี้มีคุณสมบัติการทำงานที่หลากหลาย สามารถตั้งค่าได้อิสระมาก เช่น

  • สามารถแบ่งกำลังไฟได้ละเอียดตั้งแต่ 1/2 ไปถึง 1/64 ของความสว่างสูงสุด
  • มีระบบ optical slave สามารถยิงแฟลชตามแฟลชตัวอื่นได้
  • สามารถ wake up จาก stand by ได้ ไม่ต้องปิด power แล้วเปิดใหม่
  • ใช้แฟลชโหมด auto ได้  แฟลชจะยิงแสงตามค่ารู้รับแสงและ iso ที่ต้องการ
  • มีแผ่นสะท้อนแสงในตัว มีหน้ากากกระจายแสงในตัว เลือกใช้ได้ตามสะดวก

 

 

 

การถ่ายภาพสินค้าด้วยโทรศัพท์มือถือ

การทำการค้าในปัจจุบันเราจะอยู่กับการขายผ่านอินเทอเน็ตแทบจะ 100% ทั้งการขายโดยตรง หรือ การส่งข้อมูลภาพสินค้าผ่านช่องทาง online รวมไปถึงการส่งภาพด้วย social network ทุกแพลตฟอร์ม การถ่ายภาพให้ดูสวยงามจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ เพราะภาพที่สวย จะทำให้คนอื่นสนใจสินค้าของเราเพิ่มขึ้น

การถ่ายภาพให้ดูสวยงามเป็นผลมาจากการเรียนรู้วิธีการถ่ายภาพอย่างถูกต้อง และผ่านการฝึกฝนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ภาพมีคุณภาพที่ตรงกับความต้องการ สิ่งที่ภาพที่สวยงามจะต้องมีคือ ความคมชัด และ แสดงความสวยงามของสินค้าให้ได้

เกือบ 100% ภาพที่สวย มักจะเป็นภาพที่ คมชัด และ ไม่มืดหรือสว่างเกินไป คำว่าคมชัดแปลว่า ส่วนคำคัญของภาพ ไม่เบลอ ไม่สั่น ส่วนคำว่าไม่มืดหรือสว่างเกินไปหมายถึง ส่วนดำที่เกี่ยวข้องกับภาพก็ยังคงเห็นรายละเอียดไม่ดำมืดจนเหมือนปิดไฟ คำว่าไม่สว่างจนเกินไปก็จะหมายถึง ส่วนขาวที่เป็นรายละเอียดของวัตถุ หรือสิ่งสำคัญในภาพ ไม่ขาวโพลน หรือสว่างจนรายละเอียดหาย เราจะพูดติดปากได้ง่ายๆว่า ภาพที่ดีคือ ภาพชัดและวัดแสงพอดี

การถ่ายภาพสินค้า หรือภาพเพื่อการโฆษณา ที่นิยมทำมี 2 แบบ คือ แบบที่ถ่ายสินค้าวางบนพื้นขาว และ แบบถ่ายสินค้าวางบนพื้นลวดลายมีองค์ประกอบข้างเคียง ซึ่งในบทความนี้จะสอนวิธีการถ่ายภาพทั้งสองแบบ เพื่อให้เข้าใจวิธีการ และสามารถนำไปใช้กับสินค้าอื่นๆได้

สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวมีดังนี้

1 ฉากสีขาวขนาดใหญ่กว่าสินค้า
2 แหล่งกำเนิดแสง จะเป็นหลอดไฟ โคมไฟ หรือ แสงจากหน้าต่างก็ได้
3 ขาตั้งกล้อง อุปกรณ์ยืดโทรศัพท์มือถือไว้กับขาตั้ง
4 กล่องถ่ายสินค้า ฉากถ่ายภาพ

การจัดแสงเพื่อถ่ายภาพฉากขาว

วิธีการถ่ายภาพสินค้าในอดีตที่ได้รับความนิยมมายาวนานหลายสิบปีก็คือการถ่ายภาพบนฉากสีเรียบ  ส่วนใหญ่จะใช้ฉากสีขาว ซึ่งวัสดุที่ใช้ทำฉากมักจะเป็นแผ่นพลาสติก หรือกระดาษขาว  การจัดแสงจะเป็นการจัดด้วยไฟแฟลช ส่องแสงจากทางซ้ายบน และขวาบน  แฟลชมักจะติดอุปกรณ์ช่วยกระจายแสงให้นุ่มนวล ในภาพจะเป็นร่มสีขาว ยิงแสงแฟลชสะท้อนร่ม แสงที่ได้จะนุ่มนวล

_MG_6345

แสงที่นุ่มจะทำให้วัตถุดูสวยมากขึ้น  และก็มีการพัฒนาการจัดแสงให้ถ่ายภาพสะดวกยิ่งขึ้น ได้ผลงานที่ดูดีขึ้น โดยการย้ายสินค้าเข้าไปไว้ในกล่อง เพื่อให้แสงดูนุ่มนวลที่สุด  แสงแฟลชที่ใช้บางคนใช้โคมไฟแทน และบางคนใช้แสงธรรมชาติจากหน้าต่าง จากพื้นที่สว่างภายในบ้านแทนได้เลย

_MG_2948

_MG_2947

_MG_2926

_MG_2968

_MG_2966

การถ่ายวัตถุด้วยฉากขาวเหมาะกับการทำ catalog ที่มักจะเป็นภาพสินค้า วางคู่กับตัวหนังสือ การถ่ายฉากขาวไปนานๆบางคนก็เบื่อ เริ่มใช้สีอื่นบ้าง  เราก็สามารถทำได้โดยการวางกระดาษสีไปบนฉาก อยากได้สีอะไรก็ซื้อกระดาษสีสีนั้นมาใช้  และนอกจากกระดาษธรรมดาแล้ว กระดาษที่มีลาย กระดาษมีเท็กส์เจอร์อย่างกระดาษสาก็สามารถใช้ได้ดี

IMG_6481

IMG_6485

IMG_6505

ถ้าเราไม่มีกล่องที่จะตัดเป็นช่องติดกระดาษขาว เราก็สามารถใช้ถังพลาสติกสีขาวที่ขายในห้างแทนได้  และการส่องแสงไปยังกล่องก็สามารถส่องจากด้านบนได้เลย

จัดไฟถ่ายกล้วย lighting banana

Banana in lighting box

IMG_0430

IMG_0432

การถ่ายภาพแบบมีองค์ประกอบ

การถ่ายภาพวัตถุเพียงชิ้นเดียวอาจเหมาะกับการทำแค็ตตาล๊อคสินค้า แต่เมื่ออยากได้ภาพที่สื่อสารได้มากขึ้นก็จำเป็นจะต้องใส่วัตถุอื่นๆหลายๆชิ้นเข้าไปในภาพด้วย

16apr2008_MG_3410

16apr2008_MG_3409

20apr2008-foodset2-_MG_3590

20apr2008-foodset2-_MG_3601

20apr2008-foodset2-_MG_3604

20apr2008-foodset2-_MG_3616

20apr2008-foodset2-_MG_3660

การจัดแสงถ่ายภาพ ไม่จำเป็นจะต้องใช้แฟลช หรือ ใช้โคมไฟสป๊อตไลท์แต่เพียงอย่างเดียว  เรายังสามารถใช้แสงธรรมชาติได้อีกด้วย  ซึ่งแสงธรรมชาติจะให้ภาพที่ดูดีได้ง่ายกว่าด้วย  แต่มีข้อจำกัดคือ ถ้าแสงน้อย หรือ อยู่ในช่วงเวลาที่แสงเริ่มสีไม่สวย อย่างตอนเช้า ตอนเย็น เราจะได้ภาพที่สีไม่ถูกใจ และถ้าเลยเวลาไปถึงคำมืดก็คือถ่ายไม่ได้

_MG_5446

การถ่ายภาพแนวดิ่ง หรือ top view

IMG_20170506_120650

IMG_20170506_120414

IMG_20170506_135643_906

IMG_0131

2017-05-31_04-53-23-01

IMG_20170515_131103

IMG_20170515_131106

IMG_20170515_131114

https://flic.kr/p/JSBqSj

การปรับปรุงภาพด้วย app

ภาพถ่ายที่ดีจะต้องมีองค์ประกอบที่เหมาะสม  ภาพแรกที่ได้จากการถ่ายอาจจะมี่ส่วนที่ไม่ต้องการ หรืออาจจะมีส่วนเกิน เราก็ควรจะตัดสิ่งที่ไม่ต้องการนั้นทิ้งไป  การตกแต่งภาพเป็นเรื่องจำเป็นที่เราควรทำ  และในยุคนี้ โปรแกรมช่วยแต่งภาพมีมากมาย และบนมือถือก็มีโปรแกรมน่าสนใจอยู่หลายตัว ในที่นี้จะแนะนำให้ใช้ snapseed เพื่อตกแต่งภาพ  รวมไปถึง instagram ที่สามารถถ่ายภาพและโพสท์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คได้โดยตรงเลย

IMG_0005

IMG_20170424_165503_451

IMG_20170322_094703

IMG_20170322_205444_480

IMG_20161201_161339_1

IMG_20161201_164059

 

 

มาทดลองถ่ายภาพกันดีกว่า

ตัวอย่างการจัดแสงอย่างง่าย

IMG_b0218packaging

IMG_b0220packaging

DSCF1383

DSCF1386

DSCF1395

DSCF1398

 

ตัวอย่างการจัดองค์ประกอบด้วยการเปลี่ยนมุมถ่ายภาพ และการจัดวางอีกเล็กน้อย

IMG_20170604_152357

IMG_20170604_151543

IMG_20170604_151458

ถ่ายภาพสินค้าง่ายดายด้วยมือถือ

 

เนื่องจากมีรุ่นน้องที่รู้จักกันได้เริ่มขายของทางเน็ต และได้ปรึกษาผมเกี่ยวกับการถ่ายภาพสินค้า  ผมก็ได้แนะนำคร่าวๆให้เกี่ยวกับวิธีการ และการดัดแปลงของใกล้ตัวมาใช้แทนเต๊นท์ถ่ายภาพ  การดัดแปลงกล่องกระดาษให้เป็นเต๊นท์ถ่ายภาพ  ซึ่งก็ได้นำวิธีการไปใช้ได้ผลดี  แต่ก็ติดปัญหาที่เกิดตามมาคือ ถ่ายได้แต่ของเล็ก ของใหญ่หมดสิทธิ์  เพราะว่า กล่องกระดาษนั้นเล็กไป  จะหากล่องใหญ่ก็ลำบาก

 

เลยนึกถึงวิธีการที่ไม่ต้องใช้เต๊นท์ถ่ายภาพ หรือ ไม่ต้องใช้กล่อง  ก็เลยสาธิตถ่ายภาพให้ดูด้วย  และก็ได้ภาพเหล่านี้มาถ่ายทอดกัน

 

เริ่มจากสมมุตว่าคัทเตอร์เป็นสินค้าที่ต้องการขาย ให้หาไม้กระดาน หรือโต๊ะไม้ หรือ พาเลทวางของซึ่งไปขอจากโรงงาน โรงพิมพ์ หรือแวะซื้อตามร้านข้างถนนเวลาขับรถผ่าน  หรือแม้แต่ซื้อไม้กระดาษจากร้านโฮมโปร โฮมเวิร์ค ในมุมเครื่องมือช่างก็ได้

IMG_20170515_131055

วางไม้กระดาษไว้ในพื้นที่มีแสงสว่างเพียงพอ แต่ไม่โดนแดดโดยตรง  ซึ่งก็คือพื้นที่ในตัวบ้านนั่นเอง และวางให้ใกล้จุดที่มีแสงส่องมากที่สุด เช่น หน้าบ้าน หน้าห้อง ริมหน้าต่าง

 

IMG_20170515_131103

วางสินค้าไว้กลางแผ่นไม้  เลือกมุม จัดวางเอียง หรือ ขนาด หรือ ตั้งฉาก วางตามใจเลย

 

IMG_20170515_131106

 

แล้วก็เริ่มถ่ายภาพ  ค่อยๆถ่ายเข้าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถูกใจ สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องถ่ายให้แม้กระดานเต็มเฟรม  อย่าให้เห็นพื้น และระวังอย่าไปยืนเหยียบไม้กระดาษ เพราะว่าจะมีรอยเท้าเปื้อนติดอยู่บนไม้

 

IMG_20170515_131114

 

การถ่ายภาพที่ให้ความรู้สึกสบายตา คือ ภาพควรได้ฉาก เส้นแนวนอนควรวางตัวแนวนอน ไม่เอียง  อะไรควรตั้งฉากก็ต้องพยายามถือกล่องถ่ายให้ได้เส้นตั้งฉาก  การถือกล้องสำคัญมาก  และต้องพยายามถ่ายให้ชัด ระวังมือสั่น  การเลือกสถานที่มีแสงเยอะเพียงพอจะทำให้ภาพไม่สั่น  และถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรใช้ขาตั้งกล้องด้วย  ซึ่งมือถือก็สามารถติดบนขาตั้งกล้องได้ โดยการหาอแด๊ปเตอร์มายืดตัวมือถือเข้ากับขาตั้งกล้อง  ซึ่งเดี๋ยวนี้หาไม่ยากเลย  เมื่อได้ภาพที่ต้องการมาแล้วก็ใช้โพสท์ขายของได้ทันที  หรือจะไปแต่งภาพต่อด้วย app ก็ตามสะดวก

 

IMG_20170515_131333

ลองกับของอย่างอื่นดูบ้าง  กล้องถ่ายภาพที่อยากจะประกาศขายก็เอาไปวาง  จัดวางกล้องให้ขนาดเส้นบนไม้กระดาน  สายสะพายกล้องที่เป็นเส้นยาวก็ลองวางให้เกาะกลุ่มกันไว้

IMG_20170515_131341

ถ่ายรูปหน้าตรงได้แบบนี้  สังเกตุดูว่า กล้องจะวางขนานไปกับแนวเส้นลายไม้  และ การใช้มือถือ ก็ถ่ายกดลงไปตรงๆ

 

Screenshot_20170515-131542

แล้วก็เอาภาพที่ได้ไปผ่าน app ตามความชอบ ในตัวอย่างด้านบนนี้ กล้องโอลิมปัส ผมใช้ instagram มาแต่งภาพ  โดย app จะคร๊อปภาพเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส และผมเลือกปรับขอบภาพให้เข้มขึ้น

 

IMG_20170515_131554_872

ได้ภาพแบบนี้

 

 

รองเท้าแตะทั้ง 7

ผมรับงานสิ่งพิมพ์ตัวหนึ่ง เพื่อนเป็นโรงงานผลิตรองเท้าฟองน้ำ ส่งไปขายในพม่า เขาต้องการทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ว่ารองเท้าที่เขาขายอยู่มีการเพิ่มสีสันอีกหลายสี จากเดิมมี 3 สี กลายเป็น 7 สีแล้วในปัจจุบัน โปสเตอร์ตัวนี้จะบอกข้อมูลเป็นภาษาไทยและอังกฤษ และจะถูกติดอยู่ในประเทศพม่า

สิ่งที่ต้องทำก็คือออกแบบโปสเตอร์ขายรองเท้าแตะ และถ่ายรูปรองเท้าแตะให้ดูน่าสนใจ เริ่มจากการถ่ายภาพต้นแบบเสียก่อน แล้วเอารองเท้าหนึ่งข้างไปออกแบบ เพื่อนให้รองเท้ามาครบทุกสี ก็เลยหยิบมาวางถ่ายหลายๆอัน ดูไปดูมาก็เป็นแพทเทิลสวยดี
shoe-IMG_0087

shoe-IMG_0089

shoe-IMG_0095

shoe-IMG_0107

shoe-IMG_0110

สังเกตภาพว่าจะดูอมสีแดงนิดๆ พื้นขาวที่เป็นฉากหลังควรจะดูเป็นสีขาวไม่ปนสีอื่น แต่ดูแล้วยังไงก็ติดสีอื่นอยู่นิดๆ นั่นเป็นเพราะกระดาษหุ้มกล่องไฟที่ผมใช้อยู่มันเริ่มเก่า เริ่มเหลือง แสงที่ตกไปในกล่องก็เลยมีสีเจืออยู่ทำให้ส่วนที่ควรขาวกลับไม่ขาว ประกอบกับตั้งกล้องในส่วนของ white balance ให้เป็น Auto เอาไว้ ทำให้กล้องแก้สีให้มั่วไปหมดเลย

shoe-IMG_0115

shoe-IMG_0139

ตัดสินใจใช้วิธีตั้งค่า white balance เป็นแบบ Custom ซึ่งเป็นเทคนิคการแก้สีในภาพถ่ายให้ถูกต้องเที่ยงตรงที่สุด วิธีการก็คือให้ถ่ายฉากหลังในกล่องไฟให้เต็มภาพ ไม่มีสินค้าอยู่ในภาพ ให้เห็นแต่แบ็คกราวน์สีขาว แล้วหลังจากนั้นก็ไปตั้งที่กล้องว่าจะใช้ Custom Whitebalance กล้องจะให้เราเลือกว่าจะเอาภาพไหนเป็นภาพตั้งต้นเพื่อปรับแต่ง white balance ให้เป็นไปตามที่ต้องการ ก็ให้เลือกภาพที่เป็นแบ็คกราวน์ล้วนๆไปเสีย กล้องจะประมวลผลแล้วแก้สีให้ภาพที่เราเลือกมีค่าสีขาวที่ไม่มีสีอื่นปน กล่าวคือให้สีขาวที่แม่นยำที่สุดแล้ว

shoe-IMG_0204

shoe-IMG_0203

shoe-IMG_0202

shoe-IMG_0201

shoe-IMG_0200

shoe-IMG_0199

shoe-IMG_0198

สุดท้ายออกมาเป็นแบบนี้

p-AW Maize Sandal Revised Ceated 14Nov14

ในตอนพิมพ์จริงก็เลยเอารองเท้าจริงมาวางเพื่อให้ช่างพิมพ์ปรับสีให้ใกล้เคียงของจริงไปซะเลย

P_20141115_133243

eos m กับงานถ่ายแพ็คช็อต หรือถ่ายภาพสินค้า

eos m กับงานถ่ายแพ็คช็อต หรือถ่ายภาพสินค้า

เมื่อก่อนตอนใช้ DSLR จะถ่ายสินค้า ก็จะตั้งโหมด m เลือกค่า f ตามใจ เลือกสปีดตามความเร็วซิงค์แฟลชของกล้องตัวนั้นๆ เลือก iso ต่ำๆไว้ก่อน 200 บ้าง 400 บ้าง ต่อหัวจุกทริกเกอร์เพื่อส่งสัญญาณไร้สายไปยังตัวรับที่ต่อกับแฟลชนอก เวลาถ่ายก็โฟกัสด้วยช่องมองภาพ กดถ่าย แฟลชติด ได้ภาพ

sale2013-IMG_0230

พอใช้ eos m ตั้งโหมด m เหมือนเดิม ตั้ง iso ประมาณ 400 ต่อทริกเกอร์ตัวเดิม ผลก็คือ ภาพในจอมืด จัดองค์ประกอบไม่ได้เลย ต้องกดโฟกัสลงไปครึ่งนึงเพื่อให้กล้องเริ่มโฟกัส ภาพถึงจะมา เราไม่สามารถจัดองค์ประกอบได้ตลอดเวลา เพราะภาพมืด มันรับแสงตามค่าโหมด m แต่ถ่ายได้ กดถ่ายก็ได้ภาพ ได้แสงพอดี เพราะแสงแฟลชจากทริกเกอร์ทำงานได้ปกติ

กล้อง eos m จะส่งภาพที่ค่าแสงจริงที่ถ่ายได้โดยไม่รู้ว่าเราจะถ่ายด้วยแฟลช ที่ต่อกับทริกเกอร์ ภาพในจอเลยมืด ถ้าเราปรับโหมดไปที่ A Tv หรือ P ภาพจะสว่างพอดี

IMG_0430

กรณีนี้ถ้าเปลี่ยนจากทริกเกอร์เป็นแฟลชของcanonเอง กล้องจะรู้ว่าเราใช้แฟลช ก็จะแสดงภาพให้มองเห็นอัตโนมัติ แม้เราจะตั้งเป็นโหมด M ก็ตาม แต่แสงแฟลชจากหัวโดยตรงก็ไม่ดีพอจะถ่ายสินค้า
สรุปได้ว่า eos m ถ่ายสินค้าลำบากมากถ้าใช้แฟลชทริกเกอร์ แต่จะทำงานได้ถ้าใช้แฟลช canon

ทางออกที่เปลืองที่สุดสำหรับกรณีนี้ก็คือ ใช้แฟลช canon ทุกตัว แฟลชติดกล้องก็เป็น canon หรือเป็นตัวส่งสัญญาณแฟลชของ canon แฟลชนอกกี่ตัวก็ใช้เป็น canon เพื่อรับคำสั่งไร้สายทั้งหมด
เปลืองมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ผลลัพธ์จะสะดวกมากๆ และทำงานได้เร็วสุดๆ

ผมลอง ex90 ติดกล้อง ส่งสัญญาณไปยังแฟลช 580ex และ 550ex เพื่อถ่ายสินค้า สะดวก เร็ว แต่เปลืองมาก ถ้าไม่เป็นเพราะมีของเยอะ เคยรับงานมาหลายปี มีอุปกรณ์เป็นคันรถอยู่แล้วคงไม่คิดจะลองให้จบแบบนี้ เพราะแค่จะลงทุนซื้อแฟลชค่ายมาสามตัวก็ดูเปลืองมากๆ เทียบกับทริกเกอร์ของจีนชุดไม่กี่ร้อยบาท แฟลชบ้านๆเก่าๆแต่ไฟแรงตัวละสองพัน ประหยัดกว่ากันเยอะ

IMG_0428

ใครรู้เรื่องแฟลชและจะลงทุนซื้อกล้องมาถ่ายสินค้า ใช้ DSLR ไปเถอะ แต่ถ้าไม่คิดจะใช้แฟลช ใช้แสงหลอดไฟ ใช้แสงธรรมชาติก็คงไม่มีปัญหา eos m ยังคงน่าใช้ แต่สำหรับผมคิดว่าถ่ายสินค้าอีกที คงกลับไปใช้ DSLR เหมือนเดิม

ถ่ายภาพสินค้าด้วยกล่องไฟอนาถา

ผมเคยโพสท์เกี่ยวกับการจัดแสงถ่ายภาพด้วยอุปกรณ์เกี่ยวกับแฟลชที่ทำขึ้นมาเองโดยเน้นว่าเป็นวัสดุเหลือใช้   ซึ่งกล่องเฉพาะกิจก็ถูกนำมาตัดเจาะและติดกระดาษไขให้พร้อมสำหรับการถ่ายภาพสินค้า  วิธีการทำกล่องจะไม่พูดถึง  แต่จะพูดถึงประโยชน์ใช้สอยของกล่องไฟตัวนี้ที่มันทำประโยชน์ให้กับผมอีกครั้ง  แม้ว่าจะไม่ค่อยดูแลกล่องนี้สักเท่าไหร่ กระดาษติดกล่องบางส่วนก็ขาด ทะลุ  คิดว่าคงต้องจัดการซ่อมซะที
การถ่ายภาพในกล่องไฟวันนี้เกิดจากผมประกาศขายอุปกรณ์ถ่ายรูปบางอย่าง ก็เลยเอาของที่อยากขายมาวางถ่ายภาพไปเรื่อยๆ  แล้วก็นึกได้ว่านอกจากอุปกรณ์การถ่ายภาพแล้ว อุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องเสียงก็เป็นของที่อยากขายอยู่เหมือนกัน  ภาพนี้ก็เลยเป็นภาพของไมโครโฟนตัวหนึ่งที่ซื้อมาเพื่อใช้ร้องเพลงคาราโอเกะ  และเคยตั้งใจจะใช้บันทึกเสียงทั่วไปด้วย
พอถ่ายภาพนี้เสร็จ ตอนกำลังจะเก็บกล้องก็เห็นว่าน่าจะถ่ายภาพมุมกว้างของกล่องไฟและการจัดวางแฟลชเก็บไว้  จะได้เห็นว่าภาพกว้างก่อนจะถ่ายว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นทำงานอย่างไร  เมื่อซูมภาพเป็นมุมกว้าง  เราก็เห็นสภาพกล่องและสินค้า และอุปกรณ์แฟลชต่างๆครบทุกดวง  แต่จริงๆกล่องไฟหน้าตาแบบนี้ใช้แฟลชดวงเดียวก็เอาอยู่ดังภาพ

แหวนแต่งงาน 6 เดือนต่อมา

IMG_8401   แหวนวงนี้ผมใส่มา 6 เดือนแล้ว ไม่เคยถอดเลย เพิ่งจะถอดมาลองถ่ายรูปเล่นนี่แหละ ปกติคนใส่แหวนเขาถอดล้างกันบ้างหรือเปล่าก็ไม่เคยรู้ ดูสภาพแล้วเยินอย่างบอกไม่ถูก หกเดือนที่แล้วก่อนจะใช้งานมันเป็นแบบนี้ DSCF1394

กล้อง canon eos5d เลนส์ canon macro100mm แฟลช nikon sb25 ต่อกับกล้องด้วยทริกเกอร์ไร้สาย

ถ่ายภาพเม็ดยา

การถ่ายภาพเม็ดยาเป็นงานถ่ายภาพมาโครประเภทหนึ่ง เพราะวัตถุหรือเม็ดยามีขนาดเล็ก จำเป็นต้องใช้เลนส์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้โฟกัสใกล้ๆได้ หรือใช้เลนส์มาโครโดยเฉพาะนั่นเอง เลนส์ที่ใช้ถ่ายภาพครั้งนี้คือเลนส์ canon EF 100 macro ซึ่งเป็นเลนส์คุณภาพสูงตัวหนึ่ง

การถ่ายภาพสินค้าแค่เพียงชิ้นเดียวหรือสองชิ้นเราอาจจะไม่ต้องวางแผนอะไรมากมาย เพราะจัดแสงแล้วก็ถ่ายเพียงแค่ไม่กี่ภาพ แต่การถ่ายสินค้าจำนวนมาก อย่างเม็ดยาสิบกว่าเม็ดจำเป็นต้องมีการวางแผนการถ่ายภาพก่อน มิฉะนั้นลักษณะภาพจะออกมาแตกต่างกันไม่เหมือนงานที่ถ่ายพร้อมกัน ซึ่งสิ่งที่เห็นความแตกต่างได้มากที่สุดคือเรื่องของค่าแสง หรือความสว่างของภาพ

การถ่ายภาพมาโครจะมีเรื่องความสว่างของภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะโฟกัสของเลนส์ การถ่ายภาพของใหญ่ๆที่ปรับแสงพอดีไว้แล้ว พอเปลี่ยนวัตถุที่เล็กลงเราจะต้องปรับระยะโฟกัสใหม่ การเปลี่ยนโฟกัสจะทำให้รูรับแสงของเลนส์เปลี่ยน ถ้าเราไม่ปรับค่าอะไรเลย ภาพที่เคยถ่ายสินค้าช้ินใหญ่แล้วแสงพอดีเมื่อถ่ายภาพสินค้าช้ินเล็กกว่าจะได้สภาพแสงที่มืดลง ยิ่งชิ้นเล็กลงไปมากเท่าไรภาพก็ยิ่งมืดลงเท่านั้น เช่น ถ้าเราถ่ายภาพสินค้าชิ้นใหญ่ที่ค่าแสง F11 ซึ่งให้แสงพอดี พอเราถ่ายของเล็กมากๆ เราอาจจะต้องปรับค่า f เป็น f5.6 เพื่อให้ภาพสว่างเท่าเดิม อาการนี้เรียกว่าเป็นอาการเสียแสง

สิ่งที่ควรเตรียมตัวก็คือ การเรียงลำดับการถ่ายภาพสินค้าแค่ละชิ้นตามขนาด เราจะเลือกจากเล็กไปใหญ่ หรือ ใหญ่ไปเล็กก็ได้ ในการถ่ายภาพชุดนี้ผมเลือกจากเล็กไปใหญ่ แต่โชคดีของงานนี้มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ค่าแสงไม่เปลี่ยนมาก เพราะไม่ได้พยายามถ่ายภาพให้เต็มเฟรมทุกภาพ แต่เป็นการถ่ายภาพให้เห็นความเล็กและใหญ่ของยาแต่ละเม็ด เรื่องแสงเปลี่ยนหรือเสียแสงในสถานการณ์ของผมจะไม่เด่นชัดมาก แต่การเรียงลำดับก็ยังช่วยในเรื่องการทำงานได้เป็นอย่างดี

เตรียมยาโดยการเรียงลำดับจากเล็กไปใหญ่

ผมเริ่มจากยาเม็ดเล็กสุดก่อน วัดแสงต่างๆให้ได้ระดับที่ต้องการแล้วก็เริ่มถ่ายภาพ ยาเม็ดเล็กจะมีขนาดกินพื้นที่ไม่เยอะมาก

ค่อยๆเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ ขนาดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ภาพอาจจะดูไม่เรียบร้อยเพราะมีสิ่งสกปรกอยู่กับฉาก เนื่องจากเป็นงานทดลองก่อนถ่ายจริงเลยยังไม่ได้เก็บความเรียบร้อย

ภาพสุดท้ายจะเป็นเม็ดใหญ่ที่สุด

พอถ่ายภาพเสร็จเหลือบไปเห็นว่ายาเม็ดที่เรียงลำดับไว้มันก็ดูสวยดี พอเก็บของที่จัดไฟเอาไว้เรียบร้อยแล้วก็กางขาตั้งกล้องมาถ่ายภาพที่เรียงเม็ดยาเอาไว้อีกภาพ คิดว่าน่าจะเอาไปใช้งานได้ในโอกาสต่อไป

ถ่ายรูปพระเครื่องตอนที่ 2

หลังจากที่ถ่ายรูปเหรียญพระแบบโลหะมันวาวไปแล้วในตอนทีึ่ 1 ผมก็พบว่าภาพเหรียญโลหะมันคมชัดดี แต่สีสันไม่ไม่เหมือนการมองด้วยตาเปล่า โลหะจะมีความมัน และความมันก็สะท้อนกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆจนเห็นเป็นสีดำ ผมเข้าใจว่ามนสะท้อนกับเพดานด้านบน ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่โดนแสงแฟลช ทำให้มันได้ภาพสะท้อนมืดๆอยู่บนผิวโลหะ เลยมองเห็นเหมือนเป็นสีเข้มๆดำๆ

อย่างภาพตัวอย่าง ตรงกลางเหรียญควรจะเป็นโทนสีเหลือง กลับกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ เป็นปัญหาเงาสะท้อนชนิดหนึ่ง ใครที่ไม่เคยเห็นขั้นตอนการถ่ายภาพวัตถุมันวาวจะไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ต้องให้คนที่เคยถ่ายภาพมาอธิบายถึงจะรู้ที่มาที่ไป ตอนผมหัดถ่ายภาพกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านก็อธิบายหลักการถ่ายภาพวัตถุมันวาวเอาไว้ นั่นคือจะต้องถ่ายในมุ้ง หรือในเต๊นท์

ผมวิเคราะห์ว่า การมีเต๊นท์หรือมุ่งมาคลุมวัตถุมันวาวเอาไว้ จะทำให้ภาพของผนังเต๊นท์ไปปรากฏอยู่บนผิววัตถุ การมีพื้นที่สีขาวเยอะๆไปสะท้อนให้เกิดภาพบนผิดของวัตถุมันวาวจะทำให้สีที่ปรากฏขึ้นเป็นการผสมระหว่างผิววัตถุกับผนังเต๊นท์ ดังนั้นถ้าเราทำให้วัตถุอยู่ในพื้นที่ห้อมล้อมด้วยสีขาวทั้งหมด ภาพสะท้อนก็จะเป็นสีขาว ก็คือเป็นการทำให้สีของวัตถุสว่างขึ้นนั่นเอง อย่า อย่าเพิ่ง งง

ผมไม่มีเต๊นท์ ก็เลยอาศัยว่าถ่ายในขวดน้ำผ่าครึ่ง เหมือนตอนที่แล้ว แต่เพิ่มเติมการปิดด้านบนด้วยกระดาษขาวมาคลุมไว้ ผมติดกระดาษขาวเข้าไปกับเลนส์ แล้วก้มลงไปถ่ายภาพในขวด กระดาษแผ่นจะทำหน้าที่เหมือนฝากระป๋อง คลุมกระป๋องเอาไว้ทั้งหมด ทำให้วัตถุเหมือนอยู่ในเต๊นท์

ซึ่งก็จะให้ผลลัพธ์เป็นแบบภาพนี้

แบ็คกราวน์ไม่เหมือนเดิมเพราะวางกระดาษแข็งลงไปบนพื้นด้วย

ทดสอบ ring flash ราคาประหยัด

Ring Flash คือตัวกระจายแสงแฟลชแบบวงแหวน มีแสงออกจากตัวมันโดยรอบ การใช้งานก็ต้องวางวงแหนวไว้รอบเลนส์ถ่ายภาพ ลักษณะการใช้ Ring flash ได้รับความนิยมมาจากการถ่ายภาพฟัน ถ่ายภาพช่องปาก แล้วก็เลยเถิดมาสู่การถ่ายภาพมาโคร และก็มาถึงการถ่ายภาพบุคคล

Ring Flash ที่ทดสอบในบทความนี้เป็นรุ่นของเทียม คือมันเป็นเพียงวงแหวนสะท้อนแสงภายใน แหล่งกำเนิดแสงจะต้องเป็นแฟลชอีกตัวหนึ่ง ตัวมันเองมีหน้าที่บังคับทิศทางแสงเท่านั้น ซึ่ง Ring flash ของแท ตัววงแหวนมันจะต้องเปล่งแสงจากตัวเองได้เลย แต่มันก็จะมีราคาแพงมาก ยิ่งวงแหวนใหญ่ ยิ่งแพง Ring flash แบบอนาถาเลยเป็นเพียงวงแหวนกระจายแสงเท่านั้น ซึ่งคุณภาพก็จะด้อยกว่าของแท้ แต่มันก็พอใช้ศึกษา พอใช้งานทั่วๆไปได้บ้าง

ภาพโชว์ตอนมันทำงานผมติด Ring Flash ไว้กับ Flash ของ nikon แล้วก็รับสัญญาณแฟลชจากทริกเกอร์หรือตัวส่งสัญญาณแบบไร้สาย

ตอนทดสอบการใช้งานแบบปกติจะต้องติดแฟลขบนกล้อง และ เอา Ring flash ล้อมรอบเลนส์เอาไว้ เวลาถ่ายภาพวัตถุจะทำให้ไม่มีเงาอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับแฟลชแบบปกติ แต่พอใช้งานจริงๆแล้ว ภาพจาก ringflash มันกลับทำให้มีเงาทั้งสองข้าง แต่เป็นเงาที่จางลง ซึ่งสามารถทำให้หายไปได้ถ้าเลือกให้ความไวชัตเตอร์ต่ำพอจะให้แสงรอบข้างมันสว่างจนลดผลของเงาได้ ยิ่งอธิบายก็ยิ่งงง เอาเป็นว่า ลักษณะเงาของ ring flash มันจะแตกต่างไปจากปกติ และมันเป็นรูปแบบที่เหมาะกับภาพที่ต้องการรายละเอียดของวัตถุเป็นหลัก

ลองหันไปถ่ายแฟลชติดทริกเกอร์บนขาตั้ง ถ่ายแบบวัดแสงให้อันเดอร์นิดหน่อย จะเห็นว่าฉากหลังมืดๆจะทำให้เห็นเงาของแฟลชอยู่ทั้งสองด้านของวัตถุ ส่วนวัตถุได้รับแสงพอดีจาก ring flash

การจะลดเงาฉากหลังลงก็ปรับค่าการรับแสงของกล้องให้พอดี หรือ วัดแสงโอเวอร์นิดหน่อย บางคนอาจจะเรียกว่าเป็น fill in คือใช้แสงแฟลชและแสงธรรมชาติในระดับพอดีทั้งหมด ภาพก็จะเป็นแบบนี้

หันไปถ่ายชั้นวางของ

ถ่ายรูปบล็อกปั็มไดคัท ลักษณะแสงแฟลชจะส่องไปทั้งซ้ายและขวา ทำให้ไม่เกิดเงาดำ แต่ก็จะเห็นเป็นเงาจางๆแทน

ลองเทียบลักษณะแสงกับแฟลชธรรมดา โดยแฟลชทั้งคู่ติดบนขาตั้ง รับคำสั่งจากทริกเกอร์ ภาพนี้แฟลชวางหันเข้ากำแพง ระดับกำลังไฟสว่างมากทำให้ดูไม่รู้ว่าลักษณะการกระจายแสงของมันเป็นอย่างไร

ปรับรูรับแสงของกล้องให้แคบลง จะเห็นว่าแฟลชปกติ กับ ring flash มีลักษณะการกระจายแสงไม่เหมือนกัน และถ้าดูให้ละเอียดอีกนิดจะสังเกตว่า สีที่วิ่งออกจาก ring flash มันจะติดสีแดงอย่างเห็นได้ชัด การเอาไปใช้งานควรจะต้องคำนึงถึงความเพี้ยนของสีให้ดีด้วย

เอามือไปวางไว้หน้าแฟลชปกติแล้วถ่ายภาพ

เอามือไปวางไว้หน้า ring flash

พอลอง ring flash เสร็จ เลยถือโอกาสลองแฟลชในแบบปกติด้วย แล้วปรับตั้งเพื่อหาความแตกต่างหลายๆแบบ อย่างเช่น ภาพนี้ ด้านซ้ายปรับระยะซูมหน้าแฟลชไว้ที่ 24mm ส่วนด้านขวาตั้งค่าซูมแฟลชไว้ที่ 85mm ผลก็คือด้านซ้ายวงกว้างกว่า แสงกระจายตัวกว้างกว่า และให้ความสว่างต่ำลง ส่วนด้านขวาซูมเยอะหมายถึงรวมแสงเข้าด้วยกัน การกระจายตัวก็จะแคบกว่า แสงที่บีบมารวมกันก็จะทำให้สว่างกว่า

สรุปแล้ว Ring Flash เป็นลักษณะการใช้แฟลชที่เน้นการถ่ายเพื่อเก็บรายละเอียด ส่วนลักษณะเงาที่เกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งอาจจะไม่ได้ถูกใจอย่างที่คิดไว้ แต่ก็ดีกว่าการใช้แฟลชแบบปกติเพื่อถ่ายวัตถุ เพราะเงาดำจะจางลงไปเยอะเมื่อใช้ ring flash