ภาพที่ขายได้

Screen Shot 2565-02-11 at 08.57.18

ภาพนี้เป็นภาพลูกของผมตอนที่ไปเที่ยวเมือง nikko ประเทศญี่ปุ่น ตอนนั้นผมพกกล้องไปตัวเดียวคือ eos m รุ่น1 ติดเลนส์ตัวเดียวตลอดทริปคือเลนส์ 22f2 การเดินทางที่ญี่ปุ่นกับลูกเล็กวัย 3 ขวบ เป็นการเดินทางที่ต้องเตรียมรถเข็น เตรียมอุปกรณ์ของเด็กพอสมควร พ่อกับแม่ต้องช่วยกันยก ช่วยกันอุ้มในหลายสถานการณ์เพราะการเดินทางหลักๆของทริปคือรถไฟ

เลนส์ 22f2 ผมใช้ค่ารูรับแสงที่ f2 ตลอดทริปเลย เพราะต้องการความชัดตื้นที่ละลายหลังให้เบลอดูสวยงาม และต้องการให้มันรองรับสถานการณ์แสงได้ดีหลากหลายสถานที่ และส่วนมากเราก็จะถ่ายภาพในอาคาร ในที่ร่ม การใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมาก

กล้อง eos m เป็นกล้องที่มีหน้าจอด้านหลังระบบสัมผัส สามารถใช้มือแตะเพื่อให้กล้องทำการโฟกัสและลั่นชัตเตอร์ได้ด้วย มันทำให้เกิดความสะดวกในการใช้งานบางโอกาส เช่นโอกาสเด็กกำลังสนใจกับภาพในจอ มีแสงตอนเช้าเข้ามาทางหน้าต่าง แสงหน้าต่างมักจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีกับภาพถ่ายเสมอ ผมเห็นองค์ประกอบนี้ก็รีบหยิบกล้องมากดเปิดกล้องแล้วแตะโฟกัสเพื่อถ่ายเลย แล้วเราก็เก็บวินาทีสวยๆได้ตามที่ตาเห็น ทั้งทริปผมแทบจะไม่ได้ปิดฝาหน้าเลนส์เลย เพราะอยากให้กล้องพร้อมใช้ตลอดเวลา แม้ว่าเลนส์อาจจะเสี่ยงต่อการเสียหายหรือเป็นรอยขีดข่วนบ้าง แต่ผมก็ใช้วิธีติด Hood เหล็กไว้ที่เลนส์ ทำหน้าที่เป็นที่บังแสง และเป็นกันชนให้กับเลนสได้ระดับนึง ภาพลูกผมฝากขายในเว็บ Eyeem.com ครับ

IMG_0338

การจัดแสงถ่ายรูปแบบประหยัด

IMG_20190615_171816

การถ่ายภาพสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์หรือของที่เป็นขวด เป็นตลับแล้วอยากให้ดูแพง ก็ต้องอาศัยการจัดแสงนิดหน่อย ซึ่งเคล็ดลับการจัดแสงไม่ได้ซับซ้อน แสงที่สวยคือแสงธรรมชาติ ถ้าเราสามารถใช้แสงธรรมชาติมาเป็นแสงหลักในภาพได้เราก็ควรทำ

เลือกแสงหน้าต่างที่ส่องลอดเข้ามาในห้องครัว อาศัยผ้าผืนนึงปูเป็นฉากหลังและผนังด้านหลัง จัดผ้าเข้ามุมให้เป็นมุมฉากกับพื้นและผนัง เอาสินค้าวางบนผ้า แล้วก็ให้แสงหลักคือแสงที่ส่องมาจากด้านบน

แสงเข้าจากด้านบนจะทำให้แสงที่ส่องเข้าด้านหน้าดูน้อยเกินไป เลยต้องมีตัวช่วยสะท้อนแสงอีกตัวส่องแสงสะท้อนด้านบนเข้าไปที่ด้านหน้า ถ้าเราใช้แผ่นสะท้อนแสงสีขาว นุ่มๆ ผิวด้านๆ เราจะได้แสงนุ่มเคลียร์ แต่ในภาพนี้ดูแล้วไม่ค่อยเหมาะ เลยเลือกใช้ฝาหม้อที่เป็นอลูมิเนียมมีพื้นผิวเป็นลอนๆไม่เรียบมาช่วยสะท้อนแสง คาดหวังให้แสงสะท้อนมีลักษณะเป็นหย่อมๆดวงๆไม่สม่ำเสมอ เพื่อส่องตัวผลิตภัณฑ์ให้ดูแวววาว ผลก็คือแสงสะท้อนจากตัวสะท้อนโลหะให้แสงมีความนุ่มและแข็งในบางส่วน ผสมกันลงตัวพอดี เป็นแนวทางที่น่าสนใจมากสำหรับการจัดแสง

เราไม่กล้าบอกหรอกว่าวิธีนี้คือวิธีที่ดีที่สุด เพราะว่าการถ่ายภาพแบบเน้นความเร็วและความง่ายเราก็พยายามทำในเวลาและทรัพยากรจำกัด ถ้าจะเข้าสตูดิโอถ่ายภาพจริงจังมันก็อาจจะดีกว่านี้มาก แต่เวลาและงบประมาณอาจจะจบกันที่เป็นหมื่นบาท หรือ หลายหมื่นบาท ซึ่งคงไม่คุ้มค่ากับสินค้าราคาไม่แพงและไม่ได้มีขายจำนวนมากแบบสินค้าขึ้นห้างแค่มันดีกว่าไม่พยายาม เราก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว เห็นภาพเห็นแนวทางแบบนี้เราก็เท่ากับได้เรียนรู้ด้วยว่าแสงแนวนี้ต้องใช้อุปกรณ์อย่างไรและเลือกใช้สถานการณ์แสงอย่างไร

ภาพถูกใจที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย

IMG_4823

นานมากแล้วที่ไม่ได้ถ่ายภาพลูกในจังหวะที่เป็นธรรมชาติ และถูกใจในเหตุการณ์จริงๆ จังหวะที่รถกำลังวิ่ง ลูกก็โทรศํพท์ด้วยระบบ Video call หาแม่ที่บ้าน การพูดคุยก็ดำเนินไปเรื่อยๆ เสียงในสายก็บอกว่ามองไม่ค่อยเห็น ผมก็เลยหยิบไฟฉายมาให้ลูกใช้ส่องเพื่อให้มองเห็น ลูกก็หยิบไฟฉายไปส่องตัวเอง ผมได้ยินปลายสายพูดลอยออกมาว่าเห็นแล้ว ก็เลยหันไปดู รถก็วิ่งอยู่ แต่ก็เห็นว่าลูกกำลังคุยกับแม่และใช้มือส่องไฟให้ตัวเอง ภาพนี้เป็นจังหวะน่ารักน่าเอ็นดู ในใจคิดออกมาทันทีเลยว่า ถ้าลูกโตเป็นวัยรุ่นจะไม่น่ารักแบบนี้อีกแล้ว ภาพนี้ต้องถ่ายให้ได้ แต่ก็ไม่มีโทรศํพท์มือถือในมือ เพราะโทรศัพท์กำลังถูกใช้งานอยู่ในมือลูกนั่นเอง

ข้างๆตัวมีเป้ที่ผมใช้ประจำ ในเป้มีกล้องถ่ายรูปอยู่ ก็เลยคลำลงไปในเป้ หยิบกล้องออกมา เปิดกล้อง ปรับโหมดกล้องไปในตำแหน่งที่จำได้ว่าเป็นโหมดถ่ายภาพ และกล้องถูกใช้งานถ่ายภาพในโหมด Av รูรับแสง f2 อยู่แล้ว เพราะเพิ่งใช้ถ่ายภาพวันตรุษจีนไปเมื่อสามวันก่อน ค่า setting ต่างๆในกล้องยังเป็นค่าที่เหมาะสมกับสถานการณ์นี้อยู่ แต่การจะถ่ายภาพให้ฉากหลังดำในตอนกลางคืนนั้นจะต้องมีการชดเชยแสงในทาง – ด้วย เพื่อให้บรรยากาศในภาพเป็นโทนสีดำมืดนั่นเอง เลยตั้งค่าชดเชยแสงเป็นค่า -2 จากนั้นก็เล็งกล้องถ่ายเลย อาศํยว่ากล้องเป็นระบบออโตโฟๆกัส กดปุ่มชัตเตอร์ลงไปครึ่งหนึ่ง แล้วรอจังหวะให้กล้องส่งเสียงตี๊ด ซึ่งหมายถึงกล้องโฟกัสภาพเรียบร้อยแล้ว ก็กดถ่ายเลย ทั้งหมดทำตอนรถยังวิ่งอยู่ ได้ภาพเบี้ยวๆมาหลายภาพ และภาพที่โชว์นี้คือภาพที่ไม่เบี้ยวนัก เป็นภาพที่มีตำแหน่งองค์ประกอบภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะถ่ายภาพได้ตอนรถวิ่งและตาไม่มองนายแบบ

เมื่อดูภาพในจอมคอมพิวเตอร์ก็รู้สึกพอใจมากที่สามารถเก็บภาพได้ตามที่ใจคิด กล้อง eos m1 พร้อมเลนส์ 22f2 นับเป็นคู่หูที่ไว้ใจได้ จริงๆ

เที่ยวเกาะขามและพัทยา

เกาะขามเป็นเกาะที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดชลบุรี อยู่ในอำเภอสัตหีบ การเดินทางจากกรุงเทพก็จะต้องเดินทางผ่านพัทยาแล้วเลยไปถึงสัตหีบ ทริปนี้พวกเราไปนอนพักที่พัทยาก่อนแล้ววันรุ่งขึ้นค่อยขับรถไปเกาะขาม สิ่งที่สนุกสำหรับทริปนี้ก็คือเราได้ลองของเล่นใหม่ด้วยนั่นก็คือกล้อง gopro9 ที่ตั้งใจซื้อเพื่อนำมาใช้ถ่ายคลิปในการท่องเที่ยว

GOPR0100

พัทยาวันแรกเราแวะเที่ยวก่อนเข้าโรงแรม เราไป FROST ซึ่งเป็นห้องน้ำแข็งอุณหภูมิติดลบ 15องศา น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หนาวเย็นที่สุดที่ประเทศไทยเคยมี และมันก็หนาวจริงๆ เราไม่สามารถอยู่ในที่เย็นแบบนี้ได้นานๆเลย หากใครไม่มีถุงมือ ถุงเท้าที่หุ้มอย่างแน่นหนา ปลายมือ ปลายเท้าจะชาในเวลาไม่นาน FROST มีชุดกันหนาวให้ยืมใส่ เป็นชุดผ้านวมอย่างหนา มีฮู้ดคลุมหัวด้วย นับเป็นประสบการณ์การสัมผัสความหนาวระดับติดลบที่น่าตื่นเต้นมาก

GOPR0141
GOPR0156

กล้อง Gopro9 สามารถทำงานในที่เย็นจัดระดับติดลบ 15 องศาได้ ไม่มีอาการรวนหรือเปิดไม่ติดเลย ส่วนโทรศัพท์มือถือที่พกเข้าไปก็ยังทำงานได้ปกติ ทีแรกนึกว่าอากาศเย็นจะทำให้อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์มีปัญหา เพราะที่เคยได้ยินมาจะบอกต่อกันมาว่า ถ่านจะหมดเร็ว หรือ ถ่านจะไม่จ่ายไฟเมื่ออยู่ในที่เย็นจัด เราอยู่ในที่เย็นติดลบไม่นานมาก เพราะทนกันไม่ไหวเอง แบตเตอรี่ของกล้องก็คงทนหนาวได้เก่งกว่าคนเรา อุปกรณ์ก็เลยยังทำงานได้ปกติ

ออกจากห้องเย็นจัดก็เดินทางเข้าที่พักที่พัทยา เด็กๆเล่นน้ำตลอดบ่าย ช่วงนี้ก็ได้หัดเล่นกล้อง gopro9 อย่างจริงจัง ทดลองถ่ายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพเคลื่อนไหวแบบพิเศษอย่าง timelapse และ timewarp ที่ gopro เขาเรียกชื่อเทคนิคนี้โดยเฉพาะรวมถึงการลงไปถ่ายใต้น้ำโดยตรงด้วย ผลก็คือ กล้องลงน้ำได้จริง ลงน้ำตรงๆไม่ต้องใช้เคสกันน้ำเลย มีจุดที่ต้องระวังก็เพียงต้องไม่ลืมล็อคหน้าจอสัมผัส เพราะน้ำจะทำให้หน้าจอเหมือนโดนกดแล้วโหมดการทำงานจะเปลี่ยนได้เอง ดังนั้น ถ้าจะลงน้ำ กล้องต้องถูกสั่งให้ล๊อคการสัมผัสหน้าจอด้วยเสมอ

วันรุ่งขึ้นเราออกจากโรงแรมแต่เช้าเพื่อเดินทางไปขึ้นเรือที่ท่าเรือเกาะขาม เดินทางจากพัทยาใช้เวลาประมาณ 50 นาที ที่ท่าเรือไปเกาะขามสามารถไปเกาะแสมสารได้ด้วย เราจอดรถที่จุดซื้อตั๋วแล้วนั่งรถสองแถวไปที่ท่าเรือ เรือที่ใช้พาเราข้ามไปเกาะขามมีขนาดประมาณ 30 คน นั่งชิดๆกัน มีชูชีพสำหรับทุกคน ใช้เวลาข้ามไปเกาะขามประมาณ 20 นาที

เราเห็นปลาสวยงามตั้งแต่เดินอยู่ที่ท่าเรือก่อนจะลงเรือแล้ว ปลาทะเลสีสวยเหมือนปลาในตู้ บางคนโยนขนมปังลงไป ปลาก็รุมเข้ามากิน ผมไม่แน่ใจว่าเราควรงดให้อาหารปลาไหม หลายคนบอกว่าจะทำให้ปลาเสียนิสัย และจะทำให้นักท่องเที่ยวเคยชินกับการทำอะไรไม่เป็นไปตามธรรมชาติด้วย ตอนไปเขาวัง เห็นลิงอยู่ข้างทาง แน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะให้อาหารลิง เพราะจะทำให้ลิงเคยชินกับการมาแย่งอาหารจากคน และมารบกวนคนอยู่ในพื้นที่ เพราะลิงมันวิ่งเข้าหาคนได้ แต่กับการให้อาหารปลา ผมยังไม่เห็นข้อเสียที่ชัดเจน ปลามันวิ่งมาแย่งอาหารคนไม่ได้ ปลาไม่ได้บินมากินของจากมือคน ทำไมเราต้องระวังเรื่องนี้กัน ตอนไปวัดไร่ขิง แม่น้ำหลังวัดก็มีตลิ่งที่รอให้คนไปให้อาหารปลา วัดอนุญาตให้ขายอาหารสำหรับโยนให้ปลา มีแค่ป้ายบอกว่า ห้ามจับปลา ไมไ่ด้ห้ามให้อาหาร

เรือมาถึงเกาะขาม เดินขึ้นเกาะระหว่างทางเราก็เห็นความสวยงามของน้ำทะเลแล้ว ที่นี่น้ำทะเลใสมากมองเห็นพื้นใต้ต้ำ สีน้ำทะเลสีสวยเหมือนภาพวาด เป็นสีสันที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ต้องใช้เทคนิคการถ่ายภาพเลย ยิ่งเอากล้องออกมาถ่ายยิ่งได้ภาพที่สวยงามแปลกตากลับไป สีสันบบนี้ไม่มีที่พัทยา ไม่มีที่หัวหิน นับว่าเป็นเกาะที่น้ำทะเลใสมากและสวยมาก

ชายหาดที่นี่ยาวประมาณ 300 เมตร นักท่องเที่ยวเลือกนั่งเล่นนอนเล่นได้ตามสบาย เด็กๆเตรียมพร้อมสำหรับเล่นน้ำ พ่อแม่เตรียมตัวลงน้ำไประวังเด็กๆ ผมก็ลองเล่นกล้อง gopro9 ถ่ายภาพบนบก ภาพวิว และภาพใต้น้ำ เราลองบันทึกภาพหลายๆแบบ กล้องลงน้ำทะเลได้ไม่มีปัญหา ภาพใต้น้ำชัดมาก และภาพวิดีโอที่ออกจากกล้อ้ง gopro9 ตัวนี้ไม่สั่นไหวให้ปวดหัวตอนดูเลย การมีระบบกันสั่นในกล้องทำให้ภาพวิดีโอมีคุณภาพสูงมาก และสีสันที่ gopro9 บันทึกให้เราก็มีสีสันที่ฉูดฉาดสวยงาม ผมรู้สึกว่าภาพจาก gopro9 มีความสวย อิ่ม สด และฉูดฉาดราวกับเราแต่งภาพด้วย app ซึ่งกล้อง DSLR อย่าง eos 6d ที่ผมใช้มาหลายปีให้ภาพฉูดฉาดแบบนี้ไม่ได้เลย อย่างน้อยต้องปรับแต่งบางอย่าง หรือปรับด้วย app อีกนิดหน่อยเพือ่ให้สีสดเท่า gopro9

GOPR0212
GOPR0236

เด็กๆเล่นน้ำสนุกสนาน ดำน้ำดูปลาที่มีอยู่ไม่มากเท่าที่คาดไว้ ปะการังใต้น้ำก็มีในระดับหย่อมๆเล็กๆ และไม่ได้มีสีสันที่สดสวยแบบที่เราเคยดูที่ฝั่งอันดามัน แต่สิ่งที่อยู่เหนือน้ำก็คือภาพทะเลแสนสวย ฟ้าสีฟ้า น้ำทะเลเขียวอมฟ้า แสงแดดส่องพาเงาของเรือไปโผล่ที่พื้นทรายใต้น้ำ คุณภาพน้ำที่นี่ใสมาก ใสเหลือเชื่อ แต่ทำไมปลาน้อยก็ไม่รู้สาเหตุ บนเกาะมีร้านอาหารและเครื่องดื่ม มีห้องอาบน้ำ และมีกฏคือห้ามใช้สบู่ ยาสระผมที่นี่เด็ดขาด เจ้าหน้าที่บอกว่าเพื่อป้องกันสารเคมีไหลลงทะเลนั่นเอง

บนเกาะมีเรือซับบอร์ดไว้ให้เช่าเล่นด้วย ชั่วโมงละ 100 บาท มีเจ้าหน้าที่ช่วยสอน เด็กๆต่อคิวกันเล่นสนุกสนาน การยืนบนเรือแล้วพายเล่นเป็นกีฬาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีข้อมูล แต่ก็รู้สึกได้เลยว่ากำลังเป็นที่นิยม ทั้งที่เที่ยวที่เป็นแม่น้ำลำคลองแถวราชบุรี กาญจนบุรี ต่างก็มีเรือซับบอร์ดเอาไว้ให้เล่น ทะเลเกาะขามก็มี และเมื่อได้ลองเล่นก็ทำให้เราได้ภาพสวยๆกลับไปด้วยเช่นกัน โชคดีที่เด็กๆใช้เวลาหัดเล่นไม่นานก็เล่นได้ ยืนได้ไม่ล้ม เป็นทริปที่สนุกกว่าที่คาดหวังตรงเรือนี่แหละ

GOPR0272

มาเกาะขามตอนเที่ยวเรือ 9 โมงเช้า ขากลับ นั่งเรือรอบ 14.00 น. กลับมาฝั่ง ที่ท่าเรือมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาด้วย เป็นตึกหลายชั้น จะเข้าชมก็ต้องเดินขึ้นไปหลายสิบเมตร ใครเที่ยวเกาะจนหมดแรงคงไม่อยากแวะดูแล้ว แต่ลูกขอเข้าไปดูก็ต้องอดทนเดินกันหน่อย

IMG_4523

การจัดแสดงในห้องต่างๆทำได้ดีน่าสนใจ คนชลบุรีถ้าจะเที่ยวพิพิธภัณฑ์คุณภาพก็สามารถแวะมาดูที่นี่ได้ ไม่ต่างจากกรุงเทพเลย เนื้อหาค่อนข้างดีเลย พวกเรายืนอ่านยืนคุยกับลูกได้หลายอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่แสดง และหลายอย่างเป็นความรู้ใหม่สำหรับพวกเราด้วย

IMG_4532
IMG_4538

ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็เดินทางกลับที่พักที่พัทยา กินข้าวเย็น เตรียมตัวเข้านอนอย่างหมดแรง เป็นทริป 1 วันที่อัดแน่นและใช้พลังงานเยอะมาก แต่ทั้งหมดก็รอวันใหม่ รอมีแรงอีกที เช้าวันใหม่ก็เล่นกันต่อริมทะเล มาทะเลพัทยาก็ต้องเปียกน้ำที่พัทยาบ้างถึงจะไม่เสียเที่ยว

ก่อนจะกลับก็ถ่ายภาพรวมกัน และจะมีภาพเด็ก 5 คนนั่งบนเตียงที่เราถ่ายมาตลอดหลายปี แล้ว ในแต่ละปีจะเอาภาพที่นั่งมุมคล้ายๆกันมาเปรียบเทียบกัน เราก็จะเห็นพัฒนาการของเด็กไปทีละนิด จะเรียกว่าเป็นภาพแห่งความทรงจำก็ได้

2020-10-28_03-23-10

กลางวันเราก็เช็คเอ๊าท์ เดินทางกลับกรุงเทพ แวะซื้อของกลางทางที่หนองมน ตอนนี้ห้อยจ๊อที่หนองมนขายลูกละ 20 บาทแล้ว จากความทรงจำในอดีตว่าเคยซื้อลูกละ 8 บาท ระยะทางที่รถวิ่งไปตั้งแต่ออกจากกรุงเทพย่านบางขุนนนท์ แล้วขับไปพัทยา ไปถึงสัตหีบ แล้วย้อนมาพัทยา กลับกรุงเทพที่เดิมใช้น้ำมัน 1 ถังยังเหลืออยู่ ดูหน้าจอ รถวิ่งไปประมาณ 450 กิโลเมตร

FRAME_COLLAGE1603873800393

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มกับการใช้แสงแฟลช

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มได้กลับมานิยมกันอีกครั้งในยุค พศ.2563 แต่การหวนกลับมาของฟิล์มครั้งนี้มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่แพงมหาศาล แต่คนก็ยังเหนียวแน่นกับการถ่ายภาพแบบลองผิดลองถูก ถ่ายทุกม้วนลุ้นทุกเฟรม การใช้แฟลชกับกล้องฟิล์มก็ดูจะมีบางกลุ่มที่ชอบใช้ เพราะลักษณะภาพแตกต่างไปจากมือถือ แตกต่างไปจากภาพจากกล้องดิจิทัล บทความนี้จะแนะนำการใช้แฟลชในบางรูปแบบเปรียบเทียบให้ดูว่า ช่างภาพยุคโบราณใช้แฟลชด้วยแนวคิดอย่างไร และอาจจะไม่เหมือนยุคนี้ทั้งหมด แต่หลักการจะสามารถนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานภาพได้

000037

ภาพที่1 ถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม เปิดแฟลชด้วย โดยใช้โหมด P บนกล้อง SLR ของ canon ลักษณะภาพจะได้แสงแฟลชพอดีบนตัวแบบ และฉากหลังค่อนข้างดำมืด นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อเราเปิดโหมด P พร้อมด้วยเปิดใช้งานแสงแฟลช กล้องจะเลือกค่ารูรับแสง f4 และ ความไวชัตเตอร์เป็นค่าสูงๆประมาณ 1/60 วินาทีสำหรับที่แสงน้อย และอาจจะเลือกเป็น 1/125 วินาทีในที่แสงจัด กล้องจะคิดแทนเราว่าเราต้องการภาพไม่สั่น รูรับแสงน้อยเท่าที่เลนส์จะมีให้ได้ โดยฉากหลังจะมืดก็ไม่สนใจ เพราะตัวแบบจะได้รับแสงแฟลชที่เพียงพออยู่แล้ว ภาพจึงออกมาตามภาพคือตัวแบบได้แสงพอดี ส่วนฉากหลังจะดำเกือบมืดนั่นเอง

000038

ภาพที่ 2 เป็นภาพที่ตั้งใจปรับกล้องอีกแบบหนึ่ง เลือกการตั้งค่าให้เป็นโหมด AV พร้อมเปิดแฟลช ในโหมด Av บนกล้อง canon เมื่อเลือกรูรับแสง f4 กล้องจะเลือกค่าสปีตชัตเตอร์ให้เป็นค่าที่วัดแสงฉากหลังได้พอดี ซึ่งสปีดอาจจะต่ำลง ภาพแนวนี้ถ้าเป็นในอาคารจะใช้ขาตั้งด้วยเพื่อป้องกันการสั่นไหว นั่นจึงทำให้ฉากหลังของภาพที่ 2 นี้ ดูสว่างขึ้นกว่าภาพที่ 1 ส่วนตัวแบบจะได้แสงสว่างจากแฟลชและแสงในอาคาร แต่แสงหลักๆที่ทำให้ตัวแบบสว่างก็คือแสงแฟลช โดยรวมก็คือ ภาพที่1และ2 ตัวแบบจะได้แสงจากแฟลชเป็นแสงหลักและเป็นค่าแสงแฟลชที่สว่างพอดีบนตัวแบบ แต่ฉากหลังจะต่างกันตามโหมด P และ Av ที่กล้องคิดไม่เหมือนกัน

000031

ภาพที่ 3 เป็นโหมด Av ที่ปิดแฟลช เป็นการวัดแสงพอดีทั้งภาพ ตัวแบบจะได้แสงพอดีจากการวัดแสงจริงๆในโหมดนี้ และฉากหลังหากโดนแสงภายนอกส่องเข้ามาพอๆกับแบบ เราก็จะได้ภาพแบบและฉากหลังที่สว่างเหมือนกัน นั่นคือแสงพอดีเหมือนกันตั้งแต่หน้าถึงหลัง สถานการณ์นี้ขาตั้งกล้องจำเป็นมาก เพราะการถ่ายภาพในอาคาร วัดแสงพอดี ด้วยฟิล์มความไวต่ำ ความไวชัตเตอร์จะต่ำมาก หากถือด้วยมือเปล่าภาพจะสั่นแน่นอน

การใช้แฟลชถ่ายภาพมีเทคนิคการคิดหลายชั้น ค่อยๆฝึกถ่ายไปทีละบทเรียนก็จะมีความเข้าใจทีละน้อย สะสมความรู้ไปเรื่อยๆเราก็จะมีเทคนิคที่หลากหลายไปใช้ออกแบบรูปถ่ายของเรา ช่างภาพที่ดีก็คือช่างภาพที่เข้าใจแสงและอุปกรณ์ เส้นทางนี้ไม่มีทางลัด ต้องค่อยๆเรียนกันไป

จัดแสงถ่ายของด้วยแสงหน้าต่างและแผ่นสะท้อนแสง

การถ่ายภาพสิ่งของให้ได้ภาพตรงกับใจคิด หรือให้ได้ภาพที่ตรงวัตถุปรสงค์เราควรต้องรู้เทคนิคการจัดแสงเล็กน้อย ภาพแสงเข้าด้านเดียวจะทำให้วัตถุมีเงาเกิดขึ้นในภาพ ภาพที่ถ่ายออกมาจะเห็นเงาเข้มชัดเจน ภาพตัวอย่างด้านล่างนี้แสงเข้าด้านบน จะทำให้มีเงาที่ด้านล่างของภาพ หากเราชอบเงาก็ดีไป หากเราไม่ชอบเงา เราก็ต้องหาวิธีทำให้เงาหายไป

IMG_0527
ภาพที่1

เงาที่อยุ่ด้านล่างของภาพเกิดจากแสงเข้าจากด้านบน ซี่งหากเราต้องการแก้ไขให้เงาดำหายไปหรือมีน้อยที่สุด เราก็จำเป็นต้องจัดแสงให้มีแสงจากด้านล่างส่องเข้าไป วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ เอากระดาษขาวหรือแผ่นสะท้อนแสงมาวางด้านล่าง เพื่อให้กระดาษช่วยสะท้อนแสงกลับเข้าไปโดนวัตถุนั่นเอง

IMG_0523
ภาพที่2

ภาพที่ 2 เป็นภาพอีกมุมหนึ่งที่ถ่ายเบื้องหลังให้เห็นว่าวัตถุโดนแสงอย่างไร โดยวัตถุในภาพนี้จะมีแสงเข้ามาจากทางด้านซ้ายของภาพ และหากเราอยากจะเพิ่มแสงเข้าไปเพื่อลดเงาดำ เราก็จัดการวางกระดาษสะท้อนแสงใบหนึ่ง

IMG_0522
ภาพที่ 3

เมื่อเราวางกระดาษขาวพับครึ่งเพื่อให้กระดาษตั้งอยู่กับพื้นได้ กระดาษจะรวมแสงที่วิ่งเข้าไปแล้วสะท้อนกลับไปโดนวัตถุ ซึ่งก็จะเป็นการลบเงาดำลงไปได้ ดูภาพที่3เป็นตัวอย่างการวางกระดาษช่วยสะท้อนแสง

IMG_0526
ภาพที่ 4

แสงหน้าต่างหรือแสงประตูมีความนุ่มนวลของแสงที่เหมาะกับการถ่ายภาพสินค้าหรือสิ่งของที่ไม่ใหญ่มาก การใช้แผ่นสะท้อนแสงหรือกระดาษขาวช่วยลบเงาเป็นเทคนิคง่ายๆที่ทำได้เลยแทบไม่มีต้นทุน ไม่ว่าเราจะถ่ายสินค้าด้วยกล้องตัวใหญ่ หรือถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ เทคนนิคการจัดแสงเป็นสิ่งที่เราควรศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มคุณภาพงานถ่ายภาพของเรา

การดึงหางฟิล์มออกจากกลัก

การหัดล้างฟิล์มขาวดำสิ่งที่จำเป็นต้องทำก่อนการล้างฟิล์มคือการดึงหางฟิล์มออกจากกลัก เรามีวิธีดึงหางฟิล์มออกมาหลายวิธี ทั้งอุปกรณ์สำเร็จรูปและการดัดแปลงจากวิธีง่ายๆ แต่ละวิธีก็ทำแล้วได้ผลทั้งสิ้น วิธีในคลิปนี้จะเป็นวิธีใช้เทปกาวสองหน้า

สังเกตความเปลี่ยนแปลง 7 วัน

IMG_20190822_064608

ขอบฟ้ามีการบ้านโครงงานวิทยาศาสตร์ให้สังเกตุความเปลี่ยนแปลงของใบไม้หรือดอกไม้ 7 วัน ก็เลยจัดการเด็ดดอกไม้ และใบไม้มาอย่างละ 1 ชิ้น เพื่อคอยถ่ายภาพบันทึกไว้ทุกวัน โดยพ่อกับแม่ช่วยกันคิดแล้ว เลือกวิธีถ่ายภาพน่าจะง่ายสำหรับขอบฟ้ามากกว่า เพราะการจดบันทึกด้วยการวาดเป็นสิ่งที่น่าจะต้องใช้สมาธิและเวลามากเป็นพิเศษ ขอบฟ้ายังไม่สามารถใช้เวลานานๆกับการวาดภาพได้

การถ่ายภาพพ่อเลือกวิธีให้ใช้กล้อง DSLR ในการถ่ายภาพ ให้ถือเองถ่ายเอง โดยพ่อช่วยปรับกล้องให้เบื้องต้นเพื่อเตรียมกล้องให้พร้อมสำหรับการบันทึกภาพในสถานการณ์นั้นๆ

IMG_20190822_064402

IMG_0004
วันที่1
IMG_0011
วันที่2
IMG_0016
วันที่3
IMG_0025
วันที่4
IMG_0027
วันที่5
IMG_0033
วันที่6

ผมก็ขอให้ขอบฟ้ายืนถ่ายคู่กับงานครั้งนี้ด้วย เพื่อให้ภาพมีเนื้อหาครบถ้วนสำหรับการเล่าเรื่องในครั้งนี้ ภาพขอบฟ้า พยายามยิ้มก็เลยออกมาดูปากโย้ๆนิดหน่อย ยังไม่รู้จะสอนให้ยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติได้ยังไง

IMG_0031

หมายเหตุ

การให้ขอบฟ้าถ่ายภาพครั้งนี้พบกับปัญหาเรื่องช่องมองภาพของกล้องถูกปรับตั้งให้พอดีกับตาของผม และมันทำให้ขอบฟ้ามองเห็นภาพในช่องมองไม่ชัด แม้ว่าสิ่งที่อยู่หน้ากล้องจะอยู่ในโฟกัสแล้ว การปรับสายตาของกล้องเป็นลูกเล่นที่กล้องออกแบบมาให้คนสายตาไม่ปกติได้ใช้งานกล้องได้อย่างสะดวกได้คุณภาพ นั่นก็คือ สายตาผมไม่ปกติแล้วนั่นเอง อาการสายตายาวมาเยือนกับคนวัยสี่สิบกว่าๆ ผลก็คือ กล้องของพ่อ กับ กล้องของลูก อาจจะต้องเป็นคนละตัวกันจริงๆ นี่อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้กล้องถ่ายภาพเป็นของที่ไม่ควรยืมกัน ไม่ใช่เรื่องของแพงหรือ หวงของ แต่มันเป็นของที่ต้องมองด้วยสายตาคนใช้งาน มันก็เลยต้องปรับตั้งละเอียดสำหรับเจ้าของเท่านั้น และสายตาของคนอายุต่างกันมากๆก็ต้องการช่องมองภาพที่ตั้งไม่เหมือนกันเลย แก่แล้วจริงๆ

การถ่ายดอกไม้

IMG_0149

ภาพดอกไม้เป็นภาพธรรมชาติที่ดูสวยงามสดใส สามารถถ่ายได้ไม่ยาก ไม่ลำบาก อยู่บ้านก็ถ่ายดอกไม้ในสวนได้ เข้าป่าก็มีดอกไม้หลายอย่างให้เลือกถ่าย การถ่ายภาพดอกไม้ให้สวยงามควรจะใช้เทคนิคการถ่ายที่ปราณีต ดังนี้

1 ดอกไม้ต้องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่พัง ไม่เหี่ยว ไม่ช้ำ

2 จัดองค์ประกอบให้ดอกมีความเด่น มีขนาดในภาพค่อนข้างใหญ่ มองเห็นชัดเจนว่าเราตั้งใจถ่ายดอกไหนเป็นพระเอกของภาพ

3 สภาพแสงที่สว่างเพียงพอจะทำให้สีสันของดอกสดใส ถ้ามีแดดส่องต้องระวัง อย่าให้แดดตกลงบนดอกแค่เพียงบางส่วน ถ้าแดดโดนดอกไม้ ต้องโดนทั้งดอก ถ้าดอกไม่โดนแดดเลยก็ต้องไม่โดนทั้งดอก

4 ถ่ายภาพต้องโฟกัสชัดที่กลางดอก หรือเกสรของดอก ความชัดลึกของภาพต้องมากเพียงพอที่จะชัดครบทั้งดอก ถ้าระยะชัดน้อย ให้เลือกชัดที่เกสรดอกไม้ หากชัดที่ขอบดอกแล้วกลางดอกไม่ชัดมักเป็นภาพที่ไม่สวย รูรับแสงที่เลนส์ควรใช้รู้รับแสงแคบไว้ก่อนเพื่อคุณภาพของภาพที่คมชัดเพียงพอ

5 ควรใช้ขาตั้งกล้องเพื่อให้ภาพคมชัดไม่สั่นไหว

6 ดอกไม้ต้องไม่โดนลมพัด เพราะการขยับเพียงนิดเดียวก็ทำให้ภาพไม่ชัด บางครั้งเราอาจต้องใช้มือช่วยจับก้านดอกไว้ หรือให้เพื่อนช่วยจับก้านดอก หรือแม้แต่ยืนบังลมก็อาจต้องทำ เวลาถ่ายคนเดียวผมเคยอยากได้เชือกมาผูกดอกไม้เอาไว้ไม่ให้ขยับด้วย แต่ยังไม่เคยทำจริง

7 ถ้ามีละอองน้ำหรือหยดน้ำในภาพด้วยจะช่วยเพิ่มความสวยงามได้ บางคนพกป๊อกกี้ไปฉีดละอองน้ำเองเลยก็มี

8 เลนส์ถ่ายภาพมักจะเป็นเลนส์มาโครซึ่งสามารถเข้าใกล้ดอกไม้ได้ตามที่ต้องการ ช่วยให้เราปรับขนาดภาพที่จะปรากฏในรูปได้ตามใจสั่ง เลนส์ซูมระยะกลางๆก็อาจจะใช้ถ่ายได้บ้างกรณีที่เราถ่ายดอกไม้ขนาดใหญ่ หากชอบงานถ่ายดอกไม้และวัตถุเล็กๆจริงๆ ควรซื้อเลนส์มาโครไว้ใช้โดยตรง เลนส์ซูมที่ใช้งานร่วมกับท่อหรือ tube เพื่อให้โฟกัสระยะใกล้ได้ก็พอใช้ได้ แต่ไม่สะดวก และมักได้ขนาดภาพที่ไม่ได้ดังใจ

พาลูกเที่ยวกระบี่ ภูเก็ต 5วัน 4คืน ตอนที่2

เช้าวันนี้เราตื่นนอนเร็วมาก เพราะว่ามีนัดกับรถรับส่งที่จะมารับพวกเราที่โรงแรมตอน 7 โมงเช้าเพื่อไปขึ้นเรือสำหรับการเดินทางไปเที่ยวเกาะรอกและเกาะห้า เราก็เลยได้กินอาหารเช้าแบบที่เช้ามากจนไม่มีแขกคนอื่นมาแย่งที่นั่งที่สวยที่สุดของโรงแรม

IMG_20190417_070029_1

เราซื้อทัวร์ของบริษัทนี้ซึ่งเป็นทัวร์ที่พาเราไปเกาะรอกด้วยเรือลำใหญ่ความเร็วสูง บรรยากาศในเรือเต็มไปด้วยคนจีน มีลูกทัวร์ประมาณ 80 คน เป็นคนไทยแค่ 5 คน ส่วนเจ้าหน้าที่เรือเป็นคนไทยทั้งหมดและทุกคนพูดภาษาจีนได้ และไกด์ประจำเรือก็อธิบายทุกอย่างเป็นภาษาจีน พวกเราคนไทยเหมือนเป็นชนชั้น2ที่มาอาศัยคนจีนเที่ยวเลย แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนก็น่ารักกับเรา อธิบายออกไมค์ให้คนจีนเสร็จ ก็มาพูดใกล้ๆด้วยปากเปล่าให้ฟังทุกอย่าง เราก็อยู่กับทัวร์ได้อย่างไม่มีปัญหา

IMG_6058
IMG_6061
IMG_6063
IMG_6060

เรือลำนี้เป็นสปีดโบ๊ท บรรทุกคนเต็มลำเรือ มีชูชีพสำหรับทุกคน มีน้ำแจกทุกคน เดินทางจากแผ่นดินประมาณ 2 ชั่วโมงถึงเกาะรอก ชื่อเต็มๆของเกาะรอกคือ อุทยานแห่งชาติเกาะรอก เกาะแห่งนี้เป็นเกาะที่อยู่ไกลที่สุดจากกระบี่ ไกลยิ่งกว่าเกาะพีพี ด้วยความไกลนี้ทำให้นักท่องเที่ยวไม่มาก ทำให้สภาพของเกาะยังคงมีความสวยงาม ถ้าดูจากแผนที่แล้วเกาะรอกจะอยู่ใกล้แผ่นดินที่จังหวัดตรังมากที่สุด แต่ที่ตรังไม่มีนักท่องเที่ยวแนวดำน้ำ เราจึงต้องมาขึ้นที่กระบี่แทน เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่าเกาะรอกแห่งนี้มีความสมบูรณ์กว่าเกาะพีพี ปะการังและปลาที่เกาะนี้เยอะและสวยมากจนไม่ต้องไปเกาะพีพีก็ได้

IMG_6066
IMG_6068

เมื่อใกล้ถึงเกาะ เราถ่ายภาพจากบนเรือได้ภาพสวยงามตามนี้เลย กล้อง eos m กับเลนส์ efm 18-55 พร้อมด้วยฟิลเตอร์โพลาไรซ์ cpl ติดหน้าเลนส์ การถ่ายภาพทะเลให้สวยหากเราใช้ฟิลเตอร์โพลาไรซ์แล้วปรับหมุนให้ได้มุมที่พอเหมาะกับแนวแสงแดด เราก็จะได้ความเข้มสดของท้องฟ้าและน้ำทะเลที่ฉูดฉาดน่ามอง เป็นเทคนิคการถ่ายภาพรูปแบบหนึ่ง ภาพที่ถ่ายจบหลังกล้องก็สวยงามเพียงพอ ไม่ต้องไปโพรเซสภาพด้วยคอมพิวเตอร์หรือแอ็พในมือถือแล้ว ตลอดทริปนี้ผมใช้โหมด P ประมาณ 99% ซึ่งเป็นโหมดที่กล้องจะเลือกค่ารูรับแสงและสปีตชัตเตอร์ให้อัตโนมัติ

IMG_6080
IMG_6074
IMG_6085
IMG_6090
IMG_6095

เรากินอาหารกลางวันบนเกาะรอก เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ เราเดินต่อแถวไปรอให้เจ้าหน้าที่ตักข้าวและกับข้าวให้ จานกระดาษ ช้อนพลาสติก ใช้แล้วทิ้ง น้ำเปล่ามีเพียงพอ น้ำหวานมีหลายชนิด แต่ไม่ถูกปากคนไทยเลย คิดว่าคงเป็นรสนิยมของคนจีนที่ชอบไม่เหมือนเรา ที่เกาะแห่งนี้มีนโยบายเก็บขยะกลับไปทิ้งที่แผ่นดิน ก็คือขยะทุกชิ้น ต้องขนกลับด้วย ทีมงานของทัวร์ก็เคร่งครัดกฏเหล่านี้ ทำให้เกาะนี้ดูสะอาดตามาก การเล่นน้ำบนหาดจะต้องใส่ชูชีพเสมอ ด้วยเหตุผลว่า ปะการังอยู่ตื้นมาก เจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้เท้าเหยียบโดนปะการังเลย การใส่ชูชีพจะช่วยลดการยืนด้วยเท้าในน้ำได้ ปะการังจะได้ไม่โดนทำลาย จะมีเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องไม่ให้นักท่องเที่ยวลงน้ำด้วยตัวเปล่า ผมไม่ได้เล่นน้ำเอง แต่แม่และขอบฟ้าลงไปเล่นกันสนุกสนาน ขอบฟ้าเล่าให้ฟังว่าเห็นปลาหลายชนิดมากในชายหาด

IMG_6104
IMG_6110
IMG_6114
IMG_6119
IMG_6122

เรือลำใหญ่ที่บรรทุกนักท่องเที่ยวมายังเกาะแห่งนี้ไม่สามารถจอดได้ใกล้ๆชายหาด เพราะปะการังอยู่ตื้นมากและเรือก็ไม่สามารถเข้าใกล้หาดได้ ต้องจอดห่างแผ่นดินเป็นร้อยเมตรแล้วให้นักท่องเที่ยวเดินเหยียบทุ่นลอยน้ำที่วางเป็นทางเดินแทน ทางเดินก็จะแกว่งไปแกว่งมาเล็กน้อย

IMG_6129

ปูเสฉวนที่นี่เยอะมากถึงมากที่สุด ในทุกที่ที่เราเดินผ่านไปบนเกาะ ถ้าเรามองหา เราจะพบปูเสฉวน และปูเสฉวนเหล่านี้ไม่ค่อยกลัวคนเลย เราสามารถหยิบมาดูเล่นได้ แล้วก็ปล่อยให้เดินหายไป เดี๋ยวตัวใหม่ก็เดินมาเฉียดๆให้เราได้เห็นอีก

IMG_0062

หาดทรายสีขาวกับแสงแดดจัดมาก เราแทบจะไม่สามารถเดินเล่นบนหาดทรายแล้วมองด้วยตาเปล่าได้เลย มันแสบตาสุดๆ การมาเที่ยวทะเลที่สวยระดับนี้สิ่งที่ไม่ควรลืมติดตัวมาด้วยคือแว่นกันแดด ผมไปเดินเล่นถ่ายรูปห่างจากกลุ่มคนออกไป ตลอดทางเดินที่ผ่านไปนั้นต้องหยีตา หรือแทบจะหลับตาเดินเลย เพราะแดดแรงมาก ทรายสีขาวสะท้อนแดดจนเรามองพื้นก็ไม่ได้ มองฟ้าก็ไม่ได้ มันมีแต่ความแสบตา ส่วนที่ทรายโดนน้ำทะเลจะดีหน่อยที่ไม่แสบตาทำให้มองได้บ้าง การถ่ายภาพ ทะเล หาดทราย ท้องฟ้า แสงแดด วิวที่รวมสิ่งเหล่านี้ไว้ทำให้ภาพจากกล้องสวยมาก ภาพออกมาสวยจนคนชอบการถ่ายภาพเมื่อดูภาพต้องถามว่าที่นี่ที่ไหน หรือตั้งกล้องยังไง

IMG_6156
IMG_6136
IMG_6147
IMG_6161

ทริปมาเที่ยวเกาะครั้งนี้เป็นทริปที่ช่วยรื้อฟื้นความรู้สึกตื่นเต้นในการถ่ายภาพ ความสนุกในการถ่ายภาพสมัยที่หัดถ่ายใหม่ๆ ได้กลับไปใช้ฟิลเตอร์โพลาไรซ์ ได้ปรับหมุนหามุมโพลาไรซ์ แล้วเลือกวิธีวัดแสงว่าจะวัดค่าแสงพอดี หรือ จะอันเดอร์ หรือจะโอเว่อร์เพื่อชดเชยแสง การได้ใช้ความคิด ได้หยิบทักษะการถ่ายภาพอย่างจริงจังมาใช้ช่วยทำให้เราสนุกกับการถ่ายภาพมากขึ้น วันนี้เรามีกล้องดิจิทัลคุณภาพดี การเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวที่สะดวกสบาย ทุกอย่างสงเสริมให้เรามีโอกาสได้รูปที่ดีอยู่แล้ว และการได้ใช้ความคิดก่อนจะเก็บภาพทำให้เราสนุกยิ่งขึ้น ก่อนจะมาถึงทริปนี้ ผมก็ถ่ายภาพไปแบบไม่ได้คิดเลย มันได้แต่ปริมาณ แต่ความสนุกและความอิ่มในการดูภาพมันไม่มี

IMG_6172
IMG_6174

ออกจากเกาะรอกเรือก็พาเราไปอยู่กลางทะเล ไปจอดที่เกาะห้า เป็นเกาะห้าเกาะที่อยู่กลางทะเล เป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังและปลาสวยงามจำนวนมาก ขอบฟ้ากับแม่ลงเล่นน้ำกันอีกรอบ ผมลงน้ำไม่ไหวแล้วอยากถ่ายรูปมากกว่า ก็เลยเก็บภาพไปเรื่อยๆ

IMG_6180
IMG_6184
IMG_6187
IMG_6197

เราจบวันนี้อย่างหมดแรง ขอบฟ้ากับแม่นั่งนับว่าวันนี้ที่มาดำน้ำได้เจอปลาอะไรบ้าง ปลาอะไรหายาก นับไปนับมาก็ได้เจอประมาณ 20 ชนิด ถือว่าเป็นวันที่โชคดีมาก เพราะไกด์บอกว่าจังหวะน้ำลงและไหลไม่แรงจะทำให้ปะการังดูตื้น เห็นง่าย ปลาก็จะเจอง่ายกว่า ถ้าเป็นจังหวะน้ำขึ้นและพัดแรง ปลาจะน้อย ระหว่างที่เดินทางกลับเราก็ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่เรือหลายเรื่อง คนขับเรือเล่าให้ฟังว่า ปกติจะขับเรือไปกลับเกาะพีพีอยู่เป็นประจำ แต่หน้าท่องเที่ยวที่อุทยานเปิดให้ไปเกาะรอกได้ก็จะย้ายมาขับเรือไปเกาะรอก ไกด์อีกคนก็คุยเรื่องปลาให้ฟัง เลยถามถึงฉลามวาฬหรือ whale shark ว่าเคยเจอไหม ไกด์บอกว่าเขาเคยเจอฉลามวาฬด้วย แถมยังเปิดคลิปที่ถ่ายเอาไว้ให้ดูอีก เรือพานักท่องเที่ยวกลับเข้าสู่ฝั่งประมาณ 17.30 น. หมดแรงกันถ้วนหน้า และรถตู้รับส่งจากท่าเรือก็รับเราสามคนมาส่งที่โรงแรม วันนี้เรากินมื้อเย็นที่โรงแรม และนอนอย่างหมดแรง

IMG_6198

กล้อง eos m รุ่นแรก กับ เลนส์ efm18-55is ยังคงเป็นทางเลือกที่ผมจะใช้กับทริปทะเล จริงๆในกระเป๋ากล้องผมมี eos 6d กับเลนส์ 24-105F4L มาด้วย แต่หยิบ eos m มาใช้เป็นหลัก ด้วยความรู้สึกว่า eos m ไม่แพง ราคามือสองไม่กี่พันบาท เลนส์ efm 18-55is ก็ขายมือสองกันสองพันบาท การเอากล้องมาถ่ายทะเล มีขี้นลงเรือ มีละอองน้ำ มีลม มีทราย ผมยังรู้สึกว่าใช้กล้องราคาไม่แพงดีกว่า จะได้ไม่ต้องเอากล้องโปรไปเสี่ยงกับทรายและน้ำ แถมฟิลเตอร์โพลาไรซ์หรือ cpl ที่เคยมีก็เป็นฟิลเตอร์ขนาดเล็ก 52มม. ซึ่งใช้กับเลนส์ efm 18-55is ได้พอดี เป็นเรื่องที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน เพราะว่า เดิมที ตอนที่ใช้กล้องฟิล์มบ่อยๆ สมัยหัดถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ เลนส์ที่ใช้กับกล้องฟิล์มก็จะมีหน้าเลนส์ 52มม ก็เลยมีฟิลเตอร์ CPL ขนาด 52มม.เอาไว้ใช้ถ่ายภาพแบบเน้นๆ ส่วนกล้องดิจิทัลรุ่นล่างอย่าง eos 350d ที่ผมซื้อใช้ถ่ายงานสารพัดเมื่อสิบกว่าปีก่อน ก็มีเลนส์ติดกล้องเป็น efs 18-55is แต่ว่าหน้าเลนส์ใหญ่ 58มม. ผมก็มีซื้อ cpl 58mm ไว้ด้วยเช่นกัน ตอนที่คิดว่าจะเอา eos m ไปทะเล ก็ไปเอา cpl 58 มาติดกระเป๋าไว้เลย เพราะคิดว่าหน้าเลนส์จะใหญ่เท่ากัน วันก่อนเดินทางลองเอามาทดสอบ ปรากฏว่ามันไม่เท่า เพราะ efm18-55is ตัวนี้มันใช้หน้าเลนส์ 52มม โชคดีมากที่ได้ลองก่อน ไม่งั้นก็จะกลายเป็นแบกของไปเที่ยวแล้วใช้ไม่ได้

IMG_6212

ภาพหลังกล้องออกมาแล้วปลาบปลื้มกับโทนสีที่สด จัดจ้าน และดูสวยขึ้นผิดหูผิดตา eos m ผมใช้มาสักห้าปี เป็นครั้งแรกที่ได้ใช้ cpl กับการถ่ายภาพวิวทะเล เห็นภาพแล้วก็หายเหนื่อย ดูภาพวิวรอบนี้ เทียบกับ eos 6d + 24-105f4L แล้ว ผมคิดว่า ผมชอบ eos m มากกว่า แถมยังน้ำหนักเบา ตัวเล็ก พกง่าย ข้อเสียเรื่องแบตหมดเร็วเราก็ปรับตัวได้แล้ว มีแบตไป 2 ก้อน ถ่ายภาพแล้วไม่ต้องดูภาพบ่อยๆ ถ่ายเสร็จก็กดปิดกล้อง ปุ่มเปิดปิดกล้องของ eos m น่าจะทำงานหนักใกล้เคียงกับปุ่มชัตเตอร์เลย

รออ่านตอนที่ 3 กับทริปกระบี่และภูเก็ต


การแก้ปัญหาด้วยแฟลช

PHOTO_COLLAGE1553348756275

ภาพตัวอย่างการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม  ภาพบนเป็นภาพที่ถ่ายด้วยกล้อง yashica 635 ซึ่งเป็นกล้องฟิล์มขนาด 120  เป็นภาพที่ถ่ายในห้องพักของโรงพยาบาล  ใส่ฟิล์มความไว 160 เอาไว้ และก็เลือกถ่ายแบบไม่มีแฟลช  ภาพที่ได้ก็จะเป็นสภาพแสงจริงของห้อง  ด้านนอกห้องจะสว่าง ส่วนด้านในห้องแสงจะน้อยกว่า ทำให้ตัวคนดูเป็นโทนสีเข้ม ดูเป็นการถ่ายภาพที่รับแสงน้อยเกินไป

 

กรณีภาพบน  หากเราลดสปีดชัตเตอร์ลงเพื่อให้กล้องรับแสงมากขึ้นภาพคนก็น่าจะสว่างพอดี แต่ฉากหลังคงจะเลือนหายไปเกือบหมด  ตัวแบบนั่งอยู่ริมหน้าต่างแบบนี้ หากเราถ่ายภาพไปตรงๆ  ก็จะเป็นการถ่ายย้อนแสง ตัวแบบจึงมืดเป็นเรื่องปกติ

 

การแก้ปัญหาให้ภาพนี้เลือกใช้วิธีเปิดแฟลชช่วย  แสงแฟลชถูกตั้งให้ยิงไปสะท้อนกับเพดาน แล้วแสงแฟลชจะชิ่งกับเพดานสีขาว  เราเรียกเทคนิคนี้ว่าการ bounce  แสงแฟลชจะกระทบเพดานแล้วกระจายตัวลงมาโดนแบบ  ภาพจึงมีความสว่างของตัวแบบเพิ่มขึ้น  ลักษณะแสงแฟลชแบบนี้จะมีความนุ่มนวล ค่าแสงแฟลชที่พอดีจะทำให้ภาพดูสมบูรณ์ขึ้นดังภาพล่าง  เป็นการใช้แฟลชแก้ปัญหาสภาพแสงภายในและภายนอกต่างกันมากเกินไป

 

การใช้แฟลชแบบแมน่วล ต้องคำนวณกำลังไฟ ระยะทาง รูรับแสง และค่าการสะท้อนเพดาน 4 ตัวแปรนี้มีวิธีคิดคำนวณเพื่อให้ค่าที่ถูกต้อง  เราจะต้องรู้ข้อมูลอุปกรณ์ทุกอย่างเพื่อให้การใช้เทคนิคนี้เป็นไปอย่างแม่นยำ  เพราะการถ่ายภาพด้วยฟิล์มเราต้องมีพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้องแม่นยำ  เพราะเรายังไม่เห็นภาพทันทีนั่นเอง