การสแกนภาพจากฟิล์มขาวดำด้วยเครื่องขยาย

ภาพขาวดำจากฟิล์มมีความคลาสิคในบางอย่าง ทำให้ยังคงมีนักเล่นนักถ่ายภาพบางส่วนยังคงอยู่กับฟิล์มขาวดำ น้ำยาเคมี แท้งค์ล้างฟิล์ม และเครื่องอัดภาพ  กว่าจะได้ภาพบนกระดาษอัดภาพก็ใช้ขั้นตอนมหาศาล ทั้งยังต้องใช้ความปราณีตผิดมนุษย์อีกต่างหากถึงจะมีภาพขาวดำดีๆบนกระดาษให้เราได้ดูกัน

 

แต่ด้วยความใจร้อนและขี้เกียจปนๆกัน  ผมก็เลยลองลัดขั้นตอนบางอย่าง  คือ ยังคงถ่ายภาพและล้างฟิล์มด้วยวิธีปกติ แต่ในขั้นตอนการทำภาพออกมาดู ผมใช้วิธีขยายภาพฟิล์มด้วยเครื่องอัดภาพขาวดำ ให้ฉายลงพื้นสีขาวหรือกระดาษขาวไปเลย  แทนที่จะเป็นกระดาษอัดภาพ  เพราะผมไม่อยากเตรียมน้ำยาเคมีทั้งถาดเพื่ออัดภาพแค่ภาพเดียว  เลยขยายภาพจากฟิล์มด้วยเครื่องอัดให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่เครื่องจะทำได้ พอเห็นภาพฉายแสงแล้ว ก็ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพที่ปรากฏนั้นเลย

Test leica minilux by enlarged direct capture

 

ผมใช้โทรศัพท์ huawei p9 ตั้งค่าให้ถ่ายภาพในโหมดขาวดำ  แล้วก็ถ่ายภาพในห้องมืด  ก็จะได้ภาพในมือถือเป็นภาพกลับสีกัน เพราะฟิล์มเป็นฟิล์มเน็กกาทีฟนั่นเอง  เมื่อได้ภาพมาแล้วก็เอามาคร็อปภาพให้ได้ขอบเขตที่ต้องการ ตัดส่วนนอกโดยรอบออก

 

Test leica minilux by enlarged direct capture

 

เราก็จะได้กลับสีที่ใหญ่ขึ้น กรอบภาพและตัวภาพก็อยู่ในระยะที่เหมาะสม  ขั้นตอนการคร็อปภาพนี้ใช้มือถือสั่งทำได้โดยตรง  พอได้ภาพที่คร็อปมาแล้ว ก็มาทำการเปลี่ยนสีด้วย app ที่ชื่อ negative image หาโหลดได้ใน play store ของ android เป็นของฟรี มีโฆษณานิดหน่อย แต่ก็ทนใช้งานได้

Vsco

เมื่อกลับสีแล้วเราก็จะได้ภาพโทนสีปกติ ผมคนเป็นสีดำ  ผมปรับสีของขาวดำด้วย app ที่ชื่อ vsco ซึ่งมีความสามารถในการเปลี่ยนสีได้หลายรูปแบบ  ซึ่งผมใช้เปลี่ยนสีขาวดำ  มีการปรับ ความสว่าง คอนทราสต์ และรายละเอียดในเงามืดให้สว่างขึ้นนิดหน่อย ก็ได้ภาพตามที่เห็นภาพสุดท้ายนี้

 

การใช้มือถือถ่ายภาพจากเครื่องอัดขยายเป็นเทคนิคของคนขี้เกียจ ผมแค่อยากจะเห็นภาพในมือถือ แค่อยากจะมีภาพไว้ส่งให้คนอื่นดู  ยังไม่ได้อยากจะอัดเป็นกระดาษจริงๆ  ก็เลยใช้วิธีนี้

 

Advertisements

การสแกนภาพจากฟิล์มขาวดำอย่างง่าย

คนที่ยังคงถ่ายภาพขาวดำด้วยฟิล์ม นิยมล้างฟิล์ม และชอบงานห้องมืด บางทีการได้ถ่ายภาพด้วยฟิล์มขาวดำสักม้วนเราก็อยากจะดูบางภาพเร็วๆ  อยากจะแชร์ภาพให้เพื่อนดู ก็จะมีวิธีการง่ายๆเร็วๆในการเอาภาพลงจอ  ดังนี้

 

2018-04-23_08-53-36

เมื่อล้างฟิล์มจบแล้ว เราจะได้ฟิล์มขาวดำดังภาพ  ให้เราใช้มือถือถ่ายภาพฟิล์มโดยให้ด้านหลังของฟิล์มเป็นส่วนสีขาวเรียบๆ  ซึ่งผมเลือกใช้ท้องฟ้า  บางคนอาจจะใช้ผนังบ้านก็ได้  เราจะได้ภาพฟิล์มขาวดำมาอยู่ในโทรศัพท์

 

2018-04-23_08-53-16

ให้จัดการคร็อปภาพให้เรียบร้อย และหมุนภาพให้ได้ฉากแบบที่เราชอบ  ซึ่งผมชอบภาพที่วางไม่ตรงเป๊ะ มันดูดิบและเป็นธรรมชาติของงานแฮนด์เมดดี

 

2018-04-23_08-52-57

จากนั้นให้เรากลับสีด้วยคำสั่ง invert ซึ่งหากทำในคอมพิวเตอร์ ก็ต้องอาศัย photoshop ทำ แต่หากทำในมือถือ ก็ต้องหา app มากลับสี  ผมใช้ app ชื่อ negative image ใน android มาทำให้  เราก็จะได้ภาพจากฟิล์มขาวดำเน็กกาทีฟกลับมาเป็นภาพขาวดำแบบปกติ  แต่ภาพจะยังไม่ดำ เพราะกล้องที่ใช้ถ่ายภาพมักจะถ่ายเป็นภาพสี  ไม่ได้ถ่ายเป็นขาวดำตั้งแต่ต้น

 

2018-04-23_08-52-41

เมื่อได้ภาพคร็อปที่สีปกติเกือบตรงแล้ว ก็ให้ทำการปรับสีของภาพให้เป็นขาวดำ และปรับส่วนเข้มให้ดูดำสมจริง  ขั้นตอนนี้ในคอมพิวเตอร์ก็คือใช้ photoshop  แต่ถ้าในมือถือ ผมใช้ app ชื่อ snapseed ปรับสีให้    ซึ่งเราก็จะได้ภาพขาวดำที่ถูกใจในที่สุด

 

 

PHOTO_COLLAGE1524441900259

 

ภาพที่ได้จากการลองเล่นครั้งนี้ เอาภาพแต่ละขั้นตอนมาเรียงด้วยโปรแกรมต่อภาพที่ชื่อ picture collage ก็จะได้ภาพเล็ก3 ภาพต่อกัน ดูสวยไปอีกแบบ

 

 

PHOTO_COLLAGE1524469103374

 

ภาพขาวดำดิจิทัล

IMG_20180330_080015

 

กล้องดิจิทัลออกมาโกยตลาดอยู่เกือบยี่สิบปี  ในสิบปีล่าสุดนี้ทำให้กล้องฟิล์มสูญพันธ์ุไปในที่สุด  ด้วยเหตุผลว่า กล้องดิจิทัลไม่เปลือง ไม่มีค่าใช้จ่ายในการถ่ายรูปอีกเลย ไม่ต้องซื้อฟิล์ม ไม่ต้องล้าง ไม่ต้องรอ คนทั้งโลกก็ยินดีต้อนรับและใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์

ในการถ่ายรูป  จะมีงานภาพขาวดำที่เป็นยาขมของระบบดิจิทัล  เพราะสีขาวดำของดิจิทัลมักจะไม่ให้โทนสีที่เข้มสวยสะใจเหมือนกับการถ่ายภาพด้วยฟิล์มแล้วอัดลงกระดาษ  ซอร์ฟแวร์ที่ช่วยแปลงภาพสีให้เป็นขาวดำก็ทำงานได้ไม่โดนใจ ต้องใช้ความสามารถของคนแปลงสีอยู่เยอะ  แม้แต่การแปลงสีเป็นขาวดำในกล้องก็ยังไม่สามารถยอมรับได้  ซึ่งสิ่งนี้เป็นยาขมของช่างภาพขาวดำที่ใช้กล้องดิจิทัลถ่ายยังไงก็ขาวดำไม่สวยถูกใจเหมือนฟิล์ม

ซอร์ฟแวร์ช่วยแปลงภาพสีให้เป็นขาวดำบางตัว มีฟิลเตอร์ขาย เป็นโหมดการแปลงขาวดำที่ดูดี ค่าฟิลเตอร์แพงกว่าซอร์ฟแวร์  เพราะซอร์ฟแวร์บางตัวฟรี บางตัวเสียตังนิดหน่อย บางตัวเสียตังแพง  แต่ฟิลเตอร์สีขาวดำเท่ห์ๆนั้นมีราคาค่าตัวด้วย  คนที่อยากได้ขาวดำระดับโปร ดูเหมือนมืออาชีพก็มักจะต้องซื้อฟิลเตอร์ยอดนิยมเหล่านั้น

ผมก็ใช้กล้องดิจิทัลมาหลายปี และก็ไม่ได้ซื้อซอร์ฟแวร์แปลงขาวดำสักที  เพราะอาศัยตัวแปลงอื่นๆที่เราพยายามมากหน่อย ใช้เวลามากหน่อยก็ได้ภาพที่เราพอใจ  แต่มันก็ลำบากและใช้เวลาพอสมควร และด้วยความบังเอิญที่ได้เปลี่ยนมาใช้โทรศัพท์ Huawei รุ่น P9 ที่มีโหมดการถ่ายขาวดำที่ดูดี  มีการแปลงสีที่ใช้ได้  อาจเป็นเพราะว่าเป็นมือถือที่ใช้ระบบกล้องจากไลก้า ใช้ซอร์ฟแวร์ของไลก้า ซึ่งไลก้ามีชื่อเสียงกับวงการถ่ายภาพมานานเกือบร้อยปี  และโทนสี โทนขาวดำที่ไลก้านำเสนอก็เป็นแนวทางสีที่มือโปรชอบกัน  มือถือ P9 ก็เลยเป็นมือถือที่ถ่ายขาวดำได้สวย และมีการแปลงสีที่สวยนั่นเอง  ไม่ใช่แค่รุ่นP9เท่านั้น แต่รุ่นอื่นที่พ่วงสัญลักษณ์ไลก้าลงไปบนตัวมันก็ต่างใช้ซอร์ฟแวร์ที่ให้สีสันแบบไลก้าจริงๆ  การถ่ายภาพขาวดำด้วยมือถือ huawei หรือ การปรับสีให้เป็นขาวดำด้วย app ติดเครื่องมากับมือถือเหล่านี้ก็เลยให้ภาพที่ถูกใจคนชอบขาวดำ

หลายภาพที่ถ่ายแล้วถูกใจในองค์ประกอบผมจะทดลองแปลงเป็นขาวดำด้วยมือถือ huawei P9 เช่นกัน แม้แต่ภาพที่ถ่ายจาก DSLR ก็ยังต้องเอามาลอง  เพราะถูกใจสีขาวดำของ Huawei นั่นเอง

 

IMG_20180326_195306

 

IMG_20180324_094332

 

IMG_20180324_092648

 

2018-03-24 09.16.22 1

 

IMG_20180318_232513

 

IMG_20180401_165152

 

IMG_20180401_165921

ขอบฟ้าโตขึ้นเยอะเลย

pic20150407002758

ภาพของขอบฟ้าที่บันทึกเอาไว้ได้ในช่วงเวลาต่างกัน ภาพทางซ้ายคือช่วงเวลาประมาณปลายปี 2013 ซึ่งเป็นการถ่ายภาพด้วยฟิล์มขาวดำและได้สแกนเก็บไว้เป็นไฟล์ ส่วนทางซ้ายก็ถ่ายในช่วงเวลาเดือนเมษายน 2558 เป็นระยะเวลาที่ห่างกันประมาณ 17 เดือน

ภาพต้นฉบับของทั้งคู่คือภาพต่อไปนี้
PICT0010
ภาพขาวดำจากกล้อง nikon fm2n เลนส์ 50f1.8 ฟิล์ม lucky200 ล้างด้วย d76 สแกนด้วยเครื่องสแกนฟิล์ม jumbl ราคา 99ดอลล่าร์จาก amazon

IMG_7711.JPG
ภาพขอบฟ้าเดือนเมษายน ถ่ายด้วยกล้อง canon eos6d เลนส์ 85f1.8

ภาพแม่และเด็กที่ผมชอบ

ภาพแม่และเด็กในรูปแบบที่ผมชอบจะเป็นลักษณะแบบภาพนี้เลย เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความตั้งใจที่จะเอาใจใส่ต่อชีวิตน้อยๆหนึ่งชีวิต การเป็นแม่ที่ดีต้องใช้ความพยายามและความอดทนมหาศาล ในช่วงแรกของเด็กยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เด็กจะอยู่รอดก็เพราะแม่คนเดียวเท่านั้น พ่อที่ยืนถ่ายรูปอยู่ด้านข้างเป็นแค่คนที่คอยช่วยหยิบจับสิ่งของบางอย่าง เป็นเพียงคนบันทึกภาพ เป็นพยานว่าแม่รักลูกแค่ไหน

contx t3 kf2 nov2012 --9

สแกนภาพขาวดำ

Untitled

ภาพขาวดำที่ถ่ายด้วยฟิล์มถ้าเราไม่อัดภาพลงบนกระดาษ เราก็ต้องสแกนเป็นไฟล์ดิจิทัลเพื่อดูในจอภาพ การสแกนก็ทำได้ด้วยสแกนเนอร์รุ่นพิเศษที่ออกแบบมาให้สแกนฟิล์มได้ หลายปีก่อนในยุคฟิล์มรุ่งเรือง สแกนเนอร์คุณภาพพอใช้ได้ที่พอจะสแกนฟิล์มได้ก็จะมีราคาหลักหมื่นบาท

ในยุคนี้ที่กล้องดิจิทัลราคาถูกลงอย่างมาก เราก็มีวิธีใช้กล้องดิจิทัลแทนสแกนเนอร์ โดยการ เอาฟิล์มไปวางบนกล่องไฟ แล้วก็ถ่ายภาพจากฟิล์มเลย แล้วก็เอาไฟล์ดิจิทัลที่ได้ไปประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เอาไปกลับสีเป็นจากเน็กกาทีฟเป็นโพสิทีฟ

คราวนี้เราก็มีวิธีที่ง่ายกว่านั้นโดยใช้กล้องดิจิทัลที่มีโหมดปรับภาพแบบเน็กกาทีฟในตัว ผลก็คือเราจะได้ภาพขาวดำโทนสีปกติทันทีที่ถ่ายภาพเสร็จเลย สะดวกอย่างยิ่ง แถมกล่องไฟที่ใช้ก็ยังสามารถอาศัยอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆพกติดตัวเคลื่อนย้ายง่ายได้อีกด้วย เราจะมาดูวิธีการกัน

 

อุปกรณ์ที่ใช้

Untitled

ฟิล์มขาวดำกับกล่องไฟสำหรับดูสไลด์ กล่องไฟรุ่นนี้เป็นกล่องไฟใส่ถ่านไฟฉาย 2 ก้อน ขนาดหน้าจอแสงสว่างจะใหญ่ประมาณ 6x6cm เป็นกล่องไฟพกพาสำหรับการดูฟิล์มสไลด์ขนาด 120 หรือ 6x6cm นั่นเอง เราเอามาใช้ให้แสงสว่างกับแผ่นฟิล์ม

Untitled

ถ้าเราถ่ายภาพด้วยโหมดสีปกติของกล้องดิจิทัล เราก็จะได้ภาพออกมาเป็นสีโทนน้ำตาล ที่ไม่เป็นสีโทนเทาเพราะหลอดไฟไม่ได้ให้สีขาวจริงๆ แต่ให้สีเป็นสีชา ภาพที่เราได้ก็จะเป็นสีที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า

Untitled

จากนั้นเราก็ปรับโหมดการถ่ายภาพของกล้องดิจิทัลให้เป็นสีแบบ เน็กกาทีฟ ซึ่งกล้องบางตัวจะทำได้ บางตัวทำไม่ได้ ตัวที่ทำได้เราก็จะได้ภาพกลับสีทันที ซึ่งจะได้สีเป็นสีปกติของงานขาวดำ

Untitled

แล้วเราก็เอาภาพที่ได้ไปปรับแต่งคอนทราส หมุนภาพ คร๊อปภาพได้ตามใจ อย่างในภาพสุดท้ายนี้คือเอาไปผ่านโปรแกรม snapseed ซึ่งเป็นโปรแกรมแต่งภาพที่อยู่ในสมาร์ดโฟน สามารถหาโหลดมาลงได้ไม่มีค่าใช้จ่าย

ส่วนภาพบนสุดที่มีขอบภาพหน้าตาประหลาดนั้นเป็นการเอาภาพที่ปรับเสร็จแล้วไปผ่านโปรแกรมของ polaroid ซึ่งหาโหลดได้ฟรีเช่นกัน ขอบภาพที่เห็นเป็นเส้นกากบาทนั่นคือขอบภาพเลียนแบบภาพ polaroid จากกล้อง SX-70 ในอดีต

ทดลองล้างฟิล์มขาวดำ

ทดลองล้างฟิล์มขาวดำ

ผมขอบงานถ่ายภาพขาวดำ ก็เลยพยายามศึกษาและหัดล้างอัดเองเมื่อสักสิบปีก่อน มีอุปกรณ์ทุกอย่างตั้งแต่การล้างฟิล์มไปจนถึงเครื่องอัดภาพ แต่พอเริ่มทำงานอื่นๆเต็มตัว งานอดิเรกอย่างการล้างอัดฟิล์มขาวดำก็ไม่ได้ทำอีกเลย

ปีนี้ผมตั้งใจจะลองล้างอัดอีกครั้ง แต่พอจะไปใช้สารเคมีตัวเดิมที่เคยใช้ก็ปรากฏว่าไม่มีขายแล้ว เลยต้องเปลี่ยนสารเคมีเป็นตัวอื่น และก็ต้องมีการทดลองล้างก่อน ก่อนที่จะไปล้างฟิล์มที่คาดหวังตัวจริง

สารเคมีตัวที่หาซื้อได้ในปี พศ. 2555 นี้ คือโกดัก D-76 ชนิดผง น้ำหนักของทั้งซอง 415 กรัม ใช้ละลายน้ำ 3.8 ลิตร เพื่อเตรียมเป็นน้ำยาเข้มข้น เมื่อจะล้างจริงต้องเอาน้ำยาเข้มข้นไปผสมน้ำอีกเท่าตัวเพื่อใช้งาน สรุปสุดท้ายก็คือ ผลโกดัก d-76 จะผสมสุดท้ายเป็นน้ำยาใช้งานได้ 7.6 ลิตรนั่นเอง แต่การผสมน้ำยาเพื่อใช้ทั้งซองมันไม่ค่อยเหมาะกับผมสักเท่าไหร่ เพราะน้ำยาทั้งหมดจะล้างฟิล์มได้ประมาณ 25 ม้วน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะใช้งานได้ครบภายในเวลากี่เดือน อายุของน้ำยาที่ผสมแล้วจะอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ถ้าเก็บไม่ดี จะอยู่ได้ 6 เดือนถ้าเก็บดี

ผมเลยใช้วิธีหารด้วย 25 เสียเลย เอาน้ำหนักทั้งหมด 415g หารด้วย 25 ได้ 16.6 กรัมเพื่อเอาไว้ใช้กับฟิล์ม 1 ม้วน จากนั้นก็อาศัยการชั่งน้ำหนักผง d-76 ทีละ 16.6 กรัมแทน เดือดร้อนต้องไปซื้อเครื่องชั่งดิจิทัลมาใช้งาน กว่าจะหาเจอว่าต้องซื้อที่ไหนก็ใช้เวลาอีกหลายวัน

ได้เครื่องชั่งมาแล้วก็เริ่มล้างฟิล์มเลย ผมไปเอาขวดน้ำดื่มขนาด 600cc มาเป็นขวดผสมสารเคมี เอาน้ำใส่แท้งค์ล้างฟิล์มแล้วเทลงขวดน้ำดังกล่าว เอาปากกาเมจิกขีดไว้ว่าน้ำต้องอยู่ระดับนี้ จากนั้นก็เอาขวดพร้อมน้ำไปเข้าไมโครเวฟเพื่ออุ่นน้ำให้ได้ประมาณ 50องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ระบุไว้บนซอง ใส่ผง d-76 จำนวน 16.6 กรัมเข้าไปแล้วคนให้เข้ากัน

พอเตรียมน้ำยาล้างฟิล์มเสร็จ ก็เตรียมน้ำยาตัวที่สองซึ่งทำหน้าที่หยุดสภาพของฟิล์มหรือ fixer อีกขวด ซึ่งก็ใช้ขวดน้ำดื่มขนาดเดิม เทน้ำยา fixer สำเร็จรูปไว้ในขวดความสูงเท่ากับน้ำยาล้างฟิล์มตัวแรก

ก่อนจะล้างต้องเอาน้ำยาทั้งสองขวดไปแช่ตู้เย็นเสียก่อน เพราะการล้างฟิล์มต้องใช้อุณหภูมิประมาณ 20-24 องศา เวลาในน้ำยาประมาณ 4-7 นาที ซึ่งต้องไปดูข้างกล่องฟิล์มว่าเขาออกแบบให้ล้างที่อุณหภูมิที่เท่าไร เวลากี่นาที แต่ละยี่ห้อจะใช้อุณหภูมิและเวลาไม่เท่ากัน การถ่ายภาพขาวดำจึงควรจะเก็บกล่องกระดาษที่ใส่ฟิล์มเอาไว้ก่อนจนกว่าจะล้างเสร็จเพื่อดูข้อมูลตอนล้างนี่เอง

ฟิล์ม lucky ความไว 100 ผมซื้อเอาไว้ตั้งแต่ปี คศ 2008 มันหมดอายุตอนปี 2010 ผมถ่ายเล่นไว้ตั้งแต่ช่วงแรกที่ได้มา แล้วก็ค้างในกล้องตั้งแต่นั้นจนมาถึงวันนี้ 15 กรกฎาคม 2555 หรือปี 2012 ถึงจะได้เอามาล้าง ฟิล์มหมดอายุไปแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียส กะแค่ว่าลองล้างเล่นๆ

lucky d-76 develop table

กล่องฟิล์มระบุระยะเวลาไว้ว่า 24องศาเซลเซียส เวลา 3.5 นาที ผมก็เลยล้างไปซะ 4 นาที เพื่อชดเชยนิดหน่อยสำหรับฟิล์มหมดอายุ ซึ่งการชดเชยไม่มีหลักการที่แน่นอน ใช้วิธีเดาล้วนๆ ล้างฟิล์ม 4 นาที เขย่าแท้งค์ทุกครึ่งนาที แล้วแช่ด้วยน้ำยา fixer อีก 5 นาที จากนั้นเอาไปแช่น้ำไหลทิ้งเรื่อยๆประมาณ 10 นาที เสร็จแล้วก็เก็บตาก ทุกภาพติดขึ้นมาน่าพอใจ ฝีมือการโหลดฟิล์มเข้าแท้งค์ของผมยังใช้ได้ โหลดฟิล์มไม่ติดเลย ทุกพื้นที่ของฟิล์มโดนน้ำยาสม่ำเสมอ ไม่ด่าง ไม่แหว่ง

ที่หัดมาทั้งหมดก็เป็นการเตรียมตัวสำหรับการถ่ายภาพลูกของผมเอง ผมจะเก็บภาพลูกเป็นฟิล์ม ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงอยากมีภาพลูกเป็นฟิล์ม ทั้งที่มีกล้องดิจิทัลอยู่กับตัว จริงๆก็คงถ่ายด้วยกล้องดิจิทัลด้วยเช่นกัน แต่อยากมีภาพติดฝาบ้านเป็นฟิล์ม ก็เท่านั้นเอง

หลังจากที่โพสท์ทิ้งไว้เป็นเดือน ก็กลับมาอัพเดทกันหน่อยเกี่ยวกับฟิล์มขาวดำที่ล้างเสร็จแล้ว
หลังจากล้างฟิล์มเสร็จแล้ว ก็ตัดใส่ซองพลาสติกเพื่อเก็บไว้ดู โดยปกติก็ควรจะทำเป็น contact print ออกมา การทำคอนแท็คที่ว่าบนงานขาวดำก็จะเป็นการอัดภาพจริง ด้วยระบบกระดาษอัดและน้ำยาล้างภาพขาวดำจริง แต่ผมยังไม่ว่างก็เลยใช้วิธีเอากล้องดิจิทัลมาถ่ายฟิล์มขาวดำที่วางไว้บนกล่องไฟ ได้ภาพจากกล้องดิจิทัลแล้วก็เอามาผ่านโปรแกรมโฟโต้ช็อป เพื่อปรับจากภาพเน็กกาทีฟให้มันเป็นภาพปกติ


ภาพที่ถ่ายได้จากกล้องดิจิทัล จะเป็นภาพเน็กกาทีฟตามที่ตาเห็น


ภาพปกติหลังจากปรับแต่งด้วยโฟโต้ช็อปเสร็จแล้ว

IMG_0197

ส่วนการสแกนภาพเดี่ยวก็ใช้วิธีวางฟิล์มบนกล่องไฟโดยตรง แล้วก็ใช้กล้องดิจิทัลถ่ายภาพจากกล่องไฟ แสงสว่างที่ใช้ในกล่องไฟก็คือแฟลชตัวหนึ่ง ในภาพผมใช้แฟลชของ nikon ติดกับตัวรับสัญญาณไร้สาย หรือทริกเกอร์ ตัวส่งติดอยู่ที่กล้อง

IMG_0198

ตัวฟิล์มจะถูกวางขนาบด้วยกล่องซีดีเพื่อทำให้เรียบ แล้วก็ใช้เลนส์มาโครถ่ายภาพเลย จากนั้นก็เอาไฟล์ไปปรับแต่งในโฟโต้ช็อปอีกที

img002edit

img2011-30

img2010-18

ได้ภาพแบบนี้มาในที่สุด