ดิจิทัลมาเก็ตติ้งคือความรู้ที่จำเป็นในยุคนี้

“ดิจิทัลมาเก็ตติ้งคือความรู้ที่จำเป็นในยุคนี้”

ในอดีตเมื่อเรามีสินค้าที่ผลิตออกมา  เราก็จัดจำหน่ายด้วยการนำไปวางขายในร้านค้า  มีทั้งร้านค้าปลีก ค้าส่ง  ร้านค้าในห้างสรรพสินค้า  และบางอุตสาหกรรมก็ขายส่งไปต่างประเทศ  บางคนก็ขายให้ตัวแทนจำหน่ายแล้วตัวแทนจำหน่ายก็ไปกระจายสินค้าสู่ห้าง สู่ร้านค้าที่ปลายทางอีกทอดหนึ่ง บางคนก็อาจจะต้องไปเช่าพื้นที่ในห้างเพื่อขายสินค้าของตัวเอง  เป็นที่มาของคำว่าเปิดร้าน  การเปิดร้านเราต้องเลือกทำเล  เลือกห้าง เลือกภาพลักษณ์ของห้างนั้นๆเพื่อทำการขายสินค้าของเรา

ยอดขายที่ดีมาจากการขายได้จำนวนมาก  การขายได้จำนวนมากมาจากคนซื้อรู้จักสินค้า  คนรู้จักสินค้าเพราะการโฆษณา  การโฆษณาสินค้าหรือแผนการตลาดจึงเป็นสิ่งที่กำหนดความอยู่รอดของธุรกิจ  เราจำเป็นต้องรู้ว่าเราจะโฆษณาอะไร  ไปสู่ลูกค้าคนไหน  ด้วยวิธีการหรือด้วยสื่อในช่องทางใด  

หากคุณเปิดร้านอาหาร  นอกจากการตั้งร้านตกแต่งให้สวยงามเรียบร้อยแล้ว  สิ่งที่ต้องทำลำดับถัดไปก็คือ บอกคนในพื้นที่รอบร้านอาหารว่ามีร้านนี้เปิดบริการอยู่ ในยุคก่อนจะมีโซเชียลเน็ตเวิร์ค การบอกคนในพื้นที่จะทำผ่านใบปลิว  บ้างก็โฆษณาทางวิทยุ  ออกโทรทัศน์  ซื้อหน้าโฆษณาในนิตยสารและหนังสือพิมพ์   การทำใบปลิวถ้าไม่แจกด้วยตัวเองก็ต้องจ้างคนไปแจก  จ้างคนไปหย่อนใบปลิวหน้าบ้าน  หย่อนตู้ไปรษณีย์ของแต่ละบ้าน  นั่นคือการทำมาเก็ตติ้งแบบออฟไลน์ มีต้นทุนการทำสื่อ  มีต้นทุนการซื้อเวลาของสถานีวิทยุและโทรทัศน์  และมีต้นทุนในการกระจายสื่อให้ทั่วถึง

สินค้าแบบเดียวกัน หรือถ้าเป็นร้านอาหารแบบเดียวกันแล้วจะโฆษณาในยุคอินเทอเน็ตแบบปัจจุบัน นอกจากวิธีเก่าแบบออฟไลน์แล้ว เรายังมีทางเลือกอื่นที่ทรงประสิทธิภาพ  อย่างวิธีการเปิดเว็บไซต์  เปิดเพจในโซเชียลมีเดีย  เพราะผู้คนยุคปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนติดตัว ทุกคนเข้าสู่อินเทอเน็ตได้ตลอดเวลา  และทุกคนเป็นสมาชิกโซเชียลเน็ตเวิร์คบางตัวอยู่แล้ว  เราก็แค่เอาร้านของเราไปเปิดตัวในโซเชียลเน็ตเวิร์คที่กลุ่มเป้าหมายเราเล่นอยู่ แล้วก็ซื้อโฆษณาในโซเชียลเน็ตเวิร์ค  กลุ่มเป้าหมายของเราก็จะได้รับรู้ข้อมูลของร้านอาหารของเรา เห็นภาพ เห็นสิ่งที่เราอยากนำเสนอ  และเราเลือกได้ว่าจะเข้าถึงลูกค้าแบบไหน ชายหรือหญิง ช่วงอายุเท่าใด  มีกำลังซื้อมากน้อยแค่ไหนก็เลือกได้ และสามารถเปลี่ยนภาพโฆษณาให้แต่ละกลุ่มเป้าหมายที่จะมองเห็นภาพเห็นโปรโมชั่นแตกต่างกันได้ นี่คือความสามารถของการตลาดในยุคอินเทอเน็ตที่ทำได้มากขึ้นละเอียดขึ้น ประหยัดเวลากว่าแบบเก่า  ประหยัดแรงกว่า เราเรียกการตลาดที่เราทำบนอินเทอเน็ตว่า ดิจิทัลมาเก็ตติ้ง

ความทรงพลังของดิจิทัลมาเก็ตติ้งยังมีมาในรูปแบบความเร็ว ความง่ายในการสื่อสาร  เราสามารถเพิ่มช่องทางการสอบถามความพึงพอใจเพื่อนำมาปรับปรุงบริการหรือปรับปรุงสินค้าของเราให้ดียิ่งขึ้น  การร้องเรียนของลูกค้าผ่านระบบอินเทอเน็ตจะทำให้เราสามารถรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถลงมือแก้ปัญหาได้เร็ว  ทำให้ลดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสินค้าได้  บริษัทยังสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำได้  ทำให้ผู้ประกอบการบางคนแทบจะหันหลังให้การตลาดแบบออฟไลน์หรือแบบดั้งเดิม  บางคนเลิกพิมพ์ใบปลิว  เลิกเดินแจกใบปลิวไปแล้ว  เพราะดิจิทัลมาเก็ตติ้งเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าในต้นทุนการตลาดที่ต่ำกว่า  การเรียนรู้และใช้งานดิจิทัลมาเก็ตติ้งจึงเป็นทางเลือกที่ต้องเลือกในปัจจุบัน 

การทำการตลาดที่แท้จริงก็จะหมายถึงการใช้เครื่องมือทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่เรามีเพื่อทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าของเรานั่นเอง  บริษัทของเราควรจะมีแผนพัฒนาทั้งสินค้าและพัฒนาคนตลอดเวลา  การพัฒนาคนจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน  ถ้าธุรกิจของเราเป็นการทำงานแบบยุคเก่า  ไม่ยอมใช้เครื่องมือของดิจิทัลมาเก็ตติ้งในการทำตลาดเลยเราจะสูญเสียตลาดให้คู่แข่ง  เพราะคู่แข่งที่เกิดใหม่ทั้งหมดจะเข้าสู่ตลาดพร้อมเทคโนโลยี  คู่แข่งเก่าที่ปรับตัวพัฒนาตัวเองก็จะเก่งยิ่งกว่าเดิม  สื่อการตลาดชิ้นเดียวกันสามารถใช้เทคโนโลยีส่งโปรโมชั่นให้ว่าที่ลูกค้าได้นับล้านคนทั่วโลกพร้อมกัน  ซึ่งหากเราไม่รู้จักเครื่องมือ  ใช้ไม่เป็น สุดท้ายความไม่รู้จะเป็นปัญหา  และเราจะสูญเสียยอดขายที่ควรเป็นของเรา  หากเราละเลยไม่เรียนรู้เกี่ยวกับดิจิทัลมาเก็ตติ้งในวันนี้  วันข้างหน้าเราก็จะถูกบังคับให้เรียนรู้เพื่อให้ทันคู่แข่งอยู่ดี  แต่เมื่อวันนั้นมาถึงก็เท่ากับตลาดและคู่แข่งเริ่มทิ้งเราไปหลายก้าวแล้ว

ในเรื่องการทำตลาดด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์คก็มีประเด็นหลายอย่างที่ต้องคิดและวางแผนให้รอบคอบ  บางบริษัทลงทุนโฆษณาทางเฟสบุ๊คมายาวนาน แล้วก็ทำยอดขายได้เรื่อยๆจนวางใจ  วันหนึ่งเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเพจโดนปิด  โดนขโมย  หรือ หายไปเฉยๆ  สิ่งที่ลงทุนไว้  หรือกลุ่มเป้าหมายที่เรายิงโฆษณาไปถึงพวกเขาเกิดสูญหาย  การเชื่อมโยงกับผู้คนในเพจหายไปหมดเลย   ข้อมูลการติดต่อ การขาย การส่งสินค้า ข้อมูลลูกค้าควรจะนำมาเก็บในช่องทางอื่นแบบออฟไลน์ด้วย  จะเก็บในรูปแบบไฟล์  บันทึกชื่อที่อยู่เบอร์โทรลูกค้าไว้ในไฟล์เอกสาร excel ก็ได้  เรื่องเหล่านี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอ  เพราะเหตุการณ์เพจโดนแฮ้คเกิดขึ้นตลอดเวลาทั่วโลก   และนอกจากแพลตฟอร์มอย่างเฟสบุ๊คแล้ว  โลกเราก็ยังมีอีกหลายแพลตฟอร์มให้เราเข้าไปทำตลาด  เราควรเข้าไปทุกแพลตฟอร์มที่มีกลุ่มเป้าหมายของเราอยู่ในนั้น  ทั้ง ไลน์  ทวิตเตอร์ ติ๊กต๊อก และอื่นๆ  เหมือนกับคำที่เคยมีคนบอกว่า อย่าเก็บไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว  เราจึงควรทำตลาดดิจิทัลมาเก็ตติ้งในช่องทางที่หลากหลาย ทำในแพลตฟอร์มทั้งหมดที่ลูกค้าของเราอยู่ในนั้น

จากการเปิดบริษัทสอนทำดิจิทัลมาเก็ตติ้งมาหลายปี ผู้สอนยังรับจ้างทำการตลาดออนไลน์ให้ด้วย  เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่สอนในหลักสูตรเป็นสิ่งที่นำมาทำจริงแล้วได้ผล  เพราะการลงมือยิงโฆษณาทำให้รู้ว่าต้องปรับปรุงความรู้ที่สอนในแง่ใดบ้าง  ต้องเพิ่มความทันสมัยของหลักสูตรทุกครั้งที่เปิดกลุ่มการสอนใหม่ตลอดเวลา  เพราะทุกแพลตฟอร์มก็ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลานั่นเอง

นอกจากบริษัทเอกชนที่มองเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ดิจิทัลมาเก็ตติ้งแล้ว  เป็นเรื่องน่ายินดีที่มหาวิทยาลัยก็เริ่มปรับปรุงหลักสูตรด้านมาเก็ตติ้ง  มีการเชิญไปสอนในหลักสูตร ปริญญาตรี และปริญญาโท  ส่วนของหน่วยงานราชการอย่างกระทรวงพาณิชย์ก็เชิญไปสอนให้กับกลุ่มผู้ประกอบการอยู่หลายครั้งต่อปี  ความรู้เรื่องดิจิทัลมาเก็ตติ้งกำลังจะเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มผลประกอบการของภาคธุรกิจ  เริ่มเรียนรู้วันนี้เพื่อให้พรุ่งนี้เรายังอยู่ในธุรกิจของเราต่อไป

ข้อมูลโดย
James 062 394 9265
https://www.facebook.com/GoldfingerDigital

พาลูกเที่ยวนครนายก

นครนายกเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกรุงเทพทางด้านทิศตะวันออก เวลาจะเดินทางไปเราก็ต้องไปทางรังสิตและต่อไปที่นครนายก ผ่านคลอง 1 2 3 4 5 ไปเรื่อยๆ ที่รังสิตคลอง5 คือจุดที่จะเลี้ยวไปพิพิธภัณฑ์วิทยาศสตร์ ขับไปไกลๆก็จะเข้าสู่เขตจังหวัดนครนายก ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวของนครนายกส่วนมากเป็นธรรมชาติ เป็นน้ำตก และเป็นทางขึ้นเขาใหญ่อีกทางหนึ่ง ส่วนทางขึ้นอีกด้านก็จะเป็นทางสระบุรี

สมัยเด็กๆผมเคยไปเที่ยวน้ำตกนางรอง วังตะไคร้ เคยอ่านข้อมูลมาว่าน้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือน้ำตกสาลิกาซึ่งอยู่ในจังหวัดนครนายก ทั้งหมดที่กล่าวมาทริปนี้เราไม่ได้ไปเลย แค่ขับรถผ่านเท่านั้น แล้วเราไปไหนบ้างล่ะ จุดประสงค์หลักของทริปนี้คือเชื่อนขุนด่านปราการชล เราจะไปดูวิวทุ่งหญาสวยๆที่เห็นภาพในเน็ตแล้วราวกับเป็นภาพวาดจากนิทาน

เราจองที่พักเป็นโรงแรมสีดารีสอร์ต ซึ่งไม่ได้รู้หรอกว่าที่นี่ดังหรืออยู่มานานแค่ไหน แต่พอคุณภรรยารู้ว่าผมจองโรงแรมสีดา เขาก็บอกอ๋อ ที่นี่่เปิดมานานแล้ว หรือเก่านั่นเอง ในโรงแรมมีกิจกรรมหลายอย่าง คิดว่าจะให้ลูกได้เล่นในโรงแรมเต็มวันเลย แล้วอีกวันค่อยไปเที่ยวเขื่อนก่อนจะกลับ ทุกอย่างวางแผนไว้ว่าจะไม่วางแผน แวะร้านอาหารเท่าที่เห็นว่าน่าสนใจ ลูกเล่นอะไรชอบก็เล่นต่อ เปลี่ยนแผนได้ตลอดเวลา

IMG_20220722_161051
IMG_20220722_165349

ก่อนเข้าโรงแรมที่พัก เราแวะร้านกาแฟที่เลี้ยงนกเยอะมาก มีปลาคาร์ฟให้ดู แวะถ่ายรูปกันพอหายเหนื่อย และมื้อเย็นเราก็หาร้านอาหารใกล้โรงแรมสักร้าน ได้ร้านชื่อริมธาร เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ มีลำธารไหลอยู่ในร้านเลย เราไปกินก็แสงหมดแล้ว ถ่ายรูปออกมาก็ดูมืดๆ คิดว่าตอนกวางวันน่าจะดูสดใสกว่านี้ หน้าตาตอนยังไม่กินก็ดูหงุดหงิดโมโหหิว กินเสร็จแล้วก่อนกลับแวะถ่ายรูปกับป้ายชื่อร้านก็ยิ้มออก

IMG_0001
IMG_0008

วันต่อมาอีกทั้งวันเราใช้เวลาในโรงแรมโบราณ โดยที่เมื่อคืนขอบฟ้าโวยวายเรื่องห้องเก่า มืด ดูเปลี่ยวๆ เราก็เลยขอทางโรงแรมเปลี่ยนห้องเปลี่ยนตึก โรงแรมก็ใจดีเปลี่ยนให้ พวกเราเองก็แอบคิดว่าถ้าเปลี่ยนไม่ได้ก็จะย้ายโรงแรม เงินจองที่จ่ายไปแล้วก็จะทิ้งไป แต่ก็โชคดีที่ไม่ต้องย้าย เราได้ห้องที่ดีขึ้นเล็กน้อย ไม่อับ ไม่เปลี่ยว แต่ความเก่าก็ชวนให้รู้สึกนึกถึงหนังผีนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เล่าให้ลูกฟัง สรุปคือเราได้ห้องที่พักได้สบาย ดูเก่า แต่ก็สบายใจกว่าเดิมเล็กน้อย

IMG_0014

เราตื่นเช้ามาก็ได้เห็นทุ่งหญ้า มุมแสงตอนเช้ากับต้นไม้ กับสะพาน กับม้าตัวนั้น มันดูเป็นภาพในจินตนาการเลย เสียอย่างเดียวเราเห็นเสาประตูฟุตบอลไกลๆ ม้าที่เลี้ยงไว้ไม่รู้ว่ามีกี่ตัว แต่เห็นมาเดินเล่นกินหญ้าอยู่สองตัว และก็ดูต้งใจยืนโชว์ให้เราได้เก็บภาพ กล้อง DSLR ตัวตกรุ่นกับเลนส์ที่เพิ่งจะส่งซ่อมสภาพใช้งานได้ เราได้ภาพที่ถูกใจในการถ่ายครั้งแรกเลย วิวนี้มันเกินคำบรรยายจริงๆ

IMG_0038
IMG_0062
IMG_0100
IMG_0119
IMG_0133
IMG_0181
IMG_0216

หนึ่งวันในโรงแรมที่มีกิจกรรมหลายอย่างก็ทำให้หมดเวลาไปโดยไม่รู้ตัว แม้ว่ากิจกรรมทั้งหมดจะมีบางส่วนที่ปิดตัวลง คงเหลือให้เล่นให้ทำแค่ไม่ถึง 50% แต่ก็เป็น 50% ที่พอใช้ได้ เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่าลูกค้าน้อยลงทำให้พนักงานต้องลดจำนวนลง พอพนักงานน้อยลงก็เลยดูแลกิจกรรมทุกอย่างไม่ได้ เลยต้องเลือกปิดบางอย่างไป วันนี้เราก็เลยได้เดินดู เดินชมทุ่งหญ้า ให้อาหารแกะ ถ่ายรูปเล่นหลายๆมุม ขี่รถ ATV กันสองรอบเลย เปลืองแต่ก็สนุก ได้ขี่ม้าด้วย ลูกขี่ พ่อกับแม่เดินตาม เพราะม้าเป็นขนาดเล็ก ไม่สามารถให้ผู้ใหญ่ขี่ได้ แล้วก็มีกิจกรรมปีนหน้าผาที่พ่อแม่ยืนดูอย่างตั้งใจ ได้ยิงปืน BB gun ได้ขี่จักรยานทั้งพ่อแม่ลูก ซึ่งจักรยานรอบพื้นที่่โรงแรมเป็นรอบใหญ่มากๆ มีจังหวะขึ้นเนินปั่นไม่ไหว มีจังหวะลงทางลาดยาวๆ สนุกมาก ปั่นกันไปห้ารอบก็หมดแรง

1658577125154-01
IMG_20220724_052504

สิ่งที่น่าตื่นเต้นกับสีดารีสอร์ตก็คือความเก่า เราได้เห็นอุปกรณ์โบราณอย่าง เครื่องเป่าผม ที่ดูทีแรกก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่พอหยิบสายมันออกมาก็เข้าใจเลยว่ามันคืออะไร

ในเช้าอีกวันเราก็เดินทางไปที่เขื่อนขุนด่านปราการชลซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของทริปนี้ เรารู้แค่ว่ามีทุ่งหญ้าสวยๆให้เราดู ส่วนระหว่างทางเป็นยังไงเราก็ไม่ได้หาข้อมูลไว้ ไปเริ่มต้นกันที่บนเขื่อน ถึงจะได้รู้ว่าเราต้องนั่งเรือไปเที่ยว เรือออกตั้งแต่หกโมงเช้า ค่าเรือคนละ 200 บาท เราไปสามคนก็จ่ายไป 600 บาท แต่เราไม่ได้จ่ายตอนขึ้นเรือนะ เราจ่ายตอนสุดท้ายของทริป ก่อนเรือจะกลับ

IMG_0288
IMG_0339
IMG_0435
IMG_0383
IMG_0433

พวกเราเคยอ่านข้อมูลว่าการเดินลุยดงหญ้า ดงหิน ในบางเวลามันลื่นมาก บางทีถ้าฝนตกจะล้มกลิ้งกันเป็นว่าเล่น ก็เลยเตรียมตัวใส่ชุดที่เผื่อจะลุย เผื่อเปื้อน รองเท้าผ้าใบ ทุกอย่างเตรียมพร้อมสำหรับการเดินลุย แต่พอมาเจอกับสถานการณ์จริง บางจุดก็ไม่ได้ลื่นมาก เราคงโชคดีที่ฝนไม่ตก แถมเพื่นอร่วมทริปหลายๆคนก็แต่งตัวมาราวกับเดินแบบ สาวๆแต่งตัวกันไม่กลัวเปื้อนกันเลย

IMG_0439
IMG_0514
1658663365629-01
IMG_0673

ทริปเขื่อนนั่งเรือไปดูทุ่งหญ้าใช้เวลารวมกันประมาณ 2 ชั่วโมง เราไปขึ้นเรือกันประมาณ 06.15 น. เรากลับออกมาจากเขื่อนก่อนเก้าโมงเช้า กลับไปกินมื้อเช้าที่รีสอร์ต เพราะเขื่อนกับรีสอร์ตห่างกันประมาณ 5 นาทีรถยนต์เท่านั้น ทริปนี้ทำให้เรารู้ว่านครนายกอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพเลย ตลอดทางตั้งแต่ออกจากกรุงเทพ ขับรถมานครนายก ขับไปขับมาหาร้านกินข้าวหลายมื้อ ขับไปเขื่อน แล้วตอนกลับก็แวะพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ก่อนกลับด้วย พอถึงบ้านจอดรถในบ้านแล้วก็ถ่ายภาพระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 304 กิโลเมตร ใช้น้ำมันครึ่งถังเท่านั้น เป็นเรื่องน่าสนใจมากที่เราได้เที่ยวสนุกและใช้น้ำมันไม่มาก

IMG_0830

ทำไมเฟสบุ๊คเก่งเรื่องหาลูกค้า

ทำไมเฟสบุ๊คเก่งเรื่องหาลูกค้า

20180424094626_IMG_0397

น่าจะมีหลายคนสงสัยว่าทำไมเฟสบุ๊คถึงฉลาดเกี่ยวกับคน  เฟสบุ๊ครู้ว่าเราชอบอะไรและไม่ชอบอะไร มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับพฤติกรรมมนุษย์มาก่อน  บางคนอาจจะเผลอคิดไปเลยว่าเฟสบุ๊คน่าจะดักฟังเราอยู่ตลอดเวลา  เพราะบางทีการนั่งคุยเรื่องสิ่งของอย่างเช่น เสื้อผ้า  รองเท้า  ไปเที่ยว  ไปดูรถคันใหม่มา  พอวางสายจากการสนทนา หรือกลับถึงบ้าน  หลังจากนั้นไม่นานเมื่อเราหยิบมือถือขึ้นมาดู หรือเข้าไปเล่นเฟสบุ๊คก็พบว่ามีโฆษณาสินค้าที่เราเพิ่งพูดถึง หรือเพิ่งไปดูมา  และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยมากกับชีวิตในทุกวันนี้

ในฐานะที่เป็นผู้ทำการสอนการยิงโฆษณาในเฟสบุ๊คมาหลายปี  จะขอบอกว่าวันนี้เฟสบุ๊คเก่งเรื่องคนมากจริงๆ  เฟสบุ๊ครู้จักเราหรือรู้จักเจ้าของเครื่องโทรศัพท์มือถือในหลายแง่มุม  และรู้ลึกรู้จริงจนอาจจะทำนายพฤติกรรมได้เลย  แล้วหลายคนก็อยากรู้ว่าทำไมเฟสบุ๊คถึงมีความสามารถเช่นนั้น  ถ้าจะให้เล่าก็ต้องเล่าไปที่จุดเริ่มต้นว่าจริงๆแล้วเฟสบุ๊คเก่งเรื่องชาวบ้าน  เฟสบุ๊คเคยเปิดเผยข้อมูลว่า คนเข้าไปเล่นเฟสบุ๊คมี 2 วัตถุประสงค์คือ

1 เข้าไปดูเรื่องชาวบ้าน คนอื่นทำอะไร ไปไหน โพสท์อะไร 

2 ไปดูว่าชาวบ้านมาดูอะไรของเรา  เราโพสท์แล้วมีคนอ่านไหม มีคนมากดไลค์  หรือพิมพ์คอมเม้นท์หรือเปล่า

ข้อหนึ่งคงไม่ต้องสงสัย  เพราะเป็นสิ่งที่เราใช้เวลาค่อนข้างมากกับเฟสบุ๊ค  เราจะไปดูความเป็นไปของสังคม ชีวิตเพื่อนเรา ดูชีวิตคนที่เรารู้จัก  เพื่อนเราไปไหน เที่ยวไหน  กินอะไร ซื้ออะไร  เราดูสิ่งเหล่านี้ทุกวันผ่านเฟสบุ๊ค

ส่วนข้อสองเวลาเราจะดูว่าชาวบ้านมาดูอะไรของเรา ก็จะดูจากชาวบ้านมากดไลค์เรื่องของเรา  พอเราไปเที่ยวมีรูปสวยๆกลับมาก็โพสท์ลงเฟสบุ๊ค เพื่อนได้เห็น เพื่อนก็กดไลค์   บางทีเราก็ขอให้เพื่อนมากดไลค์รูปของเราด้วยซ้ำไป  เพื่อนบางคนก็เป็นขาประจำชอบดูภาพที่เราโพสท์  พ่อแม่บางคนก็โพสท์รูปเด็ก  ความเปิ่นความทะเล้นของลูก  แล้วมีคนมาคอมเม้นท์เราก็รู้สึกดี

เหตุที่เฟสบุ๊คเก่งเรื่องคน เพราะเฟสบุ๊คเก็บข้อมูลของเราในออนไลน์ในระดับที่ลึกมากถึงลึกที่สุด  โดยมีข้อมูลของเราอยู่ 4 ช่องทางที่เฟสบุ๊คจะรู้จักตัวเรา  และรู้ลึกขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป รู้มากขึ้นตามพฤติกรรมที่เราทำผ่านเฟสบุ๊คทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว เราลองมานับหรือทบทวนกันว่าเฟสเก็บข้อมูลเรา 4 ช่องทางนี้ ที่ไหน อย่างไรกันดีกว่า

http://www.freepik.com

ช่องทางที่1  เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลของเราจากโพรไฟล์ที่เราสมัคร  การกรอกข้อมูลครั้งแรก  ชื่อ อีเมล  และข้อมูลข้างเคียงอื่นๆเราก็มักจะมีบอกหรือกรอกแทบจะครบทุกช่องเลย  อย่างเช่น ข้อมูล อายุ โรงเรียน ทำงานอะไร ชอบเที่ยวแบบไหนดูหนังอะไร อ่านหนังสืออะไร  เราใส่ข้อมูลความชอบส่วนตัวให้กับเฟสบุ๊คไปแล้วตั้งแต่ตอนสมัครเข้าใช้งานครั้งแรก  และบางคนก็กรอกประวัติการศึกษา  รวมถึงประวัติการทำงานก็มีการกรอกเข้าไปด้วย

พอเรามีประวัติที่ละเอียดขึ้น ผู้ประกอบการต่างๆก็ใช้ประโยชน์จากประวัติการศึกษาของผู้ใช้เฟสบุ๊คได้ อย่างเช่นเรื่องประวัติการศึกษา  ถ้าเราจะค้นหาคนที่สนใจจะซื้อสินค้าของเราโดยอยากได้คนที่มีกำลังซื้อ  เราก็ค้นหาจากประวัติการศึกษาได้เพราะประวัติการศึกษาจะเกี่ยวข้องกับกำลังซื้อหรือรายได้  ถ้าเราจะหาลูกค้าที่จบมหาวิทยาลัยชั้นนำ  กลุ่มนี้ก็จะมีกำลังซื้อมากกว่าคนที่จบการศึกษาระดับมัธยม  หรือแม้แต่ประวัติการศึกษาจากเมืองนอกก็จะได้กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงมาก  สิ่งนี้ภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากเฟสบุ๊คได้โดยตรง

ในส่วนข้อมูลประวัติการทำงาน  ก็ช่วยหาลูกค้ากระเป๋าหนักได้  บางคนใส่ข้อมูลการทำงานระดับสูง  คนเรามักจะใส่ประวัติการทำงานที่สวยหรูละเอียดยิบ  คนส่วนมากอยากใส่โพรไฟล์หน้าที่การงานที่ดี หรูหรา  ชอบที่จะเล่าเรื่องการเรียนจบแล้วเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองนอก  ไปต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยท๊อปเท็นของอเมริกา  บางคนยังพยายามเล่าต่อด้วยว่ารับงานเป็น MD ให้บริษัทเอกชนอยู่เป็นปีตั้งแต่ยังเรียนไม่จบปริญญาเอก แถมยังมีบริษัทมาซื้อตัวไปเป็น ceo  เรียกว่าใส่ข้อมูลระเอียดยิบราวกับพระเอกหนังจากวอลสตรีท  นี่คือธรรมชาติของคนเล่นเฟสบุ๊คส่วนใหญ่  จึงทำให้เจ้าของสินค้า หรือนักการตลาด online สามารถใช้ประโยชน์จากโพรไฟล์ขั้นเทพเหล่านี้เพื่อคัดกรองหาลูกค้าที่เหมาะกับสินค้าของเราได้

http://www.freepik.com

ช่องทางที่2 เก็บข้อมูลจากฟีดที่เราอ่าน  การเลื่อนหน้าจออ่านข้อมูลในเฟสบุ๊คไปเรื่อยๆ  เฟสบุ๊คก็เก็บข้อมูลการใช้งานของเราตลอดเวลา  เฟสบุ๊คไม่ได้เก็บข้อมูลแค่สิ่งที่เราอ่าน แต่เริ่มเก็บตั้งแต่วิธีที่เราไถฟีดเลื่อนหน้าจอเลย เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลอัตราความเร็วของนิ้วโป้งที่เลื่อนหน้าจอ  ความเร็วเฉลี่ยในการเลื่อน 1 หน้าจอของคนทั่วโลกอยู่ที่ประมาณหน้าละ 1 วินาที  และเมื่อเราเลื่อนไปเรื่อยๆจนถึงสิ่งที่เราสนใจ เราจะเลื่อนช้าลง  เฟสบุ๊คก็จะมีตัว ai มาจับพฤติกรรมของเราได้ และเก็บข้อมูลว่า เราเห็นข้อมูลอะไรแล้วทำให้เราไถหน้าจอช้าลง หรือ ข้อมูลอะไรทำให้เราหยุดไถหรือหยุดเพื่ออ่าน เฟสบุ๊คก็จะบันทึกไว้ว่าเราหยุดที่เนื้อหาแบบไหน   และหากเราหยุดนานแล้วเอานิ้วไปแตะเนื้อหาเพื่ออ่านละเอียดขึ้น  เฟสบุ๊คก็จะตรวจจับได้ว่าเราสนใจเรื่องนั้น  ระบบจะไปดูเนื้อหาในโพสท์นั้น  caption หรือ details ภายในเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ภาพอะไร วิดีโอเกี่ยวกับอะไร  เฟสบุ๊คจะบันทึกสิ่งนั้นเอาไว้ว่าเป็นเรื่องที่เราสนใจ  และถ้าเราอยู่กับโพสท์นั้นอย่างจริงจังมากขึ้นถึงกับไปกดไลค์  เฟสบุ๊คก็จะบันทึกไว้ว่าเรื่องนี้เราชอบมาก   และพอเราทำมากขึ้นไปอีกขั้นเราแสดงความชอบโดยการใส่คอมเม้นท์ เฟสบุ๊คก็จะเก็บข้อมูลว่าเราชอบมากเป็นพิเศษ  

บางโพสท์หากคนใช้งานยังไม่ว่างอ่าน บางคนใช้วิธีกดแชร์ แล้วใส่ tag เอาไว้ว่า “แปะ”   หรือ “เดี๋ยวมาอ่าน”  นั่นก็จะยิ่งทำให้เฟสบุ๊ครู้ว่าเราชอบเรื่องนั้นในระดับซีเรียสสุดๆ  พฤติกรรมแบบนี้อยู่ในสายตาของเฟสบุ๊คทั้งหมด  การกดเข้าไปดูภาพ  ดูคลิปวิดีโอ ก็ทำให้เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลได้ลึกขึ้น และทำให้เฟสบุ๊คเริ่มทำการคาดเดาว่าเราน่าจะชอบเรื่องแนวนี้   เฟสบุ๊คก็จะไปหาเนื้อหา ทั้งภาพและคลิปที่คล้ายกันมาให้เราดู  และยิ่งเราตอบสนองต่อสิ่งที่เฟสบุ๊คหยิบยื่นให้  เฟสบุ๊คก็จะยิ่งมีข้อมูลที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

http://www.freepik.com

ช่องทางที่3 เก็บจากลิงค์ภายนอกที่เราไปกด   ถ้าในโพสท์ของเฟสบุ๊คมีเนื้อหาเว็บที่เป็นลิงค์สู่ภายนอก  เมื่อเรากด เราจะออกกระโดดออกจากเฟสบุ๊ค   เฟสบุ๊คจะคอยจดจำว่า เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรที่ทำให้เราออกจากเฟสบุ๊ค สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เราสนใจมากเช่นกัน  ความสนใจแบบนี้ก็จะถูกบันทึกไว้  ตลอดเวลาที่เราใช้งานเฟสบุ๊ค  ระบบ ai ของเฟสบุ๊คจะเรียนรู้ตลอดเวลาว่าเราทำอะไร กดอะไร อ่านอะไร ไปอ่านเรื่องของใครบ่อยๆ  แม้แต่การออกจากเฟสแล้วไปเล่นใน app อื่น หรือไปเล่นในเว็บอื่น  เฟสบุ๊คก็จะยังรู้ได้ว่าเราไปไหน  เพราะเฟสบุ๊คมีเครื่องมือที่ชื่อว่า pixel ที่เป็นชุดคำสั่งสำหรับการฝังไว้ในเว็บ โค้ดชุดนี้จะถูกสร้างจากการโฆษณาของเรา  เจ้าของเพจจะสามารถใส่ pixel ไว้ในเว็บได้  และชุดคำสั่งนี้จะส่งข้อมูลการใช้งานของผู้คนกลับมายังเฟสบุ๊ค  มันละเอียดถึงระดับที่ว่า ลูกค้าอยู่หน้าไหน ลูกค้าอยู่ในเว็บนานแค่ไหน  กำลังดูอะไรอยู่  ทุกอย่างจะถูกรายงานทันที  เจ้าของสินค้าจะรู้ว่ามีคนกำลังใช้เวลากับเว็บ  เราสามารถใช้เงื่อนไขพฤติกรรมนี้เพื่อส่งโฆษณาไปให้เขาได้เลย  พอเขาเปิดเฟสอีกครั้ง โฆษณานี้จะขึ้นในเครื่องเขาในหน้าแรกๆทันที

แล้วกรณีที่บริษัทเราไม่มีเว็บเป็นของตัวเอง เราก็ยังสามารถไปเปิดร้านในมาเก็ตเพลสอย่าง lazada หรือ shopeeได้  เมื่อเราเอาสินค้าไปวางขาย  ตัวระบบของมาเก็ตเพลสก็จะมีเครื่องมือที่จะรายงานว่า มีคนดูโปรดักส์ของเราอยู่กี่คน  เครื่องมือของเฟสบุ๊คนี้ถ้าติดตั้งในเว็บเรียกว่า facebook pixel ถ้าติดตั้งใน application จะเรียกว่า facebook SDK

เคยสังเกตุไหมว่าเมื่อเราดูเว็บagoda เพื่อดูห้องพักโรงแรม  พอเราออกจาก agoda แล้วไปเล่นเฟสบุ๊ค เราจะเห็นโฆษณาจาก agoda เข้ามาในเฟสบุ๊คของเราอีกรอบ  แทบจะทันที  มันเป็นการทำงานของระบบ pixel เวลาเราดูข้อมูลห้องพักโรงแรม แล้วเรายังไม่จอง เมื่อเราไปเล่นในเว็บอื่น หรือ กลับไปเล่นในเฟสบุ๊ค  เราจะไปเจอโฆษณาห้องพักนั้นในเฟสบุ๊ค  โฆษณาจะตามติดไปกับเราอีกพักใหญ่ๆจนกว่าเราจะซื้อ  และเมื่อมีการซื้อไปแล้ว ระบบก็จะรับรู้และเตรียมโฆษณาสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องให้กับเรา  อย่างเช่น เมื่อเราดูโฆษณาเคสโทรศัพท์มือถือ พอดูแล้วเลือกแต่ยังไม่ซื้อ  เราจะเห็นโฆษณาเคสโทรศัพท์เข้ามาในเฟสบุ๊คอย่างสม่ำเสมอ  และเมื่อมีการซื้อไปแล้วระบบก็จะเปลี่ยนโฆษณาโดยอัตโนมัติ  เฟสบุ๊คอาจจะเอาสายชาร์จและเพาเวอร์แบงค์มาให้เราดูแทน  นั่นคือความฉลาดของระบบ ai  ซึ่งเว็บไซต์และ app หลายๆตัวก็มีความสามารถแบบนี้เป็นส่วนใหญ่  เราเรียกกระบวนการเปลี่ยนสินค้าที่โฆษณานี้ว่า cross selling หรือขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งจะมีอีกคำที่มาคู่กันคือ upselling หรือ ขายสินค้าในปริมาณที่มากขึ้นหรือความพยายามที่จะทำให้นักช็อปจ่ายเงินมากขึ้น

digital-airport-29nov2005f66

ช่องทางที่4 เก็บจาก location หรือ gps บนโทรศัพท์  ปกติที่เราพกโทรศัพท์ติดตัวไปตลอดเวลา  โทรศัพท์ก็จะบันทึกสถานที่ที่เราเดินทางไป เฟสบุ๊คจะรู้ตำแหน่งของเรา  ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของลูกค้าได้  เจ้าของร้านอาหารสามารถโฆษณาให้คนที่พักอาศัยหรือทำงานใกล้ร้านค้าได้เห็นโฆษณาเมนูอาหารได้  ร้านอาหารไม่ต้องใช้วิธีดั้งเดิมในการเดินแจกใบปลิว  ถ้าเป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเราก็สามารถให้เฟสบุ๊คหาคนสนใจก๋วยเตี๋ยวในพื้นที่ ระยะทางไม่เกิน 3 กม. แล้วส่งโฆษณาเข้าไปที่มือถือของเขาได้เลย  ตัวเลข 3 กม.เป็นตัวเลขสวรรค์ ตัวเลขนี้มาจากผู้ให้บริการส่งอาหารแล้วพบว่าลูกค้าส่วนมากจะซื้ออาหารไม่เกิน 3.2 กม. ด้วยเหตุผลว่าค่าส่งจะถูก หรือ ยอมรับค่าส่งได้  ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร ก็ควรโฆษณาแล้วหาลูกค้าในระยะ 3 กม. ก่อน หากตอบสนองลูกค้าทัน สามารถรับลูกค้าเพิ่มได้ก็ค่อยเพิ่มระยะทางให้ไกลขึ้นได้

ถ้าคุณเป็น โรงแรม หรือทำธุรกิจท่องเที่ยว  คุณก็สามารถใช้เฟสบุ๊คหาลูกค้าให้ได้เลย  อย่างเช่น ตอนที่เราเดินลงจากเครื่องบินในสนามบินเชียงใหม่  โฆษณารถเช่ารถรับจ้างก็จะเด้งเข้ามาในโทรศัพท์ทันที  เรื่องนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาที่สนามบิน  ผู้ให้บริการที่ใช้เฟสบุ๊คหาลูกค้าเช่ารถย่อมไม่พลาดวิธีนี้

เราพอจะเข้าใจได้แล้วว่าเฟสเก็บข้อมูลจาก 4 แหล่งอย่างประสิทธิภาพ  มีความถูกต้องสูงมาก  และเมื่อนำข้อมูลพฤติกรรมทั้งหมดมาประมวลผลทำให้เฟสบุ๊คมีความสามารถในการพยากรณ์ว่าใครน่าจะเป็นลูกค้าเราโดยมีความแม่นยำมากถึง 85%   ความแม่นยำนี้ทำให้มีหลายคนถึงกับพูดว่า เฟสบุ๊ครู้จักตัวเรายิ่งกว่าตัวเราเองเสียอีก  ซึ่งทำให้ข้อสังเกตเรื่องการดักฟังกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องทำเลย  เพราะเฟสบุ๊ครู้จักเราลึกมากจากแหล่งที่มาข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา

สำหรับธุรกิจ เฟสบุ๊คสามารถหาคนที่น่าจะสนใจสินค้าของเรามาให้ได้อย่างต่อเนื่อง  เรียกได้ว่าเฟสบุ๊คหา opportunity ให้กับเรา ในขณะเดียวกันสินค้าของเราก็ต้องมีความพร้อมที่จะปิดการขายด้วย  ฝ่ายขายของธุรกิจต้องมีความสามารถโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อด้วยถึงจะเกิดผลลัพธ์   แปลว่านอกจากความรู้เรื่องการยิงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายแล้ว งานหลังบ้านอย่างทีมเซลส์ที่จะปิดการขาย ทีมเก็บเงิน ทีมส่งสินค้าก็ต้องพร้อมเช่นกัน  

ข้อมูลโดย
James 062 394 9265
https://www.facebook.com/GoldfingerDigital

IMG_0845

ส่งซ่อมเลนส์ canon 24-105f4L

IMG_3054

เลนส์ canon 24-105f4L ที่ใช้งานมานานหลายปีในมือผม และอาจจะนานอีกหลายปีในมือคนอื่นก่อนหน้านี้ก็คงถึงเวลาที่มันจะโทรม และเสีย อาการเสียของเลนส์ที่พบก็คือ เมื่อถ่ายด้วยค่า f ที่มากกว่า f4 กล้องจะขึ้น error แล้วก็หยุดการทำงาน ต้องปิดแล้วเปิดใหม่ แต่ถ้าตั้งค่า f เอาไว้แค่ f4 หรือ ค่ารูรับแสงกว้างสุดของเลนส์กล้องจะทำงานปกติ ถ่ายได้ปกติ สันนิษฐานว่า การใช้รูรับแสงที่กล้องต้องสั่งให้เลนส์หรี่รูรับแสงให้แคบลงจะทำให้ระบบมีปัญหา ระบบการควบคุมรูรับแสงคงเสียหายอยู่ ก็เลยจัดการส่งไปที่ศูนย์เพื่อซ่อมแซม

20220806191710_IMG_0007

ศูนย์ canon อยู่ที่อาคารสาธรทาวเวอร์ อยู่หัวมุมสี่แยกถนนนราธิวาสตัดสาธร ที่ศูนย์แห่งนี้ในปัจจุบันมีลูกค้าแวะเวียนไปไม่มาก ไม่รู้ว่าเพราะกล้องเสื่อมความนิยม หรือ โควิดทำให้คนน้อย หรือแม้แต่โควิดทำให้กล้องไม่ค่อยถูกใช้งาน ปริมาณกล้องเสียเลนส์เสียเลยไม่เยอะ ก็ได้แต่เดาไปเรื่อย เมื่อส่งไปซ่อม ช่างก็ตรวจสอบอาการอยู่หลายวัน แล้วก็โทรกลับมาแจ้งค่าใช้จ่ายพร้อมอธิบายอาการเสีย และอธิบายราคาค่าซ่อมต่างๆ และราคานี่แหละที่ทำให้ตกใจมาก

เจ้าหน้าที่ศูนย์ canon อธิบายว่า เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์หิ้ว ไม่ได้ขายผ่านระบบของประเทศไทย ทำให้ราคาค่าบริการต่างๆต้องคิดราคาเต็ม ไม่มีส่วนลด เพราะปกติ ค่าบริการอุปกรณ์ที่ขายผ่านตัวแทนประเทศไทยจะคิดค่าบริการลดราคา 50% คิดค่าอะไหล่ลดลง 30% (ผมอาจจำผิดเพราะเขียนโพสท์นี้หลังจากรับเลนส์กลับมาใช้งานนานเป็นเดือนแล้ว) นั่นทำให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมเลนส์ครั้งนี้อยู่ที่ 8368.47 บาท ตอนที่รู้ราคาก็ตกใจพอสมควร และในวินาทีที่คุยโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ ผมก็ย้อนนึกไปถึงตอนที่ซื้อเลนส์ตัวนี้มา ผมซื้อมือสองจากร้านกล้องถ่ายภาพ โดยผมซื้อบอดี้มือหนึ่งเป็นของตัวแทนไทยมีประกันถูกต้องทุกอย่าง แต่ผมเลือกใช้เลนส์มือสองเพราะเห็นว่าราคาถูกลงไปจากราคามือหนึ่งประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะด้วยความเชื่อมั่นว่าเลนส์เกรดโปรของ canon จะทน และสามารถซ่อมได้เกือบทุกอาการ ดังนั้นผมก็เสี่ยงกับของมือสองได้ แต่ตอนที่ซื้อก็ไม่คิดว่าเลนส์จะเป็นของหิ้ว คิดว่ามันคงเป็นมือสองประกันศูนย์ ซึ่งตอนซื้อก็ไม่ได้ถามว่ามันเป็นของหิ้วหรือของประกันศูนย์

IMG_20220806_210154

กลับมาที่การสนทนากับศูนย์ canon ผมรู้ว่าราคาเลนส์ตัวนี้ที่เป็นมือสองในปัจจุบันซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 9000-12000 บาท แล้วแต่สภาพ ณ นาทีนั้้นผมลังเลอยู่ว่าจะยกเลิกการซ่อมแล้วไปซื้อมือสองใช้ดีไหม แต่คิดแล้วก็ไม่อยากเสี่ยงว่าถ้าซื้อมือสองมาแล้วจะมาเจออาการเสียแบบรูรับแสงหมดอายุแบบนี้หรือเปล่า ก็เลยตัดสินใจซ่อมในราคาตามที่แจ้ง จ่ายแปดพันกว่าบาทแล้วได้ของที่ซ่อมบำรุงเรียบร้อยกลับมาใช้น่าจะดีกว่าไปเสี่ยงกับมือสองตัวอื่นๆ

พอพ้นเรื่องราคาไปแล้ว ผมก็คุยกับเจ้าหน้าที่ต่ออีกสักพัก ถามเรื่องระยะเวลาที่ศูนย์จะสต๊อคอะไหล่ของเลนส์รุ่นต่างๆว่าจะมีให้ซ่อมไปอีกนานแค่ไหน เพราะได้ข่าวว่า canon จะเลิกผลิตกล้อง DSLR และจะทำให้เลิกผลิตเลนส์เม้าท์ EF ด้วยแน่ๆ เนื่องจากตอนนี้ canon ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาระบบกล้องและเลนส์รุ่นใหม่อย่าง Eos R พร้อมเลนส์ชนิด RF ที่เป็นเม้าท์เลนส์ชนิดใหม่แต่เพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ก็ให้ข้อมูลว่า เลนส์หลายๆตัวของ canon จะสต๊อคอะไหล่ไว้ประมาณอย่างน้อย 20 ปี นั่นหมายความว่าถ้าภายใน 20 ปี ก็น่าจะพอมีอะไหล่ให้ซ่อมได้ และยังมีเลนส์บางรุ่นอย่าง Ef 70-200L f2.8 ที่จะมีอะไหล่สต๊อคไว้ถึง 29 ปี นั่นถือว่าเป็นระยะเวลาที่นานมากสำหรับผลิตภัณฑ์สักตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าดีใจที่บริษัทพยายามดูแลช่างภาพที่ใช้อุปกรณ์เกรดโปรอย่างยาวนาน แต่ก็นับเป็นเรื่องเศร้าอีกประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมอยู่มานาน และกำลังจะถึงระยะเวลาที่เลนส์จะหมดเวลา 29 ปีแล้ว เพราะเลนส์ 70-200 f2.8 ถูกผลิตครั้งแรกปี คศ 1995 พอนับไป 29ปี มันก็จะไปถึงปี 2024 นั่นเอง ซึ่งมันคือเวลาอีกไม่นานแล้วหลังจากนี้

การซ่อมเลนส์ครั้งนี้ทำให้ผมเข้าใจแล้วว่าการซื้อของมือสองทำไมเราถึงต้องสอบถามว่าเป็นของประกันศูนย์หรือประกันร้าน(ของหิ้ว) เพราะมันมีผลกับการคิดราคาค่าซ่อมและค่าอะไหล่ในอนาคตนั่นเอง ต่อไปก็จะได้ระวังไม่ซื้อของประกันร้านอีก จะได้ไม่ต้องตกใจตอนส่งซ่อมเหมือนครั้งนี้

nec-301-ปรากฏตัวเพื่อเพิ่มยอดธุรกิจ

nec 301 - show up  26jul2022

ปรากฏตัวเพื่อเพิ่มยอดธุรกิจ

มีกิจกรรมบางอย่างที่เราจะต้องไปทำด้วยตัวเอง เช่นเมื่อเราจะตัดผม เราตัดทางโทรศัพท์ไม่ได้  เพราะเป็นกิจกรรมที่ต้องพาตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์  ต้องพาตัวเองไปอยู่ในกิจกรรมนั้นเพื่อให้เกิดผลลัพธ์

การประชุมกับสมาชิก bni ก็เช่นเดียวกัน การขาดประชุมไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย  เมื่อเราเข้าสู่การเป็นสมาชิกเพื่อขยายธุรกิจ  เราตั้งใจจะใช้เครื่องมือในการบอกต่อให้เกิดพลัง  นั่นก็คือเราต้องปรากฏตัวให้เพื่อนเห็น  เพื่อให้เพื่อนจำได้  เพื่อให้เพื่อนนึกถึงตลอดเวลา  เพื่อให้เพื่อนนึกได้ว่าต้องหางานให้เรา  ดังนั้นการมาประชุมด้วยตัวเอง มาเป็นตัวจริง เสียงจริง จึงช่วยสร้างธุรกิจได้

มีการรวบรวมสถิติของ bni ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  มีผลสรุปเอาไว้ว่า การขาดประชุมน้อยลง มีผลทำให้ยอดธุรกิจมากขึ้น  ในบางกลุ่มเมื่อลดการขาดประชุมลงไปได้ครึ่งหนึ่ง  มีผลทำให้จำนวนสมาชิกในแช็ปเตอร์เพิ่มจำนวนมากขึ้น และมีผลต่อเนื่องทำให้มี ref เพิ่มขึ้น 71%

ผลลัพธ์ในทางกลับกัน  หากสมาชิกขาดประชุมมากขึ้นเท่าตัว  ยอดธุรกิจก็ได้น้อยลงมากกว่า 50%  แม้ว่าการขาดประชุมในบางครั้งจะดูเหมือนไม่น่าจะส่งผลอะไร  แต่ตัวเลขก็ไม่เคยหลอกใคร  ข้อมูลเหล่านี้ถูกบันทึกเอาไว้และนำมาวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ  หากเราสมัครเป็นสมาชิกแล้วเราขาดประชุม นั่นก็เท่ากับว่าเรากำลังทำร้ายธุรกิจตัวเองโดยไม่รู้ตัว  เพราะถ้าแม้แต่เรายังไม่พยายามขยายธุรกิจของเราเอง แล้วเพื่อนจะขยายให้เราหรือ มันเป็นไปไม่ได้เลย

nec 301 - show up  26jul2022b

สร้างความสัมพันธ์

การสร้างความสัมพันธ์เป็นเรื่องจำเป็นในการทำธุรกิจด้วยการบอกต่อ  เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า ไม่เห็นหน้า ไม่คิดถึง ( out of sight out of mind) ประโยคนี้เป็นจริงเสมอในการประชุมทางธุรกิจ  และเป็นจริงใน bni  และเป็นจริงมากๆในการประชุมทุกสัปดาห์ของแช็ปเตอร์  เราจึงควรจะพยายามมาปรากฏตัวอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อให้เพื่อนนึกได้ว่าจะต้องหางานให้เรา  อย่าให้เพื่อนลืมหน้า ลืมธุรกิจของเรา

ความไว้ใจจะถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเราปรากฏตัวในห้องประชุม  ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญที่เก่งในอาชีพของตัวเอง  การพรีเซ้นแม้จะสั้นๆก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ เมื่อเพื่อนเห็นตัว  เมื่อเพื่อนได้ยินคำพูด looking for เพื่อนจะจำได้ว่าต้องหางานให้เรา  เราทุกคนรู้ว่าอยากได้อะไรต้องขอ  อยากขอต้องมาทำต่อหน้า ถึงจะจำได้ทั้งคนขอและคนฟัง\

IMG_0170

ที่กล่าวมาทั้งหมด สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวเราเองว่าเราจะพิถึพิถันกับการขยายธุรกิจของเรามากเพียงใด  จะเลือกขาดประชุมแล้วไม่มีผลลัพธ์ หรือ จะมาประชุมด้วยความมุ่งมั่นแล้วบอก looking for ซ้ำๆ ชัดๆ   เพื่อให้เกิด referral ที่ตรงกับความต้องการของเราเอง

เลนส์ canon 24-105f4 L

IMG_20220713_162126

เลนส์ canon 24-105f4 L ตัวนี้เป็นเลนส์ซูมคุณภาพสูงจากค่าย canon ที่ทำออกมาขายหลายปีแล้ว โดยปกติเลนส์เกรดสูงของ canon จะใช้คำว่า L ติดไว้ในชื่อของเลนส์ เลนส์เกรด L จะมีคุณภาพของภาพที่คมชัด ใส และปกติจะไวแสง ส่วนมากก็จะมีรูรับแสงระดับ 2.8 หรือ น้อยกว่านี้ แต่ก็มีเลนส์ L บางตัวที่รูรับแสงแคบหรือเป็นตัวเลขที่มากกว่า 2.8 อย่างเช่นเลนส์ตัวนี้ที่มีรูรับแสง f4

IMG_3052

ความใสคือจุดเด่นของเลนส์ L และช่วงซูมที่กว้างระดับ 24-105mm ก็เป็นช่วงเลนส์ที่ได้ใช้งานบ่อยในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การถ่ายภาพวิวโดยการใช้ช่วงที่เป็นมุมกว้าง การถ่ายภาพทั่วไปที่ใช้ช่วงซูม กลางๆ จนถึงถ่ายภาพบุคคลที่ใช้ช่วงเลนส์ 85 -105มม. เลนส์ตัวนี้เหมาะกับสถานการณ์ส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน และสถานการณ์ที่มักจะได้พบตอนท่องเที่ยว การมีระบบกันสั่นทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยไม่เป็นปัญหา แค่สภาพแสงในบ้านที่พอมองเห็น หรือแสงสว่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เลนส์ตัวนี้ก็บันทึกภาพเก็บแสงได้ ต่อให้ปริมาณแสงในภาพแม้จะน้อยไปกว่าที่กล่าวมาแต่ถ้าตามองเห็นมันก็มากพอสำหรับกล้องยุคใหม่ที่ตั้งค่าความไวแสงได้สูงลิบ

การใช้เลนส์ L เพื่อทำงานระยะยาวเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะนอกจากคุณภาพที่ดีมากแล้ว การบริการหลังการขายของ canon ก็ทำได้ดีน่าชื่นชม เลนส์เกรด L จะได้รับการดูแลในระบบศูนย์บริการที่ยาวนานมาก มีอะไหล่เอาไว้ซ่อมบำรุงไปอย่างน้อย 20 ปี บางรุ่นมีอะไหล่สต๊อคไว้ได้ถึง 29 ปี ตามข้อมูลที่พนักงานในศูนย์บริการได้เคยพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน และต่อให้ศูนย์จะเลิกสต๊อคอะไหล่ หรือ อะไหล่หมดจากบริษัทแล้ว โลกเราก็มีอุปกรณ์ยี่ห้อ canon ให้เราซื้อมือสอง ให้เราหาอะไหล่จากเลนส์เก่าไปได้อีกยาวนาน ใช้กันได้ตั้งแต่ลูกเกิดจนเรียนจบมหาวิทยาลัยก็เป็นไปได้

IMG_0262

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0067

IMG_0433
16:9

เปลี่ยนยางกันกระแทก ประตูสไลด์ ฮอนด้าฟรีด

honfa freed ใช้ประตูสไลด์ซึ่งเป็นจุดเด่นของรถอเนกประสงค์ และเมื่อเวลาผ่านไปนานๆก็จะต้องมีการซ่อมบำรุงกันบ้าง มันจะมียางกันกระแทกสีดำชิ้นหนึ่งที่อยู่ในรางประตูด้านบน ยางชิ้นนี้จะเสื่อมสภาพตามเวลาที่ผ่านไป ยางชิ้นนี้ในรถผมหลุดหายไปแล้ว 1 ข้าง ส่วนอีกข้างก็มีอาการเหลวเหมือนแตงเม เหมือนดินเหลวๆที่ยังเอิญยังเกาะอยู่ในช่องของมัน

ใครไม่ได้เปลี่ยน รอจนมันไหลเยิ้ม ก็จะมีโอกาสได้เห็นยางเหนียวสีดำไหลย้อยลงมาเปื้อนเบาะ รถ ประตู ทุกจุดที่ใกล้ยางชิ้นนี้จะเสี่ยงเลอะเทอะทั้งหมด ใครนึกออกว่ายังไม่ได้เปลี่ยนให้รีบเปลี่ยนก่อนที่จะเกิดความเสียหาย ผมไม่รู้ว่ากี่ปีควรเปลี่ยน แต่อายุรถฟรีดก็ผ่านมาแล้วคนละหลายปี ดังนั้นควรเปลี่ยนได้แล้ว

ราคาอะไหล่ชิ้นละ 107 บาท ต้องซื้อ 2 ชิ้น รวม 214 บาท ซื้อศูนย์ประหยัดกว่าซื้อเองตามเว็บ แต่ว่าศูนย์ต้องไปสั่ง จ่ายเงินไว้แล้วรออะไหล่ประมาณ 3 วัน ใครใจร้อนลองหาร้านอื่นที่มีขาย แต่ราคาก็อาจจะแพงกว่า 2-3 เท่า อะไหล่ชิ้นนี้รอได้ รถไม่เกิดความเสียหาย รหัสอะไหล่ในศูนย์ฮอนด้าคือ 72517-SCC-000

2022-07-15_09-14-54

วิธีเปลี่ยนอยู่ใน youtube ผมดูคลิปแล้วทำตามเลย ไม่ยาก ขอบคุณเจ้าของคลิปที่แบ่งปันความรู้ครับ อุปกรณ์สำคัญที่ต้องเตรียมไว้คือ คีมเหล็กที่เอาไว้ดึงยางตอนใส่เข้าไปในช่องให้สุด

พาลูกเที่ยวคาเฟ่หมาคอกี้

หมาพันธุ์คอกี้ หรือ corgi เป็นหมาขาสั้น ตัวเตี้ย มีความน่ารักโดยธรรมชาติ นิสัยน่ารัก เชื่อง ฝึกฝนให้อยู่ร่วมกับคนได้ สามารถฝึกให้ทำงานเป็นพนักงานประจำบาร์กาแฟได้ ร้านอยู่แถวถนนกัลปพฤกษ์ ทางเข้าดูชวนสับสนนิดหน่อย แต่ภายในก็มีที่จอดรถ ร้านแต่งสวย แอร์เย็นสบาย กาแฟหอมดี

2022-07-13_02-48-16

นักเที่ยวทุกท่านต้องเสียค่าดริ๊งค์ 350 บาท เด็กสูงเกิน 110 ซม.นับเป็นผู้ใหญ่ ได้เครื่องดื่ม 1 แก้ว สามารถอยู่เล่นกับหมาได้นานเท่าที่ต้องการตราบใดที่หมาหรือคนยังไม่เบื่อเสียก่อน

IMG_1359

ก่อนจะเข้าพื้นที่หมา ต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นถุงหุ้มสีน้ำเงินในภาพ แล้วก็เดินเล่น นั่งเล่น กับหมาในห้องที่เตรียมไว้ได้เลย มีโต๊ะอยู่ไม่กี่ที่ น่าจะเหมาะกับนักท่องเที่ยวไม่เกิน 10 คนต่อห้อง ถ้าไปกันเยอะก็ไม่น่านั่งเท่าไหร่ ส่วนของพนักงานหมามีความน่ารัก หลายตัวดูเหมือนจะยิ้มให้กล้องได้ พนักงานที่เป็นคนก็นิสัยดี พูดจาเรียบร้อย

IMG_1278

ในห้องนั่งเล่น จะมีอาหารหมาขาย เป็นเนื้อไก่ต้ม ชามเล็กๆ ชามละ 100 บาท หยิบมาแจกหมากินทีละนิด เวลาจะให้น้องหมา นั่ง ขอมือ สื่อสารอะไรก็ตาม ถ้ามีอาหารอยู่ในมือน้องหมาจะพยายามทำเต็มที่เลย ใครสนใจ ใครชอบหมา อยากเล่นกับหมาก็แนะนำให้ลองแวะไปที่นี่ได้ ทางเข้าหายากนิดหน่อย มีเลี้ยวผิดบ้าง แต่สุดท้ายก็ไปถึง

Corgi in the garden

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/fEqcSC3VWHLzrA3P9
  • ที่อยู่ : 338/1 ถนนกัลปพฤกษ์ แขวงบางหว้า กรุงเทพมหานคร
  • เปิดบริการ : 09.30 – 17.30 น. (ปิดวันจันทร์)
  • โทร : 06-2865-6156
  • ที่จอดรถ : มี
  • เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/corgiinthegarden

เลือกรูรับแสงตอนถ่ายภาพ

ปกติการถ่ายภาพจะมีเรื่องของรูรับแสงมาเป็นส่วนที่กำหนดลักษณะภาพ บางภาพอยากได้ฉากหลังเบลอ ให้วัตถุชัดแล้วที่เหลือเบลอเพื่อให้มีความเด่นอยู่บนวัตถุเท่านั้น เราจะเรียกว่าชัตตื้นคือมีช่วงชัดน้อยๆ ส่วนภาพที่จะถ่ายให้ชัดทั้งหมดก็มักจะเป็นภาพวิวทิวทัศน์ เราจะเรียกภาพที่ชัดทั้งภาพหรือเกือบทั้งภาพว่าชัดลึก

IMG_20200711_165315


สิ่งที่กำหนดความเป็นชัดตื้น หรือ ชัดลึก คือค่ารูรับแสงของเลนส์ที่เราใช้ หากเราใช้รูรับแสงกว้าง หรือเปิดรับแสงมากๆ หรือ ค่ารูรับแสงเป็นเลขจำนวนน้อย จะหมายถึงเปิดรูรับแสงกว้าง ลักษณะภาพจะมีความชัดแค่ช่วงน้อยๆ หรือชัดตื้น ส่วนภาพที่มีรูรับแสงเล็ก หรือ แคบ หรือเป็นตัวเลขที่มากขึ้น จะให้ลักษณะภาพชัดเกือบทั้งภาพ จุดเด่นก็ชัด ฉากหลังก็ชัด การเลือกรูรับแสงจึงเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และเลือกใช้ตามความเหมาะสมของภาพนั้น

ภาพตัวอย่างด้านล่างที่นำมาลงนี้มาจากการถ่ายภาพ 3 ภาพ แล้วนำมาวางเรียงกัน ภาพส่วนบนเป็นภาพที่ถ่ายด้วยเลนส์ 24-105มม. ใช้รูรับแสงที่ f4 จะเห็นว่าต้นไม้ชัด ฉากหลังเบลอ ส่วนภาพตรงกลางของตัวอย่างจะเป็นการปรับรูรับแสงให้เล็กลง หรือ มีตัวเลขรูรับแสงที่มากขึ้น ต้นไม้จะชัดอยู่เหมือนเดิม แต่ฉากหลังจะมีความชัดมากขึ้น พอจะดูรู้ว่าฉากหลังเป็นอะไร และภาพส่วนสุดท้ายคือภาพที่ใช้รูรับแสงแบบเล็กมาก ประมาณ f22 ฉากหลังจะยิ่งชัดมากขึ้นไปอีก

20220702153238_IMG_1027
f4
20220702153242_IMG_1028
f11
20220702153246_IMG_1029
f22

ฮอนด้าฟรีด ไฟabsเตือน พร้อมไฟเบรคมือ

IMG_20220621_060621

รถฮอนด้าฟรีดอายุประมาณ 12 ปี ใช้ไปแล้ว 282818 กิโลเมตร ระหว่างที่ขับอยู่ก็มีไฟเตือนขึ้นมา อาการไฟเตือนมีมาก่อนหน้านี้ 1 วัน ไม่ทราบสาเหตุ แต่รถก็ยังใช้งานได้ปกติ สัญลักษณ์ไฟ abs กับ เบรคมือติดคู่กัน ลองเช็คเบรคมือก็ไม่ได้ถูกกดค้างไว้ เบรคมือของฮอนด้าฟรีดอยู่ที่เท้าซ้าย ซึ่งทดลองใส่เบรคและปลดเบรคแล้ว ไฟก็ยังไม่ดับ พอเข้าเว็บหาข้อมูลก็พบว่ามีหลายคนบอกให้ตรวจสอบระดับน้ำมันเบรคว่าพร่องไปไหม บางคนบอกให้เข้าศูนย์เพื่อตรวจปั๊ม abs ด้วย เพราะถ้าระบบเบรคเสียจริงๆจะเป็นการขับรถที่อันตรายมาก

IMG_20220622_160731

ก็เลยเอารถเข้าศูนย์แห่งหนึ่ง ไปเพื่อให้ตรวจหาสาเหตุของไฟที่แสดงผลไม่เลิก และได้เล่าให้ศูนย์ฟังว่าช่วยตรวจระบบเบรคด้วยเนื่องจากกลัวว่าจะมีปัญหา เจ้าหน้าที่แจ้งรายละเอียดกลับมาว่า ค่าตรวจหาสาเหตุไฟ abs สว่างประมาณห้าร้อยบาท ส่วนการตรวจระบบเบรคนั้นสามารถใช้บริการตรวจเพื่อเดินทางไกลได้ ค่าใช้จ่ายประมาณห้าร้อยบาทเช่นกัน ดังนั้นการเข้าศูนย์ตรวจครั้งนี้ใช้เงินพันกว่าบาท ตรวจเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ไฟเตือนติดสว่างสองดวงอย่างในภาพ และศูนย์ใช้เวลาประมาณ 5 ชม. เพื่อตรวจสอบ

IMG_20220708_160956

ส่งรถประมาณ 9.30 น. ตรวจจบตอนหลังสามโมงเย็น ผมก็ไปรับรถแล้วได้เอกสารการตรวจกลับมา ตามภาพ มีรายการของเสียจำนวนมาก ที่น่าสนใจก็คือ ช่างของศูนย์ตรวจระบบเบรคแล้วแจ้งอาการว่า ผ้าเบรคด้านหน้าหมดแล้ว มันบางจนเหลือ 0 มม. คือไม่เหลือผ้าเบรคแล้ว เห็นเนื้อเหล็กแล้ว มีตรวจสอบแรงดันแบตเตอรี่ยังอยู่ในระดับใช้งานได้ปกติ มีแจ้งโช้คเสื่อม บางเบ้าโช้คเสื่อม ยางปัดน้ำฝนเสื่อม ส่วนไฟเตือนที่ติดสองดวงนั้นเกิดจากปั๊มabs รวน ต้องเปลี่ยนด้วยเช่นกัน และราคาของปั๊ม abs ศูนย์แจ้งมา 29990 บาท เป็นราคาที่น่าตกใจมาก รับรถออกมาตั้งหลักก่อน จ่ายค่าตรวจไป 1030 บาท

IMG_20220624_171419

วันต่อมาผมขับรถไปให้ร้านช่วงล่างแถวบ้านเพื่อเปลี่ยนผ้าเบรคแล้วให้ทางร้านตรวจระบบเบรค ระบบปั๊ม abs ให้ด้วย ซึ่งทางร้านก็เช็คตรวจสอบให้อีกครั้งตามรายการที่ศูนย์ฮอนด้าเคยตรวจให้ ร้านช่วงล่างให้ข้อมูลว่า ไฟเตือน2ดวงที่ติดอยู่มันอาจมีจากหลายสาเหตุ น้ำมันเบรคพร่องก็ใช่ ผ้าเบรคกำลังจะหมดก็ใช่ เขาตรวจสอบผ้าเบรคแล้วทำการเปลี่ยนผ้าเบรคคู่หน้า เปลี่ยนน้ำมันเบรค สองรายการนี้ค่าใช้จ่ายรวมกันรวมค่าแรงแล้วผมจ่าย 2600บาท และไฟเตือนหายไปแล้ว ส่วนเรื่องโช้คเสื่อม ยางเบ้าโช้คเสื่อม ช่างที่นี่บอกว่า รถยังขับแล้วนุ่มนวลอยู่ ยังไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยน ผมก็เลยยังไม่เปลี่ยน

20220624182421_IMG_0980

ก่อนออกจากร้านช่วงล่าง ผมขอผ้าเบรคอันเก่ากลับมาด้วย แล้วก็ถ่ายภาพไว้ว่านี่คือผ้าเบรคที่ศูนย์บอกว่าผ้าเบรคหมด เห็นเหล็กแล้ว ซึ่งดูด้วยตาผมก็เห็นว่ามันบาง แต่คำว่าเห็นเหล็กแล้วผมก็ไม่เข้าใจว่าศูนย์ฮอนด้าหมายถึงอะไร ทางร้านช่วงล่างแนะนำว่าน้ำมันเบรคให้เปลี่ยนทุก 2 ปี ส่วนผ้าเบรค ถ้าบางเหลือความหนาไม่ถึง 4มม. ก็ให้เปลี่ยน ในภาพนี้ก็บางมากแล้ว แต่ไม่ได้หมดถึงเนื้อเหล็ก

ผมขับรถไปอีกสองสัปดาห์ ไปเตือนสองดวงหายไปแล้ว รถอาการเหมือนปกติ


ฮอนด้าฟรีด เปลี่ยนพัดลมหน้าเครื่อง

รถฮอนด้าฟรีดปี 2010 ใช้งานมาถึงปี 2022 ก็เข้าสู่ปีที่ 13 แล้ว ตอนนี้มีอาการแอร์ไม่เย็นเป็นบางครั้ง เลยพยายามหาสาเหตุซึ่งมีได้หลายอย่าง ดังนี้

1 น้ำยาแอร์หมด อันนี้คงมีการรั่วซึม แก้ไขได้โดยการเติม ถ้ารั่วช้าก็เติมปีละครั้งได้ ถ้ารั่วเร็วแป๊ปเดียวหมด คงต้องเปลี่ยนอะไหล่ ใช้เงินเยอะ ใช้เวลาเยอะ

2 คอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ทำงาน อาการนี้อาจมาจากคลัทคอมแอร์ไม่ทำงาน คลัทอาจเสีย หรือรีเลย์ตัดต่อคลัทไม่ทำงาน อันนี้ก็อาจเสียได้

3 พัดลมระบายความร้อนหน้าเครื่องฝั่งคนขับไม่ทำงาน อันนี้ทำให้แอร์ไม่สามารถระบายความร้อนออกสู่ภายนอกได้ ทำให้แอร์ไม่เย็น

จากสามข้อนี้ ข้อ3 จะตรวจสอบง่ายที่สุด คือเปิดฝากระโปรง แล้วดูเลยว่าพัดลมหมุนหรือไม่ ซึ่งผมตรวจดูแล้วมันไม่หมุนจริงๆด้วย พอลองเอาไม้แหย่สะกิดใบพัด ก็ทำให้หมุนได้ พอพัดลมหมุน แอร์ก็เย็น พอความเย็นถึงจุดที่ต้องการ พัดลมก็จะหยุดทำงาน พออากาศในห้องโดยสารเริ่มร้อน รถจะสั่งให้พัดลมหมุนอีกครั้ง สลับกันไปเรื่อยๆ แต่พอหยุดหมุน แล้วก็ไม่หมุนอีก อาการนี้แสดงว่ามอเตอร์พัดลมมีปัญหา ต้องเปลี่ยนมอเตอร์

IMG_20220518_105904

เอารถเข้าไปให้อู่ประจำเป็นคนดูให้ เขาตรวจสอบซ้ำเพื่อความแน่ใจ แล้วก็ดำเนินการเปลี่ยนอะไหล่ ผมไม่อยากไปศูนย์เพราะว่าต้องนัดคิวล่วงหน้า เข้าวันนี้อาจได้ซ่อมพรุ่งนี้ ผมไม่ได้มีรถยนต์หลายคันที่จะทิ้งรถไว้ได้ถ้าไม่จำเป็น และอีกอย่าง ประสบการณ์ที่ไปศูนย์ ผมมักจะโดนแนะนำให้เปลี่ยนอะไหล่ชิ้นใหญ่เสมอ เปลี่ยนเกินความจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น ระบบแอร์รถผมเคยมีปัญหาไม่เย็นก่อนหน้านี้ เอาเข้าศูนย์และศูนย์บอกว่าต้องเปลี่ยนระบบแอร์หลายชิ้น ค่าใช้จ่ายเกือบหมื่นบาท แต่ผมให้ร้านข้างนอกตรวจแล้วเปลี่ยนรีเลย์กับคลัทคอมแอร์ ค่าของ 2000 บาท ค่าแรง 500

IMG_20220518_105909

การเปลี่ยนมอเตอร์พัดลมต้องรื้อของค่อนข้างเยอะ ช่างต้องถอดระบบหม้อน้ำออกมาก่อนถึงจะถอดพัดลมออกมาได้ งานแบบนี้ให้ช่างที่มีเครื่องมือและประสบการณ์จะดีกว่าทำเอง ผมยืนดูช่างทำงานประมาณ 1.30 ชม. ก็ทำเสร็จ สุดท้ายจบที่ค่ามอเตอร์ 2200 บาท ค่าแรง 500บาท งานซ่อมครั้งนี้คือเปลี่ยนมอเตอร์ให้พัดลม เรายังคงใช้ใบพัดลมตัวเดิมได้

IMG_20220518_113504
IMG_20220518_171526

ประกันชีวิต อาชีพที่ดูแลคนข้างหลัง

คนส่วนมากเข้าสู่ธุรกิจประกันชีวิตเพราะรายได้  แต่เพ็ญโสภาเข้ามาเพราะประสบกับเหตุการณ์สะเทือนใจของญาติที่สนิทกัน เลยทำให้เห็นคุณค่าของการมีประกันชีวิต

ญาติสนิทที่เหมือนน้องชายมีอาการป่วย เส้นเลือดในสมองแตก ต้องเข้า icu และหมอแจ้งว่าการรักษาต้องผ่าตัด ค่าใช้จ่ายสูง และอาจไม่ตื่น  สุดท้ายอาจต้องนอนติดเตียงเป็นเจ้าชายนิทรา  ญาติตัดสินใจว่าไม่ผ่าตัด  นาทีนั้นก็คิดว่า ถ้าเป็นคนในครอบครัวเรา เราจะยอมไหม เราจะเลือกไม่ผ่าตัดไหม  ครอบครัวนั้นตัดสินใจไม่รับการรักษา และหลังจากนั้นอีก 7 วัน คนป่วยก็จากไป  เสียชีวิตในวัย 36ปี ทิ้งลูกชาย 6 ขวบ ลูกสาว 1 ขวบ กับภรรยาไว้ข้างหลัง  แม่กับลูกสองคนต้องอยู่ต่อไปแบบไม่มีหัวหน้าครอบครัวและไม่มีรายได้  “เงินประกันไม่เคยพอสำหรับหญิงม่ายและลูกกำพร้า”  คำพูดนี้ก้องอยู่ในหัว  ลูกพี่ลูกน้องท่านนี้มีทุนประกัน 1แสน  ซึ่งดีกว่าไม่มี แต่ก็ไม่พอใช้  แม้แต่ค่าจัดงานศพทั้งหมดยังไม่พอเลย

IMG_1560

เพ็ญโสภา  หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานที่บางกอกโพสต์  โดยทำงานขายโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์  ทำอยู่ประมาณปีครึ่งก็ได้เป็นเป็นท๊อปเซลส์  ขายได้ทะลุเป้า  ทำให้มีคนรู้จักหลายคนชวนไปทำงานด้วย  พอมีโอกาสก็ย้ายไปทำงานที่ชินวัตรในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหาร  ซึ่งตอนนั้นชินวัตรยังอยู่กับธุรกิจขายคอมพิวเตอร์และเริ่มต้นขายโทรศํพท์มือถือไม่นาน  ทำงานชินวัตรอยู่ 10 ปีก็ตัดสินใจลาออกเพราะมีลูก   มีความรู้สึกว่าอยากใช้เวลากับลูกให้นานๆ  รวมถึงที่บ้านสามีมีธุรกิจ  เลยออกมาช่วยธุรกิจของครอบครัว  พอมีลูกคนที่สองก็มาเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือ บริหารอยู่ 2 สาขา  ทำไปสักพักมีคู่แข่งเยอะและมีการตัดราคาจนเริ่มไม่คุ้มค่าที่จะทำต่อ  พอดีเพื่อนชวนไปฟังเรื่องขายประกัน ก็เลยตามเพื่อนไปฟัง  และหลังจากนั้นอีกไม่นานก็เริ่มจับงานประกันชีวิต

ธุรกิจครอบครัวเริ่มไม่ค่อยดี สามีต้องออกจากงานมาดูแล  ทำให้การเงินเริ่มมีปัญหา  และค่าใช้จ่ายในบ้านเริ่มต้องใช้เงินจากการขายประกันชีวิตมาช่วยกันออก  เป็นช่วงเวลาในชีวิตที่ต้องประหยัด  และรู้สึกว่ารายได้จากการเป็นตัวแทนประกันก็ช่วยเหลือครอบครัวได้   ขณะเดียวกันก็เริ่มเห็นความจำเป็นว่าจะต้องมีเงินเก็บเพื่อใช้จ่ายกับการเรียนหนังสือของลูก  ต้องมีค่าเรียนพิเศษเพื่อติวลูกให้เข้าโรงเรียนที่ต้องการ  ลูกคนเล็กไม่ค่อยกินนมแม่ต้องซื้อนมผงราคาแพงให้ลูกกิน  ค่าใช้จ่ายพวกนี้สูงมาก และรู้สึกว่าต้องมีรายได้ทางอื่นมาช่วยรองรับอย่างจริงจัง  

เมื่อเข้าสู่อาชีพขายประกัน พอทำไปจนหมดปีนั้นก็รู้สึกว่าอยากเติบโต อยากมีตำแหน่งระดับบริหาร ไม่ได้อยากขายไปวันๆ  และตอนนั้นก็มี 2 ทางเลือก คือต้องพยายามให้โตไปเลย กับ ขายไปเรื่อยๆไม่ต้องคิดอะไร   ถ้าหากต้องการขึ้นตำแหน่งก็ต้องพยายามให้มาก  เลยตัดสินใจว่าจะขึ้นตำแหน่ง แล้วก็ประกาศขายกิจการร้านโทรศัพท์สองสาขา  เพื่อที่จะได้โฟกัสกับงานประกันได้เต็มที่   หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นระดับหัวหน้าหน่วย

1658309279397-01

ลูกค้าส่วนมากเป็นคนรู้จักที่ประทับใจกัน  ลูกค้าบางคนก็ไม่เคยออมเงิน  การได้ไปคุยกับเพื่อนแล้วอธิบายเรื่องการออม ทำให้เพื่อนได้คิด และได้วางแผนชีวิต  และเพื่อนก็ตัดสินใจทำประกันเพื่อเริ่มต้นออมเงิน  เพื่อนโอนเงินซื้อประกันทันทีเลย 250000 บาท โดยที่ยังขับรถกลับไม่ถึงบ้าน  นั่นทำให้รู้สึกว่าธุรกิจประกันชีวิตมันเป็นธุรกิจที่ดีมาก  เพราะมันดีกับเจ้าของเงิน และดีกับอาชีพตัวแทน

มีเคสหนึ่งที่น่าสนใจ  หลังจากที่มีทีมงาน คนในทีมก็มาเล่าให้ฟังว่าเพื่อนเขาเป็นแม่บ้าน สามีของเพื่อนฐานะดีบริษัทใหญ่โต  เพื่อนใช้ชีวิตสบาย  เลยลองให้ลูกน้องไปขายประกันดู  ต่อมาลูกค้าให้ข้อมูลกลับมาว่าสามีเขามีประกันแล้ว  ทุนประกัน 10 ล้านบาท  ทีมงานเลยไม่ได้ตามต่อ   หลังจากนั้นอีก 3 ปี สามีเพื่อนเสียชีวิต  เลยถามทีมงานเล่นๆไม่ได้คิดอะไรว่า แบบนี้เพื่อนก็ได้ทุนประกัน 10 ล้านเลยสิ  ทีมงานบอกว่า ไม่ได้  เพราะเพิ่งรู้ว่าทุนประกันเป็นประกันอุบัติเหตุ  แต่การเสียชีวิตไม่ใช่เสียเพราะอุบัติเหตุ ทำให้ไม่ได้ประกันตัวที่ทำไว้  สรุปว่าเพื่อนไม่ได้รับเงินชดเชย  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก  

ถ้ากลับไปบอกได้จะบอกให้ตัวแทนขอนัดเพื่อไปคุยกับเจ้าตัวว่าประกันทีมีอยู่เป็นทำงานอย่างไร  จะไปรีวิวรายละเอียดให้ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน  เพราะประกันอุบัติเหตุ 10 ล้าน จะไม่เหมือนประกันชีวิต10ล้าน  การเสียชีวิตจากโรคร้าย จะไม่ได้เงินประกันจากประกันอุบัติเหตุเลย  เนื่องจากประกันชีวิต จะจ่ายเมื่อคุณไม่อยู่   ส่วนประกันอุบัติเหตุ จะจ่ายจากสาเหตุที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น  ดังนั้น การป่วยแล้วเสียชีวิตจะเคลมประกันอุบัติเหตุไม่ได้   

IMG_1425

มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง  เขาตั้งใจซื้อประกันเพื่อเป็นการออมเงินให้ลูกที่ยังเล็ก  เป็นเงินเก็บระยะยาว ตั้งใจว่าพอลูกจบปริญญาตรีก็จะมีเงินก้อนให้ลูกเอาไว้ทำทุน  เป็นการจ่ายเบี้ย 21 ปี แล้วดูแล 42 ปี  เมื่อลูกอายุ 42 จะได้รับเงินก้อน  หลังจากเริ่มจ่ายไปเรื่อยๆ  ผ่านไป 13 ปี  พบว่าแม่เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายแล้วเสียชีวิตใน 2 ปีต่อมา  ถ้าเป็นการออมเงินในรูปแบบอื่น  โครงการนี้จะหยุดแล้วไม่เหลือเงินก้อนตามที่ต้องการให้กับลูก  หลังจากแม่เสียชีวิตไปแล้ว โครงการประกันก็ยังคงดำเนินไป แต่ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเบี้ยให้แทนเหมือนแม่จ่าย  สุดท้ายบริษัทก็เหมือนเป็นแม่บุญธรรม จ่ายเบี้ยแทนจนครบเวลา  ทำให้ลูกยังคงได้รับผลประโยชน์เต็มที่เหมือนแม่ยังคงส่งเบี้ยประกันอยู่  โครงการเก็บเงินให้ลูกก็จะไปถึงเป้าและทำให้ลูกมีเงินก้อนตามที่แม่ต้องการเมื่อครบสัญญา แม้ว่าแม่จะไม่อยู่แล้ว  นี่คือตัวอย่างการใช้ประกันชีวิตช่วยเก็บเงินให้ลูกได้ตั้งตัว

การตัดสินใจเข้าสู่อาชีพประกันก็เพื่อช่วยแนะนำทุกคนให้มีหลักประกันที่เพียงพอสำหรับคนในครอบครัว  คนที่เหลืออยู่จะได้ไม่เดือดร้อนมาก   การประกันชีวิตจะอยู่กับลมหายใจของคนที่เหลือ ไม่ใช่ลมหายใจของคุณเอง  

การทำประกันชีวิตเหมือนเป็นการเอาเงินก้อนเล็กไปสร้างความคุ้มครองให้ครอบครัว  เอาเงินก้อนเล็กไปแลกเงินก้อนใหญ่  

ถ้าหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตไป แล้วใครจะมาส่งเสียดูแลครอบครัว  ก็มีแต่ประกันชีวิตเท่านั้นที่จะทำงานเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อไป  การวางแผนส่งเสียเลี้ยงดูลูกและคนในครอบครัวจึงเป็นเรื่องจำเป็น  และประกันชีวิตเป็นเครื่องมือที่จะช่วยดูแลคนข้างหลังแทนเรา

2022-07-20_04-22-57

การวางแผนเรื่องการเงินเป็นเรื่องจำเป็นของทุกคน  สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มชีวิตการทำงาน เด็กเรียนจบใหม่ๆ เมื่อทำงานแล้วขอให้พยายามเก็บเงินก้อนแรกให้สามารถอยู่ได้ 6 เดือน  เพราะจะได้ใช้เมื่อตกงาน หรือมีวิกฤต แล้วเรายังมีเงินใช้จ่าย ค่าอยู่ ค่ากินรวมถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นไปอีก 6 เดือน เป้าหมายแรกนี้ขอให้ทำให้สำเร็จก่อน จากนั้นค่อยมาวางแผนเก็บเงินในขั้นถัดไป

รายได้ที่เข้ามาจากการทำงานควรจะนำมาออมเสียก่อน อย่าเพิ่งรีบเอาไปลงทุน  เราควรจัดสรรสัดส่วนการออมให้เป็นลำดับแรก จะออมมากหรือออมน้อยก็แล้วแต่รายได้  แต่ควรจะออมก่อนลงทุน  เพราะการลงทุนต้องใช้ความรู้  ถ้าเรายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนทางการเงิน  ให้ออมเป็นหลัก  และเงินออมนี้จะเป็นเงินที่เราไม่คิดจะเอาออกมาก่อนกำหนด  เราถึงเรียกว่าเงินออม

จากประสบการณ์กว่า 20 ปี พบว่าส่วนมากคนทำงานจะมีเป้าหมายการออมหรือการเก็บเงินไม่กี่อย่าง  คือ

1 เงินก้อนสำหรับพ่อแม่  

2 เงินที่จะเป็นทุนการศึกษาของลูก  

3 เงินก้อนตอนเกษียณ  

เป้าหมายที่ 1 การเก็บเงินก้อนสำหรับพ่อแม่เกิดจากเราอยากจะให้เงินพ่อแม่สักก้อนในอีกหลายปีข้างหน้า การออมก็จะทำเพื่อให้มีเงินก้อนนั้น ถ้าเราเกิดเสียชีวิตไปก่อน เงินก้อนก็จะไม่มี  ปลายทางไม่เป็นไปอย่างที่คิด  การออมด้วยการซื้อประกันสะสมก็จะเป็นการออมทีละนิดแต่ได้เป้าหมายแน่นอน  เพราะพ่อแม่จะได้รับเงินก้อนนั้นในเวลาที่กำหนดเสมอแม้เราจะไม่อยู่  เพราะสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือเราจะต้องจากไปสักวัน  ซึ่งไม่รู้ว่าวันไหน เป้าหมายการเก็บเงินเพื่อใครสักคนหนึ่งจะเป็นจริงแน่นอนถ้าใช้วิธีซื้อประกัน

เป้าหมายที่ 2 เงินก้อนสำหรับทุนการศึกษาของลูก  เนื่องจากเราจะไปบอกให้ลูกอย่าเพิ่งเรียน รอพ่อแม่เก็บเงินก่อนมันไม่ได้  ดังนั้นควรจะวางแผนเก็บเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาของลูกตั้งแต่รู้ว่าจะมีลูก  ออมระยะสั้นเพื่อใช้เป็นค่าเทอม  ออมระยะยาวเพื่อให้เป็นทุนตั้งตัว   เราเลือกใช้ประกันเป็นเครื่องมือตามวัตถุประสงค์ได้  และคนส่วนมากก็วางแผนที่จะเก็บเงินในระบบประกันชีวิตให้ถึงวันที่ลูกเรียนจบ เพื่อการันตีว่าลูกจะได้เรียนจนจบ 

เป้าหมายที่ 3 เงินออมใช้ตอนเกษียณ  การเก็บเงินระยะยาวยิ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ทั้งออมแบบประกัน และการลงทุนทางการเงิน  และถ้าเราบังเอิญไม่ได้อยู่ถึงเกษียณ เงินก้อนจากประกันจะส่งต่อเต็มยอดที่ต้องการให้คนในครอบครัวเรา  คนที่เหลือจะไม่เดือดร้อน   การออมเงินในประกันไม่ใช่การลงทุนเป็นธุรกิจ  เงินในประกันจะเป็นเงินก้อนที่เรารู้ว่าเราจะมีแน่ๆ และใช้ส่งต่อให้คนอื่น ส่งต่อให้คนข้างหลังได้

IMG_1476

ถ้าเรามีเครื่องจักรพิมพ์เงินออกมาได้ เราจะซ่อมบำรุงเครื่องจักรตัวนี้ให้ทำงานตลอดเวลา    เราจะไม่อยากให้เครื่องเสีย  การซื้อประกันก็จะการันตีว่าจะมีเครื่องพิมพ์เงินให้ลูกเราเสมอ  ประกันจะดูแลคนที่เรารัก  ไม่ได้ดูแลเรา  ก่อนเราจะเสียชีวิตเราคือเครื่องพิมพ์เงินให้ลูก ทุกเดือนเราก็จะมีเงินมาให้ลูกใช้จ่าย  และถ้าเราไม่อยู่  ก็เหมือนเครื่องพิมพ์เงินหายไป ลูกและคนในครอบครัวก็จะเดือดร้อน  ประกันเหมือนเครื่องพิมพ์เงินสำรองที่จะสตาร์ทเครื่องแล้วพิมพ์เงินแทนเราทันที ประกันจะอยู่กับลมหายใจของคนที่เรารัก  นี่คือการวางแผนที่รอบคอบ ลองถามคำถามง่ายๆกับตัวเองว่าหากคุณจากไปแล้วใครจะส่งลูกคุณเรียนต่อ ใครจะส่งเงินเลี้ยงพ่อแม่ ถ้าไม่มีคำตอบ คุณควรคุยกับคนขายประกันสักคน

เพ็ญโสภา  เพียรเจริญ    โทร 083 492 2651

pensopa@gmail.com