ภาพจาก polaroid ยุคใหม่ เทียบกับ fuji instax เมื่อเวลาผ่านไปปีครึ่ง

ผมเคยถ่ายภาพเปรียบเทียบระหว่าง ฟิล์ม zink paper ซึ่งเป็นระบบสร้างภาพของ polaroid ที่อยู่ในกล้องยุคใหม่ ซึ่งมันคือระบบการพิมพ์ภาพชนิดหนึ่งที่ polaroid ออกแบบมาทดแทนระบบเก่าอย่าง instant picture ที่ตนเองคิดค้น  zink paper จะใช้ในเครื่องพิมพ์เฉพาะทาง  และมันถูกบรรจุอยู่ในกล้องถ่ายภาพ polaroid ยุคใหม่หลายๆรุ่น  โดยรุ่นที่ผมซื้อใช้คือ z340

ส่วนระบบ instant polaroid ดั้งเดิม กลับกลายเป็นค่าย fuji ที่เอาไปทำขายต่อเนื่องและได้รับความนิยมมาถึงปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะขายได้มากขึ้นในแต่ละปี  ผมขอเรียกตามชื่อทางการค้าเลยว่า fuji instax

P_20160505_175002

ภาพที่ได้จาก 2 ระบบนี้ ตอบสนองความด่วน ความใจร้อนของคนถ่ายได้ดีพอๆกัน fuji instax ถ่ายปุ๊ปภาพไหลพรวดออกมา แล้วรอเวลาสัก 2 นาที ภาพถึงจะสมบูรณ์   ส่วน zink paper ก็ถ่ายปุ๊ป ไหลช้าๆออกมา ใช้เวลาไหลออกจากเครื่องพิมพ์ประมาณ 1 นาที  ออกมาแล้วเสร็จเลย สรุปคือภายใน 2 นาทีแรกที่ถ่ายภาพได้  ภาพจากทั้งสองระบบก็พร้อมใช้งาน  ใครชอบแบบไหนก็เลือกได้ตามใจ zink paper สีไม่สดมากแต่ได้ไฟล์ดิจิทัลเก็บไว้  ส่วน fuji instax ไม่มีดิจิทัล เพราะเป็นระบบอนาลอกแท้ๆ  ไม่มีสำเนา  อยากได้ภาพใบที่สองต้องถ่ายใหม่เท่านั้น

ดูโพสท์เก่าที่ผมโพสท์ไว้เมื่อตอนถ่ายครั้งแรกที่นี่

ผมเก็บภาพสองใบนี้ไว้ด้วยกัน และเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ได้เหลือบไปดูก็พบว่า สีสันของภาพจาก zink paper เริ่มซีดอย่างน่าตกใจ นับเวลาจากวันที่ถ่ายภาพไว้ก็คือผ่านมาประมาณ 1 ปี 6 เดือน ซึ่งถ้าหากเราไว้ใจปริ๊นท์ภาพลูกรัก เหตุการ์ณที่เราชื่นชอบ ด้วย zink paper เก็บไว้ และทิ้งไฟล์ดิจิทัลไปแล้ว เราคงเสียใจไปตลอดชีวิต  ดังนั้น ใครใช้ polaroid ยุคใหม่ที่ต้องพิมพ์ด้วย zink paper ก็ขอให้เก็บไฟล์ดิจิทัลไว้ด้วยนะครับ  ความทรงจำจะได้ไม่จืดจาง

2017-11-25_10-11-51

 

Advertisements

ชุดเครื่องเสียงพกพาของผม

เครื่องเสียงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมเลยก็ว่าได้  ตั้งแต่เด็กๆ ผมก็ชอบของเล่นอิเล็คทรอนิกส์ โตขึ้นสมัยเรียนก็ชอบเดินเล่นบ้านหม้อ ซื้อหนังสือเกี่ยวกับการต่อวงจรไฟฟ้ามาอ่านเล่น  การฟังเพลงก็เป็นความชอบที่ตามมาจากความชอบตัวเครื่อง  นิสัยชอบเปิดเพลงเป็นนิสัยที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น ทั้งเพลงเพราะ ทั้งเครื่องเสียงใช้งานสนุกๆ  ได้ทั้งฟังเพลง ได้ทั้งเล่นของเล่น  ก็ทำให้มีเครื่องเสียงในครอบครองหลายชิ้น

 

บรรดาเครื่องเสียงที่เคยซื้อใช้เอง  มีไม่กี่ตัวที่เป็นตัวโปรดปราน ระดับที่ ผ่านไปกี่ปีก็ยังปลาบปลื้ม  และหาเหตุผลที่จะอยู่กับมันอย่างไม่ค่อยสนใจโลกที่ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ  หนึ่งในเครื่องเสียงตัวโปรดตัวหนึ่งก็คือ ipod shuffle ซึ่งเป็นผลผลิตของ apple ที่ทิ้งไว้ให้กับนักฟังเพลง  เจ้า ipod shuffle นี้เป็นเครื่องเล่นเพลงพกพาเครื่องแรกที่ไม่มีหน้าจอ  เป็นเครื่องเล่นพกพาราคาแพงที่สุดเครื่องหนึ่งในวันที่มันเปิดตัว  เครื่องเล่นเพลงจากจีนคุณภาพต่ำ วางขายกันกลาดเกลื่อนด้วยค่าตัวหลักร้อยไปถึงพันกว่าบาท  แต่ ipod shuffle ตัวนี้เปิดตัวด้วยราคาไทย 2990 บาท  แล้วก็มีคนบ้าอย่างผมไปอุดหนุน

 

หากพิจารณาเฉพาะเรื่องคุณภาพเสียงแล้ว  เจ้า ipod shuffle ตัวนี้เป็นเครื่องเล่นเพลงชนิด mp3 ที่เสียงดีที่สุด ตั้งแต่ apple เคยทำมา  แม้ว่า ipod ตัวใหญ่ที่เก็บเพลงได้เป็นหมื่นเพลงจะได้รับความนิยมไปทั่วโลก  บางรุ่นได้รับการแนะนำว่าเสียงดีเป็นพิเศษ  แต่ทุกตัวที่เสียงดี ต่างก็แพ้เจ้า shuffle ตัวนี้ทั้งหมด  ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาสฟังเปรียบเทียบอยู่บ้าง  นั่นเป็นที่มาของความปลาบปลื้มว่าเราได้ครอบครองของคุณภาพสูงชิ้นสำคัญของวงการเครื่องเสียง

 

นิสัยการฟังเพลงที่เอาแน่นอนไม่ได้ของผม บางทีก็ฟังผ่านหูฟัง บางทีก็ฟังผ่านลำโพง บางทีก็เอาไปต่อสายฟังในรถยนต์  ทำให้ ipod shuffle และ ipod ตัวอื่นๆที่ผมมี ถูกหยิบเข้าออก ย้ายไปย้ายมาระหว่างบ้าน ห้องนอน และรถยนต์อยู่บ่อยครั้ง  ความรุ่มร้าม ความพะรุงพะรังทำให้ผมคิดอยากจะทำให้มันเรียบร้อย  เลยได้โอกาส เอา shuffle ตัวขาวนี้ไปมัดไว้กับลำโพงพกพาอีกตัวหนึ่ง  ซึ่งมันก็คือลำโพง jbl go ที่ออกแบบมาเป็นลำโพงตัวเล็ก เสียงใหญ่ และเน้นให้ใช้กับโทรศัพท์ผ่านการเชื่อมต่อแบบ bluetooth

IMG_0608

jbl go เสียงดี และ shuffle ก็เสียงดี มันก็เลยถูกนำมาใช้งานร่วมกัน แต่ shuffle ไม่มี bluetooth ก็เลยต้องใช้วิธีเชื่อมต่อด้วยสาย  และเพื่อให้สะดวกในการหยิบจับก็เลยจัดการมัดรวมกันด้วยริสแบนด์เส้นนึง  ผลก็คือภาพลำโพงกับ ipodมีตัวติดกัน มีสายไฟพันอยู่นิดหน่อย ดูราวกับเป็นระเบิดเวลาที่ใช้ก่อการร้ายเลย

 

การจับคู่กันทำให้ผมได้ภาพน่ารักของมันเก็บไว้  ชุดเครื่องเสียงพกพาในยุคดิจิทัลนี้ ผมว่ามันน่ารักดี  และหยิบไปวางที่ไหนก็มีแต่คนสงสัยปนตลก  และเมื่อได้ยินเสียงมันทำงานร่วมกันก็จะเข้าใจว่า ทำไมผมถึงมัดมันไว้ด้วยกัน

 

 

อาชีพที่อาจไม่โดนอินเทอเน็ตทำลาย

การมีอินเทอเน็ตทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกเราอย่างมหาศาล  ทุกมุมโลก ทุกซอกหลืบแทบจะเข้าถึง เชื่อมโยงและค้าขายกันได้โดยไม่มีความเหลื่อมล้ำ  ทำให้ธุรกิจหลายชนิดเกิดการเปลี่ยนแปลงเฉียบพลัน  อย่างธุรกิจโทรทัศน์ที่เมื่อก่อนประมูลราคากันบ้าเลือด ลงเงินกันเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท ก็โดนการสตรีมสัญญาณภาพและเสียงจากอินเทอเน็ตเบียดซะจนแทบไม่มีคนดูในระบบเก่า  แม้แต่ธุรกิจโรงแรม ก็โดนระบบของ airbnb แย่งลูกค้าห้องพักไป  ธุรกิจแท็กซี่ก็โดน uber และ grab แย่งลูกค้าไป  สิ่งเหล่านี้วงการนักวิเคราะห์และนักการตลาดเรียกว่า digital disruption หรือการสูญหายหรือเสื่อมสลายอย่างฉับพลันจากเทคโนโลยี โดยเฉพาะสิ่งที่มาทางอินเทอเน็ต  ผู้ประกอบการดั้งเดิมไม่สามารถรับมือกับผู้ประกอบหน้าใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่สูงกว่า สะดวกกว่า และรองรับความต้องการของมวลชนได้ดีกว่า

ร้านอาหารก็จะมีระบบการสั่งสินค้าที่สะดวก รวดเร็ว มีภาพประกอบสวยงาม  มีการจัดส่งสินค้าที่เข้าถึงหน้าบ้านมาแย่งลูกค้าไป  ห้างสรรพสินค้าก็โดนแม่ค้าออนไลน์แย่งยอดขายไปทั้งๆที่คนทำร้านในห้างต้องจ่ายค่าเช่า ต้องสต๊อคสินค้า แต่แม่ค้าออนไลน์ให้ดูสินค้าในห้างแล้วสั่งซื้อกับแม่ค้าโดยตรง  แม้แต่วงการหนังสือพิมพ์ก็ปรับตัวไม่ทัน หนังสือพิมพ์ไม่มียอดโฆษณาจนต้องปิดตัวลง  เพราะผู้คนไปใช้บริการการอ่านข่าวทางโซเชียลเน็ตเวิร์คสารพัดแพลตฟอร์ม  เรียกได้ว่า ผู้คนเข้าไปเสพสื่อและซื้อสินค้าในอินเทอเน็ตกันแทบทุกคน

ผมเองก็ได้รับผลกระทบจากการทำธุรกิจสิ่งพิมพ์  งานใบปลิวน้อยลง  ซึ่งก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะผู้ประกอบธุรกิจหันไปโฆษณาทางเฟสบุ๊คและกูเกิ้ลกันเป็นหลัก  เมื่อก่อนเวลาจะโฆษณา เราก็จะมีวิธีคิดว่า จะใช้เงินทำใบปลิวเท่าไหร่ดี  จะใช้เงินโฆษณาในวิทยุเท่าไหร่  ออกทีวีใช้เงินเท่าไหร่  เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า จะทำยังไงให้ใช้เงินน้อยลง  และจะใช้เงินในช่องทางไหนดีระหว่างเฟสบุ๊ค ไอจี หรือ กูเกิ้ล หรือทั้งสามตัวเลย  นี่คือความคิดตั้งต้นของคนทำการค้ายุคใหม่  ไม่มีใครถามถึงวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ อีกเลย

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสไปใช้บริการตัวหนึ่งโดยบังเอิญ และมาลองพิจารณาดูแล้วก็พบว่า มันยังเป็นวิถีทางเดิมๆ  ยังไม่คู่แข่งจากอินเทอเน็ตมาแย่งลูกค้า  ไม่มีการตัดราคาจากคู่แข่งที่ห่างไกล  นั่นก็คือร้านตัดผม  พอได้นั่งดู นั่งในร้านนานๆ ตั้งแต่ตอนที่เข้าไป จนถึงคิวที่ได้ตัดเอง และตอนตัดเสร็จได้เห็นว่ามีคนอื่นรอคิวอยู่  ก็แอบคิดวิเคราะห์ไปว่า  คนผมยาวทุกวัน ยังไงก็ต้องแวะร้านตัดผม  คนเราเลิกซื้อหนังสือพิมพ์ได้ แต่ทนผมยาวไม่ได้  คนเราเลิกใช้ใบปลิวไปสู่การโฆษณาในเฟสและกูเกิ้ลได้ แต่ก็ปล่อยให้ผมเผ้ารุงรังไม่ได้   สมัยเด็กๆโรงเรียนยังคงตรวจผมสั้นทุกสองเดือน  ใครผมยาวจะโดนสั่งตัด  ดีมานเหล่านี้ยังคงอยู่  และไม่เคยลดลง

ในขณะที่จำนวนประชากรเยอะมากขึ้น  ปริมาณคนต้องการตัดผมก็เยอะขึ้น ร้านตัดผมก็ควรเจริญรุ่งเรือง  หรือ มีสาขามากขึ้นให้ทันจำนวนประชากร  ซึ่งภาพที่ผ่านตาผมในช่วงยี่สิบปีนี้ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ  มีร้านตัดผมเกิดใหม่มากขึ้น  มีการแข่งขันกันในถนนเส้นเดียวกันมากขึ้น  แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่มีร้านจากที่ห่างไกลมาแย่งลูกค้าหน้าบ้านเรา  นี่เป็นข้อดีที่ค้นพบ ว่า digital disruption ยังไม่ทำลายร้านตัดผม

แม้เราจะเห็นร้านตัดผมราคาแพงในห้าง  ร้านตัดผมที่รับจองทางออนไลน์ถ้าอยากตัดกับช่างในร้าน  แต่ร้านพวกนี้ก็ราคาแพงจนไม่ใช่คู่แข่งของร้านตัดผมชุมชน  ผมก็เคยตัดผมในห้าง  แต่ถ้าเลือกได้ ก็อยากเดินไปตัดที่ร้านแถวบ้าน จ่ายเงินเพียง 60 บาท สำหรับร้านหน้าตาโบราณ หรือ 120 บาทกับร้านติดแอร์อุปกรณ์ดูทันสมัย  หรือบางร้านอย่างมากก็ 150 บาท   แต่ในห้าง ผมเคยโดนไปถึง 600 บาท  ซึ่งเป็นราคาที่ไม่คิดจะไปรอบสองแน่นอน

 

 

2017-09-29 06.12.16 1

 

ร้านตัดผมร้านนี้อยู่ย่านบางขุนนนท์  ผมพาลูกชายมาใช้บริการ  ตอนเดินเข้าไปในร้านก็ดูคนน้อยๆ  คล้ายๆกับภาพที่ผมจินตนาการไว้ว่าธุรกิจโบราณก็ดูซบเซาหน่อย  แต่พอตัดเสร็จและเวลาเย็นสักหน่อย  ก็มีคนเข้าร้านมากขึ้น จนกระทั้งทุกที่นั่งในร้านเต็ม  คนที่มาตัดผมต้องรอคิว  และช่างตัดผมจำนวน 3 คนในร้านก็ทำงานตลอดเวลา

นี่อาจเป็นธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบจากอินเทอเน็ต  เพราะคนในพื้นที่ก็ต้องเดินมาตัดผมที่ร้านอยู่ดี  คงหายากมากๆที่จะมีคนสั่งช่างตัดผมให้เดินทาง delivery ไปตัดถึงบ้าน  แม้จะมีบางคนที่ทำอย่างนั้น แต่ผมก็เชื่อว่ามีน้อยจนตัดทิ้งได้  ผู้คนส่วนมากยังคงต้องตัดผมจากร้านค้าใกล้บ้าน  และเชื่อว่าไม่มีร้านตัดผมคู่แข่งจากฝั่งธนไปแย่งลูกค้าที่รังสิต

 

กระดาษรองจานทำด้วย letterpress

ด้วยความหลงไหลในเนื้อกระดาษ ชอบผิวสัมผัสของกระดาษ และชื่นชอบการพิมพ์งานด้วยเทคนิค  letterpress ทำให้ผมคิดถึงการใช้กระดาษเนื้อสวยๆมาทำงานกระดาษรองแก้ว กระดาษรองจาน รวมไปถึงการทำกระดาษจดหมายบริษัทอีกด้วย

IMG_0134

ผมได้มีโอกาสไปคุยกับเพื่อนที่เปิดร้านอาหารและเครื่องดื่มแห่งหนึ่ง เพื่อนเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ที่ร้านค้ามีคู่แข่งมาเปิดขายของคล้ายๆกัน  มีร้านอาหารเพิ่มขึ้นในพื้นที่โครงการ  มีร้านเครื่องดื่มขายน้ำผลไม้ปั่นมาเปิดอยู่ข้างๆ  ซึ่งเพื่อนขายน้ำผึ้งและกาแฟอยู่แล้ว  ทำให้ต้องคิดหาวิธีกระตุ้นยอดขาย วิธีฉีกออกจากคู่แข่ง รวมไปถึงวิธีเรียกร้องความสนใจให้ลูกค้าเดินเข้าร้านของตนมากขึ้น ผมก็เลยเสนอไอเดียกระดาษรองจานพิมพ์ด้วยระบบ letterpress

2017-10-13_10-00-24

ทีแรกก็เพื่อนไม่ค่อยมั่นใจว่าจะสวย แต่ผมก็เชื่อว่ามันสวยจริงๆ  แม้จะพูดคุยกันเกี่ยวกับ letterpress มาหลายครั้ง แต่ก็อยู่ในมิติอื่น  อยู่ในรูปแบบอื่น  การนำ letterpress มาใช้กับกระดาษรองจานดูเป็นเรื่องใหม่  เพราะหลายคนรวมทั้งเพื่อนผมมักจะคิดว่าแพง  แต่ในทางปฏิบัติ เราสามารถเลือกผลิตให้ราคาย่อมเยาลงได้

 

2017-10-10_09-18-33

 

ผมเอาโลโก้บริษัทของผมมาพิมพ์กระดาษเนื้อสีครีมให้ดูเป็นตัวอย่าง  หมึกสีดำกดทับบนกระดาษบางๆเป็นสิ่งที่ดูสวยดี และผมเชื่อว่าถ้ามันถูกวางใต้จาน หรือ ถ้วย มันจะสวย ก็เลยไปที่ร้านเพื่อนแล้ววางให้ดูจริงๆ

 

2017-10-10_09-19-03

 

แล้วมันก็ออกมาเป็นดังภาพที่สองนี้  ถ้วยกาแฟ ที่ใช้ทั้งใส่กาแฟ หรือใส่น้ำผึ้ง วางบนกระดาษรอง มีลวดลาย  letterpress ให้ดูสะดุดตา  วางบนโต๊ะไม้ แสงสว่างจากด้านนอกตึกช่วยส่องให้บรรยากาศบนโต๊ะดูอบอุ่นและเต็มไปด้วยพลังไอเดีย  ทันทีที่เพื่อนผมเห็นภาพนี้ ก็คิดต่อว่า จะเสิร์พเครื่องดื่มบนกระดาษใบนี้ และจะมีดินสอให้เขียนเล่นด้วย

 

lettepress เป็นเทคนิคการพิมพ์มีเสน่ห์ ใครเห็นใครก็รักจริงๆนะครับ

แถมภาพนี้ให้ดูเล่นครับ

2017-10-09 01.54.57 1

 

เปรียบเทียบกล้องฟิล์มกับโทรศัพท์มือถือ

 

ผมใช้โทรศัพท์มือถือ Huawei รุ่น P9 ซึ่งใช้มาได้เกือบปีแล้ว เป็นโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปได้สวยมาก  ความสวยนี้มาจากการใช้เลนส์ไลก้า และซอร์ฟแวร์การจัดการภาพของไลก้า ซึ่งสองสิ่งนี้ทำให้โทรศัพท์มือถือของ Huawei ก้าวขึ้นมาเป็นมือถือน่าใช้และมียอดขายดีแบบเทน้ำเทท่า

 

ภาพถ่ายจากโทรศัพท์ที่ใช้เลนส์ไลก้าให้คุณภาพที่ดี ใช้ทดแทนกล้องดิจิทัลระดับเริ่มต้นไปถึงกลางได้เป็นอย่างดี  และผมก็ใช้ถ่ายภาพทุกสิ่งอย่างในชีวิตมาตลอดหลายเดือน  ซึ่งพอมีโอกาสได้ใช้กล้องฟิล์มของไลก้ารุ่นมินิลักซ์  ก็เลยมีโอกาสถ่ายเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกัน หรือ บางเหตุการณ์ก็ถ่ายในเวลาที่ต่อกัน ห่างกันไม่ถึงหนึ่งนาที  บางภาพก็เป็นจังหวะคล้ายๆกัน ก็เลยรวบรวมเอาไว้ดูเพื่อให้คนที่ค้นหาคำตอบว่า กล้องฟิล์มไลก้าดีไหม มือถือใช้เลนส์ไลก้าดีไหม ลองดูข้อมูลภาพเหล่านี้ดูอาจจะเกิดคำตอบขึ้นในใจได้

 

IMG_20170526_070557

 

01012minilux-000062

ภาพเด็กชายขอบฟ้า สะพายกระติกน้ำ ยืนถ่ายภาพในช่วงเวลาเช้าก่อนจะเดินเข้าโรงเรียน  ผมไปส่งลูกและเมื่อจอดรถเรียบร้อยก็เห็นว่าสภาพแสงกำลังสวย อยากจะถ่ายภาพเล่น  เลยหยิบเอากล้องฟิล์มไลก้ามินิลักซ์มาถ่ายไว้สักภาพ  ฟิล์มที่ใช้คือฟูจิ200  เมื่อถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มเสร็จ ก็จัดการถ่ายด้วยโทรศํพท์มือถืออีกภาพ โดยใช้ huawei p9  โหมดถ่ายภาพของมือถือจะเป็นการตั้งค่าให้ทำด้านหลังเบลอด้วย  ซึ่งผลงานก็ออกมาตามที่เห็น  ภาพบนคือภาพจากโทรศัพท์มือ  ภาพล่างคือภาพจากกล้องฟิล์ม

 

คุณภาพของภาพจากโทรศัพท์มือถือดูด้วยตาแล้ว ก็รู้สึกว่าสวยและคมชัด และดูคมกว่าภาพจากกล้องฟิล์มด้วย  แถมกล้องยังช่วยทำหลังเบลอให้ดูตัวแบบลอยเด่นอีกต่างหาก  แต่หากเราตั้งค่าความเบลอให้เป็นแบบปกติคือมีฉากหลังที่คมชัดใกล้เคียงกล้องฟิล์ม และปรับค่าแสงให้ภาพดูใกล้เคียงกัน เราก็จะได้ภาพต่อไปนี้

PHOTO_COLLAGE1506152285394

 

สำหรับผมแล้ว  ภาพจากฟิล์มจะให้ความรู้สึกที่สว่างมากกว่า ส่วนที่เป็นเงา หรือโทนสีดำจะมีรายละเอียดที่มากกว่า  เงาดำไม่เข้มเท่าโทรศัพท์มือถือ  แสงเงาที่เกิดจากแดดบนเสื้อสีขาว ส่วนสว่างและส่วนไม่โดนแดดของภาพจากฟิล์มจะดูขาวไม่ต่างกันมาก  แต่บนภาพจากโทรศํพท์มือถือให้ความต่างกันมาก  ซึ่งไม่รู้ว่าแบบไหนจะดีกว่ากัน  แต่ผมชอบการไล่น้ำหนักของฟิล์มมากกว่า