ทำไมเฟสบุ๊คเก่งเรื่องหาลูกค้า

ทำไมเฟสบุ๊คเก่งเรื่องหาลูกค้า

20180424094626_IMG_0397

น่าจะมีหลายคนสงสัยว่าทำไมเฟสบุ๊คถึงฉลาดเกี่ยวกับคน  เฟสบุ๊ครู้ว่าเราชอบอะไรและไม่ชอบอะไร มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับพฤติกรรมมนุษย์มาก่อน  บางคนอาจจะเผลอคิดไปเลยว่าเฟสบุ๊คน่าจะดักฟังเราอยู่ตลอดเวลา  เพราะบางทีการนั่งคุยเรื่องสิ่งของอย่างเช่น เสื้อผ้า  รองเท้า  ไปเที่ยว  ไปดูรถคันใหม่มา  พอวางสายจากการสนทนา หรือกลับถึงบ้าน  หลังจากนั้นไม่นานเมื่อเราหยิบมือถือขึ้นมาดู หรือเข้าไปเล่นเฟสบุ๊คก็พบว่ามีโฆษณาสินค้าที่เราเพิ่งพูดถึง หรือเพิ่งไปดูมา  และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยมากกับชีวิตในทุกวันนี้

ในฐานะที่เป็นผู้ทำการสอนการยิงโฆษณาในเฟสบุ๊คมาหลายปี  จะขอบอกว่าวันนี้เฟสบุ๊คเก่งเรื่องคนมากจริงๆ  เฟสบุ๊ครู้จักเราหรือรู้จักเจ้าของเครื่องโทรศัพท์มือถือในหลายแง่มุม  และรู้ลึกรู้จริงจนอาจจะทำนายพฤติกรรมได้เลย  แล้วหลายคนก็อยากรู้ว่าทำไมเฟสบุ๊คถึงมีความสามารถเช่นนั้น  ถ้าจะให้เล่าก็ต้องเล่าไปที่จุดเริ่มต้นว่าจริงๆแล้วเฟสบุ๊คเก่งเรื่องชาวบ้าน  เฟสบุ๊คเคยเปิดเผยข้อมูลว่า คนเข้าไปเล่นเฟสบุ๊คมี 2 วัตถุประสงค์คือ

1 เข้าไปดูเรื่องชาวบ้าน คนอื่นทำอะไร ไปไหน โพสท์อะไร 

2 ไปดูว่าชาวบ้านมาดูอะไรของเรา  เราโพสท์แล้วมีคนอ่านไหม มีคนมากดไลค์  หรือพิมพ์คอมเม้นท์หรือเปล่า

ข้อหนึ่งคงไม่ต้องสงสัย  เพราะเป็นสิ่งที่เราใช้เวลาค่อนข้างมากกับเฟสบุ๊ค  เราจะไปดูความเป็นไปของสังคม ชีวิตเพื่อนเรา ดูชีวิตคนที่เรารู้จัก  เพื่อนเราไปไหน เที่ยวไหน  กินอะไร ซื้ออะไร  เราดูสิ่งเหล่านี้ทุกวันผ่านเฟสบุ๊ค

ส่วนข้อสองเวลาเราจะดูว่าชาวบ้านมาดูอะไรของเรา ก็จะดูจากชาวบ้านมากดไลค์เรื่องของเรา  พอเราไปเที่ยวมีรูปสวยๆกลับมาก็โพสท์ลงเฟสบุ๊ค เพื่อนได้เห็น เพื่อนก็กดไลค์   บางทีเราก็ขอให้เพื่อนมากดไลค์รูปของเราด้วยซ้ำไป  เพื่อนบางคนก็เป็นขาประจำชอบดูภาพที่เราโพสท์  พ่อแม่บางคนก็โพสท์รูปเด็ก  ความเปิ่นความทะเล้นของลูก  แล้วมีคนมาคอมเม้นท์เราก็รู้สึกดี

เหตุที่เฟสบุ๊คเก่งเรื่องคน เพราะเฟสบุ๊คเก็บข้อมูลของเราในออนไลน์ในระดับที่ลึกมากถึงลึกที่สุด  โดยมีข้อมูลของเราอยู่ 4 ช่องทางที่เฟสบุ๊คจะรู้จักตัวเรา  และรู้ลึกขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป รู้มากขึ้นตามพฤติกรรมที่เราทำผ่านเฟสบุ๊คทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว เราลองมานับหรือทบทวนกันว่าเฟสเก็บข้อมูลเรา 4 ช่องทางนี้ ที่ไหน อย่างไรกันดีกว่า

http://www.freepik.com

ช่องทางที่1  เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลของเราจากโพรไฟล์ที่เราสมัคร  การกรอกข้อมูลครั้งแรก  ชื่อ อีเมล  และข้อมูลข้างเคียงอื่นๆเราก็มักจะมีบอกหรือกรอกแทบจะครบทุกช่องเลย  อย่างเช่น ข้อมูล อายุ โรงเรียน ทำงานอะไร ชอบเที่ยวแบบไหนดูหนังอะไร อ่านหนังสืออะไร  เราใส่ข้อมูลความชอบส่วนตัวให้กับเฟสบุ๊คไปแล้วตั้งแต่ตอนสมัครเข้าใช้งานครั้งแรก  และบางคนก็กรอกประวัติการศึกษา  รวมถึงประวัติการทำงานก็มีการกรอกเข้าไปด้วย

พอเรามีประวัติที่ละเอียดขึ้น ผู้ประกอบการต่างๆก็ใช้ประโยชน์จากประวัติการศึกษาของผู้ใช้เฟสบุ๊คได้ อย่างเช่นเรื่องประวัติการศึกษา  ถ้าเราจะค้นหาคนที่สนใจจะซื้อสินค้าของเราโดยอยากได้คนที่มีกำลังซื้อ  เราก็ค้นหาจากประวัติการศึกษาได้เพราะประวัติการศึกษาจะเกี่ยวข้องกับกำลังซื้อหรือรายได้  ถ้าเราจะหาลูกค้าที่จบมหาวิทยาลัยชั้นนำ  กลุ่มนี้ก็จะมีกำลังซื้อมากกว่าคนที่จบการศึกษาระดับมัธยม  หรือแม้แต่ประวัติการศึกษาจากเมืองนอกก็จะได้กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงมาก  สิ่งนี้ภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากเฟสบุ๊คได้โดยตรง

ในส่วนข้อมูลประวัติการทำงาน  ก็ช่วยหาลูกค้ากระเป๋าหนักได้  บางคนใส่ข้อมูลการทำงานระดับสูง  คนเรามักจะใส่ประวัติการทำงานที่สวยหรูละเอียดยิบ  คนส่วนมากอยากใส่โพรไฟล์หน้าที่การงานที่ดี หรูหรา  ชอบที่จะเล่าเรื่องการเรียนจบแล้วเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองนอก  ไปต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยท๊อปเท็นของอเมริกา  บางคนยังพยายามเล่าต่อด้วยว่ารับงานเป็น MD ให้บริษัทเอกชนอยู่เป็นปีตั้งแต่ยังเรียนไม่จบปริญญาเอก แถมยังมีบริษัทมาซื้อตัวไปเป็น ceo  เรียกว่าใส่ข้อมูลระเอียดยิบราวกับพระเอกหนังจากวอลสตรีท  นี่คือธรรมชาติของคนเล่นเฟสบุ๊คส่วนใหญ่  จึงทำให้เจ้าของสินค้า หรือนักการตลาด online สามารถใช้ประโยชน์จากโพรไฟล์ขั้นเทพเหล่านี้เพื่อคัดกรองหาลูกค้าที่เหมาะกับสินค้าของเราได้

http://www.freepik.com

ช่องทางที่2 เก็บข้อมูลจากฟีดที่เราอ่าน  การเลื่อนหน้าจออ่านข้อมูลในเฟสบุ๊คไปเรื่อยๆ  เฟสบุ๊คก็เก็บข้อมูลการใช้งานของเราตลอดเวลา  เฟสบุ๊คไม่ได้เก็บข้อมูลแค่สิ่งที่เราอ่าน แต่เริ่มเก็บตั้งแต่วิธีที่เราไถฟีดเลื่อนหน้าจอเลย เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลอัตราความเร็วของนิ้วโป้งที่เลื่อนหน้าจอ  ความเร็วเฉลี่ยในการเลื่อน 1 หน้าจอของคนทั่วโลกอยู่ที่ประมาณหน้าละ 1 วินาที  และเมื่อเราเลื่อนไปเรื่อยๆจนถึงสิ่งที่เราสนใจ เราจะเลื่อนช้าลง  เฟสบุ๊คก็จะมีตัว ai มาจับพฤติกรรมของเราได้ และเก็บข้อมูลว่า เราเห็นข้อมูลอะไรแล้วทำให้เราไถหน้าจอช้าลง หรือ ข้อมูลอะไรทำให้เราหยุดไถหรือหยุดเพื่ออ่าน เฟสบุ๊คก็จะบันทึกไว้ว่าเราหยุดที่เนื้อหาแบบไหน   และหากเราหยุดนานแล้วเอานิ้วไปแตะเนื้อหาเพื่ออ่านละเอียดขึ้น  เฟสบุ๊คก็จะตรวจจับได้ว่าเราสนใจเรื่องนั้น  ระบบจะไปดูเนื้อหาในโพสท์นั้น  caption หรือ details ภายในเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ภาพอะไร วิดีโอเกี่ยวกับอะไร  เฟสบุ๊คจะบันทึกสิ่งนั้นเอาไว้ว่าเป็นเรื่องที่เราสนใจ  และถ้าเราอยู่กับโพสท์นั้นอย่างจริงจังมากขึ้นถึงกับไปกดไลค์  เฟสบุ๊คก็จะบันทึกไว้ว่าเรื่องนี้เราชอบมาก   และพอเราทำมากขึ้นไปอีกขั้นเราแสดงความชอบโดยการใส่คอมเม้นท์ เฟสบุ๊คก็จะเก็บข้อมูลว่าเราชอบมากเป็นพิเศษ  

บางโพสท์หากคนใช้งานยังไม่ว่างอ่าน บางคนใช้วิธีกดแชร์ แล้วใส่ tag เอาไว้ว่า “แปะ”   หรือ “เดี๋ยวมาอ่าน”  นั่นก็จะยิ่งทำให้เฟสบุ๊ครู้ว่าเราชอบเรื่องนั้นในระดับซีเรียสสุดๆ  พฤติกรรมแบบนี้อยู่ในสายตาของเฟสบุ๊คทั้งหมด  การกดเข้าไปดูภาพ  ดูคลิปวิดีโอ ก็ทำให้เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลได้ลึกขึ้น และทำให้เฟสบุ๊คเริ่มทำการคาดเดาว่าเราน่าจะชอบเรื่องแนวนี้   เฟสบุ๊คก็จะไปหาเนื้อหา ทั้งภาพและคลิปที่คล้ายกันมาให้เราดู  และยิ่งเราตอบสนองต่อสิ่งที่เฟสบุ๊คหยิบยื่นให้  เฟสบุ๊คก็จะยิ่งมีข้อมูลที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

http://www.freepik.com

ช่องทางที่3 เก็บจากลิงค์ภายนอกที่เราไปกด   ถ้าในโพสท์ของเฟสบุ๊คมีเนื้อหาเว็บที่เป็นลิงค์สู่ภายนอก  เมื่อเรากด เราจะออกกระโดดออกจากเฟสบุ๊ค   เฟสบุ๊คจะคอยจดจำว่า เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรที่ทำให้เราออกจากเฟสบุ๊ค สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เราสนใจมากเช่นกัน  ความสนใจแบบนี้ก็จะถูกบันทึกไว้  ตลอดเวลาที่เราใช้งานเฟสบุ๊ค  ระบบ ai ของเฟสบุ๊คจะเรียนรู้ตลอดเวลาว่าเราทำอะไร กดอะไร อ่านอะไร ไปอ่านเรื่องของใครบ่อยๆ  แม้แต่การออกจากเฟสแล้วไปเล่นใน app อื่น หรือไปเล่นในเว็บอื่น  เฟสบุ๊คก็จะยังรู้ได้ว่าเราไปไหน  เพราะเฟสบุ๊คมีเครื่องมือที่ชื่อว่า pixel ที่เป็นชุดคำสั่งสำหรับการฝังไว้ในเว็บ โค้ดชุดนี้จะถูกสร้างจากการโฆษณาของเรา  เจ้าของเพจจะสามารถใส่ pixel ไว้ในเว็บได้  และชุดคำสั่งนี้จะส่งข้อมูลการใช้งานของผู้คนกลับมายังเฟสบุ๊ค  มันละเอียดถึงระดับที่ว่า ลูกค้าอยู่หน้าไหน ลูกค้าอยู่ในเว็บนานแค่ไหน  กำลังดูอะไรอยู่  ทุกอย่างจะถูกรายงานทันที  เจ้าของสินค้าจะรู้ว่ามีคนกำลังใช้เวลากับเว็บ  เราสามารถใช้เงื่อนไขพฤติกรรมนี้เพื่อส่งโฆษณาไปให้เขาได้เลย  พอเขาเปิดเฟสอีกครั้ง โฆษณานี้จะขึ้นในเครื่องเขาในหน้าแรกๆทันที

แล้วกรณีที่บริษัทเราไม่มีเว็บเป็นของตัวเอง เราก็ยังสามารถไปเปิดร้านในมาเก็ตเพลสอย่าง lazada หรือ shopeeได้  เมื่อเราเอาสินค้าไปวางขาย  ตัวระบบของมาเก็ตเพลสก็จะมีเครื่องมือที่จะรายงานว่า มีคนดูโปรดักส์ของเราอยู่กี่คน  เครื่องมือของเฟสบุ๊คนี้ถ้าติดตั้งในเว็บเรียกว่า facebook pixel ถ้าติดตั้งใน application จะเรียกว่า facebook SDK

เคยสังเกตุไหมว่าเมื่อเราดูเว็บagoda เพื่อดูห้องพักโรงแรม  พอเราออกจาก agoda แล้วไปเล่นเฟสบุ๊ค เราจะเห็นโฆษณาจาก agoda เข้ามาในเฟสบุ๊คของเราอีกรอบ  แทบจะทันที  มันเป็นการทำงานของระบบ pixel เวลาเราดูข้อมูลห้องพักโรงแรม แล้วเรายังไม่จอง เมื่อเราไปเล่นในเว็บอื่น หรือ กลับไปเล่นในเฟสบุ๊ค  เราจะไปเจอโฆษณาห้องพักนั้นในเฟสบุ๊ค  โฆษณาจะตามติดไปกับเราอีกพักใหญ่ๆจนกว่าเราจะซื้อ  และเมื่อมีการซื้อไปแล้ว ระบบก็จะรับรู้และเตรียมโฆษณาสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องให้กับเรา  อย่างเช่น เมื่อเราดูโฆษณาเคสโทรศัพท์มือถือ พอดูแล้วเลือกแต่ยังไม่ซื้อ  เราจะเห็นโฆษณาเคสโทรศัพท์เข้ามาในเฟสบุ๊คอย่างสม่ำเสมอ  และเมื่อมีการซื้อไปแล้วระบบก็จะเปลี่ยนโฆษณาโดยอัตโนมัติ  เฟสบุ๊คอาจจะเอาสายชาร์จและเพาเวอร์แบงค์มาให้เราดูแทน  นั่นคือความฉลาดของระบบ ai  ซึ่งเว็บไซต์และ app หลายๆตัวก็มีความสามารถแบบนี้เป็นส่วนใหญ่  เราเรียกกระบวนการเปลี่ยนสินค้าที่โฆษณานี้ว่า cross selling หรือขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งจะมีอีกคำที่มาคู่กันคือ upselling หรือ ขายสินค้าในปริมาณที่มากขึ้นหรือความพยายามที่จะทำให้นักช็อปจ่ายเงินมากขึ้น

digital-airport-29nov2005f66

ช่องทางที่4 เก็บจาก location หรือ gps บนโทรศัพท์  ปกติที่เราพกโทรศัพท์ติดตัวไปตลอดเวลา  โทรศัพท์ก็จะบันทึกสถานที่ที่เราเดินทางไป เฟสบุ๊คจะรู้ตำแหน่งของเรา  ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของลูกค้าได้  เจ้าของร้านอาหารสามารถโฆษณาให้คนที่พักอาศัยหรือทำงานใกล้ร้านค้าได้เห็นโฆษณาเมนูอาหารได้  ร้านอาหารไม่ต้องใช้วิธีดั้งเดิมในการเดินแจกใบปลิว  ถ้าเป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเราก็สามารถให้เฟสบุ๊คหาคนสนใจก๋วยเตี๋ยวในพื้นที่ ระยะทางไม่เกิน 3 กม. แล้วส่งโฆษณาเข้าไปที่มือถือของเขาได้เลย  ตัวเลข 3 กม.เป็นตัวเลขสวรรค์ ตัวเลขนี้มาจากผู้ให้บริการส่งอาหารแล้วพบว่าลูกค้าส่วนมากจะซื้ออาหารไม่เกิน 3.2 กม. ด้วยเหตุผลว่าค่าส่งจะถูก หรือ ยอมรับค่าส่งได้  ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร ก็ควรโฆษณาแล้วหาลูกค้าในระยะ 3 กม. ก่อน หากตอบสนองลูกค้าทัน สามารถรับลูกค้าเพิ่มได้ก็ค่อยเพิ่มระยะทางให้ไกลขึ้นได้

ถ้าคุณเป็น โรงแรม หรือทำธุรกิจท่องเที่ยว  คุณก็สามารถใช้เฟสบุ๊คหาลูกค้าให้ได้เลย  อย่างเช่น ตอนที่เราเดินลงจากเครื่องบินในสนามบินเชียงใหม่  โฆษณารถเช่ารถรับจ้างก็จะเด้งเข้ามาในโทรศัพท์ทันที  เรื่องนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาที่สนามบิน  ผู้ให้บริการที่ใช้เฟสบุ๊คหาลูกค้าเช่ารถย่อมไม่พลาดวิธีนี้

เราพอจะเข้าใจได้แล้วว่าเฟสเก็บข้อมูลจาก 4 แหล่งอย่างประสิทธิภาพ  มีความถูกต้องสูงมาก  และเมื่อนำข้อมูลพฤติกรรมทั้งหมดมาประมวลผลทำให้เฟสบุ๊คมีความสามารถในการพยากรณ์ว่าใครน่าจะเป็นลูกค้าเราโดยมีความแม่นยำมากถึง 85%   ความแม่นยำนี้ทำให้มีหลายคนถึงกับพูดว่า เฟสบุ๊ครู้จักตัวเรายิ่งกว่าตัวเราเองเสียอีก  ซึ่งทำให้ข้อสังเกตเรื่องการดักฟังกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องทำเลย  เพราะเฟสบุ๊ครู้จักเราลึกมากจากแหล่งที่มาข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา

สำหรับธุรกิจ เฟสบุ๊คสามารถหาคนที่น่าจะสนใจสินค้าของเรามาให้ได้อย่างต่อเนื่อง  เรียกได้ว่าเฟสบุ๊คหา opportunity ให้กับเรา ในขณะเดียวกันสินค้าของเราก็ต้องมีความพร้อมที่จะปิดการขายด้วย  ฝ่ายขายของธุรกิจต้องมีความสามารถโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อด้วยถึงจะเกิดผลลัพธ์   แปลว่านอกจากความรู้เรื่องการยิงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายแล้ว งานหลังบ้านอย่างทีมเซลส์ที่จะปิดการขาย ทีมเก็บเงิน ทีมส่งสินค้าก็ต้องพร้อมเช่นกัน  

ข้อมูลโดย

James 062 394 9265

https://www.facebook.com/GoldfingerDigital

IMG_0845

nec-301-ปรากฏตัวเพื่อเพิ่มยอดธุรกิจ

nec 301 - show up  26jul2022

ปรากฏตัวเพื่อเพิ่มยอดธุรกิจ

มีกิจกรรมบางอย่างที่เราจะต้องไปทำด้วยตัวเอง เช่นเมื่อเราจะตัดผม เราตัดทางโทรศัพท์ไม่ได้  เพราะเป็นกิจกรรมที่ต้องพาตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์  ต้องพาตัวเองไปอยู่ในกิจกรรมนั้นเพื่อให้เกิดผลลัพธ์

การประชุมกับสมาชิก bni ก็เช่นเดียวกัน การขาดประชุมไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย  เมื่อเราเข้าสู่การเป็นสมาชิกเพื่อขยายธุรกิจ  เราตั้งใจจะใช้เครื่องมือในการบอกต่อให้เกิดพลัง  นั่นก็คือเราต้องปรากฏตัวให้เพื่อนเห็น  เพื่อให้เพื่อนจำได้  เพื่อให้เพื่อนนึกถึงตลอดเวลา  เพื่อให้เพื่อนนึกได้ว่าต้องหางานให้เรา  ดังนั้นการมาประชุมด้วยตัวเอง มาเป็นตัวจริง เสียงจริง จึงช่วยสร้างธุรกิจได้

มีการรวบรวมสถิติของ bni ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  มีผลสรุปเอาไว้ว่า การขาดประชุมน้อยลง มีผลทำให้ยอดธุรกิจมากขึ้น  ในบางกลุ่มเมื่อลดการขาดประชุมลงไปได้ครึ่งหนึ่ง  มีผลทำให้จำนวนสมาชิกในแช็ปเตอร์เพิ่มจำนวนมากขึ้น และมีผลต่อเนื่องทำให้มี ref เพิ่มขึ้น 71%

ผลลัพธ์ในทางกลับกัน  หากสมาชิกขาดประชุมมากขึ้นเท่าตัว  ยอดธุรกิจก็ได้น้อยลงมากกว่า 50%  แม้ว่าการขาดประชุมในบางครั้งจะดูเหมือนไม่น่าจะส่งผลอะไร  แต่ตัวเลขก็ไม่เคยหลอกใคร  ข้อมูลเหล่านี้ถูกบันทึกเอาไว้และนำมาวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ  หากเราสมัครเป็นสมาชิกแล้วเราขาดประชุม นั่นก็เท่ากับว่าเรากำลังทำร้ายธุรกิจตัวเองโดยไม่รู้ตัว  เพราะถ้าแม้แต่เรายังไม่พยายามขยายธุรกิจของเราเอง แล้วเพื่อนจะขยายให้เราหรือ มันเป็นไปไม่ได้เลย

nec 301 - show up  26jul2022b

สร้างความสัมพันธ์

การสร้างความสัมพันธ์เป็นเรื่องจำเป็นในการทำธุรกิจด้วยการบอกต่อ  เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า ไม่เห็นหน้า ไม่คิดถึง ( out of sight out of mind) ประโยคนี้เป็นจริงเสมอในการประชุมทางธุรกิจ  และเป็นจริงใน bni  และเป็นจริงมากๆในการประชุมทุกสัปดาห์ของแช็ปเตอร์  เราจึงควรจะพยายามมาปรากฏตัวอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อให้เพื่อนนึกได้ว่าจะต้องหางานให้เรา  อย่าให้เพื่อนลืมหน้า ลืมธุรกิจของเรา

ความไว้ใจจะถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเราปรากฏตัวในห้องประชุม  ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญที่เก่งในอาชีพของตัวเอง  การพรีเซ้นแม้จะสั้นๆก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ เมื่อเพื่อนเห็นตัว  เมื่อเพื่อนได้ยินคำพูด looking for เพื่อนจะจำได้ว่าต้องหางานให้เรา  เราทุกคนรู้ว่าอยากได้อะไรต้องขอ  อยากขอต้องมาทำต่อหน้า ถึงจะจำได้ทั้งคนขอและคนฟัง\

IMG_0170

ที่กล่าวมาทั้งหมด สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวเราเองว่าเราจะพิถึพิถันกับการขยายธุรกิจของเรามากเพียงใด  จะเลือกขาดประชุมแล้วไม่มีผลลัพธ์ หรือ จะมาประชุมด้วยความมุ่งมั่นแล้วบอก looking for ซ้ำๆ ชัดๆ   เพื่อให้เกิด referral ที่ตรงกับความต้องการของเราเอง

ประกันชีวิต อาชีพที่ดูแลคนข้างหลัง

คนส่วนมากเข้าสู่ธุรกิจประกันชีวิตเพราะรายได้  แต่เพ็ญโสภาเข้ามาเพราะประสบกับเหตุการณ์สะเทือนใจของญาติที่สนิทกัน เลยทำให้เห็นคุณค่าของการมีประกันชีวิต

ญาติสนิทที่เหมือนน้องชายมีอาการป่วย เส้นเลือดในสมองแตก ต้องเข้า icu และหมอแจ้งว่าการรักษาต้องผ่าตัด ค่าใช้จ่ายสูง และอาจไม่ตื่น  สุดท้ายอาจต้องนอนติดเตียงเป็นเจ้าชายนิทรา  ญาติตัดสินใจว่าไม่ผ่าตัด  นาทีนั้นก็คิดว่า ถ้าเป็นคนในครอบครัวเรา เราจะยอมไหม เราจะเลือกไม่ผ่าตัดไหม  ครอบครัวนั้นตัดสินใจไม่รับการรักษา และหลังจากนั้นอีก 7 วัน คนป่วยก็จากไป  เสียชีวิตในวัย 36ปี ทิ้งลูกชาย 6 ขวบ ลูกสาว 1 ขวบ กับภรรยาไว้ข้างหลัง  แม่กับลูกสองคนต้องอยู่ต่อไปแบบไม่มีหัวหน้าครอบครัวและไม่มีรายได้  “เงินประกันไม่เคยพอสำหรับหญิงม่ายและลูกกำพร้า”  คำพูดนี้ก้องอยู่ในหัว  ลูกพี่ลูกน้องท่านนี้มีทุนประกัน 1แสน  ซึ่งดีกว่าไม่มี แต่ก็ไม่พอใช้  แม้แต่ค่าจัดงานศพทั้งหมดยังไม่พอเลย

IMG_1560

เพ็ญโสภา  หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานที่บางกอกโพสต์  โดยทำงานขายโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์  ทำอยู่ประมาณปีครึ่งก็ได้เป็นเป็นท๊อปเซลส์  ขายได้ทะลุเป้า  ทำให้มีคนรู้จักหลายคนชวนไปทำงานด้วย  พอมีโอกาสก็ย้ายไปทำงานที่ชินวัตรในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหาร  ซึ่งตอนนั้นชินวัตรยังอยู่กับธุรกิจขายคอมพิวเตอร์และเริ่มต้นขายโทรศํพท์มือถือไม่นาน  ทำงานชินวัตรอยู่ 10 ปีก็ตัดสินใจลาออกเพราะมีลูก   มีความรู้สึกว่าอยากใช้เวลากับลูกให้นานๆ  รวมถึงที่บ้านสามีมีธุรกิจ  เลยออกมาช่วยธุรกิจของครอบครัว  พอมีลูกคนที่สองก็มาเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือ บริหารอยู่ 2 สาขา  ทำไปสักพักมีคู่แข่งเยอะและมีการตัดราคาจนเริ่มไม่คุ้มค่าที่จะทำต่อ  พอดีเพื่อนชวนไปฟังเรื่องขายประกัน ก็เลยตามเพื่อนไปฟัง  และหลังจากนั้นอีกไม่นานก็เริ่มจับงานประกันชีวิต

ธุรกิจครอบครัวเริ่มไม่ค่อยดี สามีต้องออกจากงานมาดูแล  ทำให้การเงินเริ่มมีปัญหา  และค่าใช้จ่ายในบ้านเริ่มต้องใช้เงินจากการขายประกันชีวิตมาช่วยกันออก  เป็นช่วงเวลาในชีวิตที่ต้องประหยัด  และรู้สึกว่ารายได้จากการเป็นตัวแทนประกันก็ช่วยเหลือครอบครัวได้   ขณะเดียวกันก็เริ่มเห็นความจำเป็นว่าจะต้องมีเงินเก็บเพื่อใช้จ่ายกับการเรียนหนังสือของลูก  ต้องมีค่าเรียนพิเศษเพื่อติวลูกให้เข้าโรงเรียนที่ต้องการ  ลูกคนเล็กไม่ค่อยกินนมแม่ต้องซื้อนมผงราคาแพงให้ลูกกิน  ค่าใช้จ่ายพวกนี้สูงมาก และรู้สึกว่าต้องมีรายได้ทางอื่นมาช่วยรองรับอย่างจริงจัง  

เมื่อเข้าสู่อาชีพขายประกัน พอทำไปจนหมดปีนั้นก็รู้สึกว่าอยากเติบโต อยากมีตำแหน่งระดับบริหาร ไม่ได้อยากขายไปวันๆ  และตอนนั้นก็มี 2 ทางเลือก คือต้องพยายามให้โตไปเลย กับ ขายไปเรื่อยๆไม่ต้องคิดอะไร   ถ้าหากต้องการขึ้นตำแหน่งก็ต้องพยายามให้มาก  เลยตัดสินใจว่าจะขึ้นตำแหน่ง แล้วก็ประกาศขายกิจการร้านโทรศัพท์สองสาขา  เพื่อที่จะได้โฟกัสกับงานประกันได้เต็มที่   หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นระดับหัวหน้าหน่วย

1658309279397-01

ลูกค้าส่วนมากเป็นคนรู้จักที่ประทับใจกัน  ลูกค้าบางคนก็ไม่เคยออมเงิน  การได้ไปคุยกับเพื่อนแล้วอธิบายเรื่องการออม ทำให้เพื่อนได้คิด และได้วางแผนชีวิต  และเพื่อนก็ตัดสินใจทำประกันเพื่อเริ่มต้นออมเงิน  เพื่อนโอนเงินซื้อประกันทันทีเลย 250000 บาท โดยที่ยังขับรถกลับไม่ถึงบ้าน  นั่นทำให้รู้สึกว่าธุรกิจประกันชีวิตมันเป็นธุรกิจที่ดีมาก  เพราะมันดีกับเจ้าของเงิน และดีกับอาชีพตัวแทน

มีเคสหนึ่งที่น่าสนใจ  หลังจากที่มีทีมงาน คนในทีมก็มาเล่าให้ฟังว่าเพื่อนเขาเป็นแม่บ้าน สามีของเพื่อนฐานะดีบริษัทใหญ่โต  เพื่อนใช้ชีวิตสบาย  เลยลองให้ลูกน้องไปขายประกันดู  ต่อมาลูกค้าให้ข้อมูลกลับมาว่าสามีเขามีประกันแล้ว  ทุนประกัน 10 ล้านบาท  ทีมงานเลยไม่ได้ตามต่อ   หลังจากนั้นอีก 3 ปี สามีเพื่อนเสียชีวิต  เลยถามทีมงานเล่นๆไม่ได้คิดอะไรว่า แบบนี้เพื่อนก็ได้ทุนประกัน 10 ล้านเลยสิ  ทีมงานบอกว่า ไม่ได้  เพราะเพิ่งรู้ว่าทุนประกันเป็นประกันอุบัติเหตุ  แต่การเสียชีวิตไม่ใช่เสียเพราะอุบัติเหตุ ทำให้ไม่ได้ประกันตัวที่ทำไว้  สรุปว่าเพื่อนไม่ได้รับเงินชดเชย  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก  

ถ้ากลับไปบอกได้จะบอกให้ตัวแทนขอนัดเพื่อไปคุยกับเจ้าตัวว่าประกันทีมีอยู่เป็นทำงานอย่างไร  จะไปรีวิวรายละเอียดให้ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน  เพราะประกันอุบัติเหตุ 10 ล้าน จะไม่เหมือนประกันชีวิต10ล้าน  การเสียชีวิตจากโรคร้าย จะไม่ได้เงินประกันจากประกันอุบัติเหตุเลย  เนื่องจากประกันชีวิต จะจ่ายเมื่อคุณไม่อยู่   ส่วนประกันอุบัติเหตุ จะจ่ายจากสาเหตุที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น  ดังนั้น การป่วยแล้วเสียชีวิตจะเคลมประกันอุบัติเหตุไม่ได้   

IMG_1425

มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง  เขาตั้งใจซื้อประกันเพื่อเป็นการออมเงินให้ลูกที่ยังเล็ก  เป็นเงินเก็บระยะยาว ตั้งใจว่าพอลูกจบปริญญาตรีก็จะมีเงินก้อนให้ลูกเอาไว้ทำทุน  เป็นการจ่ายเบี้ย 21 ปี แล้วดูแล 42 ปี  เมื่อลูกอายุ 42 จะได้รับเงินก้อน  หลังจากเริ่มจ่ายไปเรื่อยๆ  ผ่านไป 13 ปี  พบว่าแม่เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายแล้วเสียชีวิตใน 2 ปีต่อมา  ถ้าเป็นการออมเงินในรูปแบบอื่น  โครงการนี้จะหยุดแล้วไม่เหลือเงินก้อนตามที่ต้องการให้กับลูก  หลังจากแม่เสียชีวิตไปแล้ว โครงการประกันก็ยังคงดำเนินไป แต่ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเบี้ยให้แทนเหมือนแม่จ่าย  สุดท้ายบริษัทก็เหมือนเป็นแม่บุญธรรม จ่ายเบี้ยแทนจนครบเวลา  ทำให้ลูกยังคงได้รับผลประโยชน์เต็มที่เหมือนแม่ยังคงส่งเบี้ยประกันอยู่  โครงการเก็บเงินให้ลูกก็จะไปถึงเป้าและทำให้ลูกมีเงินก้อนตามที่แม่ต้องการเมื่อครบสัญญา แม้ว่าแม่จะไม่อยู่แล้ว  นี่คือตัวอย่างการใช้ประกันชีวิตช่วยเก็บเงินให้ลูกได้ตั้งตัว

การตัดสินใจเข้าสู่อาชีพประกันก็เพื่อช่วยแนะนำทุกคนให้มีหลักประกันที่เพียงพอสำหรับคนในครอบครัว  คนที่เหลืออยู่จะได้ไม่เดือดร้อนมาก   การประกันชีวิตจะอยู่กับลมหายใจของคนที่เหลือ ไม่ใช่ลมหายใจของคุณเอง  

การทำประกันชีวิตเหมือนเป็นการเอาเงินก้อนเล็กไปสร้างความคุ้มครองให้ครอบครัว  เอาเงินก้อนเล็กไปแลกเงินก้อนใหญ่  

ถ้าหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตไป แล้วใครจะมาส่งเสียดูแลครอบครัว  ก็มีแต่ประกันชีวิตเท่านั้นที่จะทำงานเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อไป  การวางแผนส่งเสียเลี้ยงดูลูกและคนในครอบครัวจึงเป็นเรื่องจำเป็น  และประกันชีวิตเป็นเครื่องมือที่จะช่วยดูแลคนข้างหลังแทนเรา

2022-07-20_04-22-57

การวางแผนเรื่องการเงินเป็นเรื่องจำเป็นของทุกคน  สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มชีวิตการทำงาน เด็กเรียนจบใหม่ๆ เมื่อทำงานแล้วขอให้พยายามเก็บเงินก้อนแรกให้สามารถอยู่ได้ 6 เดือน  เพราะจะได้ใช้เมื่อตกงาน หรือมีวิกฤต แล้วเรายังมีเงินใช้จ่าย ค่าอยู่ ค่ากินรวมถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นไปอีก 6 เดือน เป้าหมายแรกนี้ขอให้ทำให้สำเร็จก่อน จากนั้นค่อยมาวางแผนเก็บเงินในขั้นถัดไป

รายได้ที่เข้ามาจากการทำงานควรจะนำมาออมเสียก่อน อย่าเพิ่งรีบเอาไปลงทุน  เราควรจัดสรรสัดส่วนการออมให้เป็นลำดับแรก จะออมมากหรือออมน้อยก็แล้วแต่รายได้  แต่ควรจะออมก่อนลงทุน  เพราะการลงทุนต้องใช้ความรู้  ถ้าเรายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนทางการเงิน  ให้ออมเป็นหลัก  และเงินออมนี้จะเป็นเงินที่เราไม่คิดจะเอาออกมาก่อนกำหนด  เราถึงเรียกว่าเงินออม

จากประสบการณ์กว่า 20 ปี พบว่าส่วนมากคนทำงานจะมีเป้าหมายการออมหรือการเก็บเงินไม่กี่อย่าง  คือ

1 เงินก้อนสำหรับพ่อแม่  

2 เงินที่จะเป็นทุนการศึกษาของลูก  

3 เงินก้อนตอนเกษียณ  

เป้าหมายที่ 1 การเก็บเงินก้อนสำหรับพ่อแม่เกิดจากเราอยากจะให้เงินพ่อแม่สักก้อนในอีกหลายปีข้างหน้า การออมก็จะทำเพื่อให้มีเงินก้อนนั้น ถ้าเราเกิดเสียชีวิตไปก่อน เงินก้อนก็จะไม่มี  ปลายทางไม่เป็นไปอย่างที่คิด  การออมด้วยการซื้อประกันสะสมก็จะเป็นการออมทีละนิดแต่ได้เป้าหมายแน่นอน  เพราะพ่อแม่จะได้รับเงินก้อนนั้นในเวลาที่กำหนดเสมอแม้เราจะไม่อยู่  เพราะสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือเราจะต้องจากไปสักวัน  ซึ่งไม่รู้ว่าวันไหน เป้าหมายการเก็บเงินเพื่อใครสักคนหนึ่งจะเป็นจริงแน่นอนถ้าใช้วิธีซื้อประกัน

เป้าหมายที่ 2 เงินก้อนสำหรับทุนการศึกษาของลูก  เนื่องจากเราจะไปบอกให้ลูกอย่าเพิ่งเรียน รอพ่อแม่เก็บเงินก่อนมันไม่ได้  ดังนั้นควรจะวางแผนเก็บเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาของลูกตั้งแต่รู้ว่าจะมีลูก  ออมระยะสั้นเพื่อใช้เป็นค่าเทอม  ออมระยะยาวเพื่อให้เป็นทุนตั้งตัว   เราเลือกใช้ประกันเป็นเครื่องมือตามวัตถุประสงค์ได้  และคนส่วนมากก็วางแผนที่จะเก็บเงินในระบบประกันชีวิตให้ถึงวันที่ลูกเรียนจบ เพื่อการันตีว่าลูกจะได้เรียนจนจบ 

เป้าหมายที่ 3 เงินออมใช้ตอนเกษียณ  การเก็บเงินระยะยาวยิ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ทั้งออมแบบประกัน และการลงทุนทางการเงิน  และถ้าเราบังเอิญไม่ได้อยู่ถึงเกษียณ เงินก้อนจากประกันจะส่งต่อเต็มยอดที่ต้องการให้คนในครอบครัวเรา  คนที่เหลือจะไม่เดือดร้อน   การออมเงินในประกันไม่ใช่การลงทุนเป็นธุรกิจ  เงินในประกันจะเป็นเงินก้อนที่เรารู้ว่าเราจะมีแน่ๆ และใช้ส่งต่อให้คนอื่น ส่งต่อให้คนข้างหลังได้

IMG_1476

ถ้าเรามีเครื่องจักรพิมพ์เงินออกมาได้ เราจะซ่อมบำรุงเครื่องจักรตัวนี้ให้ทำงานตลอดเวลา    เราจะไม่อยากให้เครื่องเสีย  การซื้อประกันก็จะการันตีว่าจะมีเครื่องพิมพ์เงินให้ลูกเราเสมอ  ประกันจะดูแลคนที่เรารัก  ไม่ได้ดูแลเรา  ก่อนเราจะเสียชีวิตเราคือเครื่องพิมพ์เงินให้ลูก ทุกเดือนเราก็จะมีเงินมาให้ลูกใช้จ่าย  และถ้าเราไม่อยู่  ก็เหมือนเครื่องพิมพ์เงินหายไป ลูกและคนในครอบครัวก็จะเดือดร้อน  ประกันเหมือนเครื่องพิมพ์เงินสำรองที่จะสตาร์ทเครื่องแล้วพิมพ์เงินแทนเราทันที ประกันจะอยู่กับลมหายใจของคนที่เรารัก  นี่คือการวางแผนที่รอบคอบ ลองถามคำถามง่ายๆกับตัวเองว่าหากคุณจากไปแล้วใครจะส่งลูกคุณเรียนต่อ ใครจะส่งเงินเลี้ยงพ่อแม่ ถ้าไม่มีคำตอบ คุณควรคุยกับคนขายประกันสักคน

เพ็ญโสภา  เพียรเจริญ    โทร 083 492 2651

pensopa@gmail.com

สำนักงานบัญชีที่สร้างความเจริญเติบโตให้บริษัท

IMG_4105

ผมมีเพื่อนที่รู้จักกันมายาวนานตั้งแต่สมัยเรียน และปัจจุบันเพื่อนก็ทำธุรกิจเจริญรุ่งเรือง  โดยในระหว่างทางที่ยาวนานผมก็รับรู้ถึงความล้มลุกคลุกคลานของเพื่อนมาตลอด มีช่วงชีวิตที่ทำงานเข้าเนื้อ มีหนิ้สิน  แต่ปัจจุบันลืมตาอ้าปากได้  เพื่อนเล่าให้ฟังว่า สำนักงานบัญชีสั่งให้หัดเก็บเงิน  สั่งให้เพิ่มคนหางานเข้าบริษัท   ถึงวันนี้ เพื่อนหมดหนี้แล้ว เหตุผลหลักคือ คนทำบัญชี สั่งให้ทำ โน่นนี่นั่น แล้วเพื่อนตัดสินใจทำตาม ในที่สุดก็แก้ปัญหาหนี้สินได้ หนี้น้อยลงจนหมด ทุกวันนี้เริ่มมีเงินเก็บ ได้เริ่มใช้เงินทำงาน กำลังเรียนรู้เรื่องการลงทุน

มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่นานๆได้เจอกันสักครั้ง  ล่าสุดเพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ชึวิตมีความสุขมาก ต้องขอบคุณสำนักงานบัญชีที่แนะนำการทำงานและการใช้ชีวิต  จากธุรกิจรับเหมาที่แม้จะได้งานใหญ่แต่ก็ไม่เหลือเงิน  มีหนี้สินจำนวนมาก บางทีเก็บเงินลูกค้าไม่ได้  เมื่อใช้บริการทำบัญชีพร้อมได้ปรึกษาเรื่องการวางแผนการเงิน  มีคำแนะนำให้เพิ่มงานที่ทำเงิน หยุดทำงานที่ไม่ได้เงิน  ทำให้ตัวเลขผลประกอบการเป็นบวก  ชะลอความคิดที่จะซื้อรถคันใหม่ อดทนนั่งแท็กซี่อยู่เป็นปี และตอนนี้มีเงินเก็บล้านแรกแล้วจากการทำตามคำแนะนำจากสำนักงานบัญชี  ตอนนี้ตอนนี้เริ่มลงทุน เริ่มใช้เงินทำงานแล้ว  

สำนักงานบัญชีแห่งนี้ช่วยชีวิตเพื่อนผมไว้สองคน  ผมเลยอยากจะเขียนและแนะนำให้เพื่อนๆและคนที่สนใจการทำธุรกิจให้อยู่รอด มีเงินเก็บ  ได้รู้จักวิธีคิดของสำนักงานบัญชีแห่งนี้  คนทำบัญชีที่พาธุรกิจของเราไปสู่จุดที่มีกำไรและมีเงินเก็บ  เพราะการมีเงินเก็บมันควรเป็นเป้าหมายหลักของคนทำงาน และหากเราเริ่มเก็บเงินได้ เราจะมีความมั่นใจในการทำธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น  

20220607121534_IMG_0865

พี่วิทยาเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีที่กล่าวถึง  ชีวิตพี่วิทยาไม่โลดโผนแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ โดยเฉพาะประสบการณ์ในการทำธุรกิจให้มีเงินเหลือ  มีความรู้หลากหลายจากลูกค้าธุรกิจจำนวนมากที่ตกตะกอนเป็นองค์ความรู้ติดตัว  และส่งผ่านความรู้เหล่านั้นมาเป็นคำแนะนำสู่ลูกค้าบัญชีที่พี่วิทยาดูแล

วัยเด็ก พี่วิทยาเกิดและเรียนหนังสือถึงชั้นมัธยมที่จังหวัดภูเก็ต  ทางบ้านไม่ร่ำรวย แต่ก็เลี้ยงดูไม่เคยอด  ทางบ้านส่งให้เรียนหนังสือจริงจัง  มีคนรู้จักช่วยเหลือให้มีโอกาสได้เรียนหนังสือสูงขึ้นเรื่อยๆ

สมัยเรียน  เป็นเด็กเรียน เป็นเด็กที่ครูเอ็นดู  หัวอ่อน ว่าง่าย  พอถึงวัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็มาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง  มาอยู่กับพี่สาวที่มาทำงานกรุงเทพก่อนแล้ว  พี่น้องหลายคนก็ตามมาอยู่กรุงเทพเพื่อเรียนหนังสือ  การได้เรียนมหาวิทยาลัยทำให้มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนจำนวนมาก  ในปี พศ.2520 นักศึกษาในรามคำแหงก็มีการรวมตัวกันเป็นสโมสรนักศึกษาเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ  พี่วิทยาได้เข้าร่วมทำกิจกรรมนักศึกษามาอย่างต่อเนื่อง  สมัยนั้นรามคำแหงมี 7 คณะ  เพื่อนที่ร่วมทำกิจกรรมหลายคนต่างก็แยกย้ายไปเติบโต แต่ยังได้ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอถึงปัจจุบัน  บางคนก็เติบโตในสายราชการเป็นถึงอธิบดี  บางคนก็ทำธุรกิจที่มียอดขายหลักร้อยล้าน

พี่วิทยาเรียนคณะบัญชีด้วยแนวคิดว่าบัญชีน่าจะเป็นเป็นอาชีพที่หางานทำได้ง่าย  บริษัทต่างๆจำเป็นต้องมีพนักงานในตำแหน่งนี้  แต่ไม่ทันที่จะได้เรียนจบไปสมัครงาน ตอนเรียนปี 3 ก็มีคนชวนให้ไปทำงานโดยเป็นบริษัทรับจ้างทำบัญชีของญาติ  ทำให้พี่วิทยามีงานทำตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ทำไปสักพักก็กลายเป็นพนักงานประจำของบริษัท สนุกกับงานมาก กว่าจะเรียนจบจึงใช้เวลาถึง 7 ปี  

20220607122212_IMG_0901

การทำงานในสำนักงานบัญชีหลายปีทำให้ได้รู้ได้เห็นว่าธุรกิจต่างๆนั้นมีรายได้และรายจ่ายเป็นอย่างไร และงานที่ทำในสำนักงานก็ทำด้วยตัวเองครบทุกอย่าง เห็นรายได้รายจ่ายของบริษัทตัวเองด้วย  นอกจากจะรวมรวมและดูตัวเลขรายรับรายจ่ายของลูกค้าแล้ว ยังมีงานส่วนที่ต้องติดต่อกับสรรพากร  ได้รู้ว่าการคุยกับสรรพากรต้องรู้กฏหมาย  เลยได้เรียนรู้เรื่องกฏหมายมาตลอด  เจ้านายเคยพูดว่า ถ้าอ่านหนังสือกฏหมายครบ 10 รอบ ก็เปิดบริษัทเองได้แล้ว  การทำงานมาหลายปีทำให้ได้อ่านครบ 10 รอบจริงๆ  เลยทำให้อยากมีบริษัทเป็นของตัวเอง  และเจ้านายก็สนับสนุนด้วย จึงตัดสินใจออกมาเปิดบริษัทเอง

ในช่วงเวลาที่ตัดสินใจจะเปิดบริษัทตัวเอง  มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ช่วยให้ตัดสินใจเร็วขึ้นนั่นคือ ประเทศไทยในเวลานั้นมีการเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษีการค้ามาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม  เรื่องนี้คนทำบัญชีจะรู้ดีว่าจะมีงานบัญชีเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก  ทำให้การออกมาเปิดสำนักงานบัญชีจะคาดหวังการเติบโตได้ บริษัทบัญชีน่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้น  

มีกติกาข้อหนึ่งของวงการบัญชีคือ ผู้สอบบัญชีจะต้องไม่เป็นผู้ทำบัญชี  การจะเป็นผู้สอบบัญชีได้จะต้องผ่านการสอบเท่านั้น  ซึ่งผู้ที่จะสอบผ่านมักจะต้องผ่านการทำงานในบริษัทบัญชีระดับใหญ่มาก่อน  พี่วิทยาประเมินแล้วว่าไม่ได้ทำงานกับบริษัทใหญ่  ทำให้ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นผู้สอบบัญชี  เลยมุ่งมั่นหางานทำบัญชีอย่างจริงจัง  และผ่านมากว่า 40 ปีในอาชีพ งานบัญชีของพี่วิทยาไม่เคยมีปัญหาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

สมัยเป็นลูกน้อง  สำนักงานบัญชีของเจ้านายมีลูกค้าประมาณ 200 ราย  ส่วนตอนที่ลาออกมา  เจ้านายใจดีให้ลูกค้าติดมือออกมาด้วย 8 ราย  ทำให้การเริ่มต้นบริษัทของตัวเองมีช่องทางทำงาน  มีรายได้  มีลูกค้า และลูกค้าจาก 8 รายแรกก็มีการบอกต่อ สามารถหาลูกค้าเพิ่มได้อีก เป็น 12 รายในเดือนแรกของบริษัทตัวเอง  แต่ด้วยความเป็นคนทำบัญชีที่อยู่กับตัวเลขอย่างตรงไปตรงมา  ลูกค้า 12 รายไม่พอที่จะหล่อเลี้ยงบริษัทอยู่แล้ว  จะต้องพยายามหาลูกค้าเพิ่มขึ้น  เลยได้เอ่ยปากขอจากลูกค้าที่ทำงานให้ว่า  ถ้าลูกค้ามั่นใจในการทำงานของสำนักงานบัญชี ขอให้ลูกค้าช่วยแนะนำเพื่อน แนะนำธุรกิจอื่นๆที่รู้จักให้ด้วย  และลูกค้าก็มั่นใจแนะนำให้จริงๆ  ช่วงปีแรกของการทำงานบริษัทของตัวเองจึงมีลูกค้าถึง 20 ราย  ซึ่งพอจะทำให้บริษัทอยู่รอดได้

สำนักงานบัญชีของพี่วิทยาในช่วง 7 เดือนแรกเป็นการทำงานตัวคนเดียว  จนเมื่อลูกค้าเพิ่มขึ้นจึงเริ่มขยับขยายหาที่ตั้งสำนักงานแห่งใหม่  จ้างลูกน้องเพิ่มขึ้น เป็นการขยายกิจการของตัวเองครั้งแรก  รวมถึงเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว  ทำให้งานบัญชีค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ประสบการณ์การทำบัญชีก็สะสมมากขึ้น  ความชำนาญในการพูดคุยกับสรรพากรก็เริ่มกลายเป็นจุดเด่น  เพราะตลอดเวลาที่ติดต่อกับสรรพากร มี่เรื่องราวไม่กี่อย่างที่จะต้องไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่  เมื่อสรรพากรเรียกเจ้าของธุรกิจเข้าไปพบ สำนักงานบัญชีก็จะเข้าไปแทน ไปรับข้อมูลจากสรรพากรว่าจะตรวจอะไร ต้องเตรียมข้อมูลอะไร เมื่อได้คุย ได้แก้ต่าง ได้อธิบายกับสรรพากรแทนลูกค้าบ่อยครั้งเข้าก็กลายเป็นประสบการณ์ที่ชำนาญ  ทำให้กลายเป็นจุดเด่นว่าเป็นสำนักงานบัญชีที่เจรจาภาษีกับสรรพากรได้ดี  หลายครั้งการเจรจาก็ช่วยลดยอดการเสียภาษีของกิจการได้

20220607121643_IMG_0875

การที่สรรพากรจะเรียกเจ้าของธุรกิจเข้าไปพบมีได้สองสาเหตุ  สาเหตุแรกคือเป็นการเรียกแบบสุ่มตรวจ  มักจะเกิดกับบริษัทที่เปิดทำกิจการมาแล้วประมาณ 2-3 ปี  สาเหตุที่สองคือ เอกสารที่ยื่นมีปัญหาบางอย่าง  ส่วนมากปัญหาจะเกิดจากการใช้เอกสารใบกำกับภาษีปลอม  ปัญหานี้เกิดจากเจ้าของบริษัทอยากจะหารายจ่ายมาเพิ่มเติมในงบที่ยื่น  เพื่อให้ผลต่างยอดขายลบยอดซื้อแล้วเหลือกำไรน้อย  เพื่อจะได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มน้อย  เลยไปซื้อใบกำกับภาษีมานั่นเอง  ซึ่งเจ้าของธุรกิจจะคิดว่าเป็นแค่บิลรายจ่ายใบเดียว  แต่ถ้าโชคร้ายคนที่ออกบิลให้ดันไม่ได้จดทะเบียนบริษัท  เอกสารนั้นเลยเป็นของปลอม  และส่วนมากบริษัทที่ขายใบกำกับภาษีก็มักจะปลอม   การทำแบบนี้เป็นการสร้างปัญหาให้กับธุรกิจตัวเอง ผลก็คือสรรพากรจะต้องเรียกคุยแน่นอน  ซึ่งพี่วิทยาจะพบเคสแบบนี้อยู่หลายครั้ง และทุกครั้งที่ไปช่วยแก้ไข เจ้าของบริษัทก็จะไว้ใจให้ทำงานบัญชีต่อเลย  ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นจากการแก้ปัญหาให้หมดลงได้

ในสมัยปี พ.ศ. 2540 เป็นปีที่มีวิกฤตเศรษฐกิจในไทย  มีการลดค่าเงินบาท  ซึ่งส่งผลทันทีกับบริษัทที่ต้องค้าขายกับต่างประเทศเป็นหลัก   บริษัทในประเทศไทยบางส่วนมีธุรกิจที่ดีในช่วงก่อนปี 2540  พอถึงปีที่ลดค่าเงิน เศรษฐกิจเริ่มแย่ในวงกว้าง  รายได้ของปี 2541 และ 2542 ก็เริ่มลดลง และหนี้สิ้นก็เพิ่มขึ้น  บริษัทที่อยู่ในการดูแลของสำนักงานบัญชีก็ประสบปัญหาไม่ต่างกับทุกคนในประเทศ  แต่พี่วิทยาก็เริ่มแนะนำให้แก้ปัญหาไปทีละอย่าง  ตอนปี 2540 เมื่อลดค่าเงิน  พี่วิทยาแนะนำให้รีบชำระหนี้ต่างประเทศเสียก่อน เพื่อลดอาการบาดเจ็บจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน  และในการบริหารหลังปี 2541 2542 เป็นต้นมาก็แนะนำให้พยายามหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งบางครั้งสามารถทำได้โดยการเพิ่มสินค้าตัวใหม่มาขาย

ตอนที่เศรษฐกิจเริ่มแย่  สมมุติว่าประเทศเคยมีรายได้ 1 แสนล้าน  พอมีวิกฤต  ยอดธุรกิจน้อยลง รายได้อาจจะเหลือครึ่งเดียวคือ ห้าหมื่นล้าน  แม้ว่าทุกคนจะได้รับผลกระทบนี้  แต่บริษัทก็ยังอยู่ในตลาดที่มีรายได้ห้าหมื่นล้านอยู่ดี  ดังนั้น บริษัทเล็กๆของลูกค้าที่มีเป้าแค่ สามสิบล้านบาท  มันก็ยังถือว่าเป็นไปได้ที่จะทำยอดขายสามสิบล้านจากตลาดห้าหมื่นล้าน  ดังนั้นแผนการตลาดที่จะเพิ่มยอดขายเป็นสิ่งจำเป็น พี่วิทยาก็จะแนะนำให้พยายามโฟกัสที่งานขาย  อย่าโฟกัสที่ปัญหา  บริษัทที่เชื่อคำแนะนำแล้วพยายามปรับตัว พยายามชำระหนี้ต่างประเทศ พยายามเพิ่มงานส่วนเซลส์ เพิ่มการทำงานส่วนการขาย ก็จะพออยู่รอดได้  และก็อยู่รอดจริงๆ แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ปรับตัว ผลก็คือ ช่วงปีวิกฤตต้มยำกุ้งครั้งนั้นลูกค้าบัญชีของพี่วิทยาก็ปิดกิจการไปประมาณ 20%

มีลูกค้าบัญชีท่านหนึ่งทำธุรกิจขายรถมอเตอร์ไซด์  ปกติรายได้ของร้านขายมอเตอร์ไซด์จะมาจากสองทาง หนึ่งคือรายได้จากการขายรถให้ลูกค้าโดยตรง  และสองมาจากการปล่อยไฟแนนซ์เพื่อรับดอกเบี้ย   ลูกค้าปรึกษาเรื่องการทำบัญชีและวางแผนการเพิ่มยอดขาย สำนักงานบัญชีของพี่วิทยาเป็นคนที่รู้ตัวเลขละเอียด รู้รายรับ รู้รายจ่ายของลูกค้า  พอวิเคราะห์ตัวเลขแล้วก็ได้คำตอบว่า ต้องขายรถมอเตอร์ไซด์ให้ได้เดือนละ 70 คันเพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารทั้งหมด  มีรายได้ให้ลูกน้อง มีรายได้ของตัวเองที่พอใช้  ถ้าน้อยกว่า 70 คันแปลว่าขาดทุน  ก็เลยให้ลูกค้าตั้งเป้าหมายการขายเป็นตัวเลขที่สูงเอาไว้  เลยไปตั้งเป้ากันที่ 140 คัน  แล้วก็หาวิธีสร้างยอดขายให้ได้ตามเป้า 140  ซึ่งส่วนมาก การตั้งเป้าหมายก็มักจะได้ผลประกอบการที่ไม่ค่อยถึงเป้า  แต่การไม่ถึงเป้าก็จะเป็นไปในลักษณะ เกือบได้ เกือบถึง นั่นทำให้ยอดขายวิ่งไปได้ที่ร้อยกว่าคัน  ซึ่งมันเกินไปจากตัวเลขขั้นต่ำมากแล้ว  ธุรกิจเลยมีการเติบโต

อีกปัญหาหนึ่งของการเพิ่มยอดขายให้ได้จำนวนมากกับร้านมอเตอร์ไซด์คือเงินทุนหมุนเวียน  เพราะการขายมากก็หมายถึงต้องเอาเงินไปซื้อจากโรงงานจำนวนมาก  จากเครดิตที่เคยได้ระดับ 70 คัน พอจะต้องขายมากยิ่งขึ้นก็ต้องกลายเป็นขอเครดิตให้มากขึ้น  ซึ่งอาจจะต้องเป็นหนี้การค้าไปถึงระดับ 140 คัน  การหาเงินมาซื้อรถจากโรงงานระดับนี้ต้องใช้เงินสดเยอะมาก  แต่ก็มีวิธีอื่นคือต้องขอให้โรงงานปล่อยเครดิตมากขึ้นแทนการใช้เงินสดไปซื้อ  การจะให้โรงงานปล่อยเครดิตระดับนี้ก็ต้องอาศัยความไว้ใจ  อาศัยการจ่ายเงินตรงเวลามาตลอดหลายปี   สำนักงานบัญชีแนะนำให้ไปเจรจาขอเพิ่มวงเงินเครดิต  โดยยอดขายที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นพร้อมกับนิสัยการจ่ายหนี้ตรงเวลาทำให้ได้วงเงินสูงขึ้นตามที่วางเป้าไว้  และสุดท้ายในอีกหลายเดือนถัดมาหลังจากที่ได้เครดิตเพิ่มขึ้นแล้ว  ร้านขายมอเตอร์ไซด์ก็สามารถทำยอดได้ระดับ เดือนละ 200 คัน  และปีถัดมาก็ปิดยอดทั้งปีไปที่ 3000 คัน

มีลูกค้าบัญชีอีกรายหนึ่งเป็นบริษัทที่นำเข้าสินค้ามาขาย  และเจ้าของอยากจะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น  เมื่อปรึกษากับพี่วิทยาแล้วก็เห็นตรงกันว่าจะต้องเพิ่มยอดขาย  อยากได้รายได้ระดับ 50 ล้าน ต้องตั้งเป้า 70 ล้าน ซึ่งเป็นแนวทางที่เข้าใจได้  แต่การจะขายของเพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  ดังนั้นจึงต้องอาศัยการมองหาสินค้าอื่นๆมาขายเพิ่มเติม  เพราะว่า  ลูกค้าเป็นบริษัทที่มีจุดเด่นเรื่องการขาย  ทีมขายของทำงานเป็นอยู่แล้ว  ดังนั้น  ลูกค้าสามารถใช้ทีมงานเดิมมาขายสินค้าตัวอื่นเพิ่มเติม  ทีมงานแค่เพิ่มสินค้า  แล้วขายด้วยความสามารถแบบเดิมที่มี  ทั้งหมดก็จะเป็นการเพิ่มยอดขายอย่างที่ต้องการ  และเมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งที่จะต้องทำเพิ่มเติมคือ บริหารเงินเก็บให้งอกเงย  การลงทุนกับสินทรัพย์อื่นเป็นเรื่องจำเป็น  เพราะจะเป็นการใช้เงินทำงาน  เป็นการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ อย่างที่ดิน บ้านเช่า หรือคอนโด  เพื่อให้เงินทำงานต่อนั่นเอง  และแม้แต่การขายกิจการให้ผู้อื่นมารับช่วงไปก็เป็นเรื่องที่แนะนำให้ทำหากเป้าหมายชีวิต เป้าหมายการทำงาน และเป้าหมายการเก็บเงินทำได้ครบแล้ว การขายบริษัทก็เป็นหนทางที่จะทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้น  เพราะจะได้ไปใช้ชีวิต ไปเรียนรู้เรื่องราวอย่างอื่นต่อไป

20220607121308_IMG_0855

การแนะนำต่างๆที่มีให้ลูกค้าบัญชีเป็นเรื่องที่เกิดจากการรู้ตัวเลขที่แท้จริง รู้ที่มาที่ไป รู้ความสัมพันธ์ เข้าใจงบการเงิน  เมื่อวิเคราะห์ตัวเลขก็จะรู้ว่า ต้องทำงานหนักแค่ไหนเพื่อให้บริษัทอยู่รอด  ต้องทำงานแค่ไหนถึงจะอยู่ในสถานะกำลังเติบโต  เพราะแต่ละธุรกิจมีรายละเอียดต่างกัน  ดังนั้น การพูดคุยซึ่งกันและกันระหว่างลูกค้าและสำนักงานบัญชีก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การขยายธุรกิจเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

การทำงานที่ยาวนาน  อยู่มาจนเห็นวัฏจักรของธุรกิจครบรอบ  ตั้งแต่เปิดบริษัทจนถึงวันที่รุ่งเรือง มาสู่การถดถอยและปิดตัวเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป  เคยมีหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกเล่าสถิติเอาไว้ว่า บริษัทจำนวน 100 บริษัทจะปิดตัวลงประมาณ 97 % เมื่อผ่านไป 10 ปี   ซึ่งในแวดวงบริษัทที่พี่วิทยารู้จักก็มีการปิดตัวลงเช่นกัน แม้สิบปีแรกจะไม่ได้ปิดไปถึง 97% แต่เมื่อผ่านไปถึง 20 ปี บริษัทที่เหลืออยู่กลับเหลืออยู่แค่ 3%  ซึ่งเป็นไปตามสถิติ  การปิดกิจการจำนวนมากนี้พบว่ามักมีสาเหตุที่คล้ายกัน 

จุดอ่อนของเจ้าของธุรกิจที่ทางสำนักงานบัญชีได้พบมาตลอดคือ ทุกคนจะตั้งใจทำงานมาก ในช่วง 1-5 ปีแรก  และทุกรายก็มีได้รายได้ที่ดี  พอกิจการเริ่มดีก็เริ่มใช้เงินซื้อความสุขมากขึ้น  ซื้อรถ ซื้อบ้าน  สร้างหนี้สินที่ใหญ่ขึ้น ทั้งหนี้ส่วนตัวและหนี้การค้า  พอประสบความสำเร็จในกิจการ ก็เกิดความรู้สึกว่าสบาย  ทำให้ความจริงจังในการทำงานลดลง  ลูกน้องที่โตมากับบริษัทก็จะเก่งขึ้นและสุดท้ายจะลาออกไปทำธุรกิจเอง  ซึ่งธุรกิจที่ลูกน้องชำนาญก็คือธุรกิจแบบของเรา   ลูกน้องเก่าจะเป็นคู่แข่งกับบริษัทโดยอัตโนมัติ  และด้วยความสบาย ทำงานไม่เข้มข้นเหมือนช่วงแรก หลังปีที่ 10 จะเริ่มรายได้น้อยลง  รวมกับมีคู่แข่ง รวมกับมีหนี้บ้าน หนี้สินทรัพย์ต้องผ่อนต้องจ่ายมากขึ้น  ทำให้รายได้ธุรกิจไม่พอใช้  ในที่สุดจะแย่ลงและไปสู่การปิดกิจการในปีที่20  วงจรนี้เกิดขึ้นบ่อย  คนที่มีรายได้ที่ดีจากธุรกิจควรเรียนรู้การลงทุน และควรลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ใช่หนี้สิน  สินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้  ไม่ควรเก่งแค่การทำธุรกิจตัวเองเพียงอย่างเดียว  ควรหาความรู้การออมการลงทุนอย่างจริงจัง  ต้องมองหาการลงทุนในธุรกิจอื่นตลอดเวลา  เพราะไม่มีอะไรยั่งยืน  

แม้แต่ธุรกิจที่ปั้นมากับมือก็ไม่ยั่งยืน  เจ้าของธุรกิจมือใหม่ทั้งหลายไม่ได้มีประสบการณ์ 20 ปีที่จะเห็นมาครบวัฎจักร เปิด-เจริญ-ถดถอย-ปิดบริษัท  ดังนั้น นักธุรกิจรุ่นใหม่ควรเรียนรู้จากประสบการณ์ผู้อื่นและเตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลง  พัฒนาตัวเองในเรื่องความรู้รอบตัว  หาความรู้เรื่องการลงทุนควบคู่ไปกับการทำงานพัฒนาบริษัทตัวเอง  อย่าหยุดเรียนรู้เป็นอันขาด

20220607121921_IMG_0884

บริษัทรุ่นใหม่หลายบริษัทเป็นบริษัทขนาดเล็ก  มักจะเป็นธุรกิจที่สดใส  พอตั้งใจทำมันก็พัฒนาได้  มันมีศักยภาพที่จะขยาย  ถ้ารู้จักการวิเคราะห์และตั้งเป้าหมาย  ควรรู้ตัวเลขที่แท้จริงของธุรกิจตัวเองทุกแง่มุม  แต่ปัญหาของธุรกิจมือใหม่ที่มักจะประสพก็คืองานขาย  การรับลูกน้องมาเป็นฝ่ายขายเป็นคำตอบที่ถูก แต่หลายแห่งให้เวลาลูกน้องน้อยเกินไป  ส่วนมากรอเวลาลูกน้องพิสูจน์ยอดขายสามเดือน  พอไม่เข้าเป้าก็ให้ออกไป  แล้วก็รับคนใหม่  เริ่มต้นใหม่  บริษัทก็เลยไม่โตสักที  กว่าจะพัฒนาฝ่ายขายให้ดีต้องใช้เวลานาน  เหมือนการปลูกต้นไม้ต้องมีเวลาค่อยๆโตของมัน  งานขายของธุรกิจควรจะพัฒนาทีมขายสัก 2 ปี  อย่าไล่คนออกแล้วเริ่มต้นใหม่ตลอดเวลา  การไม่สร้างทีมขายจะทำให้เราไม่โต  การหาเงินคนเดียวแบบเจ้านายเก่งคนเดียวบริษัทก็ไม่โต  มีแต่ทีมขายเท่านั้นที่จะทำให้บริษัทโตได้เพราะมีหลายคนช่วยกันขายจะดีที่สุด  ขั้นตอนการขายจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการเติบโต  ส่วนขั้นตอนการผลิต และการเก็บเงินหากมีงานส่วนนี้มากจริงๆการหาคนมาช่วยทำงานเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเท่าหาคนมาช่วยขาย  เวลาได้คุยแลกเปลี่ยนทัศนะกับลูกค้าบัญชีพี่วิทยาจะพยายามเน้นให้โฟกัสไปที่การสร้างทีมขาย  พัฒนาฝ่ายหารายได้เข้าบริษัทเป็นอันดับแรก

ใครที่ควรมีคนทำบัญชีแบบนี้อยู่กับบริษัท

บริษัทที่ทำงานมาหลายปีแล้วยังไม่มีเงินเก็บ

บริษัทที่รู้สึกว่าเสียภาษีเยอะ อยากมีที่ปรึกษาที่ช่วยลดภาษีแบบไม่ผิดกฏหมาย

ขอขอบคุณ วิทยา ต่อเจริญ

สำนักงานบัญชีเนชั่น

ติดต่อ 09-2525-9265

ธุรกิจโรงพิมพ์

ธุรกิจโรงพิมพ์

นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงอย่าง สตีเฟ่น ฮอบกิ้นส์ ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าน่าจะเก่งกว่า ไอสไตล์ เคยให้สัมภาษณ์โดยสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยีในโลกนี้ เขาถูกถามว่าเทคโนโลยี หรือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ใดๆที่เขาคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หรือ ยอดเยี่ยมที่สุดในความเห็นของเขา เขาตอบว่า เทคโนโลยีทางการพิมพ์ โดยให้เหตุผลว่า การพิมพ์ทำให้การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์สามารถจดบันทึกและเผยเแพร่ และส่งต่อไปให้คนอื่นได้ ทำให้คนใหม่สามารถต่อยอดความรู้เดิมได้ นำไปสู่การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ที่ต่อเนื่อง

print machine 2013-IMG_8356Full

ครอบครัวของผมได้รับธุรกิจโรงพิมพ์มาแบบไม่ได้ตั้งใจ มีคนมาขอความช่วยเหลือทางการเงินจากพ่อ โดยการเสนอขายหุ้นในธุรกิจโรงพิมพ์ พ่อก็ใจดีจ่ายเงินช่วยแล้วถือหุ้น 50 เปอร์เซ็น สุดท้ายพอธุรกิจอยู่รอด ก็แยกทางกัน พ่อผมก็เลยซื้อหุ้นเอาไว้ทั้งหมด แล้วก็เริ่มธุรกิจโรงพิมพ์แบบไม่มีความรู้เลย

การทำธุรกิจโรงพิมพ์ด้วยระบบเถ้าแก่ และไม่มีพื้นฐานเป็นเรื่องยากมาก โรงพิมพ์จอมทองรับผลิตงานพิมพ์ตามสั่ง เครื่องจักรมีอะไรอยู่ เคยทำงานอะไรก็ทำไปอย่างนั้น ไม่ได้มีการวางแผนพัฒนา ไม่ได้มีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยลดต้นทุน แต่การทำแบบลูกทุ่งของพ่อ คือลุยทำไป เจอปัญหาก็ไปถามคนที่มีประสบการณ์มากกว่า พ่อก็ดิ้นรนจนอยู่ได้ และส่งลูกเรียนจนจบทุกคน เคล็ดลับการทำงานของพ่อก็คือ ทำงานทุกวัน ได้รับเงินทุกวัน ไม่มีเวลาไปใช้เงิน เอาเงินไปลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตได้ มันทำให้โรงพิมพ์สามารถเพิ่มเครื่องจักรได้เท่าตัวในทุกห้าปี และรับงานได้เยอะขึ้น

letterpress-printing-IMG_0004Full

โรงพิมพ์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เคยมีปัญหาเรื่องคนงานขโมยเงิน เคยมีปัญหาเรื่องการป่วยจนนอนโรงพยาบาลของพ่อ ทำให้แม่ต้องเข้ามาช่วยงาน จากระบบเถ้าแก่ก็กลายเป็นระบบเถ้าแก่กับเมีย ปัญหาไม่มีเงินหมุนเวียนจากการปล่อยเครดิตนานเกินไปเป็นปัญหาใหญ่ทำให้แม่พยายามแก้ไขเป็นสิ่งแรก  เงินที่รอการเก็บก็ตามเก็บมาอย่างรัดกุม  เราได้เคล็ดลับการทำงานเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้โรงพิมพ์พัฒนาได้เร็วขึ้นก็คือ ทำงานทุกวัน รับเงินทุกวัน และออมเงินทุกวัน โรงพิมพ์จอมทองไม่เคยมีหนี้สินอีกเลยตั้งแต่ช่วงสิบปีแรกที่เราเริ่มควบคุมเครดิตของลูกค้าให้เป็นไปตามกำหนด

1615209343334-01

ในช่วงเวลาตั้งแต่เด็กจนโต ผมสนใจเรื่องราวสารพัดเรื่อง อยากมีงานทำ อยากมีอาชีพ อยากมีความสนุกในการทำงาน มีคนเคยให้แนวคิดไว้ว่าถ้าคุณเจอสิ่งที่คุณชอบ คุณจะทำมันได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย ถ้าคุณเจองานที่คุณชอบ คุณจะไม่ต้องอดทนทำงาน เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณชอบ ตอนประถมผมเคยอยากได้กล้องถ่ายรูปและยังคงสงสัยว่าทำไมถึงถ่ายรูปแล้วมีรูปอยู่บนฟิล์ม ก็เลยไปชวนให้พี่สาวหุ้นซื้อกล้องถ่ายภาพด้วยกัน แล้วตอนถ่ายเล่นก็ลองเปิดฝาหลังดู ฟิล์มสีน้ำตาลในกล้องที่ถ่ายไปแล้วน่าจะมีภาพอยู่บนฟิล์ม แต่ก็ไม่มี นึกขึ้นได้ว่า เขาต้องเอาฟิล์มไปล้างก่อน ผมก็เลยถอดฟิล์มไปล้าง เอาไปล้างในอ่างล้างจาน ฟิล์มก็ยังไม่มีภาพ นึกขึ้นได้อีกครั้งว่า เราน่าจะล้างด้วยน้ำร้อน ก็เลยต้มน้ำ แล้วเอามาราดบนแผ่นฟิล์มเลย ผลก็คือฟิล์มสีน้ำตาลค่อยๆเปลี่ยนสีไป จนกลายเป็นฟิล์มใส พลาสติกใสๆ สีน้ำตาลที่เคยมีมันหลุดละลายลงท่อน้ำไปแล้ว จบการล้างฟิล์ม ผมไม่ได้ภาพ และผมสรุปผลว่า ล้างฟิล์มเป็นเรื่องยาก ล้างฟิล์มด้วยน้ำเปล่าไม่ได้ ล้างฟิล์มด้วยน้ำร้อนก็ไม่ได้

ตอนตัดสินใจเรียนมหาวิทยาลัย ผมเลือกเรียนวิศวะ ด้วยความเชื่อว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคของผมคนเก่งจะเลือกหมอกับวิศวะ ถ้าผมไม่ติดอย่างใดอย่างหนึ่งในสองชนิดนี้ แสดงว่าผมไม่เจ๋งจริง เป็นความคิดโง่ๆที่ไม่มีครูแนะแนวมาพูดคุยด้วย และแล้วผมก็ติดวิศวะ แล้วเราก็รู้ว่าโลกกว้าง คนเก่งมีอยู่เต็มไปหมด ผมเรียนสาขาระบบควบคุมและเครื่องมือวัด ซึ่งพูดไปหลายคนก็จะไม่เข้าใจชัดเจน ผมก็เป็นแบบนั้นในปีแรกที่เข้าไปเรียน ผมมักจะบอกทุกคนว่าผมเรียนอิเล็คทรอนิกส์เพื่อจะได้ไม่ต้องอธิบายต่อว่าระบบควบคุมคืออะไร เครื่องมือวัดทำไมต้องเรียน มันมีแค่ตราชั่งกับมิเตอร์รึเปล่า

IMG_0820

ผมสนใจเครื่องเสียง การเรียนวิศวะสาขานี้ทำให้ผมกระตือรือล้นที่จะเรียนในบางวิชา เพราะบางวิชาเหล่านั้นจะทำให้ผมสามารถออกแบบและสร้างเครื่องเสียงใช้เอง นั่นเป็นแรงจูงใจเดียวที่ทำให้ผมเรียนจนจบ ตอนปีสี่ที่นักศึกษาวิศวะต้องทำโปรเจ๊คเพื่อจบ มีการจับกลุ่มกันทำสามคนต่อหนึ่งโปรเจ๊ค ห้องผมมี28 คน หารสามแล้วเหลือเศษหนึ่ง ผมยกมือขออาจารย์ทำคนเดียวเลย โดยผมให้เหตุผลกับอาจารย์ว่า ผมอยากดัง สามคนก็ทำกันหืดขึ้นคอ ถ้าทำคนเดียวได้ ผมดังแน่นอน ผมอยากให้คนจำว่าผมไม่เหมือนคนอื่น ผลก็คือเพื่อนส่งงานจบกันก่อนกำหนดเล็กน้อยและมีเวลาไปเที่ยวเล่นที่ต่างจังหวัดกันทั้งห้อง แต่ผมจบงานช้ากว่าคนอื่นไปสองสัปดาห์ ทำให้ไม่ได้ไปเที่ยวยกกลุ่มในทริปสุดท้ายก่อนออกจากมหาวิทยาลัย  และไม่มีใครพูดถึงโปรเจ๊คอีกเลย  และผมไม่ได้ดังหรือถูกพูดถึงอีกเลยเช่นกัน

มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ผมจบช้า เรื่องตัวงานไม่ได้มีปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ ผมทำเล่มวิทยานิพนธ์ด้วยหน้าตาของนิตยสาร ไม่ได้เป็นรูปเล่มมาตรฐานบัณฑิตวิทยาลัย ไม่ได้ใช้ฟ้อนต์อังสนาตามระเบียบ ไม่ได้เว้นวรรคขึ้นหน้าใหม่แบบมาตรฐานของมหาวิทยาลัย ไม่ได้กั้นหน้าซ้ายและกั้นหน้าขวาตามกฏ ไม่ได้เรียงลำดับชื่อรูปภาพ นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมจบช้าและไม่ได้เที่ยวกับเพื่อน เพราะต้องมานั่งทำรูปแบบวิทยานิพนธ์ให้ถูกใจมหาวิทยาลัย

2019-01-26 07.03.32 1

ตอนเรียนวิศวะ ผมสนใจแต่เรื่องการทำเครื่องเสียง ไม่ได้สนใจคอมพิวเตอร์เลย และวิชาเขียนโปรแกรมที่มีในคณะวิศวะก็เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยเข้าใจ ผมสอบได้คะแนนต่ำสุดในมหาวิทยาลัย ซึ่งผมเผลอคิดไปว่าผมคงโง่เรื่องเขียนโปรแกรม จนกระทั่งวันที่ผมเรียนจบผมได้งานทำเป็นโปรแกมเมอร์ เขียนซอร์ฟแวร์ระบบตอบรับโทรศัพทอัตโนมัติ มีระบบฝากข้อความ มีระบบฐานข้อมูลที่ต้องเก็บวอยซ์เมลของคลิปเสียงของคนนับพันคน ผมสามารถเขียนโปรแกรมเป็นอาชีพได้เพราะมีเจ้านายใจดี อธิบายว่าการเขียนโปรแกรมคืออะไร อธิบายโครงสร้างและวิธีคิดของคอมพิวเตอร์มันเป็นอย่างไร แค่การอธิบายภาพรวมไม่นาน ผมก็เข้าใจและสามารถพัฒนาโปรแกรมต่างๆได้เอง  และในอีกไม่กี่เดือนต่อมาซอร์ฟแวร์ที่เขียนขึ้นมาก็ทำเงินเลี้ยงบริษัทได้   นี่เป็นเรื่องที่สองที่ผมเรียนรู้ว่าโลกเรามีอาจารย์มากมาย แต่ทุกคนไม่ได้มีความสามารถในการสอน

IMG_0559

ผมกลับมาหัดล้างฟิล์มอีกครั้งตอนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย และได้เริ่มหัดถ่ายรูปอีกครั้ง ครั้งนี้ตั้งใจจะล้างฟิล์มและอัดภาพให้เป็น และผมก็ใช้เวลาประมาณสองปีที่หัดถ่ายภาพ และมีความสามารถพอที่จะรับงานถ่ายภาพได้ เมื่อถ่ายภาพมาถึงจุดหนึ่งผมเริ่มอยากเรียนต่อเพื่อให้ผมถ่ายภาพได้ดียิ่งขึ้น ผมก็เลยไปเรียนคณะวิทยาศาสตร์ของจุฬาฯ ในหลักสูตรปริญญาโท ชื่อคณะ เทคโนโลยีทางภาพ หรือ imaging technology

2021-02-26_05-45-37

ทีนี่เรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และเรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการพิมพ์ ซึ่งระบบการพิมพ์ก็เป็นระบบการสร้างภาพชนิดหนึ่งและเป็นพระเอกของคณะนี้ด้วยซ้ำ ความฝันที่จะเรียนถ่ายภาพของผมหยุดลงชั่วคราวเพราะนักศึกษาที่เรียนคณะนี้ไม่ได้ซีเรียสกับการถ่ายภาพ  ผลงานภาพถ่ายของกลุ่มนักเรียนไม่ได้เน้นไปที่ความสวยงามในแบบที่ผมชอบ ในขณะที่นักศึกษานิเทศฯ และสถาปัตย์ฯถ่ายภาพได้ถูกใจกว่า ซึ่งผมพบว่าในคณะนี้ไม่ได้สอนให้ถ่ายภาพสวยชวนฝัน แต่สอนให้เข้าใจขั้นตอนการเกิดภาพ เน้นเรื่องการผลิตภาพให้ได้คุณภาพ  เน้นการทำซ้ำให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนเดิม ผมเลยเลือกที่จะไปหาที่เรียนเกี่ยวกับถ่ายภาพจากที่อื่น เลยไปเรียนที่โรงเรียนสารพัดช่าง ในหลักสูตรตอนเย็นวันละสามชั่วโมง เป็นคอร์สระยะสั้น 150 ชั่วโมง ค่าเล่าเรียนชั่วโมงละ 1 บาท  ผมได้ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพขาวดำ การล้างอัดภาพขาวดำอย่างเต็มระบบจากโรงเรียนสารพัดช่าง  แต่ผมก็เรียนจุฬาฯจนจบและได้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการพิมพ์ต่างๆ เป็นความรู้แบบที่เถ้าแก่โรงพิมพ์ไม่เคยได้รับ และไม่มีทางรู้เลยถ้าไม่เดินเข้ามหาวิทยาลัย  ผมใช้เวลาช่วงนี้หัดล้างอัดภาพขาวดำ  หัดถ่ายภาพ หัดวิจารณ์ภาพจากอาจารย์ที่สารพัดช่าง และเรียนรู้เกี่ยวกับการพิมพ์ระบบต่างๆ ในทางวิทยาศาสตร์กับอาจารย์ที่จุฬาฯ

ก่อนผมเรียนจบปริญญาโทผมก็เริ่มงานโรงพิมพ์เต็มตัว พ่อผมมีเหตุต้องนอนโรงพยาบาลนานสองเดือน เถ้าแก่ป่วยโรงงานก็แทบเจ๊ง ผมเร่ิมงานโรงพิมพ์แบบทันทีทันใด รับช่วงต่อแบบไม่คาดฝัน ซึ่งเมื่อวานนี้ยังขับรถไปเที่ยวถ่ายรูปอยู่เลย  ผมเรียนจบโทช้ากว่าปกติ เพราะต้องทำงานเต็มตัว และ ผมมีปัญหากับการทำเล่มเอกสารอีกแล้ว คือวิทยานิพนธ์เขาไม่ยอมให้ผมพิมพ์รูปแบบตามใจ ผมจบโทด้วยโปรเจ๊คการบีบอัดข้อมูลให้เล็กลงเพื่อใช้เก็บไฟล์ภาพที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตแม่พิมพ์ ถ้าเรียกให้หรูหรา ก็ต้องบอกว่า ผมเป็นเจ้าของระบบการบีบอัดข้อมูลชนิดหนึ่ง ที่เป็นการบีบอัดแบบ lossless compression มันช่วยให้อุตสาหกรรมการพิมพ์สามารถพัฒนาไปต่อไปได้ในอีกหลายอย่างถ้ามีคนนำไปต่อยอด

โรงพิมพ์จอมทองพัฒนาหลายอย่างขึ้นมาใหม่ ตั้งแต่วิธีการคิดราคาที่สมเหตุสมผล การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การเก็บข้อมูลลูกค้าที่สามารถสืบค้นได้ง่าย หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ดีขึ้น ราคาถูกลง มีเครื่องพิมพ์ดิจิทัลเข้ามาให้ใช้ โรงพิมพ์ยุคใหม่ต้องมีระบบปรู๊ฟสีก่อนพิมพ์จริง ความแม่นยำของสีต้องถูกต้องมากกว่าระบบลองผิดลองถูก โรงพิมพ์ขยายธุรกิจได้ด้วยเงินออม เราไม่มีหนี้สินกับธนาคาร เราไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยให้ใคร และเราลงทุนกับเครื่องพิมพ์ดิจิทัลขนาดย่อมๆแต่ราคาเท่ารถเบนซ์  ขณะที่เจ้าของยังขับรถญี่ปุ่นอยู่

โรงพิมพ์ในมุมมองของผมนั้น เป็นที่รวมของความรู้หลากหลายที่ผมสะสมมา ผมชอบอ่านหนังสือ ชอบหนังสือที่มีภาพสวย  ผมก็มีโอกาสได้ผลิตสิ่งพิมพ์เอง ผมชอบถ่ายภาพ ภาพสวยๆในโบรชัวร์ผมก็มีส่วนร่วมกับมัน บางงานผมถ่ายภาพด้วยตัวเอง ผมเคยทำงานกับฐานข้อมูล  เคยเป็นโปรแกรมเมอร์  โรงพิมพ์จึงมีงานพิมพ์ชนิดพิเศษตัวหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนข้อมูลของงานพิมพ์ได้โดยที่ไม่ต้องทำเพลทใหม่  นั่นคือการพิมพ์ดิจิทัลที่ใช้ข้อมูลจากในคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลหลักที่แตกต่างกันในแต่ละใบ เราเรียกการพิมพ์ฐานข้อมูลนี้ว่าเป็นงาน Variable data printing

งานพิมพ์ที่อาศัยฐานข้อมูลที่เราพบบ่อยก็คือ บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ในบิลแต่ละใบจะมีรายชื่อเจ้าของบ้านที่ไม่เหมือนกัน มีที่อยู่แตกต่างกัน มีตัวเลขที่ต้องจ่ายไม่เท่ากัน บ้าน 1 ล้านหลัง ก็มีบิล 1 ล้านใบที่มีชื่อไม่ซ้ำ นั่นคืองานพิมพ์ฐานข้อมูลที่เราพบได้ในทุกวัน ทุกบ้าน ทุกคนเคยจับมาแล้ว โรงพิมพ์ของผมก็มีความสามารถในการผลิตงานเหล่านี้เช่นกัน แต่เราทำในรูปแบบของใบปลิว การ์ดเชิญ การ์ดโปรโมชั่น ของขวัญ ปฏิทิน โปสการ์ด ซึ่งสิ่งพิมพ์เหล่านี้เรามักจะไม่ค่อยเจอว่ามีการพิมพ์ชื่อและข้อมูลของลูกค้าแต่ละคนลงไป เพราะมันเป็นสิ่งใหม่กับวงการพิมพ์ในประเทศไทย มีโปรแกรมเมอร์มากมายที่ทำงานกับฐานข้อมูลได้ มีเถ้าแก่โรงพิมพ์มากมายที่รับงานใบปลิว งานสคส งานการ์ดเชิญ แต่ไม่เคยมีโรงพิมพ์ที่มีคนสองคนนี้อยู่ในที่เดียวกัน มีโรงพิมพ์ที่สามารถพิมพ์งานดาต้าเบสได้ไม่กี่คนในประเทศนี้ คนนึงก็กำลังพิมพ์บิลค่าน้ำอยู่ คนนึงก็กำลังพิมพ์บิลค่าไฟอยู่ อีกคนก็กำลังพิมพ์บิลค่าโทรศัพท์อยู่ ทุกคนมีงานใหญ่อยู่ในมือแล้ว แต่ไม่มีใครทำพิมพ์ สคส บัตรอวยพร ใบปลิว การ์ดเชิญ หรือใบโปรโมชั่นที่ระบุชื่อและคัสต้อมข้อมูลเลย โรงพิมพ์ของผมสามารถรองรับงานที่กล่าวมา  แล้วทำไมต้องเป็นโรงพิมพ์จอมทอง ที่อื่นทำได้ไหม ไปหาคนที่พิมพ์บิลค่าไฟเลยดีไหม เราสามารถไปหาเขาได้ แต่เขาจะพิมพ์ให้หรือเปล่า   บางครั้งโรงพิมพ์ทำคุกกี้มาแจกโดยที่ฉลากพิมพ์ชื่อผู้รับไว้แตกต่างกัน เราทำแค่แจกสมาชิก  ถ้าเราอยากได้งานแบบนี้ คนที่ทำบิลค่าน้ำ บิลค่าไฟ เขาไม่รับงานแนวนี้ แล้วมีโรงพิมพ์ไหนทำแบบนี้ได้บ้าง ถ้าหาเจอโทรบอกผมด้วย

นอกจากงานพิมพ์ที่อาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยแล้ว เรายังมีงานพิมพ์ที่กำลังสูญหายอยู่อีกตัวหนึ่งด้วย นั่นคืองานพิมพ์ letterpress ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการพิมพ์ตัวแรกที่เกิดขึ้นในโลก  เครื่องพิมพ์เครื่องแรกถูกคิดค้นด้วยคนชื่อโยฮันเนิส กูเทินแบร์ค เป็นคนเยอรมัน งานพิมพ์ชิ้นแรกของโลกในระดับอุตสาหกรรมคืองานพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล งานพิมพ์ letterpress คือการเอาวัสดุแข็งมาแกะสลักเป็นตัวหนังสือที่เราต้องการ แล้วก็เอาหมึกมาทาบนแม่พิมพ์ แล้วก็เอากระดาษมาสัมผัสกับหมึกบนแม่พิมพ์ มันคือเทคนิคเดียวกับตรายางที่เราใช้กันอยู่นี่เอง งานพิมพ์ letterpress จะให้สีที่เข้มเท่ากันทั้งหน้า ไม่สามารถทำสีเข้มสีอ่อนในบล๊อกเดียวกันได้ ไม่สามารถพิมพ์ภาพจริง หรือภาพถ่ายได้ งานพิมพ์ letterpress เกือบจะสูญหายไปแล้วตั้งแต่โลกเรามีเครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ท 4 สี งานอ๊อพเซ็ทคืองานที่มีภาพจริงสวยงาม หนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ใบปลิวแจกหน้าห้าง งานพิมพ์ 99 เปอร์เซ็นที่เราเห็นเป็นงานอ๊อพเซ็ททั้งสิ้น

20210427163427_IMG_0339

งาน letterpress กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มของคนทำการ์ดแต่งงาน มันสามารถพิมพ์บนกระดาษหนาได้ มันให้น้ำหนักกดทับที่จมลึก หรือ นูนป่องออกมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่งานอ๊อพเซ็ท และงานพิมพ์ดิจิทัลให้ไม่ได้ งานกระดาษหนาเหล่านี้ได้รับความนิยมมากขึ้น ในขณะที่มีผู้ผลิตงานแบบนี้น้อยลงเรื่อยๆ ในประเทศไทยถ้าคุณจะทำงานพิมพ์การ์ดเชิญระบบ letterpress เมื่อคุณเข้าไปหาข้อมูลในอินเทอเน็ต กูเกิ้ลหน้าแรกจะให้คำตอบกับคุณว่าคุณมีทางเลือกให้ติดต่อแค่ไม่กี่บรรทัด  หนึ่งในหลายบรรทัดจะพบ thailetterpress   ที่นี่คือโรงพิมพ์ของผมเอง  โรงพิมพ์เรามีเครื่องพิมพ์ letterpress ที่ยังทำงานได้  ช่างพิมพ์มีประสบการณ์การทำงานแนวนี้มาอย่างยาวนาน  และเราชอบทำงานสวยแปลกตาอย่าง letterpress  ด้วยเช่นกัน

IMG_0625

แม้ว่าโลกเราจะพัฒนาไปสู่โซเชียลเน็ตเวิร์คกันแล้ว  หนังสือพิมพ์  นิตยสารทะยอยปิดตัว  แต่สิ่งพิมพ์ยังคงมีอยู่และค่อยๆขยายตัวในบางอุตสาหกรรม  อย่างเช่น  ในกลุ่มแพ็คเกจจิ้ง สินค้ายังต้องการกล่อง คู่มือ  ในกลุ่มอาหารและการท่องเที่ยว เรายังต้องการสติ๊กเกอร์หรือฉลากติดบนกล่องอาหารหรือซองบรรจุอาหาร  ในกลุ่มหนังสือเรียน  นักเรียนยังต้องใช้ตำรา  หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเราก็มีคนอ่านเพิ่มขึ้น  รายชื่อหนังสือในทำเนียบของร้านขายหนังสือก็เพิ่มขึ้น  มีนักอ่านเพิ่มขึ้น  มีนักเขียนเพิ่มขึ้น  สินค้าราคาสูงทั้งหลายต่างก็ต้องการใบปลิวหรือแค็ตตาล๊อค  เพราะคนที่จะซื้อของราคาสูงเหล่านั้นย่อมเป็นคนที่ถือโบรชัวร์อยู่ในมือ  เพราะคงไม่มีใครซื้อรถยนต์โดยไม่หยิบเอกสารแค็ตตาล๊อคมาอ่าน  หรือ คงไม่มีใครซื้อรถด้วยการกดสั่งผ่านระบบมาเก็ตเพลสในเว็บช็อปปิ้งต่างๆ  สิ่งพิมพ์ยังคงมีบทบาทและหน้าที่  โรงพิมพ์ก็ต้องปรับตัวทำงานในรูปแบบที่ตลาดต้องการ

Nec205 – การมองหาของใหญ่ๆ

DSC_2851.JPG

ถ้าพูดถึงระบบนำทาง gps เราต่างก็คงเคยใช้ gps นำทาง  บ้างก็ให้เพื่อนแชร์โลเคชั่นให้แล้วก็ขับไปตามที่ระบบบอก   ยิ่งในยุคที่มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือของทุกคน  ทุกคนก็มี gps รอให้ใช้ตลอดเวลา

คราวนี้ในชีวิตจริง  ถ้าเราจะไปปั๊มน้ำมันใกล้บ้าน  หรือไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน  เราจะใช้ gps ช่วยนำทางไหม   คำตอบคือไม่ใช้  เพราะว่าที่แห่งนั้นเราเคยไปมาแล้ว  เรารู้ทางแล้ว  แล้วคนเราจะใช้ gps ตอนไหนบ้าง  คำตอบคือเรามักจะใช้ให้มันพาเราไปในที่ที่เราไม่เคยไป   เราใช้ระบบนำทางเพราะเราไม่รู้เส้นทางนั่นเอง

ในการร้องขอ referral หรือการแนะนำทางธุรกิจ เราก็สามารถใช้แนวคิดเดียวกันได้  หากเทียบการนำทางเป็นการให้ referral  เราจะขอธุรกิจหรือขอลูกค้าเล็กๆน้อยๆ ก็ดูจะไม่มีประโยชน์เท่าไรนัก  เพราะลูกค้าเล็กๆน้อยๆเราหาได้อยู่แล้ว  เรารู้ว่าหากเราจะหาลูกค้าไซ้ร์เล็กเราจะหาได้อย่างไร เพราะเราก็เปิดบริษัทมานาน  ถ้าจะใช้เพื่อนช่วยหางานให้เราทั้งที เราน่าจะร้องขอสิ่งที่มันใหญ่กว่าสิ่งที่เรามี ขอสิ่งที่เราไม่เคยได้จะดีกว่าไหม  ขอสิ่งที่เราอาจจะเข้าไม่ถึงถ้าเราไม่มี connection   เหมือนใช้ gps นำทางไปในที่ที่เราไม่รู้ทาง   

IMG_0150

เราควร looking for สิ่งที่เราไม่เคยได้  สิ่งที่เราจะรู้สึกภาคภูมิใจหากเราได้ลูกค้าคนนี้มา ลูกค้าที่จะช่วยยกระดับการทำงานของเราให้ใหญ่ขึ้น ยกระดับบริษัทของเราให้มีพอร์ตโฟลิโอที่เจ๋งขึ้น ขออะไรใหญ่ๆไปเลย จะได้ใช้ทรัพยากรในกลุ่มเน็ตเวิร์คของเราให้คุ้มค่าคุ้มเวลา

ลองพิจารณาดูนะครับว่า บริษัทเรา มีศักยภาพแค่ไหน  ลองขอลูกค้าที่เราต้องทุ่มเทการทำงานหนักมากขึ้น  ทำงานหนักยิ่งกว่าที่เคยมีมา  บริษัทเราจะได้เติบโตไปอีกขั้น   เพราะเรามาอยู่ในกลุ่มเน็ตเวิร์คแห่งนี้เพื่อขยายธุรกิจ เราจึงควรจะมียอดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ทำหนังสือจบไปอีกเล่ม

หนังสือ The power of dreams เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ได้ทำตั้งแต่ต้นจนจบ ถือว่าเป็นผลงานของสำนักพิมพ์ที่ทำครบวงจร โดยขั้นตอนการทำงานมีดังนี้

20220324122839_IMG_0120_1


1 เราจัดอาร์ตเวิร์คจากเนื้อหาของเจ้าของเรื่องตามโครงร่างเก่าที่มีอยู่ แต่ใช้ภาษาอังกฤษทั้งเล่ม โดยเจ้าของหนังสือใช้บริการผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแปลหนังสือจากไทยเป็นภาษาอังกฤษ และส่งข้อมูลการแปลให้สำนักพิมพ์

2 เราทำเรื่องขอเลขทะเบียนอิเล็คทรอนิกส์ ISBN จากหอสมุดแห่งชาติ และลงรายละเอียดในหน้าบรรณานุกรมให้ถูกต้องตามมาตรฐาน และหนังสือเล่มนี้จะจัดจำหน่ายในร้านหนังสือเอเซียบุ๊คส์

3 ออกแบบปกใหม่ จัดทำบาร์โค้ดสำหรับพิมพ์บนปกหนังสือ

4 เมื่อจัดวางเสร็จแล้วก็ส่งตรวจความถูกต้องโดยจัดทำเป็นหนังสือตัวอย่างขนาดเหมือนจริง จำนวนหน้าเท่าจริง

5 เริ่มขั้นตอนการพิมพ์ พิมพ์ในโรงพิมพ์ของเราเอง

6 เมื่อพิมพ์เสร็จเรียบร้อยก็จัดส่งให้เจ้าของหนังสือ

7 จัดส่งตัวหนังสือเล่มตัวจริงให้หอสมุดแห่งชาติเก็บไว้ด้วย

2022-03-31_10-31-54

ระหว่างที่เริ่มพิมพ์งานบนเครื่องพิมพ์ ทางทีมกราฟิคก็จัดรูปแบบของเนื้อหาภาษาอังกฤษให้อยู่ในรูปแบบของ e-book เพื่อใช้ส่งไปฝากขายในเว็บของ amazon และเจ้าของหนังสือจะต้องไปสมัครใช้ paypal เพื่อเอาไว้รับเงินจากต่างประเทศ เจ้าของหนังสือยังเล่าให้ฟังว่าเขามีแผนจะนำไปแจกในงานบรรยายของเขาเอง และการบรรยายบางครั้งก็จะเป็นการบรรยายภาษาอังกฤษ นั่นทำให้หนังสือภาษาอังกฤษเล่มนี้ได้ถูกวางแผนการแจกจ่าย ฝากขาย และขายหน้างานสัมมนาด้วย

ข้อดีของการทำหนังสือเพื่อวางขายก็คือ

1 ได้รวบรวมความคิดความรู้ของเราที่ตกผลึกแล้ว มีคุณค่าพร้อมจะถ่ายทอดให้ผู้อื่น การจัดทำเป็นหนังสือคือการจัดระเบียบและจัดเก็บในรูปแบบที่ใช้งานง่ายเข้าถึงได้ง่าย

2 ทำเอง ส่งขายเอง ลิขสิทธิ์เป็นของเราเอง รายได้จะไม่ต้องแบ่งใคร พิมพ์ซ้ำ หรือ พิมพ์แจก ก็เป็นสิทธิ์ของเราเอง

3 ใช้แจก ใช้เป็นของขวัญ เป็นคุณค่าที่มอบให้ผู้รับในวันสำคัญต่างๆ สวัสดีปีใหม่ด้วยหนังสือของตัวเอง เท่ห์สุดยอด

4 ได้รับการยอมรับระดับสูง เพราะการทำหนังสือขายน่าเชื่อถือกว่าการโพสท์โฆษณาในฝั่งออนไลน์แต่เพียงอย่างเดียว

การทำหนังสือสักเล่มหนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากกว่าทุกขั้นตอนคือ การตัดสินใจที่จะเริ่มแบ่งปันความรู้ และเมื่อพร้อมที่จะเริ่มทำแล้วขั้นตอนที่เหลือเป็นสิ่งที่หาคนช่วยทำได้ทุกขั้นตอน

S__2072603

S__2072604

ไสกาวหนังสือ 500 หน้า

วันนี้มีลูกค้าที่ได้รับการแนะนำจากลูกค้าเก่ามาท่านหนึ่ง โทรคุยกันเรื่องการไสกาวหนังสือความหนาประมาณ 500 หน้า ลูกค้าไปถ่ายเอกสารหรือพิมพ์เป็นงานกระดาษ A4 ความหนา 80g แต่ว่าร้านนั้นไม่สามารถเข้าเล่มงานที่มีความหนาประมาณ 3.5cm ได้ ซึ่งความหนาระดับนี้ควรจะต้องทำเป็นงานไสกาวเท่านั้น และการทำงานไสกาวก็จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรเฉพาะทาง

ทางโรงพิมพ์มีเครื่องไสกาวที่สามารถทำงานได้ความหนาระดับ 5cm ซึ่งโรงพิมพ์ก็ยังไม่เคยได้ลองทำงานที่หนาระดับนี้ แต่กับงานลูกค้าท่านนี้ 3.5cm เราก็คิดว่าน่าจะทำได้ แต่ก่อนจะยืนยันว่ารับงานทางโรงพิมพ์ก็ทดลองทำด้วยการใช้เสษกระดาษมาลองเข้าเล่มดู โดยกะประมาณความหนาของเศษกระดาษให้ใกล้เคียงงานจริง จากนั้นก็ทดลองไสกาวดู และเมื่อพบว่าทำได้ ก็แจ้งกับลูกค้า ลูกค้าก็ยืนยันให้ทำได้เลย

เครื่องจักรที่เราใช้ก็ดูได้จากในคลิปวิดีโอได้เลย ผลการทำงานก็ประสบความสำเร็จ ลูกค้าให้ทางโรงพิมพ์ด้วยพิมพ์ปกให้ด้วย เรารับไฟล์งานปกหนังสือจากลูกค้า จากนั้นปรับแต่งให้ปกมีความหนาของสันหนังสือเท่ากับเนื้องานตัวจริงด้วย เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็เริ่มทำงาน

หนังสือที่ไสกาวเสร็จแล้ว รอเวลาแห้งตัวสัก 3 ชม. แล้วก็ทดลองถือแบบในคลิปดู พบกว่า หนังสือมีความแข็งแรง และไม่หลุดร่อน ก็ถือว่าจบงานได้เรียบร้อย

IMG_20220318_100231

IMG_20220318_100420

Nec204 – พลังของ testimonial

เมื่อตอนที่ bni เริ่มต้น  ในช่วงเวลาแรกที่มีเพียง 1 แช็ปเตอร์  ดร.ไอแวน ดำเนินการประชุมด้วยตัวเอง  องค์ประกอบของการประชุมก็จะมีขั้นตอนไม่ต่างจากการประชุมในปัจจุบัน  มีการแนะนำแขก  มีการแนะนำธุรกิจตัวเอง  มีการพรีเซ้น 5 นาทีของสมาชิก  และสุดท้่ายคือมีการมอบ referral ให้แก่กัน

IMG_0090

ในขั้นตอนการมอบ referral จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของวาระการประชุมที่ทุกคนจะมีส่วนพูด  สมาชิกจะบอกว่าเรามี referral ให้ใคร  เมื่อถึงคิวพูด คนพูดจะยืนขึ้น  แล้วบอกว่า ผมมี หรือ ฉันมี referral ให้ คุณเอ  มี referral คุณ บี   และถ้าบังเอิญว่าไม่มี referral ให้เพื่อน  สมาชิกคนนั้นก็จะพูดว่า ผมไม่มี referral หรือ พูดว่า “ผ่านครับ”  ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทุกคนเข้าใจและทำกันแบบนี้เมื่อยังไม่มี referral ให้เพื่อน

มีอยู่ครั้งหนึ่ง  สมาชิกเป็นคุณหมอด้านการจัดกระดูก  เขาได้บอกกับ ดร. ก่อนเริ่มประชุมว่า เขามาเป็นสมาชิกสักพักแล้ว  และเขาไม่มี referral เลย  เขาควรทำอย่างไรดี  เพราะการประชุมก็กินเวลาของเขา  และไม่มีผลลัพธ์อะไรเลย  ไม่มีใครชวนเขาคุยหรือถามเรื่องเกี่ยวกับอาชีพเขาเลย แล้วเพื่อนสมาชิกจะให้ referral กับเขาได้ยังไงถ้าไม่ได้คุยเรื่องอาชีพจัดกระดูก

IMG_0162

ดร. ตอบว่า  ถูกต้อง ใช่เลย คุณควรจะทำให้เพื่อนได้ทดลองใช้บริการคุณ  แล้วเขาจะได้รู้ว่าอาชีพของคุณทำอะไร  มีประโยชน์อย่างไร  ซึ่งจะทำให้เพื่อนเข้าใจและสามารถให้ referral ได้  ทำไมคุณไม่ลองแจกโปรแกรมตรวจ หรือ โปรแกรมฟรีบางอย่างให้สมาชิกล่ะ  การได้ทดลองจะทำให้เขาเข้าใจ และได้ไปเยี่ยมชมที่ทำงานคุณด้วย  
ในสัปดาห์ต่อมา คุณหมอจัดกระดูกก็ได้ทดลองทำตามคำแนะนำ  เขาแจกโปรแกรมทดลองให้กับสมาชิกบางคน  และเขาก็ได้เล่าให้ ดร.ไอแวนฟังแล้วว่า เขาได้ทำแล้ว  และจะรอดูว่าจะเป็นอย่างไร

หลังจากนั้นในอีกสัปดาห์ถัดมา  การประชุมก็ดำเนินมาถึงตอนที่จะให้ referral เหมือนเคย  และคิวพูดก็วนมาถึงสมาชิกท่านหนึ่งซึ่งสัปดาห์นี้เขาไม่มี referral ให้เพื่อน  ปกติ เขาก็จะยืนขึ้นแล้วบอกว่าผ่าน  แต่คราวนี้เขายืนและพูดว่า  ดร. ผมไม่มี referral แต่ผมไม่อยากผ่าน  ….  ดร. ก็งง แล้วถามว่ ถ้างั้นคุณอยากจะทำอะไร  เขาบอกว่า ผมขอพูดอะไรสักหน่อยได้ไหม  ดร.ตอบว่าได้  เชิญเลยสมาชิกท่านนี้ก็เล่าให้ฟังว่า  เขาได้แวะไปใช้บริการของคุณหมอนักจัดกระดูกแล้ว  ได้ตรวจเอ๊กซเรย์กระดูก ได้รับการจัดกระดูกโดยคุณหมอมาแล้ว  ปกติเขาจะมีอาการปวดหลังมานานประมาณ 7 ปี  เวลายืนนานๆก็จะปวดมาก  แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เขาไม่ปวด  และพอจะยืนนานๆได้แล้ว  เขารู้สึกโชคดีมากที่ได้ทดลองจัดกระดูกกับคุณหมอ  และขอบคุณคุณหมอมากๆที่ได้แจกโปรแกรมทดลองใช้บริการให้กับเขา

IMG_0548

หลังจากพูดจบ  ดร. ก็เห็นว่า เพื่อนสมาชิกในห้องหลายคนก็เขียน referral ให้คุณหมอ  ดร.ค้นพบว่า การประชุมครั้งนี้มีสิ่งที่แตกต่างไปจากปกติ  นั่นคือการพูดถึงบริการของเพื่อนๆเมื่อได้ทดลองใช้ไปแล้ว  การพูดว่า ผ่าน หรือ สัปดาห์นี้ไม่มี referral เป็นสิ่งที่เสียโอกาส  ถ้าไม่มี referral จริงๆก็ควรจะได้พูดแง่มุมอื่นของธุรกิจเพื่อนที่เราได้สัมผัสมา  นั่นจะทำให้คนฟังที่เหลือรู้สึุกมั่นใจ หรือกล้าที่จะให้ referral มากขึ้น  และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก การพูดถึงธุรกิจเพื่อนที่เราได้ใช้บริการ  หรือ การพูด testimonial ก็เป็นสิ่งที่ถูกบรรจุไว้ในวาระการประชุม  เพราะประสบการณ์การใช้งานของเพื่อนคนหนึ่งจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนคนอื่นๆในที่ประชุม และคนในห้องประชุมจะจำได้  ทำให้มีโอกาสให้ referral ได้มากขึ้นด้วย

IMG_0172


สรุปโดยย่ออีกครั้งถ้าคุณไม่มี referral

นั่นก็เพราะเพื่อนไม่คุยกับคุณเกี่ยวกับอาชีพของคุณ

นั่นเป็นเพราะเพื่อนไม่เคยใช้บริการคุณ

เพื่อนไม่รู้่ว่าคุณทำอะไรได้และน่าใช้หรือเปล่า

นั่นเป็นเพราะคุณไม่เคยให้เขาทดลองใช้คุณ ทั้งแบบฟรี หรือแบบราคาถูกพิเศษเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการมี testimonial

ลองหาวิธีทำให้เพื่อนรู้จักคุณนะครับ

nec203 – เชิญ visitor มาฟังเราบรรยาย

IMG_0536

มีข้อสังเกตุหนึ่งที่ทุกคนในแช็ปเตอร์รู้สึกร่วมกันก็คือ  วันที่มี visitor เยอะๆ วันนั้นดูจะเป็นวันที่ทุกคนมีพลัง  แอ็คทีฟ และตื่นเต้นกัน  ดังนั้น  การจะหาโอกาสเชิญแขกมาบ่อยๆนอกเหนือจาก BOD แล้วก็ยังมีอีเว้นเล็กๆของแต่ละคนด้วย  นั่นก็คือ อีเว้นของตัวเอง อีเว้นที่ตัวเราจะขึ้นพูดพรีเซ้น 5 นาที โอกาสนี้เป็นอีเว้นพิเศษสำหรับเรา

การได้พูดพรีเซ้น 5 นาที ทั้งต่อหน้าสมาชิก และต่อหน้า visitor จำนวนมาก ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้อย่างดีเยี่ยม  เราสามารถแสดงความชำนาญหรือแสดงความเป็นมืออาชีพในอาชีพของเราเองว่าเราเป็นตัวจริงทำงานมีคุณภาพ   เป็นการเพิ่ม Visibility และ Creditability ได้พร้อมๆกันในเหตุการณ์เดียว  แถมยังได้เพิ่ม visitor ให้กับแช็ปเตอร์อีกด้วย

IMG_0229

ตัวอย่างเคสเป็นของคุณ Tiffanie ครับ  เขาวางแผนล่วงหน้าเมื่อรู้ว่าจะต้องพูดพรีเซ้นในห้องประชุมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า  โดยทำสิ่งต่างๆดังนี้

IMG_0183

5 สัปดาห์ก่อนการบรรยาย ตั้งหัวข้อการบรรยาย  ใช้การพรีเซ้น 5 นาทีของเราเองเป็นชื่องานบรรยาย

4สัปดาห์ก่อนบรรยายสรุปรายชื่อ ทำจดหมายเชิญ ทั้งแบบ electronic และกระดาษ ส่งให้คนรู้จัก 40 คน (ว่าที่ลูกค้า ลูกค้า ซัพพลายเออร์)

สร้างอีเว้นในเฟสบุ๊คของตัวเอง กำหนดชื่อ และวันเวลาให้ละเอียด เพื่อนในเฟสต้องรู้ว่ามีอีเว้นนี้

ส่งเนื้อหาอย่างย่อหรือชื่องานบรรายไปยัง สื่อท้องถิ่น รายการวิทยุ  (กลุ่มเฟส กรุ๊ปไลน์ ) เพื่อให้สื่อเหล่านั้นหรือคนในกลุ่มท้องถิ่นช่วยส่งข่าว  เพราะกลุ่มเหล่านี้มักจะแชร์ข่าวกันเป็นประจำ

3 สัปดาห์ก่อนบรรยาย ให้เขียนชื่องาน และรายละเอียดที่จะพูดลงในขดหมายข่าวของบริษัทเราเอง ส่งอีเมลเนื้อหาย่างย่อให้ลูกค้าของบริษัทเรา  ระหว่างนี้ให้ซ้อมพูด ซ้อมบรรยายสัก 6 รอบ เพื่อให้ไม่ผิดพลาด

ถึงขั้นนี้แล้ว เพื่อนในกรุ๊ปไลน์  ในเฟส และลูกค้าที่ติดต่อกับเราทางเมล ก็พอจะรู้คร่าวๆแล้วว่าเราจะบรรยายอะไร เมื่อไหร่ 

1สัปดาห์ก่อนพรีเซ้น ให้โทรหาแขกทั้ง 40 คน ที่เราจดรายชื่อเอาไว้เพื่อแจ้งว่าอย่าลืมนัดหมายของเรา

1 วันก่อนพรีเซ้นท์ โทรหา 40 รายชื่ออีกครั้งเพื่อคอนเฟิร์ม

IMG_9742

เจ้าของเรื่องเชิญแขกไปประมาณ 40 คน และมีคนมาปรากฏตัวในงานเพื่อฟังบรรยาย 12 คน ครับ ขอให้เพื่อนๆลองพิจารณาวิธีการนี้ในการเชิญแขกนะครับ การมี Visitor เข้ามาร่วมประชุมกับกลุ่มของเรา มีประโยชน์กับทุกคนครับ เป็นการสร้างโอกาสในการทำธุรกิจร่วมกัน

การจัดแสงถ่ายรูปแบบประหยัด

IMG_20190615_171816

การถ่ายภาพสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์หรือของที่เป็นขวด เป็นตลับแล้วอยากให้ดูแพง ก็ต้องอาศัยการจัดแสงนิดหน่อย ซึ่งเคล็ดลับการจัดแสงไม่ได้ซับซ้อน แสงที่สวยคือแสงธรรมชาติ ถ้าเราสามารถใช้แสงธรรมชาติมาเป็นแสงหลักในภาพได้เราก็ควรทำ

เลือกแสงหน้าต่างที่ส่องลอดเข้ามาในห้องครัว อาศัยผ้าผืนนึงปูเป็นฉากหลังและผนังด้านหลัง จัดผ้าเข้ามุมให้เป็นมุมฉากกับพื้นและผนัง เอาสินค้าวางบนผ้า แล้วก็ให้แสงหลักคือแสงที่ส่องมาจากด้านบน

แสงเข้าจากด้านบนจะทำให้แสงที่ส่องเข้าด้านหน้าดูน้อยเกินไป เลยต้องมีตัวช่วยสะท้อนแสงอีกตัวส่องแสงสะท้อนด้านบนเข้าไปที่ด้านหน้า ถ้าเราใช้แผ่นสะท้อนแสงสีขาว นุ่มๆ ผิวด้านๆ เราจะได้แสงนุ่มเคลียร์ แต่ในภาพนี้ดูแล้วไม่ค่อยเหมาะ เลยเลือกใช้ฝาหม้อที่เป็นอลูมิเนียมมีพื้นผิวเป็นลอนๆไม่เรียบมาช่วยสะท้อนแสง คาดหวังให้แสงสะท้อนมีลักษณะเป็นหย่อมๆดวงๆไม่สม่ำเสมอ เพื่อส่องตัวผลิตภัณฑ์ให้ดูแวววาว ผลก็คือแสงสะท้อนจากตัวสะท้อนโลหะให้แสงมีความนุ่มและแข็งในบางส่วน ผสมกันลงตัวพอดี เป็นแนวทางที่น่าสนใจมากสำหรับการจัดแสง

เราไม่กล้าบอกหรอกว่าวิธีนี้คือวิธีที่ดีที่สุด เพราะว่าการถ่ายภาพแบบเน้นความเร็วและความง่ายเราก็พยายามทำในเวลาและทรัพยากรจำกัด ถ้าจะเข้าสตูดิโอถ่ายภาพจริงจังมันก็อาจจะดีกว่านี้มาก แต่เวลาและงบประมาณอาจจะจบกันที่เป็นหมื่นบาท หรือ หลายหมื่นบาท ซึ่งคงไม่คุ้มค่ากับสินค้าราคาไม่แพงและไม่ได้มีขายจำนวนมากแบบสินค้าขึ้นห้างแค่มันดีกว่าไม่พยายาม เราก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว เห็นภาพเห็นแนวทางแบบนี้เราก็เท่ากับได้เรียนรู้ด้วยว่าแสงแนวนี้ต้องใช้อุปกรณ์อย่างไรและเลือกใช้สถานการณ์แสงอย่างไร

nec202 – การ looking for ของใหญ่ๆ

IMG_0138

ถ้าพูดถึงระบบนำทาง gps เราต่างก็คงเคยใช้ gps นำทาง  บ้างก็ให้เพื่อนแชร์โลเคชั่นให้แล้วก็ขับไปตามที่ระบบบอก   ยิ่งในยุคที่มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือของทุกคน  ทุกคนก็มี gps รอให้ใช้ตลอดเวลา

คราวนี้ ……  ถ้าเราจะไปปั๊มน้ำมันใกล้บ้าน  หรือไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน  เราจะใช้ gps ไหมครับ?   คำตอบคือคงจะไม่ใช้  เพราะว่า เราเคยไปมาแล้ว  เรารู้ทางแล้ว  แล้วคนเราจะใช้ gps ตอนไหนบ้าง  คำตอบคือเรามักจะใช้ให้มันพาเราไปในที่ที่เราไม่เคยไป   เราใช้ระบบนำทางเพราะเราไม่รู้เส้นทางนั่นเอง

ในการร้องขอ referral หรือการแนะนำทางธุรกิจ เราก็สามารถใช้แนวคิดเดียวกันนะครับ  หากเทียบการนำทางเป็นการให้ referral  เราจะขอธุรกิจหรือขอลูกค้าเล็กๆน้อยๆ ก็ดูจะไม่มีประโยชน์เท่าไรนัก  เพราะลูกค้าเล็กๆน้อยๆ  เราทำงานได้อยู่แล้ว  ยอดธุรกิจเล็กๆเราเคยทำแล้ว เรารู้ว่าหากเราจะหาลูกค้าเล็กๆ เราหาได้ เพราะเราก็เปิดบริษัทมานานแล้ว  ถ้าจะใช้เพื่อนหางานให้เราทั้งที เราน่าจะร้องขอสิ่งที่มันใหญ่ ขอสิ่งที่เราไม่เคยได้จะดีกว่าไหม  ขอสิ่งที่เราอาจจะเข้าไม่ถึงถ้าเราไม่มี connection   เหมือนใช้ gps นำทางไปในที่ที่เราไม่รู้ทาง   

เราควร looking for สิ่งที่เราไม่เคยได้  สิ่งที่เราจะรู้สึกภาคภูมิใจหากเราได้ลูกค้าคนนี้มา ลูกค้าที่จะช่วยยกระดับการทำงานของเราให้ใหญ่ขึ้น ยกระดับบริษัทของเราให้มีพอร์ตโฟลิโอที่ยากขึ้น เก่งขึ้น  ขออะไรใหญ่ๆไปเลย จะได้ใช้ทรัพยากร ใช้กลุ่มเน็ตเวิร์คของเราให้คุ้ม

ลองพิจารณาดูนะครับว่า บริษัทเรา มีศักยภาพแค่ไหน  ลองขอลูกค้าที่เราต้องทุ่มเทการทำงานหนักมากขึ้น  ทำงานหนักยิ่งกว่าที่เคยมีมา  บริษัทเราจะได้เติบโตไปอีกขั้น   เพราะเรามาอยู่ในกลุ่มเน็ตเวิร์คแห่งนี้เพื่อขยายธุรกิจ เราจึงควรจะมียอดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ฝากไว้ 1 ประโยคนะครับ  เราจะไม่มีวันถึงเป้าหมาย  ถ้าเราไม่ตั้งเป้าหมาย  ลองตั้งเป้าหมายที่ใหญ่เพียงพอ เป้าที่จะทำให้บริษัทเราเติบโตแบบก้าวกระโดด