เปลี่ยนคอยล์จุดระเบิด swift eco 2012

ScreenClip


คอยล์จุดระเบิดทำหน้าที่แปลงไฟให้สูง หลักหมื่นโวลท์ แล้วส่งไฟให้หัวเทียน คอยล์จุดระเบิดเสีย ทำให้ลูกสูบบางลูกไม่ทำงาน หรือทำไม่เต็มที่ มีผลทำให้เครื่องกำลังตก รถที่ขับในเมือง เจอรถติด จะยังไม่รู้สึกถึงอาการ แต่ถ้าอัด ถ้าเร่งแรงๆ จะเจออาการเร่งไม่ขึ้น

อาการคอยล์รั่ว คือไฟจะไปจุดระเบิดไม่เต็มที่ ก็เหมือนเครื่องทำงานไม่เต็มที่ ตอนเครื่องเย็น อาการไม่ชัด ถ้าเครื่องร้อน คอยล์ขยายตัว เส้นลวดโลหะขยายตัว สัมผัสโลหะรอบๆตัวมันเกิดอาการไฟรั่ว การเปลี่ยนหัวเทียนบ่อยๆ จะถนอมคอยล์จุดระเบิดได้ เปลี่ยนคอยล์ควรเปลี่ยนทีละ 4 ตัว เพราะอายุการใช้งานจะใกล้เคียงกัน จะพังใกล้เคียงกัน

ของนอกศูนย์ตัวละ 900-1250 ของศูนย์ 1500

Screen Shot 2565-08-29 at 13.32.03



คาลิเบรตเครื่องวัดความดัน

เครื่องวัดความดันหรือ Blood Pressure Monitor แบบซื้อใช้ในบ้านส่วนมากจะเป็นเครื่องขนาดเล็ก พกพาง่าย สามารถใส่ถ่านแล้วทำงานได้เลย ยี่ห้อที่มีชื่อเสียงและมักถูกขายในร้านขายยาก็คือ OMRON และเครื่องในภาพนี้ก็ซื้อเอาไว้ประมาณสิบกว่าปีแล้ว ซึ่งก็ใช้งานได้ดีมาตลอด ไม่เคยรวน ไม่เคยเสีย

IMG_20220802_090324

เครื่องมือวัดต่างๆเมื่อใช้งานไประยะเวลาหนึ่งมักจะวัดค่าเพี้ยนไปจากเดิม หรือเพี้ยนไปจากมาตรฐาน ก็เลยลองส่งไปปรับเทียบกับมาตรฐานสักทีดีกว่า และเคยได้ยินเรื่องเล่าว่าเราสามารถส่งกลับไปให้บริษัทปรับแต่งได้ ให้ไปฝากส่งที่ร้านขายยา ลองถามร้านขายยาของเพื่อน เพื่อนบอกไม่รู้เรื่องเลย สรุปว่า ส่งร้านขายยาไม่ได้ ตัดสินใจส่งบริษัทแม่โดยตรงไปเลยน่าจะชัวร์สุด เข้าอินเทอเน็ตค้นหาชื่อ OMRON แล้วก็หาสาขาหรือบริษัทในประเทศไทย ก็เจอชื่อที่อยู่ เจอเฟสบุ๊ค และได้ทักไปคุยในเฟสบุ๊ค แจ้งข้อมูลว่าต้องการส่งเครื่องวัดความดันไปปรับตั้งให้ตรงมาตรฐาน เจ้าหน้าที่ตอบว่าส่งมาได้เลย การตรวจสอบและปรับแต่งบริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

เจ้าหน้าที่ให้ส่งเป็นพัสดุไปรษณีย์หรือบริการขนส่งเอกชน ไปที่

บริษัท ออมรอน เฮลธแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด
เลขที่ 555 อาคาร รสา ทาวเวอร์ 2 ชั้น 22 ห้อง 2203
ถนน พหลโยธิน แขวง จตุจักร เขต จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทร. 02-021-5555

พร้อมเขียนระบุความต้องการและข้อมูล ชื่อ-นามสกุล เบอร์ติดต่อ ที่อยู่ อีเมล แนบเข้ามาในกล่องด้วย

หากศูนย์บริการออมรอนได้รับพัสดุแล้วจะใช้ระยะเวลาตรวจสอบประมาณ 1-2 สัปดาห์


IMG_20220811_113652

ผมแพ็คของแล้วส่งตามคำแนะนำ พิมพ์ชื่อที่อยู่เบอร์โทรของตัวเองเป็นเศษกระดาษใส่เข้าไปด้วย เพื่อให้บริษัทใช้เป็นข้อมูลส่งกลับ ค่าส่งขาไปผมออกเอง ส่วนการตรวจและปรับแต่ง ทางศูนย์ OMRON ไม่คิดค่าใช้จ่าย และได้ส่งของกลับมาเมื่อทำเสร็จ ค่าส่งกลับก็ไม่คิดด้วย ในกล่องที่ส่งกลับจะมีเอกสารผลการตรวจและปรับแต่งกลับมาด้วย ผมอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่คาดว่าเครื่องอยู่ในสภาพปกติและน่าจะวัดค่าได้ตรงมาตรฐานแล้ว

ฝากสเป็คเครื่องที่หามาจากเว็บให้อ่านเล่น

เครื่องวัดความดัน Omron รุ่น HEM-7130รับประกันเครื่อง 5 ปี

  1.  Cuff Wrapping Guide(สัญลักษณ์ในการพันผ้าพันแขน)
  2. สัญลักษณ์เมื่อหัวใจเต้นผิดปกติ
  3. สัญลักษณ์เมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกายขณะวัด
  4. สัญลักษณ์บ่งชี้ความดันโลหิตสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน
  5. แถบบอกระดับความดันโลหิต
  6. หาค่าเฉลี่ย 3 ครั้งสุดท้ายที่วัดภายใน 10 นาที
  7. บันทึกได้ 60 ค่า

ข้อมูลเชิงเทคนิค

  1. หน้าจอดิจิตอล
  2. ใช้วัดความดันที่ต้นแขน ด้วยระบบOscillometic
  3. ช่วงการวัด ความดัน: 0-299 มม.ปรอท | ชีพจร: 40-180 ครั้ง/นาที
  4. ความเที่ยงตรง ความดัน:+/- 3 มม.ปรอท | ชีพจร:+/- 5%
  5. แหล่งพลังงาน ถ่าน AA 4 ก้อน หรือ Adapter
  6. ถ่าน Alkaline 1 ชุดใช้วัดความดันโลหิตได้ประมาณ 1,000 ครั้ง
  7. น้ำหนักตัวเครื่อง 250 กรัม (ไม่รวมถ่าน)
  8. น้ำหนักผ้าพันแขน 130 กรัม
  9. ขนาด ประมาณ 107 (กว้าง) x 79 (สูง) x 141 (ลึก) มม.
  10. ผ้าพันแขนไนล่อน โพลีเยสเตอร์ โพลีไวนีลครอไรด์ (ไม่มียาง)
  11. ผ้าพันแขนขนาดกลาง เส้นรอบวงแขน 22-32 ซม.
  12. ใช้งานสะดวกง่ายยิ่งขึ้นด้วยปุ่มสัมผัสเพียงปุ่มเดียว
  13. สามารถดูค่าย้อนหลังได้ถึง 60 ครั้ง
  14. รับประกันศูนย์ Omron 5 ปี

ดิจิทัลมาเก็ตติ้งคือความรู้ที่จำเป็นในยุคนี้

“ดิจิทัลมาเก็ตติ้งคือความรู้ที่จำเป็นในยุคนี้”

ในอดีตเมื่อเรามีสินค้าที่ผลิตออกมา  เราก็จัดจำหน่ายด้วยการนำไปวางขายในร้านค้า  มีทั้งร้านค้าปลีก ค้าส่ง  ร้านค้าในห้างสรรพสินค้า  และบางอุตสาหกรรมก็ขายส่งไปต่างประเทศ  บางคนก็ขายให้ตัวแทนจำหน่ายแล้วตัวแทนจำหน่ายก็ไปกระจายสินค้าสู่ห้าง สู่ร้านค้าที่ปลายทางอีกทอดหนึ่ง บางคนก็อาจจะต้องไปเช่าพื้นที่ในห้างเพื่อขายสินค้าของตัวเอง  เป็นที่มาของคำว่าเปิดร้าน  การเปิดร้านเราต้องเลือกทำเล  เลือกห้าง เลือกภาพลักษณ์ของห้างนั้นๆเพื่อทำการขายสินค้าของเรา

ยอดขายที่ดีมาจากการขายได้จำนวนมาก  การขายได้จำนวนมากมาจากคนซื้อรู้จักสินค้า  คนรู้จักสินค้าเพราะการโฆษณา  การโฆษณาสินค้าหรือแผนการตลาดจึงเป็นสิ่งที่กำหนดความอยู่รอดของธุรกิจ  เราจำเป็นต้องรู้ว่าเราจะโฆษณาอะไร  ไปสู่ลูกค้าคนไหน  ด้วยวิธีการหรือด้วยสื่อในช่องทางใด  

หากคุณเปิดร้านอาหาร  นอกจากการตั้งร้านตกแต่งให้สวยงามเรียบร้อยแล้ว  สิ่งที่ต้องทำลำดับถัดไปก็คือ บอกคนในพื้นที่รอบร้านอาหารว่ามีร้านนี้เปิดบริการอยู่ ในยุคก่อนจะมีโซเชียลเน็ตเวิร์ค การบอกคนในพื้นที่จะทำผ่านใบปลิว  บ้างก็โฆษณาทางวิทยุ  ออกโทรทัศน์  ซื้อหน้าโฆษณาในนิตยสารและหนังสือพิมพ์   การทำใบปลิวถ้าไม่แจกด้วยตัวเองก็ต้องจ้างคนไปแจก  จ้างคนไปหย่อนใบปลิวหน้าบ้าน  หย่อนตู้ไปรษณีย์ของแต่ละบ้าน  นั่นคือการทำมาเก็ตติ้งแบบออฟไลน์ มีต้นทุนการทำสื่อ  มีต้นทุนการซื้อเวลาของสถานีวิทยุและโทรทัศน์  และมีต้นทุนในการกระจายสื่อให้ทั่วถึง

สินค้าแบบเดียวกัน หรือถ้าเป็นร้านอาหารแบบเดียวกันแล้วจะโฆษณาในยุคอินเทอเน็ตแบบปัจจุบัน นอกจากวิธีเก่าแบบออฟไลน์แล้ว เรายังมีทางเลือกอื่นที่ทรงประสิทธิภาพ  อย่างวิธีการเปิดเว็บไซต์  เปิดเพจในโซเชียลมีเดีย  เพราะผู้คนยุคปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนติดตัว ทุกคนเข้าสู่อินเทอเน็ตได้ตลอดเวลา  และทุกคนเป็นสมาชิกโซเชียลเน็ตเวิร์คบางตัวอยู่แล้ว  เราก็แค่เอาร้านของเราไปเปิดตัวในโซเชียลเน็ตเวิร์คที่กลุ่มเป้าหมายเราเล่นอยู่ แล้วก็ซื้อโฆษณาในโซเชียลเน็ตเวิร์ค  กลุ่มเป้าหมายของเราก็จะได้รับรู้ข้อมูลของร้านอาหารของเรา เห็นภาพ เห็นสิ่งที่เราอยากนำเสนอ  และเราเลือกได้ว่าจะเข้าถึงลูกค้าแบบไหน ชายหรือหญิง ช่วงอายุเท่าใด  มีกำลังซื้อมากน้อยแค่ไหนก็เลือกได้ และสามารถเปลี่ยนภาพโฆษณาให้แต่ละกลุ่มเป้าหมายที่จะมองเห็นภาพเห็นโปรโมชั่นแตกต่างกันได้ นี่คือความสามารถของการตลาดในยุคอินเทอเน็ตที่ทำได้มากขึ้นละเอียดขึ้น ประหยัดเวลากว่าแบบเก่า  ประหยัดแรงกว่า เราเรียกการตลาดที่เราทำบนอินเทอเน็ตว่า ดิจิทัลมาเก็ตติ้ง

ความทรงพลังของดิจิทัลมาเก็ตติ้งยังมีมาในรูปแบบความเร็ว ความง่ายในการสื่อสาร  เราสามารถเพิ่มช่องทางการสอบถามความพึงพอใจเพื่อนำมาปรับปรุงบริการหรือปรับปรุงสินค้าของเราให้ดียิ่งขึ้น  การร้องเรียนของลูกค้าผ่านระบบอินเทอเน็ตจะทำให้เราสามารถรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถลงมือแก้ปัญหาได้เร็ว  ทำให้ลดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสินค้าได้  บริษัทยังสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำได้  ทำให้ผู้ประกอบการบางคนแทบจะหันหลังให้การตลาดแบบออฟไลน์หรือแบบดั้งเดิม  บางคนเลิกพิมพ์ใบปลิว  เลิกเดินแจกใบปลิวไปแล้ว  เพราะดิจิทัลมาเก็ตติ้งเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าในต้นทุนการตลาดที่ต่ำกว่า  การเรียนรู้และใช้งานดิจิทัลมาเก็ตติ้งจึงเป็นทางเลือกที่ต้องเลือกในปัจจุบัน 

การทำการตลาดที่แท้จริงก็จะหมายถึงการใช้เครื่องมือทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่เรามีเพื่อทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าของเรานั่นเอง  บริษัทของเราควรจะมีแผนพัฒนาทั้งสินค้าและพัฒนาคนตลอดเวลา  การพัฒนาคนจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน  ถ้าธุรกิจของเราเป็นการทำงานแบบยุคเก่า  ไม่ยอมใช้เครื่องมือของดิจิทัลมาเก็ตติ้งในการทำตลาดเลยเราจะสูญเสียตลาดให้คู่แข่ง  เพราะคู่แข่งที่เกิดใหม่ทั้งหมดจะเข้าสู่ตลาดพร้อมเทคโนโลยี  คู่แข่งเก่าที่ปรับตัวพัฒนาตัวเองก็จะเก่งยิ่งกว่าเดิม  สื่อการตลาดชิ้นเดียวกันสามารถใช้เทคโนโลยีส่งโปรโมชั่นให้ว่าที่ลูกค้าได้นับล้านคนทั่วโลกพร้อมกัน  ซึ่งหากเราไม่รู้จักเครื่องมือ  ใช้ไม่เป็น สุดท้ายความไม่รู้จะเป็นปัญหา  และเราจะสูญเสียยอดขายที่ควรเป็นของเรา  หากเราละเลยไม่เรียนรู้เกี่ยวกับดิจิทัลมาเก็ตติ้งในวันนี้  วันข้างหน้าเราก็จะถูกบังคับให้เรียนรู้เพื่อให้ทันคู่แข่งอยู่ดี  แต่เมื่อวันนั้นมาถึงก็เท่ากับตลาดและคู่แข่งเริ่มทิ้งเราไปหลายก้าวแล้ว

ในเรื่องการทำตลาดด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์คก็มีประเด็นหลายอย่างที่ต้องคิดและวางแผนให้รอบคอบ  บางบริษัทลงทุนโฆษณาทางเฟสบุ๊คมายาวนาน แล้วก็ทำยอดขายได้เรื่อยๆจนวางใจ  วันหนึ่งเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเพจโดนปิด  โดนขโมย  หรือ หายไปเฉยๆ  สิ่งที่ลงทุนไว้  หรือกลุ่มเป้าหมายที่เรายิงโฆษณาไปถึงพวกเขาเกิดสูญหาย  การเชื่อมโยงกับผู้คนในเพจหายไปหมดเลย   ข้อมูลการติดต่อ การขาย การส่งสินค้า ข้อมูลลูกค้าควรจะนำมาเก็บในช่องทางอื่นแบบออฟไลน์ด้วย  จะเก็บในรูปแบบไฟล์  บันทึกชื่อที่อยู่เบอร์โทรลูกค้าไว้ในไฟล์เอกสาร excel ก็ได้  เรื่องเหล่านี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอ  เพราะเหตุการณ์เพจโดนแฮ้คเกิดขึ้นตลอดเวลาทั่วโลก   และนอกจากแพลตฟอร์มอย่างเฟสบุ๊คแล้ว  โลกเราก็ยังมีอีกหลายแพลตฟอร์มให้เราเข้าไปทำตลาด  เราควรเข้าไปทุกแพลตฟอร์มที่มีกลุ่มเป้าหมายของเราอยู่ในนั้น  ทั้ง ไลน์  ทวิตเตอร์ ติ๊กต๊อก และอื่นๆ  เหมือนกับคำที่เคยมีคนบอกว่า อย่าเก็บไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว  เราจึงควรทำตลาดดิจิทัลมาเก็ตติ้งในช่องทางที่หลากหลาย ทำในแพลตฟอร์มทั้งหมดที่ลูกค้าของเราอยู่ในนั้น

จากการเปิดบริษัทสอนทำดิจิทัลมาเก็ตติ้งมาหลายปี ผู้สอนยังรับจ้างทำการตลาดออนไลน์ให้ด้วย  เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่สอนในหลักสูตรเป็นสิ่งที่นำมาทำจริงแล้วได้ผล  เพราะการลงมือยิงโฆษณาทำให้รู้ว่าต้องปรับปรุงความรู้ที่สอนในแง่ใดบ้าง  ต้องเพิ่มความทันสมัยของหลักสูตรทุกครั้งที่เปิดกลุ่มการสอนใหม่ตลอดเวลา  เพราะทุกแพลตฟอร์มก็ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลานั่นเอง

นอกจากบริษัทเอกชนที่มองเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ดิจิทัลมาเก็ตติ้งแล้ว  เป็นเรื่องน่ายินดีที่มหาวิทยาลัยก็เริ่มปรับปรุงหลักสูตรด้านมาเก็ตติ้ง  มีการเชิญไปสอนในหลักสูตร ปริญญาตรี และปริญญาโท  ส่วนของหน่วยงานราชการอย่างกระทรวงพาณิชย์ก็เชิญไปสอนให้กับกลุ่มผู้ประกอบการอยู่หลายครั้งต่อปี  ความรู้เรื่องดิจิทัลมาเก็ตติ้งกำลังจะเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มผลประกอบการของภาคธุรกิจ  เริ่มเรียนรู้วันนี้เพื่อให้พรุ่งนี้เรายังอยู่ในธุรกิจของเราต่อไป

ข้อมูลโดย
James 062 394 9265
https://www.facebook.com/GoldfingerDigital

พาลูกเที่ยวนครนายก

นครนายกเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกรุงเทพทางด้านทิศตะวันออก เวลาจะเดินทางไปเราก็ต้องไปทางรังสิตและต่อไปที่นครนายก ผ่านคลอง 1 2 3 4 5 ไปเรื่อยๆ ที่รังสิตคลอง5 คือจุดที่จะเลี้ยวไปพิพิธภัณฑ์วิทยาศสตร์ ขับไปไกลๆก็จะเข้าสู่เขตจังหวัดนครนายก ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวของนครนายกส่วนมากเป็นธรรมชาติ เป็นน้ำตก และเป็นทางขึ้นเขาใหญ่อีกทางหนึ่ง ส่วนทางขึ้นอีกด้านก็จะเป็นทางสระบุรี

สมัยเด็กๆผมเคยไปเที่ยวน้ำตกนางรอง วังตะไคร้ เคยอ่านข้อมูลมาว่าน้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือน้ำตกสาลิกาซึ่งอยู่ในจังหวัดนครนายก ทั้งหมดที่กล่าวมาทริปนี้เราไม่ได้ไปเลย แค่ขับรถผ่านเท่านั้น แล้วเราไปไหนบ้างล่ะ จุดประสงค์หลักของทริปนี้คือเชื่อนขุนด่านปราการชล เราจะไปดูวิวทุ่งหญาสวยๆที่เห็นภาพในเน็ตแล้วราวกับเป็นภาพวาดจากนิทาน

เราจองที่พักเป็นโรงแรมสีดารีสอร์ต ซึ่งไม่ได้รู้หรอกว่าที่นี่ดังหรืออยู่มานานแค่ไหน แต่พอคุณภรรยารู้ว่าผมจองโรงแรมสีดา เขาก็บอกอ๋อ ที่นี่่เปิดมานานแล้ว หรือเก่านั่นเอง ในโรงแรมมีกิจกรรมหลายอย่าง คิดว่าจะให้ลูกได้เล่นในโรงแรมเต็มวันเลย แล้วอีกวันค่อยไปเที่ยวเขื่อนก่อนจะกลับ ทุกอย่างวางแผนไว้ว่าจะไม่วางแผน แวะร้านอาหารเท่าที่เห็นว่าน่าสนใจ ลูกเล่นอะไรชอบก็เล่นต่อ เปลี่ยนแผนได้ตลอดเวลา

IMG_20220722_161051
IMG_20220722_165349

ก่อนเข้าโรงแรมที่พัก เราแวะร้านกาแฟที่เลี้ยงนกเยอะมาก มีปลาคาร์ฟให้ดู แวะถ่ายรูปกันพอหายเหนื่อย และมื้อเย็นเราก็หาร้านอาหารใกล้โรงแรมสักร้าน ได้ร้านชื่อริมธาร เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ มีลำธารไหลอยู่ในร้านเลย เราไปกินก็แสงหมดแล้ว ถ่ายรูปออกมาก็ดูมืดๆ คิดว่าตอนกวางวันน่าจะดูสดใสกว่านี้ หน้าตาตอนยังไม่กินก็ดูหงุดหงิดโมโหหิว กินเสร็จแล้วก่อนกลับแวะถ่ายรูปกับป้ายชื่อร้านก็ยิ้มออก

IMG_0001
IMG_0008

วันต่อมาอีกทั้งวันเราใช้เวลาในโรงแรมโบราณ โดยที่เมื่อคืนขอบฟ้าโวยวายเรื่องห้องเก่า มืด ดูเปลี่ยวๆ เราก็เลยขอทางโรงแรมเปลี่ยนห้องเปลี่ยนตึก โรงแรมก็ใจดีเปลี่ยนให้ พวกเราเองก็แอบคิดว่าถ้าเปลี่ยนไม่ได้ก็จะย้ายโรงแรม เงินจองที่จ่ายไปแล้วก็จะทิ้งไป แต่ก็โชคดีที่ไม่ต้องย้าย เราได้ห้องที่ดีขึ้นเล็กน้อย ไม่อับ ไม่เปลี่ยว แต่ความเก่าก็ชวนให้รู้สึกนึกถึงหนังผีนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เล่าให้ลูกฟัง สรุปคือเราได้ห้องที่พักได้สบาย ดูเก่า แต่ก็สบายใจกว่าเดิมเล็กน้อย

IMG_0014

เราตื่นเช้ามาก็ได้เห็นทุ่งหญ้า มุมแสงตอนเช้ากับต้นไม้ กับสะพาน กับม้าตัวนั้น มันดูเป็นภาพในจินตนาการเลย เสียอย่างเดียวเราเห็นเสาประตูฟุตบอลไกลๆ ม้าที่เลี้ยงไว้ไม่รู้ว่ามีกี่ตัว แต่เห็นมาเดินเล่นกินหญ้าอยู่สองตัว และก็ดูต้งใจยืนโชว์ให้เราได้เก็บภาพ กล้อง DSLR ตัวตกรุ่นกับเลนส์ที่เพิ่งจะส่งซ่อมสภาพใช้งานได้ เราได้ภาพที่ถูกใจในการถ่ายครั้งแรกเลย วิวนี้มันเกินคำบรรยายจริงๆ

IMG_0038
IMG_0062
IMG_0100
IMG_0119
IMG_0133
IMG_0181
IMG_0216

หนึ่งวันในโรงแรมที่มีกิจกรรมหลายอย่างก็ทำให้หมดเวลาไปโดยไม่รู้ตัว แม้ว่ากิจกรรมทั้งหมดจะมีบางส่วนที่ปิดตัวลง คงเหลือให้เล่นให้ทำแค่ไม่ถึง 50% แต่ก็เป็น 50% ที่พอใช้ได้ เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่าลูกค้าน้อยลงทำให้พนักงานต้องลดจำนวนลง พอพนักงานน้อยลงก็เลยดูแลกิจกรรมทุกอย่างไม่ได้ เลยต้องเลือกปิดบางอย่างไป วันนี้เราก็เลยได้เดินดู เดินชมทุ่งหญ้า ให้อาหารแกะ ถ่ายรูปเล่นหลายๆมุม ขี่รถ ATV กันสองรอบเลย เปลืองแต่ก็สนุก ได้ขี่ม้าด้วย ลูกขี่ พ่อกับแม่เดินตาม เพราะม้าเป็นขนาดเล็ก ไม่สามารถให้ผู้ใหญ่ขี่ได้ แล้วก็มีกิจกรรมปีนหน้าผาที่พ่อแม่ยืนดูอย่างตั้งใจ ได้ยิงปืน BB gun ได้ขี่จักรยานทั้งพ่อแม่ลูก ซึ่งจักรยานรอบพื้นที่่โรงแรมเป็นรอบใหญ่มากๆ มีจังหวะขึ้นเนินปั่นไม่ไหว มีจังหวะลงทางลาดยาวๆ สนุกมาก ปั่นกันไปห้ารอบก็หมดแรง

1658577125154-01
IMG_20220724_052504

สิ่งที่น่าตื่นเต้นกับสีดารีสอร์ตก็คือความเก่า เราได้เห็นอุปกรณ์โบราณอย่าง เครื่องเป่าผม ที่ดูทีแรกก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่พอหยิบสายมันออกมาก็เข้าใจเลยว่ามันคืออะไร

ในเช้าอีกวันเราก็เดินทางไปที่เขื่อนขุนด่านปราการชลซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของทริปนี้ เรารู้แค่ว่ามีทุ่งหญ้าสวยๆให้เราดู ส่วนระหว่างทางเป็นยังไงเราก็ไม่ได้หาข้อมูลไว้ ไปเริ่มต้นกันที่บนเขื่อน ถึงจะได้รู้ว่าเราต้องนั่งเรือไปเที่ยว เรือออกตั้งแต่หกโมงเช้า ค่าเรือคนละ 200 บาท เราไปสามคนก็จ่ายไป 600 บาท แต่เราไม่ได้จ่ายตอนขึ้นเรือนะ เราจ่ายตอนสุดท้ายของทริป ก่อนเรือจะกลับ

IMG_0288
IMG_0339
IMG_0435
IMG_0383
IMG_0433

พวกเราเคยอ่านข้อมูลว่าการเดินลุยดงหญ้า ดงหิน ในบางเวลามันลื่นมาก บางทีถ้าฝนตกจะล้มกลิ้งกันเป็นว่าเล่น ก็เลยเตรียมตัวใส่ชุดที่เผื่อจะลุย เผื่อเปื้อน รองเท้าผ้าใบ ทุกอย่างเตรียมพร้อมสำหรับการเดินลุย แต่พอมาเจอกับสถานการณ์จริง บางจุดก็ไม่ได้ลื่นมาก เราคงโชคดีที่ฝนไม่ตก แถมเพื่นอร่วมทริปหลายๆคนก็แต่งตัวมาราวกับเดินแบบ สาวๆแต่งตัวกันไม่กลัวเปื้อนกันเลย

IMG_0439
IMG_0514
1658663365629-01
IMG_0673

ทริปเขื่อนนั่งเรือไปดูทุ่งหญ้าใช้เวลารวมกันประมาณ 2 ชั่วโมง เราไปขึ้นเรือกันประมาณ 06.15 น. เรากลับออกมาจากเขื่อนก่อนเก้าโมงเช้า กลับไปกินมื้อเช้าที่รีสอร์ต เพราะเขื่อนกับรีสอร์ตห่างกันประมาณ 5 นาทีรถยนต์เท่านั้น ทริปนี้ทำให้เรารู้ว่านครนายกอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพเลย ตลอดทางตั้งแต่ออกจากกรุงเทพ ขับรถมานครนายก ขับไปขับมาหาร้านกินข้าวหลายมื้อ ขับไปเขื่อน แล้วตอนกลับก็แวะพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ก่อนกลับด้วย พอถึงบ้านจอดรถในบ้านแล้วก็ถ่ายภาพระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 304 กิโลเมตร ใช้น้ำมันครึ่งถังเท่านั้น เป็นเรื่องน่าสนใจมากที่เราได้เที่ยวสนุกและใช้น้ำมันไม่มาก

IMG_0830

ทำไมเฟสบุ๊คเก่งเรื่องหาลูกค้า

ทำไมเฟสบุ๊คเก่งเรื่องหาลูกค้า

20180424094626_IMG_0397

น่าจะมีหลายคนสงสัยว่าทำไมเฟสบุ๊คถึงฉลาดเกี่ยวกับคน  เฟสบุ๊ครู้ว่าเราชอบอะไรและไม่ชอบอะไร มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับพฤติกรรมมนุษย์มาก่อน  บางคนอาจจะเผลอคิดไปเลยว่าเฟสบุ๊คน่าจะดักฟังเราอยู่ตลอดเวลา  เพราะบางทีการนั่งคุยเรื่องสิ่งของอย่างเช่น เสื้อผ้า  รองเท้า  ไปเที่ยว  ไปดูรถคันใหม่มา  พอวางสายจากการสนทนา หรือกลับถึงบ้าน  หลังจากนั้นไม่นานเมื่อเราหยิบมือถือขึ้นมาดู หรือเข้าไปเล่นเฟสบุ๊คก็พบว่ามีโฆษณาสินค้าที่เราเพิ่งพูดถึง หรือเพิ่งไปดูมา  และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยมากกับชีวิตในทุกวันนี้

ในฐานะที่เป็นผู้ทำการสอนการยิงโฆษณาในเฟสบุ๊คมาหลายปี  จะขอบอกว่าวันนี้เฟสบุ๊คเก่งเรื่องคนมากจริงๆ  เฟสบุ๊ครู้จักเราหรือรู้จักเจ้าของเครื่องโทรศัพท์มือถือในหลายแง่มุม  และรู้ลึกรู้จริงจนอาจจะทำนายพฤติกรรมได้เลย  แล้วหลายคนก็อยากรู้ว่าทำไมเฟสบุ๊คถึงมีความสามารถเช่นนั้น  ถ้าจะให้เล่าก็ต้องเล่าไปที่จุดเริ่มต้นว่าจริงๆแล้วเฟสบุ๊คเก่งเรื่องชาวบ้าน  เฟสบุ๊คเคยเปิดเผยข้อมูลว่า คนเข้าไปเล่นเฟสบุ๊คมี 2 วัตถุประสงค์คือ

1 เข้าไปดูเรื่องชาวบ้าน คนอื่นทำอะไร ไปไหน โพสท์อะไร 

2 ไปดูว่าชาวบ้านมาดูอะไรของเรา  เราโพสท์แล้วมีคนอ่านไหม มีคนมากดไลค์  หรือพิมพ์คอมเม้นท์หรือเปล่า

ข้อหนึ่งคงไม่ต้องสงสัย  เพราะเป็นสิ่งที่เราใช้เวลาค่อนข้างมากกับเฟสบุ๊ค  เราจะไปดูความเป็นไปของสังคม ชีวิตเพื่อนเรา ดูชีวิตคนที่เรารู้จัก  เพื่อนเราไปไหน เที่ยวไหน  กินอะไร ซื้ออะไร  เราดูสิ่งเหล่านี้ทุกวันผ่านเฟสบุ๊ค

ส่วนข้อสองเวลาเราจะดูว่าชาวบ้านมาดูอะไรของเรา ก็จะดูจากชาวบ้านมากดไลค์เรื่องของเรา  พอเราไปเที่ยวมีรูปสวยๆกลับมาก็โพสท์ลงเฟสบุ๊ค เพื่อนได้เห็น เพื่อนก็กดไลค์   บางทีเราก็ขอให้เพื่อนมากดไลค์รูปของเราด้วยซ้ำไป  เพื่อนบางคนก็เป็นขาประจำชอบดูภาพที่เราโพสท์  พ่อแม่บางคนก็โพสท์รูปเด็ก  ความเปิ่นความทะเล้นของลูก  แล้วมีคนมาคอมเม้นท์เราก็รู้สึกดี

เหตุที่เฟสบุ๊คเก่งเรื่องคน เพราะเฟสบุ๊คเก็บข้อมูลของเราในออนไลน์ในระดับที่ลึกมากถึงลึกที่สุด  โดยมีข้อมูลของเราอยู่ 4 ช่องทางที่เฟสบุ๊คจะรู้จักตัวเรา  และรู้ลึกขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป รู้มากขึ้นตามพฤติกรรมที่เราทำผ่านเฟสบุ๊คทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว เราลองมานับหรือทบทวนกันว่าเฟสเก็บข้อมูลเรา 4 ช่องทางนี้ ที่ไหน อย่างไรกันดีกว่า

http://www.freepik.com

ช่องทางที่1  เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลของเราจากโพรไฟล์ที่เราสมัคร  การกรอกข้อมูลครั้งแรก  ชื่อ อีเมล  และข้อมูลข้างเคียงอื่นๆเราก็มักจะมีบอกหรือกรอกแทบจะครบทุกช่องเลย  อย่างเช่น ข้อมูล อายุ โรงเรียน ทำงานอะไร ชอบเที่ยวแบบไหนดูหนังอะไร อ่านหนังสืออะไร  เราใส่ข้อมูลความชอบส่วนตัวให้กับเฟสบุ๊คไปแล้วตั้งแต่ตอนสมัครเข้าใช้งานครั้งแรก  และบางคนก็กรอกประวัติการศึกษา  รวมถึงประวัติการทำงานก็มีการกรอกเข้าไปด้วย

พอเรามีประวัติที่ละเอียดขึ้น ผู้ประกอบการต่างๆก็ใช้ประโยชน์จากประวัติการศึกษาของผู้ใช้เฟสบุ๊คได้ อย่างเช่นเรื่องประวัติการศึกษา  ถ้าเราจะค้นหาคนที่สนใจจะซื้อสินค้าของเราโดยอยากได้คนที่มีกำลังซื้อ  เราก็ค้นหาจากประวัติการศึกษาได้เพราะประวัติการศึกษาจะเกี่ยวข้องกับกำลังซื้อหรือรายได้  ถ้าเราจะหาลูกค้าที่จบมหาวิทยาลัยชั้นนำ  กลุ่มนี้ก็จะมีกำลังซื้อมากกว่าคนที่จบการศึกษาระดับมัธยม  หรือแม้แต่ประวัติการศึกษาจากเมืองนอกก็จะได้กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงมาก  สิ่งนี้ภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากเฟสบุ๊คได้โดยตรง

ในส่วนข้อมูลประวัติการทำงาน  ก็ช่วยหาลูกค้ากระเป๋าหนักได้  บางคนใส่ข้อมูลการทำงานระดับสูง  คนเรามักจะใส่ประวัติการทำงานที่สวยหรูละเอียดยิบ  คนส่วนมากอยากใส่โพรไฟล์หน้าที่การงานที่ดี หรูหรา  ชอบที่จะเล่าเรื่องการเรียนจบแล้วเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองนอก  ไปต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยท๊อปเท็นของอเมริกา  บางคนยังพยายามเล่าต่อด้วยว่ารับงานเป็น MD ให้บริษัทเอกชนอยู่เป็นปีตั้งแต่ยังเรียนไม่จบปริญญาเอก แถมยังมีบริษัทมาซื้อตัวไปเป็น ceo  เรียกว่าใส่ข้อมูลระเอียดยิบราวกับพระเอกหนังจากวอลสตรีท  นี่คือธรรมชาติของคนเล่นเฟสบุ๊คส่วนใหญ่  จึงทำให้เจ้าของสินค้า หรือนักการตลาด online สามารถใช้ประโยชน์จากโพรไฟล์ขั้นเทพเหล่านี้เพื่อคัดกรองหาลูกค้าที่เหมาะกับสินค้าของเราได้

http://www.freepik.com

ช่องทางที่2 เก็บข้อมูลจากฟีดที่เราอ่าน  การเลื่อนหน้าจออ่านข้อมูลในเฟสบุ๊คไปเรื่อยๆ  เฟสบุ๊คก็เก็บข้อมูลการใช้งานของเราตลอดเวลา  เฟสบุ๊คไม่ได้เก็บข้อมูลแค่สิ่งที่เราอ่าน แต่เริ่มเก็บตั้งแต่วิธีที่เราไถฟีดเลื่อนหน้าจอเลย เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลอัตราความเร็วของนิ้วโป้งที่เลื่อนหน้าจอ  ความเร็วเฉลี่ยในการเลื่อน 1 หน้าจอของคนทั่วโลกอยู่ที่ประมาณหน้าละ 1 วินาที  และเมื่อเราเลื่อนไปเรื่อยๆจนถึงสิ่งที่เราสนใจ เราจะเลื่อนช้าลง  เฟสบุ๊คก็จะมีตัว ai มาจับพฤติกรรมของเราได้ และเก็บข้อมูลว่า เราเห็นข้อมูลอะไรแล้วทำให้เราไถหน้าจอช้าลง หรือ ข้อมูลอะไรทำให้เราหยุดไถหรือหยุดเพื่ออ่าน เฟสบุ๊คก็จะบันทึกไว้ว่าเราหยุดที่เนื้อหาแบบไหน   และหากเราหยุดนานแล้วเอานิ้วไปแตะเนื้อหาเพื่ออ่านละเอียดขึ้น  เฟสบุ๊คก็จะตรวจจับได้ว่าเราสนใจเรื่องนั้น  ระบบจะไปดูเนื้อหาในโพสท์นั้น  caption หรือ details ภายในเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ภาพอะไร วิดีโอเกี่ยวกับอะไร  เฟสบุ๊คจะบันทึกสิ่งนั้นเอาไว้ว่าเป็นเรื่องที่เราสนใจ  และถ้าเราอยู่กับโพสท์นั้นอย่างจริงจังมากขึ้นถึงกับไปกดไลค์  เฟสบุ๊คก็จะบันทึกไว้ว่าเรื่องนี้เราชอบมาก   และพอเราทำมากขึ้นไปอีกขั้นเราแสดงความชอบโดยการใส่คอมเม้นท์ เฟสบุ๊คก็จะเก็บข้อมูลว่าเราชอบมากเป็นพิเศษ  

บางโพสท์หากคนใช้งานยังไม่ว่างอ่าน บางคนใช้วิธีกดแชร์ แล้วใส่ tag เอาไว้ว่า “แปะ”   หรือ “เดี๋ยวมาอ่าน”  นั่นก็จะยิ่งทำให้เฟสบุ๊ครู้ว่าเราชอบเรื่องนั้นในระดับซีเรียสสุดๆ  พฤติกรรมแบบนี้อยู่ในสายตาของเฟสบุ๊คทั้งหมด  การกดเข้าไปดูภาพ  ดูคลิปวิดีโอ ก็ทำให้เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลได้ลึกขึ้น และทำให้เฟสบุ๊คเริ่มทำการคาดเดาว่าเราน่าจะชอบเรื่องแนวนี้   เฟสบุ๊คก็จะไปหาเนื้อหา ทั้งภาพและคลิปที่คล้ายกันมาให้เราดู  และยิ่งเราตอบสนองต่อสิ่งที่เฟสบุ๊คหยิบยื่นให้  เฟสบุ๊คก็จะยิ่งมีข้อมูลที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

http://www.freepik.com

ช่องทางที่3 เก็บจากลิงค์ภายนอกที่เราไปกด   ถ้าในโพสท์ของเฟสบุ๊คมีเนื้อหาเว็บที่เป็นลิงค์สู่ภายนอก  เมื่อเรากด เราจะออกกระโดดออกจากเฟสบุ๊ค   เฟสบุ๊คจะคอยจดจำว่า เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรที่ทำให้เราออกจากเฟสบุ๊ค สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เราสนใจมากเช่นกัน  ความสนใจแบบนี้ก็จะถูกบันทึกไว้  ตลอดเวลาที่เราใช้งานเฟสบุ๊ค  ระบบ ai ของเฟสบุ๊คจะเรียนรู้ตลอดเวลาว่าเราทำอะไร กดอะไร อ่านอะไร ไปอ่านเรื่องของใครบ่อยๆ  แม้แต่การออกจากเฟสแล้วไปเล่นใน app อื่น หรือไปเล่นในเว็บอื่น  เฟสบุ๊คก็จะยังรู้ได้ว่าเราไปไหน  เพราะเฟสบุ๊คมีเครื่องมือที่ชื่อว่า pixel ที่เป็นชุดคำสั่งสำหรับการฝังไว้ในเว็บ โค้ดชุดนี้จะถูกสร้างจากการโฆษณาของเรา  เจ้าของเพจจะสามารถใส่ pixel ไว้ในเว็บได้  และชุดคำสั่งนี้จะส่งข้อมูลการใช้งานของผู้คนกลับมายังเฟสบุ๊ค  มันละเอียดถึงระดับที่ว่า ลูกค้าอยู่หน้าไหน ลูกค้าอยู่ในเว็บนานแค่ไหน  กำลังดูอะไรอยู่  ทุกอย่างจะถูกรายงานทันที  เจ้าของสินค้าจะรู้ว่ามีคนกำลังใช้เวลากับเว็บ  เราสามารถใช้เงื่อนไขพฤติกรรมนี้เพื่อส่งโฆษณาไปให้เขาได้เลย  พอเขาเปิดเฟสอีกครั้ง โฆษณานี้จะขึ้นในเครื่องเขาในหน้าแรกๆทันที

แล้วกรณีที่บริษัทเราไม่มีเว็บเป็นของตัวเอง เราก็ยังสามารถไปเปิดร้านในมาเก็ตเพลสอย่าง lazada หรือ shopeeได้  เมื่อเราเอาสินค้าไปวางขาย  ตัวระบบของมาเก็ตเพลสก็จะมีเครื่องมือที่จะรายงานว่า มีคนดูโปรดักส์ของเราอยู่กี่คน  เครื่องมือของเฟสบุ๊คนี้ถ้าติดตั้งในเว็บเรียกว่า facebook pixel ถ้าติดตั้งใน application จะเรียกว่า facebook SDK

เคยสังเกตุไหมว่าเมื่อเราดูเว็บagoda เพื่อดูห้องพักโรงแรม  พอเราออกจาก agoda แล้วไปเล่นเฟสบุ๊ค เราจะเห็นโฆษณาจาก agoda เข้ามาในเฟสบุ๊คของเราอีกรอบ  แทบจะทันที  มันเป็นการทำงานของระบบ pixel เวลาเราดูข้อมูลห้องพักโรงแรม แล้วเรายังไม่จอง เมื่อเราไปเล่นในเว็บอื่น หรือ กลับไปเล่นในเฟสบุ๊ค  เราจะไปเจอโฆษณาห้องพักนั้นในเฟสบุ๊ค  โฆษณาจะตามติดไปกับเราอีกพักใหญ่ๆจนกว่าเราจะซื้อ  และเมื่อมีการซื้อไปแล้ว ระบบก็จะรับรู้และเตรียมโฆษณาสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องให้กับเรา  อย่างเช่น เมื่อเราดูโฆษณาเคสโทรศัพท์มือถือ พอดูแล้วเลือกแต่ยังไม่ซื้อ  เราจะเห็นโฆษณาเคสโทรศัพท์เข้ามาในเฟสบุ๊คอย่างสม่ำเสมอ  และเมื่อมีการซื้อไปแล้วระบบก็จะเปลี่ยนโฆษณาโดยอัตโนมัติ  เฟสบุ๊คอาจจะเอาสายชาร์จและเพาเวอร์แบงค์มาให้เราดูแทน  นั่นคือความฉลาดของระบบ ai  ซึ่งเว็บไซต์และ app หลายๆตัวก็มีความสามารถแบบนี้เป็นส่วนใหญ่  เราเรียกกระบวนการเปลี่ยนสินค้าที่โฆษณานี้ว่า cross selling หรือขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งจะมีอีกคำที่มาคู่กันคือ upselling หรือ ขายสินค้าในปริมาณที่มากขึ้นหรือความพยายามที่จะทำให้นักช็อปจ่ายเงินมากขึ้น

digital-airport-29nov2005f66

ช่องทางที่4 เก็บจาก location หรือ gps บนโทรศัพท์  ปกติที่เราพกโทรศัพท์ติดตัวไปตลอดเวลา  โทรศัพท์ก็จะบันทึกสถานที่ที่เราเดินทางไป เฟสบุ๊คจะรู้ตำแหน่งของเรา  ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของลูกค้าได้  เจ้าของร้านอาหารสามารถโฆษณาให้คนที่พักอาศัยหรือทำงานใกล้ร้านค้าได้เห็นโฆษณาเมนูอาหารได้  ร้านอาหารไม่ต้องใช้วิธีดั้งเดิมในการเดินแจกใบปลิว  ถ้าเป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเราก็สามารถให้เฟสบุ๊คหาคนสนใจก๋วยเตี๋ยวในพื้นที่ ระยะทางไม่เกิน 3 กม. แล้วส่งโฆษณาเข้าไปที่มือถือของเขาได้เลย  ตัวเลข 3 กม.เป็นตัวเลขสวรรค์ ตัวเลขนี้มาจากผู้ให้บริการส่งอาหารแล้วพบว่าลูกค้าส่วนมากจะซื้ออาหารไม่เกิน 3.2 กม. ด้วยเหตุผลว่าค่าส่งจะถูก หรือ ยอมรับค่าส่งได้  ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร ก็ควรโฆษณาแล้วหาลูกค้าในระยะ 3 กม. ก่อน หากตอบสนองลูกค้าทัน สามารถรับลูกค้าเพิ่มได้ก็ค่อยเพิ่มระยะทางให้ไกลขึ้นได้

ถ้าคุณเป็น โรงแรม หรือทำธุรกิจท่องเที่ยว  คุณก็สามารถใช้เฟสบุ๊คหาลูกค้าให้ได้เลย  อย่างเช่น ตอนที่เราเดินลงจากเครื่องบินในสนามบินเชียงใหม่  โฆษณารถเช่ารถรับจ้างก็จะเด้งเข้ามาในโทรศัพท์ทันที  เรื่องนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาที่สนามบิน  ผู้ให้บริการที่ใช้เฟสบุ๊คหาลูกค้าเช่ารถย่อมไม่พลาดวิธีนี้

เราพอจะเข้าใจได้แล้วว่าเฟสเก็บข้อมูลจาก 4 แหล่งอย่างประสิทธิภาพ  มีความถูกต้องสูงมาก  และเมื่อนำข้อมูลพฤติกรรมทั้งหมดมาประมวลผลทำให้เฟสบุ๊คมีความสามารถในการพยากรณ์ว่าใครน่าจะเป็นลูกค้าเราโดยมีความแม่นยำมากถึง 85%   ความแม่นยำนี้ทำให้มีหลายคนถึงกับพูดว่า เฟสบุ๊ครู้จักตัวเรายิ่งกว่าตัวเราเองเสียอีก  ซึ่งทำให้ข้อสังเกตเรื่องการดักฟังกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องทำเลย  เพราะเฟสบุ๊ครู้จักเราลึกมากจากแหล่งที่มาข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา

สำหรับธุรกิจ เฟสบุ๊คสามารถหาคนที่น่าจะสนใจสินค้าของเรามาให้ได้อย่างต่อเนื่อง  เรียกได้ว่าเฟสบุ๊คหา opportunity ให้กับเรา ในขณะเดียวกันสินค้าของเราก็ต้องมีความพร้อมที่จะปิดการขายด้วย  ฝ่ายขายของธุรกิจต้องมีความสามารถโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อด้วยถึงจะเกิดผลลัพธ์   แปลว่านอกจากความรู้เรื่องการยิงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายแล้ว งานหลังบ้านอย่างทีมเซลส์ที่จะปิดการขาย ทีมเก็บเงิน ทีมส่งสินค้าก็ต้องพร้อมเช่นกัน  

ข้อมูลโดย
James 062 394 9265
https://www.facebook.com/GoldfingerDigital

IMG_0845

ส่งซ่อมเลนส์ canon 24-105f4L

IMG_3054

เลนส์ canon 24-105f4L ที่ใช้งานมานานหลายปีในมือผม และอาจจะนานอีกหลายปีในมือคนอื่นก่อนหน้านี้ก็คงถึงเวลาที่มันจะโทรม และเสีย อาการเสียของเลนส์ที่พบก็คือ เมื่อถ่ายด้วยค่า f ที่มากกว่า f4 กล้องจะขึ้น error แล้วก็หยุดการทำงาน ต้องปิดแล้วเปิดใหม่ แต่ถ้าตั้งค่า f เอาไว้แค่ f4 หรือ ค่ารูรับแสงกว้างสุดของเลนส์กล้องจะทำงานปกติ ถ่ายได้ปกติ สันนิษฐานว่า การใช้รูรับแสงที่กล้องต้องสั่งให้เลนส์หรี่รูรับแสงให้แคบลงจะทำให้ระบบมีปัญหา ระบบการควบคุมรูรับแสงคงเสียหายอยู่ ก็เลยจัดการส่งไปที่ศูนย์เพื่อซ่อมแซม

20220806191710_IMG_0007

ศูนย์ canon อยู่ที่อาคารสาธรทาวเวอร์ อยู่หัวมุมสี่แยกถนนนราธิวาสตัดสาธร ที่ศูนย์แห่งนี้ในปัจจุบันมีลูกค้าแวะเวียนไปไม่มาก ไม่รู้ว่าเพราะกล้องเสื่อมความนิยม หรือ โควิดทำให้คนน้อย หรือแม้แต่โควิดทำให้กล้องไม่ค่อยถูกใช้งาน ปริมาณกล้องเสียเลนส์เสียเลยไม่เยอะ ก็ได้แต่เดาไปเรื่อย เมื่อส่งไปซ่อม ช่างก็ตรวจสอบอาการอยู่หลายวัน แล้วก็โทรกลับมาแจ้งค่าใช้จ่ายพร้อมอธิบายอาการเสีย และอธิบายราคาค่าซ่อมต่างๆ และราคานี่แหละที่ทำให้ตกใจมาก

เจ้าหน้าที่ศูนย์ canon อธิบายว่า เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์หิ้ว ไม่ได้ขายผ่านระบบของประเทศไทย ทำให้ราคาค่าบริการต่างๆต้องคิดราคาเต็ม ไม่มีส่วนลด เพราะปกติ ค่าบริการอุปกรณ์ที่ขายผ่านตัวแทนประเทศไทยจะคิดค่าบริการลดราคา 50% คิดค่าอะไหล่ลดลง 30% (ผมอาจจำผิดเพราะเขียนโพสท์นี้หลังจากรับเลนส์กลับมาใช้งานนานเป็นเดือนแล้ว) นั่นทำให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมเลนส์ครั้งนี้อยู่ที่ 8368.47 บาท ตอนที่รู้ราคาก็ตกใจพอสมควร และในวินาทีที่คุยโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ ผมก็ย้อนนึกไปถึงตอนที่ซื้อเลนส์ตัวนี้มา ผมซื้อมือสองจากร้านกล้องถ่ายภาพ โดยผมซื้อบอดี้มือหนึ่งเป็นของตัวแทนไทยมีประกันถูกต้องทุกอย่าง แต่ผมเลือกใช้เลนส์มือสองเพราะเห็นว่าราคาถูกลงไปจากราคามือหนึ่งประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะด้วยความเชื่อมั่นว่าเลนส์เกรดโปรของ canon จะทน และสามารถซ่อมได้เกือบทุกอาการ ดังนั้นผมก็เสี่ยงกับของมือสองได้ แต่ตอนที่ซื้อก็ไม่คิดว่าเลนส์จะเป็นของหิ้ว คิดว่ามันคงเป็นมือสองประกันศูนย์ ซึ่งตอนซื้อก็ไม่ได้ถามว่ามันเป็นของหิ้วหรือของประกันศูนย์

IMG_20220806_210154

กลับมาที่การสนทนากับศูนย์ canon ผมรู้ว่าราคาเลนส์ตัวนี้ที่เป็นมือสองในปัจจุบันซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 9000-12000 บาท แล้วแต่สภาพ ณ นาทีนั้้นผมลังเลอยู่ว่าจะยกเลิกการซ่อมแล้วไปซื้อมือสองใช้ดีไหม แต่คิดแล้วก็ไม่อยากเสี่ยงว่าถ้าซื้อมือสองมาแล้วจะมาเจออาการเสียแบบรูรับแสงหมดอายุแบบนี้หรือเปล่า ก็เลยตัดสินใจซ่อมในราคาตามที่แจ้ง จ่ายแปดพันกว่าบาทแล้วได้ของที่ซ่อมบำรุงเรียบร้อยกลับมาใช้น่าจะดีกว่าไปเสี่ยงกับมือสองตัวอื่นๆ

พอพ้นเรื่องราคาไปแล้ว ผมก็คุยกับเจ้าหน้าที่ต่ออีกสักพัก ถามเรื่องระยะเวลาที่ศูนย์จะสต๊อคอะไหล่ของเลนส์รุ่นต่างๆว่าจะมีให้ซ่อมไปอีกนานแค่ไหน เพราะได้ข่าวว่า canon จะเลิกผลิตกล้อง DSLR และจะทำให้เลิกผลิตเลนส์เม้าท์ EF ด้วยแน่ๆ เนื่องจากตอนนี้ canon ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาระบบกล้องและเลนส์รุ่นใหม่อย่าง Eos R พร้อมเลนส์ชนิด RF ที่เป็นเม้าท์เลนส์ชนิดใหม่แต่เพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ก็ให้ข้อมูลว่า เลนส์หลายๆตัวของ canon จะสต๊อคอะไหล่ไว้ประมาณอย่างน้อย 20 ปี นั่นหมายความว่าถ้าภายใน 20 ปี ก็น่าจะพอมีอะไหล่ให้ซ่อมได้ และยังมีเลนส์บางรุ่นอย่าง Ef 70-200L f2.8 ที่จะมีอะไหล่สต๊อคไว้ถึง 29 ปี นั่นถือว่าเป็นระยะเวลาที่นานมากสำหรับผลิตภัณฑ์สักตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าดีใจที่บริษัทพยายามดูแลช่างภาพที่ใช้อุปกรณ์เกรดโปรอย่างยาวนาน แต่ก็นับเป็นเรื่องเศร้าอีกประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมอยู่มานาน และกำลังจะถึงระยะเวลาที่เลนส์จะหมดเวลา 29 ปีแล้ว เพราะเลนส์ 70-200 f2.8 ถูกผลิตครั้งแรกปี คศ 1995 พอนับไป 29ปี มันก็จะไปถึงปี 2024 นั่นเอง ซึ่งมันคือเวลาอีกไม่นานแล้วหลังจากนี้

การซ่อมเลนส์ครั้งนี้ทำให้ผมเข้าใจแล้วว่าการซื้อของมือสองทำไมเราถึงต้องสอบถามว่าเป็นของประกันศูนย์หรือประกันร้าน(ของหิ้ว) เพราะมันมีผลกับการคิดราคาค่าซ่อมและค่าอะไหล่ในอนาคตนั่นเอง ต่อไปก็จะได้ระวังไม่ซื้อของประกันร้านอีก จะได้ไม่ต้องตกใจตอนส่งซ่อมเหมือนครั้งนี้