กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1 โยโกฮาม่า นิกโก้


พาลูกเที่ยวต่างประเทศเป็นเรื่องท้าทายสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก การเดินทางต้องวางแผนอย่างรอบคอบตั้งแต่การเลือกเที่ยวบินที่จะกระทบเวลาลูกน้อยที่สุด เลือกวิธีเดินทางไปแต่ละจุดด้วยรถสาธารณะ และเลือกที่พักที่คาดว่าจะบริหารจัดการชีวิตลูกได้ง่าย เรื่องเหล่านี้ ภรรยาผม จัดการได้อย่างยอดเยี่ยม

โปรแกรมพาลูกไปญี่ปุ่นริเริ่มกันก่อนเดินทางจริงประมาณสี่เดือน เป็นสี่เดือนที่เตรียมข้อมูลและเตรียมของที่คาดว่าจะต้องใช้ มีของที่ต้องมีแน่ๆห้ามพลาด เช่น รถเข็นเด็กซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้การเดินทางไม่เหนื่อยมาก ข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดเตรียมและจัดซื้อไว้ครบถ้วนก่อนเวลาเดินทางจริง 1 ชม. ทั้งๆที่เตรียมตัวเตรียมของกันหลายเดือน กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ใบกลาง ใบเล็ก เป้สะพาย ถูกหยิบยืมจากเพื่อน มีกระเป๋าเดินทางไฮเอนด์จากเพื่อนคนหนึ่งยี่ห้อ rimowa เป็นกระเป๋าล้อลากลื่นปื้ด ต้องล๊อคด้วยรหัสสามตัว ลองเปิดได้ เริ่มแพ็คของเสื้อผ้าเครื่องใช้ต่างๆ แต่พอลองปิดแล้วเปิดอีกทีกลับเปิดไม่ได้แล้ว เดือดร้อนเลย เพราะเปิดเองไม่ได้ โทรถามเจ้าของกระเป๋าก็เปิดไม่ได้ รหัส 3 หลัก นั่งบิดกันมือหงิกก็ยังเปิดไม่ได้ เข้าอินเทอเน็ตหาวิธีเปิดกระเป๋าที่ต้องใช้รหัสมีหลายวิธี ทุกวิธีลองแล้วก็ยังเปิดไม่ได้ เลยสุดท้ายต้องอุ้มไปให้ตัวแทนจำหน่ายช่วยเปิดให้

ที่ร้าน rimowa สาขาเกษรพลาซ่า ผมเดินลากกระเป๋าลื่นปื้ดไปขอความช่วยเหลือ บอกพนักงานว่าผมปิดแล้วเปิดไม่ได้ รหัสเก่าเปิดไม่ได้ พนักงานก็ใจดี เอาไปจัดการให้ พนักงานหมุนรหัส หมุนกลับไปกลับมา หมุนทีละหลัก ใช้เวลาไม่ถึงนาทีเปิดกระเป๋าได้แล้ว เห็นแล้วแทบจะจีบไปขโมยกระเป๋าที่สนามบินด้วยกันเลย ขอบคุณพนักงานที่ช่วยชีวิตผมไว้ เพราะเสื้อผ้าของใช้ที่อยู่ในนี้จัดหาใหม่ไม่ทันแล้ว เพราะวันรุ่งขึ้นจะต้องเดินทาง ไม่มีเวลาหาซื้อใหม่แน่นอน

เจอกรณีรหัสที่ตั้งไว้ไหลเปลี่ยนไปเป็นรหัสอื่น ทำให้ไม่กล้าใช้กระเป๋าใบนี้เลย สุดท้ายเมื่อเปิดได้ก็ถ่ายของออก เปลี่ยนไปใช้กระเป่าโลเทค ใช้แม่กุญแจล๊อคดีกว่า เพราะกลัวว่าจะไปทำรหัสเปลี่ยนโดยไม่ตั้งใจที่เมืองนอก ซึ่งคงหาคนช่วยเปิดไม่ง่ายเหมือนเมืองไทย

IMG_8764

เราเริ่มต้นกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางด้วยสายการบิน ANA ออกจากเมืองไทยตอนเที่ยงคืน ไปถึงญี่ปุ่นในเวลา 08.00 น. ของเวลาญี่ปุ่น ก็คือเราเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง เป็นหกชั่วโมงที่ลูกไม่งอแง นับว่าโชคดีมาก แต่พ่อแม่ไม่ได้นอนเลย เพราะลูกจะนอนขวางยาวตามเก้าอี้ของเครื่องบิน คือลูกนั่งกลาง แม่นั่งซ้าย พ่อนั่งขวา หัวอยู่บนตักแม่ ขาอยู่บนตักพ่อ ขยับตัวไม่ได้เลย กลัวลูกตื่น เพราะถ้าลุกตื่นกลางดึกจะมีปัญหางอแงและอาจจะโวยวายรบกวนผู้โดยสารคนอื่น

IMG_8777

เข้าญี่ปุ่นผ่านด่านสนามบินแล้วเราก็เดินทางไปสถานีรถไฟโยโกฮาม่าทันทีเพื่อฝากกระเป๋าเข้าล๊อคเกอร์ แล้วเดินทางไปเที่ยวต่อที่ seaside paradise ซึ่งเป็นพิภิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ถือว่าเป็นอคอเรี่ยมอีกแห่งหนึ่ง แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าที่โอซาก้า แต่ไฮไลท์ของที่นี่มีสิ่งที่โอซาก้าไม่มี คือ มี whale shark ตัวใหญ่มาก ใหญ่ชนิดที่ว่าขอบฟ้าเอาไปนอนฝันเลย  การเดินทางในญี่ปุ่นสะดวกมากเพราะมีรถไฟวางกระจายไว้ทั่วเมือง  เราสามารถเดินทางไปจุดต่างๆได้ด้วยรถไฟเกือบร้อยเปอร์เซ็น  ส่วนการพาลูกขึ้นรถไฟก็จะไม่ยากมาก  ถ้าอุ้มขึ้นอุ้มลงก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าใช้รถเข็นก็จะมีความยากระดับหนึ่งคือ ต้องลุ้นว่ารถไฟจะไม่แน่น  การขึ้นลงสถานีบางทีต้องขึ้นฟ้า บางที่ต้องลงใต้ดิน ส่วนใหญ่จะมีลิฟท์ให้ใช้ แต่บางสถานีก็ไม่มี  จังหวะที่ไม่มีลิฟท์ก็ต้องใช้วิธีอุ้มรถเข็นขึ้นบันไดเลย  มันดูยุ่งยากพะรุงพะรังบ้างแต่ก็ไม่ยากเกินไป

IMG_8793

รถเข็นเด็กช่วยให้พ่อแม่ไม่เหนื่อยมาก  เพราะเด็กมักจะหลับตอนกลางวัน ขอบฟ้าเดินทางมาทั้งคืน สิบโมงกว่าก็หลับแล้ว  เพราะมันเป็นเวลานอนของเด็กส่วนใหญ่  การหลับในรถเข็นทำให้พ่อแม่ชีวิตไม่ลำบาก

IMG_8815

ที่ด้านหน้า seaside paradise มีร้านขายของชำอยู่ร้านหนึ่ง หน้าร้านมีสิ่งสะดุดตาซึ่งไม่คิดว่าจะได้เจอ นั่นคือ กล้องฟิล์มพร้อมใช้ สามารถซื้อแล้วถ่ายเล่นได้เลย กล้องหนึ่งตัวบรรจุฟิล์มเน็กกาทีฟสี ไม่คิดว่าจะได้เจอที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี แต่มาคิดอีกทีก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะต่อให้ญี่ปุ่นไฮเทคแค่ไหน แต่งานศิลปะของญี่ปุ่นกลับมีความอนุรักษ์นิยมอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ ร้านขายซีดียังมีอยู่ในญี่ปุ่น ยังมีชุมชนที่นิยมใช้กล้องฟิล์ม มีังานแสดงภาพถ่ายที่มากกมายจากกล้องฟิล์ม สิ่งเหล่านี้พบเห็นได้บ่อยๆ พอมาเจอว่ายังขายกล้องพร้อมฟิล์มอยู่ก็รู้สึกอบอุ่นดี

IMG_8803

วันแรกในญี่ปุ่นเราหมดเวลาและหมดแรงไปกับการเดินทางแสนขรุกขรัก การเดินทางด้วยรถไฟไฟาซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนญี่ปุ่นนั้นทำให้พวกเราเสียเวลาไปเยอะมาก ผ่านวันนี้ไปเราก็รู้แล้วว่าอีกหลายวันที่เหลือของเราเหนื่อยแน่นอน ถือโอกาสถ่ายป้ายในสถานีรพไฟเก็บไว้บ้าง ตอนเย็นโพล้เพล้แสงเริ่มหมด บรรยากาศของชานชลามันดูเหงาเสียเหลือเกิน ถ้าผมเป็นคนไม่มีแฟน ภาพและห้วงเวลาแบบนี้คงทำให้รู้สึกเหงาจับใจ

IMG_8823

เดินทางกลับโรงแรมที่พักแล้วก็นอนสลบไม่รู้เรื่องเลย ตื่นมาอีกวันเราก็ออกลุยเมืองโยโกฮาม่ากันอีกที เช้าวันนี้อากาศหนาวมาก ไม่รู้ว่าอุณหภูมิเท่าไหร่แต่ว่าใส่เสื้อสามชั้นยังรู้สึกเย็นๆ ส่วนลูกก็สนุกไปเรื่อยๆไม่เข้าใจว่ามันหนาว จมูกขอบฟ้าเริ่มแดงตอนที่มีลมพัดเยอะๆ เราเดินเล่นดูวิวเมือง ดูเรือ ดูตึกอยู่สองชั่วโมง

IMG_8844

ภาพถ่ายทริปนี้ใช้กล้อง eos m กับเลนส์ 22f2 ตัวเดียวเลย เหตุที่มีตัวเดียวก็เพราะว่ากระเป๋ากล้องที่ใช้งานนั้นมีกล้องกับเลนส์และที่ชาร์จมาแค่นี้ เลนส์ตัวอื่นๆที่มีอยู่ดันไม่อยู่ในกระเป๋า ตอนรวบกระเป๋าออกจากบ้านก็คิดว่าของครบแล้ว มารู้ตัวอีกทีว่าเลนส์มีติดมาตัวเดียวก็ที่สนามบินเสียแล้ว ก็เลยได้ลุยทริปนี้ด้วยเลนส์ตัวเดียวเลย

IMG_8898

IMG_8850

โยโกฮาม่าเป็นเมืองท่าติดทะเลของญี่ปุ่น มีเรือเดินสมุทรลำใหญ่วางโชว์เป็นแลนมาร์กของเมือง ดูจากสถานที่หลายๆอย่างที่เขาจัดแสดงเป็นนิทรรศการเข้าใจว่าเมืองนี้เป็นเมืองสำหรับการต่อเรือ มีอาคารต่อเรือใหญ่โต ต่อเรือยักษ์เสร็จก็เปิดน้ำไหลเข้าอาคารแล้วขับเรือออกไปเลย แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่าเขายังทำงานต่อเรืออีกไหม เพราะอู่เรือแถวนี้กลา่ยเป็นที่เที่ยวที่ดูเล่นไปหมดแล้ว

IMG_8947

ในพื้นที่ใกล้ๆอู่ต่อเรือมีสวนสนุกเล็กๆให้เล่นด้วย ไม่สนุกเท่ากับเครื่องเล่นผู้ใหญ่ แต่ก็เพลินๆสำหรับเด็กๆ ดูเหมือนของเล่นในห้างเสียมากกว่า ของกินประจำสวนสนุกก็คือไอศครีม ซึ่งรสชาดมันคงอร่อยพอใช้ได้เลย เพราะขอบฟ้ากินหมดแท่งแบบไม่ต้องขอร้อง เป็นของกินไม่กี่อย่างในชีวิตขอบฟ้าที่กินหมดเกลี้ยงโดยไม่ต้องพยายาม

IMG_8924

ออกจากโยโกฮาม่าเรามุ่งหน้าไปนิกโก้ ซึ่งเป็นปลายทางแห่งหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ของทริปนี้เลย เพราะนิกโก้เป็นที่เที่ยวแนวเมืองโบราณและธรรมชาติ เป็นเหมือนการเที่ยวชนบทของญี่ปุ่น การเดินทางต่อรถไฟไปนิืกโก้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดของทริปนี้เลย เพราะว่าเราต้องแวะไปซื้อตั๋วสำหรับเดินทางเที่ยวในนิกโก้แบบตั๋วใบเดียวเที่ยวทุกอย่าง ลูกกับรถเข็น บางทีก็เป็นภาระต้องหาลิฟท์ใช้ บางทีก็เป็นที่ทุ่นแรงไม่ต้องแบกของเอง

IMG_8967

เราออกเดินทางตอนบ่ายสองจากโยโกฮาม่า มาถึงนิกโก้อีกทีก็ทุ่มกว่า ฟ้ามืดแล้ว เราเข้าที่พักแบบจับทิศไม่ถูกเลย เพราะมันมืดแล้ว โชคดีที่โรงแรมที่พักอยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟ และตอนที่เรามาถึงนิกโก้เราก็ได้พบกับคนไทยสองคนที่เขาบอกว่าเพิ่งเดินผ่านโรงแรมวิว่าที่เรากำลังจะไปพัก มันก็เลยง่ายหน่อย

IMG_8975

IMG_8982

โรงแรมนี้เป็นโรงแรมตึกแถว เจ้าของบ้านดัดแปลงให้เป็นโรงแรม ดูน่ารักอบอุ่น และเป็นกันเอง เราได้นอนห้องแคบๆ ห้องน้ำแคบ มีพื้นมีเสื่อให้นอนด้วย อากาศที่นิกโก้ช่วงต้นเดือนตุลาคม กลางคืนเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เช้าๆสายๆประมาณ 10-15 องศา ต้องใส่เสื้อกันหนาว ตอนกลางคืนแอร์ในห้องไม่ต้องเปิดเลย สิ่งที่ทำให้เราแปลกใจยังคงมีให้เห็นอีก นั่นคือเครื่องเล่นวิดีโอเทป ที่ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่ายังมีอยู่ เจ้าของโรงแรมยังไม่ได้ทิ้งไป แต่เราไม่มีม้วนวิดีโอใช้แล้ว มันก็เลยเป็นเพียงเครื่องเล่นสำหรับวางโชว์อยู่ในตู้เท่านั้น

IMG_8978

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราแปลกใจแต่ก็ไม่มากก็คือ ระบบการเดินสายสำหรับการเล่นอินเทอเน็ตที่โรงแรมแห่งนี้ทำกันง่ายๆ ง่ายเหมือนบ้านของเราเองเลย คือมีสายแลนเดินไว้ในห้องแล้วก็เอาตัวปล่อยสัญญาณ wifi มาใช้ ทั้งหมดวางอยู่บนถาดใส่สบู่ ดูแล้วก็แปลกๆ เหมือนมันเป็นการแก้ปัญหาแบบชั่วคราว แต่ว่าการใช้งานอินเทอเน็ตที่ผมวางแผนไว้ผมใช้วิธีเอา apple airport express ติดตัวมาด้วย เมื่อถึงโรงแรมก็ดึงสายแลนมาเสียบกับ airport express เสียเลย ทำให้ wifi ที่ใช้งานเป็นเหมือน wifi ที่บ้าน เครื่องมือถือ แท็ปเบล็ตต่างๆจะได้ไม่ต้องใส่รหัสใหม่ เปิดเครื่องขึ้นมาก็เหมือนเล่นเน็ตที่บ้าน แบบนี้สบายไม่ต้องไปจดรหัสของโรงแรม

IMG_8980

สิ่งที่ขอบฟ้าชอบมากสำหรับที่ญี่ปุ่นก็คือห้องน้ำ เพราะมันสะอาดและน่าตื่นเต้นกับระบบฉีดน้ำล้างก้นที่เด็กอย่างขอบฟ้าไม่เคยเจอมาก่อน ผมเองเมื่อหลายปีก่อนก็มีโอกาสได้ไปญี่ปุ่น ก็ตื่นเต้นกับที่ฉีดก้นของญี่ปุ่นเหมือนกัน ปุ่มกดที่โถส้วมมากมายกลัวกดผิดทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ขอบฟ้าชอบการฉีดน้ำเข้าก้นมาก

IMG_8976

เช้าวันแรกที่นิกโก้ อุณหภูมิในห้อง 22 องศาแบบปิดแอร์ เรากินข้าวเช้าที่โรงแรมโดยมีเจ้าของโรงแรมทำอาหารเช้าให้แขกทุกห้อง กินกันเรียบร้อยก็เตรียมตัวเดินทางไปยังที่เที่ยวที่แรกซึ่งต้องนั่งรถเมล์ไปอีก 1 ชั่วโมง การเป็นช่างภาพก็ทำให้ผมต้องขออนุญาตเจ้าของโรงแรมให้ยืนยิ้มให้กับกล้องสักภาพ เพราะการต้อนรับแบบโฮมสเตย์แบบนี้ทำให้รู้สึกว่าที่นี่อบอุ่นน่ารัก ดูเป็นเจ้าบ้านที่ใจดี

IMG_9000

IMG_9006

เรามารอรถเมล์กันที่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟ แวะถ่ายภาพเล่นๆกันพอสนุก ใบไม้ที่นี่เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว ที่ที่เราจะไปจะเป็นทะเลสาปบนภูเขาซึ่งจุดเด่นของทะเลสาปก็คือ มีต้นไม้เปลี่ยนสีนั่นเอง แต่ว่า ณ วันที่เราไปถึงนั้นต้นไม้ยังเปลี่ยนสีไม่มาก กว่าครึ่งยังเป็นสีเขียวปกติอยู่ มีแค่ครึ่งเดียวที่เปลี่ยนเป็นสีเหลือ สีแดง

IMG_9013

IMG_9017

IMG_9020

ก่อนที่เราจะไปถึงทะเลสาป เราได้แวะดูสะพานไม้สีแดง ชื่อสะพานชินเกียว ทำไมถึงดัง ทำไมถึงต้องแวะ ทำไมต้องเป็นแลนมาร์กผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เราเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ ในหนังสือไกด์บุ๊คที่ได้อ่านผ่านตาทุกเล่มจะให้แวะถ่ายภาพทั้งหมด ก็เลยต้องแวะในแบบที่หนังสือแนะนำ เลยได้มีโอกาสเก็บภาพบรรยากาศแถวนี้ไว้ด้วย สิ่งที่น่ารักและโชคดีได้ถ่ายเก็บไว้ก็คือที่รอรถเมลที่ใช้ตู้เหล็กมาให้นักท่องเที่ยวได้นั่งรอ ไม่รู้ว่าเป็นตู้ที่เคยเป็นรถไฟมาก่อนหรือเปล่า หรือเป็นการทำเลียนแบบขึ้นมา แต่มันก็ให้ภาพถ่ายที่สวยดีและมีรอยยิ้มของลูกติดกล้องแบบที่เราก็อยากเอาภาพนี้ไปติดฝาบ้านเลย

IMG_9029

IMG_9030

IMG_9033

IMG_9044

IMG_9062

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1 โยโกฮาม่า นิกโก้

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2 นิกโก้ สูงๆหนาวๆ

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 3 นิกโก้ โตเกียว

 

Advertisements

2 thoughts on “กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1 โยโกฮาม่า นิกโก้

  1. Pingback: กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2 นิกโก้ สูงๆหนาวๆ | Pockethifi's Blog

  2. Pingback: กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 3 นิกโก้ โตเกียว | Pockethifi's Blog

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s