เดินเล่นศึกษาภัณฑ์เอกมัย


มีเหตุให้ต้องไปหาของบางอย่างมาทำงานให้ลูกค้า และจากการตามหาตามห้างแถวบ้านทั้งหมดแล้วก็ไม่พบสิ่งที่ต้องการ ทางลูกค้าก็ใจดีบอกมาว่ามีคนเคยซื้อของชิ้นนี้ได้ที่ศึกษาภัณฑ์เอกมัย ผมก็เลยต้องไปเดินดูสักหน่อย

ตั้งแต่จำความได้ ศึกษาภัณฑ์ที่ผมรู้จักมันจะอยู่บนถนนราชดำเนิน ข้างๆโรงเรียนสตรีวิทยา ผมเคยไปซื้อของอยู่บ้างเมื่อสักสิบปีก่อน และสักยี่สิบปีก่อนผมเคยไปเดินเล่นดูของด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะมันมีของขายมหาศาล มันเป็นยิ่งกว่าร้านเครื่องเขียน มันเป็นยิ่งกว่าร้านหนังสือ มันมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ผมไม่เคยเห็นเลยสักอย่าง นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าตอนเด็กผมอยู่ในโรงเรียนที่ไม่พัฒนาเรื่องสื่อการเรียนการสอนอย่างตั้งใจทำให้ตื่นเต้นกับศึกษาภัณฑ์

พอลูกค้าบอกว่าอยู่เอกมัย ผมก็เลยค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และรู้ว่า ศึกษาภัณฑ์ก็มีสาขา และสาขาเอกมัยก็อยู่ติดกับท้องฟ้าจำลอง ซึ่งผมก็ไม่เคยไปท้องฟ้าจำลองเลย จนกระทั่งมีคนเอาท้องฟ้าจำลองไปทำหนังเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอจนโด่งดังไปแล้วผมก็ยังไม่ได้ไปเหยียบท้องฟ้าจำลองซะที ใครๆเขาก็ได้ไปตอนเด็กกัน ไปทัศนะศึกษา แต่โรงเรียนที่ผมอยู่ก็ไม่ได้มีทัศนะศึกษาแบบนี้ จะไปตอนโตก็เขินๆ อายเด็ก กลัวไปทำอะไรเปิ่นๆ

ผมตัดสินใจไปศักษาภัณฑ์เอกมัยในวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่การเมืองไทยเข้าสู่ยุคบรรลัย รัฐบาลทะเลาะกับประชาชนของตัวเอง และทหารถือปืนมาขอคืนพื้นที่ ถนนราชประสงค์ที่เคยเป็นย่านการค้าหรูหราคับคั่งกลายเป็นสมรภูมิ ทุกคนมีสิทธิ์ตายได้ทุกนาที แย่มากๆ แต่ผมก็ต้องมาหาซื้อของในเมือง เลยเลือกขับรถขึ้นทางด่วนมาลงถนนพระรามเก้าแล้วอ้อมไปถนนเอกมัย ตัดไปสู่ถนนสุขุมวิทซึ่งเป็นที่ตั้งท้องฟ้าจำลอง และศึกษาภัณฑ์

ในความทรงจำและระลึกได้ ผมคิดว่าศึกษาภัณฑ์ไม่น่าจะมีที่ให้จอดรถ คงต้องอาศัยจอดที่ร้านค้าอื่นๆข้างเคียงแล้วค่อยเดินไป เลยเลือกจะไปจอดรถที่บ้านไร่กาแฟ จอดเสร็จ รับคูปอง เดินเข้าไปซื้อกาแฟแก้วนึง จ่ายไป 80 บาท ซึ่งเป็นอัตราค่ากาแฟที่แพงเหลือเกิน ข้างๆบ้านไร่กาแฟเป็นโชว์รูมรถยนต์ฮอนด้า ซึ่งเป็นลูกค้าที่สั่งพิมพ์งานกับผมมาหลายปี ผมเก็บเงินเขามาหลายแสนบาทแล้ว รถคันใหม่ของผมก็เป็นรถฮอนด้าแต่ไม่ได้ซื้อกับเขา เพราะผมเคยขอราคาแล้ว เขาไม่ได้ให้ราคาที่ดีกับผมเลย ผมก็เลยไม่ได้อุดหนุนลูกค้าตัวเอง

ได้กาแฟแล้วก็เดินมาข้ามถนน ตรงหน้าร้านบ้านไร่กาแฟเป็นสามแยกไฟแดง ฝั่งตรงข้ามของถนนเป็นท้องฟ้าจำลอง เป็นศึกษาภัณฑ์ เป็นสถานีขนส่งสายตะวันออก ใครจะไปชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ต้องมาขึ้นรถที่นี่ แยกไฟแดงนี้ค่อนข้างมีคนเยอะและมีสถานที่สำคัญเยอะ แต่ปรากฏว่าไม่มีสะพานลอย ห่างไปสองร้อยเมตรมีสะพานลอยเก่าแก่อยู่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับสถานที่สำคัญอะไรเลย ไม่รู้สร้างไว้ทำไมเหมือนกัน บริเวณที่ควรจะมีก็ไม่คิดจะสร้าง ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยก่อนคงสมองน้อย แต่ก็แปลกใจว่าผู้ว่าคนปัจจุบันทำไมถึงมีระดับสติปัญญาเท่ากับคนในอดีต ขอพัฒนาการสักเรื่องก็ไม่ได้เลยเหรอ ตัวเงินตัวทองที่มันหากินอยู่ในสวนลุมมันยังขยับขยายเข้าไปอยู่ในรัฐสภากันเลย

ที่แยกไฟแดงแห่งเดิม มองขึ้นไปบนหัว มีสถานีรถไฟฟ้าอยู่ ผมคิดได้ด้วยตัวเองว่า อ๋อ ท่านผู้ว่าฯคงคิดจะให้ผมใช้สถานีรถไฟฟ้าแทนสะพานลอย จะได้ไม่ซ้ำซ้อนกัน ผมเผลอดีใจที่ผมคิดได้ แต่ก็เอะใจต่ออีกนิดหน่อยว่า รถไฟฟ้ามันเป็นของเอกชน และมันเพิ่งเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2542-43 ถ้าผมจำไม่ผิด หรือนับเป็น ค.ศ. 1999-2000 นั่นเอง แล้วก่อนหน้านี้เขาจะให้ข้ามถนนกันยังไงล่ะ ชั่งมันเถอะ ผมไม่ใช่คนแถวนี้ ถ้าคนแถวนี้เขาทนใช้ชีวิตได้แล้วผมจะไปโวยวายทำไม คนนอกพื้นที่ควรเคารพคนในพื้นที่

เดินไปจะเข้าสถานีรถไฟฟ้าเพื่อข้ามถนน ก็มีเชือกโยงกั้นไว้ แล้วติดกระดาษใบนึงว่า “ปิด” ผมเลยเข้าสถานีรถไฟฟ้าไม่ได้ ก็เลยนึกขึ้นมาได้อีกเรื่องหนึ่งว่า รถไฟฟ้าหยุดให้บริการ เพราะเหตุผลเรื่องความไม่ปลอดภัยทางการเมือง มีคนทะเลาะกันที่ราชประสงค์ สีลม พระรามสี่ รถไฟฟ้าเลยหยุดวิ่ง พอหยุดวิ่งสถานีก็เลยปิด แล้วผมจะข้ามถนนยังไง……..

สุดท้ายเลยต้องวิ่งข้ามตามจังหวะสัญญาณไฟแดง ต้องวิ่งทีละซึกถนน มันคงเป็นเรื่องปกติของชีวิตคนกรุงเทพที่ไม่รักษากฏจราจรกันสักเท่าไหร่ แต่ผมไม่อยากระเมิดกฏนี่นา คือเกิดมาไม่ค่อยได้ทำดีอะไรมากเลยไม่อยากทำเรื่องชั่ว คนมันจะชั่วเพราะหัดทำชั่วนั่นแหละ แต่ผมก็วิ่งไปแล้วตามฝั่งผมที่ได้ไฟแดง และไปลุ้นจังหวะรถว่างกับอีกฝั่งหนึ่ง

ผมเดินเข้าไปในศึกษาภัณฑ์ด้วยความรู้สึกแปลก และบรรยากาศในร้านมันดูเก่าๆโหวงเหวงชอบกล เดินดูดกาแฟเย็นราคาแพงแล้วก็ชะเง้อดูของไปเรื่อยๆ เดินไปถึงฝาผนังมุมหนึ่งก็เห็นป้ายอีกอัน “กรุณาอย่าเอาอาหารและเครื่องดื่มมาทานในร้าน” ผมหยุดอ่าน แล้วก็เดินออกเลย รู้สึกพลาด พลาดไปละเมิดกฏเขาได้ไง เจ้าบ้านถูกเสมอ แขกอย่างผมต้องเคารพกฏ เดินออกจากร้านแล้วหาถังขยะ ในระหว่างที่เดินก็คิดอยู่ในใจ ทำไมไม่ติดป้ายที่ด้านหน้าล่ะ ไปติดคำเตือนแบบนี้ในพื้นที่ด้านในเพื่ออะไรกัน อยากป้องกันอาหารและเครื่องดื่มไม่ให้เข้าร้านก็ต้องติดให้เขาเห็นก่อนที่ลูกค้าจะเดินเข้ามาถึงจะถูก คนในนี้คิดอะไรแปลกๆ

หน้าร้านไม่มีถังขยะ มองซ้ายสายตาทอดยาวไปตามถนนมุ่งสู่ท้องฟ้าจำลองก็ไม่เห็นถังขยะ มองไปทางขวาเห็นสถานีขนส่งแต่ไม่เห็นถังขยะ อะไรกันนี่ ผมเลยเลือกเดินไปที่สถานีขนส่ง ไปหยุดที่ด้านหน้า มองไม่เห็นถังขยะสักใบ กรุงเทพเมืองสะอาดมันเป็นสโลแกนของผู้ว่าคนไหนเอ่ย อยากจะเอาแก้วกาแฟในมือขว้างใส่หน้าท่านผู้ว่าคนนั้นเหลือเกิน จะทิ้งไว้กลางถนนเลยดีไหม คนขับรถผ่านไปผ่านมาคงคิดว่าผมมักง่ายน่าดู เลยเดินเข้าไปในสถานีขนส่ง เดินไปถึงบริเวณขายตั๋ว เห็นถังขยะเล็กๆอยู่สองถัง สภาพอิ่มๆเกือบล้นแล้ว ผมหย่อนแก้วลงไปแล้วเดินออกมา กลับมาสู่ศึกษาภัณฑ์อีกครั้ง ผมใช้เวลาเดินทางไปทิ้งขยะสิบนาที

เดินศึกษาภัณฑ์เกือบครึ่งชั่วโมงไม่พบสิ่งที่ต้องการ คุณลูกค้าของผมคงได้ข้อมูลที่ผิดพลาดมา แต่ก็ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ เพราะผมคิดอยู่แล้วว่าไม่น่าจะมี ทำใจไว้แล้ว แต่ก็ต้องมาดู มาพิสูจน์ว่ามันไม่มี เพื่อที่ผมจะไปบอกลูกค้าของผมได้ว่า ผมไปหาแล้วและมันไม่มี กรุณาใช้ของที่ผมหาให้เถิด ถึงมันไม่ตรงสเป็คแต่ก็ใช้งานได้ จะให้ผมไปหาของที่ตรงความต้องการร้อยเปอร์เซ็นแบบนั้น ผมพยายามแล้ว แต่หาไม่เจอ ผมคิดว่าถ้าผมพยายามแล้วทำไม่ได้ ลูกค้าจะยอมเปลี่ยนสเป็ค เพราะผมได้พยายามแล้ว ซึ่งคงดีกว่าที่จะปฏิเสธลูกค้าไปตั้งแต่ครั้งแรกที่คุยกัน และผลลัพธ์ก็เป็นแบบที่ผมคิดไว้ ผมเปลี่ยนสเป็คให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว และก็ดำเนินงานต่อไปได้

ขากลับผมขับรถกลับบ้านแบบอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ในใจหมองมัว คิดวนเวียนแต่เรื่องสะพานลอยและถังขยะ ถ้าผมจะสมัครเป็นผู้ว่า กทม. ผมจะโปรโมทเรื่องสะพานลอยและถังขยะแค่สองเรื่องพอ ขอทำเรื่องนี้แบบดีๆ

ระหว่าง ถังขยะกับผู้ว่าขยะ ประชาชนอยากได้แบบไหนมากกว่ากัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s