กลับมาเขียนบทความเกี่ยวกับเครื่องเสียงอีกครั้ง


สิบปีที่แล้วผมเคยเดินเข้าไปสมัครงานเป็นนักเขียนของนิตยสารเครื่องเสียงฉบับหนึ่ง และทางสำนักพิมพ์ให้โอกาสเขียนงานไปส่ง เรื่องอะไรก็ได้เกี่ยวกับเครื่องเสียง อีกไม่กี่วันผมก็ส่งต้นฉบับไป และได้ลงในหน้าสุดท้ายของเล่ม ตั้งแต่วันนั้นผมก็เป็นนักเขียนกับเขาจริงๆ

หลายเดือนหลังจากนั้นผมได้รับงานเขียนประจำคือ แปลบทความ เครื่องเสียงต่างๆที่ออกมาจะถูกทดสอบโดยนิตยสารต่างประเทศทั้งจากฝั่งอเมริกาและอังกฤษ สิ่งที่นิตยสารไทยจะทำได้ก็คือ แปลสิ่งที่ฝรั่งเขียน เนื้อหาทั้งเล่มมีที่เป็นคนไทยคิดเองเขียนเองทดสอบเองแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นของฝรั่งแปลเป็นไทย ผมก็รับหน้าที่แปลอย่างขยันขันแข็ง

ผมแปลได้เร็วมาก อาศัยว่าผมเป็นคนบ้าเครื่องเสียง ศัพท์เทคนิคที่ควรรู้ผมก็รู้หมด ความรู้ทางสายวิศวกรรมไฟฟ้าช่วยให้ผมทำความเข้าใจสิ่งที่ผมแปลได้เร็วมาก งานก็เลยไหลมาเทมา ผมเคยแปลสูงสุดเดือนละ 30 หน้า A4 ซึ่งเป็นการแปลความแบบทำความเข้าใจแล้วเล่าเรื่องใหม่ก่อนเขียน

ผ่านไปหลายเดือนผมกลายเป็นคนไม่กลัวภาษาอังกฤษ หนังสือเล่มหนา ข้อมูลกองใหญ่แค่ไหนก็ก็อ่านได้เรื่อยๆ การแปลจะเจอคำซ้ำๆ เจอประโยคคล้ายๆกัน สุดท้ายพอชำนาญมากๆผมก็เริ่มมองประโยคอังกฤษเหล่านั้นเป็นภาพ คือเห็นประโยคขึ้นต้น ตรงกลาง ลงท้าย มองรวมๆสิบประโยคผมก็แต่งข้อความภาษาไทยขึ้นมาใหม่เลย นอกเสียจากเป็นเรื่องราวเฉพาะทางจริงๆถึงจะอ่านทำความเข้าใจซ้ำไปซ้ำมาหลายๆเที่ยว

ผ่านไปหลายปีผมเป็นนักเขียนประจำกองบรรณาธิการ จนถึงช่วงเวลาหนึ่งผมเริ่มทุ่มเทเวลาให้กับการถ่ายภาพ ลดเวลาการเขียนงานลง ห้าปีหลังมานี้ผมเริ่มถ่ายภาพมากขึ้น และเริ่มรับผิดชอบงานของครอบครัวมากขึ้น ความถี่ในการส่งงานเขียนค่อยๆลดลง จากเดือนละหลายตอน กลายเป็นเดือนละสองตอน และ หนึ่งตอน และ เดือนเว้นเดือน จนกระทั่งในที่สุดเดือนพฤษภาคม ปี 2550 ก็เป็นเดือนสุดท้ายที่ผมส่งงานเขียนเข้าไป และไม่เคยได้ทำอีกเลยจนถึงปัจจุบัน

ตอนต้นเดือนผมอยู่ที่ร้านขายหนังสือ หยิบหนังสือที่ผมเคยเขียนมาเปิดดูเล่นๆ และเปิดไปดูหน้าบรรณาธิการ เหลือบดูรายชื่อนักเขียนในกองบรรณาธิการ ผมเห็นชื่อผมอยู่ในหนังสือเล่มนั้น ในใจก็รู้สึกดีที่เขายังไม่ถอดชื่อผมออก ผมเลยนึกได้ว่า ผมยังสามารถเขียนได้ถ้าผมอยากเขียน ก็เลยหยิบเรื่องราวของเครื่องเสียงสักตัวที่ผมชอบขึ้นมาเขียน การเขียนครั้งนี้เป็นการเขียนจากสิ่งที่อยากเขียน ไม่ได้เป็นการแปลเหมือนแต่ก่อน แต่ผมก็ยังอยากแปลบทความอยู่ดี เพราะผมรู้สึกว่าการแปลบทความทำให้ผมได้รู้เรื่องราวภายนอก การเขียนเรื่องของตัวเองเป็นการเขียนที่ง่ายที่สุดและอาจจะมักง่ายที่สุด แต่การเขียนเรื่องของคนอื่น หรือแม้แต่การแปล ผมถือว่าเป็นการเขียนที่ต้องอาศัยความรับผิดชอบระดับสูง ถ้าไม่เข้าใจ เขียนผิด แปลส่งเดช มันจะเกิดความเสียหาย และมันจะเป็นการบอกตัวตนคนทำงานด้วยว่าตั้งใจ หรือ มักง่าย

เครื่องเสียงที่ผมชอบมีไม่กี่ตัว สิ่งที่แยกแยะได้ว่าผมชอบก็คือ ความรู้สึกว่า ไม่เสียดายเงินที่ซื้อมันมาใช้ วิทยุเครื่องหนึ่งที่อยู่ในบทความที่กำลังจะส่งไปให้สำนักพิมพ์พิจารณาเป็นตัวแทนของเครื่องเสียงคุณภาพดี มีแนวคิดการออกแบบที่น่าสนใจ และเป็นครูของนักออกแบบเครื่องเสียงรุ่นใหม่ๆได้เป็นอย่างดี แต่คงมีีคนไม่กี่คนที่รับรู้เรื่องพวกนี้ ผมเคยพยายามออกแบบเครื่องเสียงเอง พยายามทำเอง แต่ผมก็ทำให้มันดีไม่ได้ อาจจะเพราะความรู้ไม่พอ หรืออาจจะเพราะทรัพยากรไม่พอ หรือ จินตนาการไม่พอ ผมเลยไม่มีเครื่องเสียงทำเองออกมาสักที ทั้งที่มันเป็นความตั้งใจครั้งหนึ่งในชีวิต ว่าอยากจะออกแบบเครื่องเสียงใช้เอง ตอนนี้ยังไม่มีเครื่องเสียงของตัวเอง ขอเขียนไปพลางๆก่อนก็ได้ อย่างน้อยก็ยังถือว่าอยู่ในวงการเครื่องเสียงเหมือนกัน

teac r1 review

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s