เปิดบริษัท เรื่องยุ่งกว่าที่คิด


ผมกำลังจะเปิดบริษัทเพื่อทำงานเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ พอเริ่มต้นก็มีเรื่องให้คิดอีกเยอะ เปิดเป็นบริษัท เป็น หจก เป็นคณะบุคคล เป็นบุคคลธรรมดา …… การเปิดกิจการจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งจากทั้งสี่อย่างนี้ ซึ่งแต่ละอย่างมีจุดดีไม่เหมือนกัน มีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน แค่ตัดสินใจเลือกแบบเดียวให้ได้ก็ปวดหัวแล้ว เพราะดันขอข้อมูลจากผู้รู้ไว้หลายคน แต่ละข้อมูลก็มีสิ่งที่จะต้องเอามาคิดให้ถี่ถ้วน นับเป็นเรื่องปวดหัวเรื่องที่หนึ่ง

สมมุตว่าได้ข้อสรุปแล้วว่าจะทำแบบใด ก็ต้องเลือกชื่อ และทำโลโก้ ทำตรายาง ต้องคิดชื่อ ต้องออกแบบโลโก้ กว่าจะได้ชื่อ กว่าจะออกแบบโลโก้ก็ใช้เวลาพอสมควร ผมได้ชื่อและออกแบบโลโก้เสร็จแล้ว ก็เอาไปสั่งทำตรายาง ทำตรายางก็อุตส่าห์เลือกแบบมีหมึกในตัวเพื่อความสะดวกไม่ต้องพกถาดหมึกให้วุ่นวาย ผลก็คือได้ตรายางหมึกเยิ้มๆมาอันหนึ่ง ใช้งานจริงไม่ได้เลย มันเลอะเทอะ สุดท้ายก็ต้องทำใหม่ เป็นเรื่องปวดหัวเรื่องที่สอง แต่ความปวดหัวระดับเบาบาง แก้ไขได้ทันที

ตรายางชุดแรกที่ได้มา เอาให้คนจดทะเบียนดู เขาออกความเห็นว่า มันเป็นแถบสีทึบกว้างๆ มันเหมือนตรายางเสีย เพราะมันปั๊มให้เรียบไม่ได้ ผมก็เข้าใจ เขาอยากให้เปลี่ยนโลโก้ใหม่ ผมถามว่า มันผิดข้อบังคับอะไรหรือไม่ เขาบอกว่าไม่ผิด แต่อาจจะสร้างปัญหาได้ในอนาคต เพราะว่ามันเหมือนตรายางเสีย อาจจะทำให้ทางธนาคาร หรือราชการไม่ยอมรับ… ผมก็เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนโลโก้ ต้องออกแบบใหม่ เริ่มต้นใหม่ เป็นเรื่องปวดหัวเรื่องที่สาม แต่เป็นระดับเบาบาง แก้ไขได้ทันที

ผมเลือกจะจดทะเบียนเป็นบริษัท ต้องใช้ชื่อคนอื่นหุ้นส่วนด้วย ผมเลยใช้ชื่อผม และไปขอพี่สาวมาให้ร่วมชื่อด้วย ตอนแรกผมคิดว่าใช้สองคน เลยเตรียมเอกสารสองคน พอทางคนจดทะเบียนแจ้งว่าต้องใช้สามคน เลยต้องรอเอกสารจากพี่เขยอีกคนหนึ่ง เป็นเรื่องไม่ปวดหัว แต่ต้องรอ…

ทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ดี? ห้าหมื่น หนึ่งแสน ห้าแสน หนึ่งล้าน ผมจะเอาตัวเลขเท่าไหร่ล่ะถึงจะเหมาะสม ผมจะซื้อเครื่องจักราคาสองล้านกว่า ผมจะใช้ทุนจดทะเบียนแค่ห้าหมื่นได้ไหม คนทำบัญชีบอกว่าอาจจะโดนตรวจสอบได้ เพราะว่าทุนจะทะเบียนไม่เหมาะสมกับเครื่องจักร แล้วผมจะระบุตัวเลขเป็นล้านไปเลย แล้วจะเอาทรัพย์สินจากไหนมาแสดงให้มันครบล้าน งง และ งง ไม่ค่อยเข้าใจขั้นตอนและวิธีคิด ตอนนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบเป็นเรื่องปวดหัวเรื่องที่สี่

ผมจะจดทะเบียนแบบเปิดบิล vat ได้ด้วย ผมจะซื้อเครื่องจักรสองล้านกว่า ค่า vat หรือภาษีมูลค่าเพ่ิมประมาณสองแสน ผมสามารถเคลมคืนมาได้ ก็คือบางคนบอกว่าเอาเป็นเงินสดออกมาได้ บางคนบอกว่าเคลมเป็นเครดิตดีกว่า หมายความว่าให้เคลมแล้วค้างเงินไว้กับสรรพกร ถึงเวลาต้องจ่ายค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเดือนก็ไม่ต้องจ่ายจริง ให้หักจากเครดิต ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะถ้าใครเคลมเป็นเงินสดออกมา เสี่ยงจะโดนสอบ ผมก็รู้ จะสอบอะไรก็สอบไปสิ ผมไมไ่ด้ปิดบังซ่อนเร้นอะไร แต่คนทำบัญชีก็บอกว่า ไม่ควรให้เกิดการสอบใดๆ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนอะไรบ้าง…. สรุปว่า ผมควรจะได้เคลมเงินสดค่าภาษีมูลค่าเพิ่มออกมาหมุนเวียน เพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ดันเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เป็นเรื่องปวดหัวเรื่องที่ห้า

เครื่องจักรที่กำลังจะซื้อเป็นเครื่องที่ขายพร้อมซอร์ฟแวร์การควบคุมสี การควบคุมสีทำให้คุณภาพงานมีจุดเด่นที่เอาไปโปรโมทได้ เครื่องของบริษัทผมสามารถพิมพ์ได้สีเที่ยงตรง นี่คือสิ่งที่ผมอยากได้ และเซลส์ขายเครื่องก็บอกว่าทำได้ แต่เพื่อนผมอีกคนที่เป็นคนขายซอร์ฟแวร์การควบคุมสีประเภทนี้ก็ให้ความเห็นว่า มันยากที่จะทำให้ได้แบบที่ผมต้องการ เพราะมันมีปัจจัยเบี่ยงเบนเยอะ เขาไม่เคยคิดว่ามันจำทำได้แม้จะเป็นสิ่งที่อาชีพของเขาต้องทำให้ได้… อ้าวววววววววว เป็นเรื่องปวดหัวเรื่องที่หก นอกจากจะลดความต้องการลง ไม่ต้องแม่นยำก็ได้ แบบนี้ก็จะหายปวดหัวในประเด็นนี้ ผมเลยต้องปวดหัวซ้ำซ้อน ว่าจะลดอ็อพชั่นนี้ดีไหม ลดลงไปก็จ่ายน้อยลง แต่ก็จะเอาไปเป็นจุดขายแย่งตลาดไม่ได้ …. ปวดหัวเรื่องที่เจ็ด ต่อเนื่องจากเรื่องที่หก

ยังไม่หมด แต่เดี๋ยวค่อยมาปวดหัวต่อ….

Advertisements

One thought on “เปิดบริษัท เรื่องยุ่งกว่าที่คิด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s