ผู้ออกแบบ iMac ‘โจนาธาน พอล ไอฟ’ (Jonathan Paul Ive)


ใครที่ตัดสินใจเลือกใช้ Apple เพราะดีไซน์ น่าจะทำความรู้จัก ‘โจนาธาน พอล ไอฟ’ (Jonathan Paul Ive) เอาไว้สักหน่อย ไม่, เขาไม่ได้สำคัญอะไรมากมายนัก ก็แค่เป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์แทบทุกชิ้นของ Apple ก็เท่านั้น 

Ive เป็นนักออกแบบชาวอังกฤษที่เติบโตมาในยุคคอมพิวเตอร์ยังไม่พัฒนา เริ่มรู้จักการออกแบบตั้งแต่ยังเดินไม่ค่อยคล่อง และคลั่งการหลั่งไอเดียมาตลอดนับแต่ตอนนั้น จนกระทั่งวัย 14 ปีก็เริ่มเข้าขั้น ‘หนัก’ เพราะพวกเล่นออกแบบทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ ผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ 

โดยไม่ต้องรอผู้ใหญ่เห็นแวว เขาตั้งดินสอปากกามุ่งหน้าร่ำเรียนด้านการออกแบบโดยตรงที่ North Umbria University (ปัจจุบันคือ Newcastle Polytechnic, ใช่! เขาเป็นเด็กช่างกล) 

จนกระทั่งจบการศึกษา เขาจับมือกับเพื่อนก่อตั้งบริษัทชื่อ Tangerine ที่รับงานออกแบบทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เขาทำมาตั้งแต่เด็ก รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ ฯลฯ -ไม่รู้เรียกว่าพวกไม่รู้จักโตได้รึเปล่า แต่ถ้าอ้างคำของไอน์สไตน์ที่ว่า “อย่าลืมความเป็นเด็ก” ก็น่าจะเข้าท่าดีเหมือนกันในกรณีนี้… 

อย่างที่บอกว่า Ive เติบโตมาในยุคก่อนคอมพิวเตอร์เฟื่องฟู เมื่อรู้ว่าไอ้กลุ่มเศษเหล็กที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์น่าจะช่วยทำงานด้านศิลป์ได้ เขาจึงหัดจับเมาส์เขย่าคีบอร์ด ก่อนจะพบว่าเครื่องแมคอินทอชนี่มันเจ๋งชะมัด! และลงมือค้นคว้าเกี่ยวกับบริษัท Apple ที่เขาประทับใจ ว่าก่อตั้งอย่างไร เดินไปทางไหน อุดมการณ์เป็นยังไง ก่อนที่จะหิ้วพอร์ตโฟลิโอซื้อตั๋วรถทัวว์ไปสมัครงานกับ Apple ซึ่งขณะนั้นต้องการที่ปรึกษาด้านดีไซน์อยู่พอดี 

หลังจากคุยกับ John Scully (ผู้บริหารระดับสูงสุดของ Apple ในขณะนั้น) เขาก้ต้องกลับไปนั่งกัดเล็บคิดหนัก เพราะหลงรักกับอุดมการณ์ของบริษัทนี้เหลือเกิน แต่ก็ยังมีบริษัท Tangerine ของตัวเองอยู่ ก่อนตัดสินใจอย่างกำปั้นทุบดิน (จริงๆ แล้วไม่ได้ทุบ) ว่าจะหิ้วสัมภาระไปทำงานประจำที่ California รังใหญ่ของ Apple ในปี 1992 

แต่ทางไม่ได้โรยด้วยกลีบลิลลี่ เพราะ John Scully ไม่ได้มองเรื่องศิลป์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคอมพิวเตอร์ จึงทำให้เขาผู้ซึ่งอยู่ในทีมออกแบบต้องหัวเสียไปขนานใหญ่ เพราะงบประมาณด้านการออกแบบไม่เข้าออกแบบอะไรไปก็ไม่ถูกใจ แถมผลกำไรขณะนั้นก็เกิดยุบตัวฮวบฮาบจนมีทีท่าว่า Apple จะเน่าเสียแล้ว แต่ Ive ก็ยังกัดฟันสู้จนกระทั่งทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อ Steve Jobs(ผู้ก่อตั้ง และผู้บริหารสูงสุดของ Apple คนปัจจุบัน) ที่ถูกบีบออกจากบริษัทเมื่อปี 1985 กลับมาในปี 1997 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ Ive ไต่เต้าจนได้เป็นหัวหน้าทีมออกแบบพอดี 

หลังจากเพียงปีเดียว Apple ก็กลายเหมือนทีมฟุตบอลโด๊ปยา ที่เล่นผิดหูผิดตาต่างจากครึ่งแรก 

เพราะงานออกแบบที่ผ่านจากขุมสมองของ Ive ถ่ายทอดออกมาตรงใจของ Steve Jobs กลายเป็นก้าวแรกของโลกคอมพิวเตอร์ยุค New ROM ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีให้สูงขึ้น รวมถึงเปลี่ยนรูปลักษณ์หน้าตาของคอมพิวเตอร์ที่ทะมึนทึบไปสิ้นเชิง (ถึงแม้ว่าบางค่ายก็ยังทำได้ทะมึนอยู่ก็ตามที) 

หลักฐานคือ iMac G3 ที่โด่งดัง ซึ่งขายไปกว่า 2 ล้านเครื่องในเวลาไม่ถึงปี.. 

 
 

ผลพวงจากการออกแบบ iMac และ iPod ทำให้ชื่อของ Ive ขึ้นสู่ดีไซเนอร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ด้วยตำแหน่ง Designer of the year โดย Design Museum ในปี 2002 แต่เขาไม่ใช่ศิลปินประเภทขี้ฟลุค เพราะผลงานต่อมาของ Ive ไม่หย่อนคุณภาพลงสักนิด หลักฐานคือลูกหลานตระกูล iPod เช่น Mini, Nano, Shuffle, หรือ iMac รุ่น G ต่างๆ รวมถึงโน๊ตบุ๊ก(หรือใครเรียก Laptop ก็ตามสบายใจ) Powerbook, iBook, Macbook จนกระทั่ง iPhone ที่ใช้กันทั่วเมืองขณะนี้ ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลเดียวกันติดต่อ 2 สมัย จนตอนนี้กรรมการทั้งหลายคงเริ่มเบื่อหน้า ก็เลยจับเขามานั่งเป็นกรรมการตัดสินด้วยเสียเลย นี่ยังไม่รวมถึงรางวัลจากสถาบันอื่นมากมายที่เขาและทีมออกแบบของ Apple ไปคว้ามาจนไม่ตู้จะวางโชว์เกรงว่าถ้าบอกจนหมดจะต้องเปลืองหน้ากระดาษเกินจำเป็น 

ที่ไม่ธรรมดากว่านั้น Ive ได้รับพระราชทานยศอิสริยาภาณ์ขั้นที่ 2 จากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า ‘Commander of the Most Excellent Order of the British Empire’ (CBE) ที่มอบไว้สำหรับผู้ที่ไม่ได้ไปรบแต่ก็สร้างชื่อเสียงให้แก่ชาติอังกฤษ จนส่งผลให้ประเทศสืบต่อไปได้… 

พูดให้เท่มากๆ ก็คือ Ive ปกป้องชาติด้วยการออกแบบ! 

ด้วยประสบการณ์และผลงาน ปัจจุบัน โจนาธาน ไอฟ เป็นไอดอลให้แก่เด็กที่ฝันอยากเป็นนักออกแบบทั่วโลก แถมเป็นหนึ่งในร้อยผู้ที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกจากการสำรวจของนิตยสาร TIME ลำดับที่ 16 เทียบเท่ากับ David Beckham 

นักออกแบบ และนักสัมภาษณ์บอกไว้ว่า หลักการออกแบบของ Ive มีอยู่ไม่กี่อย่าง 

 

 

ข้อแรก ความเป็นธรรมชาติ เช่น iMac G4 ที่ได้รับอิทธิพลมาจากดอกทานตะวัน (ที่เราพยายามมองมาทั้งวันว่ามันเหมือนตรงไหน? )Apple Pro Mouse ที่มาจากหยดน้ำ หรือแม้กระทั่งสีน้ำเงิน Bondi Blue ของ iMac G3 ที่เขาตั้งใจให้มันเป็นสีเดียวกันน้ำ รวมถึงสีต่างๆ ในชุดเดียวกันก็มีต้นแบบมาจากผลไม้ทั้งหมด รวมถึงความเป็นธรรมชาติของวัฒนธรรม หรือประวัติศาสตร์ในถิ่นต่างๆ ก็ล้วนเป็นส่วนประกอบในงานออกแบบต่างๆ ของเขาที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ 

สอง, ความ Minimalism แต่เต็มไปด้วยความสวยงาม สังเกตจากผลิตภัณฑ์ของ Apple ทุกชิ้นที่พยายามหลักหนีการออกแบบที่เต็มไปด้วยโลโก้หรือคำโฆษณาเพื่อการตลาดมาตลอด หรือตั้งป้อมอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพวกที่พยายามเพิ่มปุ่มปฎิบัติการให้ดูไฮเทค ขณะที่ Apple ทำทุกอย่างให้มันน้อยที่สุด ไม่เชื่อก็ลองนับสายไฟที่มีอยู่เพียงสายเดียวของเครื่อง iMac กับ PC ดูเอาเอง-ใครน้อยกว่าชนะ 

สาม, ความจริงใจ หลักฐานคือการเลือกใช้วัสดุในการสร้าง Ive คิดเผื่อให้ทนไม้ทนมือของคนทุกระดับ ตั้งแต่คนมือหนักชอบขว้างปาข้าวของ(คำเตือน: อย่าลองดีขว้างปาอะไรทั้งสิ้น) กระทั่งคนคนมือเบาชนิดวางของลงโต๊ะยังไม่มีเสียงเขาตั้งใจจุกจิกสรรหาวัสดุที่ทนทานกับงานทุกประเภทและคำนึงว่ามันต้องไม่เสียความสวยหรูไปแม้แต่น้อย ถึงแม้จะหยิบอะลูมิเนียมมาประกอบก็ตามที 

สุดท้ายคือความเป็นมิตร หน้าตาของผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจึงถูกออกแบบมาให้คล้ายเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ซึ่งต่อยอดจากความต้องการของ Jobs ผลที่ได้ก็อย่างที่เห็น ใครมีเครื่อง iMac หรือ Macbook ก็แทบอยากจะเอาไปตั้งโชว์หน้าบ้าน ถ้าไม่กลัวหายเสียก่อน 

 

 

 

นับได้ไม่รู้กี่ปีที่ Ive วนเวียนอยู่ในวงการออกแบบ แต่ขณะนี้เขาก้าวสู่ตำแหน่ง Senior Vice President ของบริษัท Apple ด้วยวัยที่นับได้ 41 ปี และทุกวันนี้ก็ยังคงออกแบบอยู่อย่างไม่รู้จักโตเหมือนเดิม เขาอยู่เพื่อค้นหาดีไซน์ที่พร้อมเปลี่ยนแปลงโลกจากอากาศอย่างที่เขาทำมานักต่อนัก 

น่ากลัวว่างานออกแบบของเขาที่เข้าตาและถูกใจคนทั่วโลก จะนับไม่ได้เข้าสักวัน 

เห็นไหมว่าคนอย่างนี้คบหา รู้จักไว้สักนิดก็ดีนะ…..

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s