ถ่ายภาพเม็ดยา

30 01 2011

การถ่ายภาพเม็ดยาเป็นงานถ่ายภาพมาโครประเภทหนึ่ง เพราะวัตถุหรือเม็ดยามีขนาดเล็ก จำเป็นต้องใช้เลนส์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้โฟกัสใกล้ๆได้ หรือใช้เลนส์มาโครโดยเฉพาะนั่นเอง เลนส์ที่ใช้ถ่ายภาพครั้งนี้คือเลนส์ canon EF 100 macro ซึ่งเป็นเลนส์คุณภาพสูงตัวหนึ่ง

การถ่ายภาพสินค้าแค่เพียงชิ้นเดียวหรือสองชิ้นเราอาจจะไม่ต้องวางแผนอะไรมากมาย เพราะจัดแสงแล้วก็ถ่ายเพียงแค่ไม่กี่ภาพ แต่การถ่ายสินค้าจำนวนมาก อย่างเม็ดยาสิบกว่าเม็ดจำเป็นต้องมีการวางแผนการถ่ายภาพก่อน มิฉะนั้นลักษณะภาพจะออกมาแตกต่างกันไม่เหมือนงานที่ถ่ายพร้อมกัน ซึ่งสิ่งที่เห็นความแตกต่างได้มากที่สุดคือเรื่องของค่าแสง หรือความสว่างของภาพ

การถ่ายภาพมาโครจะมีเรื่องความสว่างของภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะโฟกัสของเลนส์ การถ่ายภาพของใหญ่ๆที่ปรับแสงพอดีไว้แล้ว พอเปลี่ยนวัตถุที่เล็กลงเราจะต้องปรับระยะโฟกัสใหม่ การเปลี่ยนโฟกัสจะทำให้รูรับแสงของเลนส์เปลี่ยน ถ้าเราไม่ปรับค่าอะไรเลย ภาพที่เคยถ่ายสินค้าช้ินใหญ่แล้วแสงพอดีเมื่อถ่ายภาพสินค้าช้ินเล็กกว่าจะได้สภาพแสงที่มืดลง ยิ่งชิ้นเล็กลงไปมากเท่าไรภาพก็ยิ่งมืดลงเท่านั้น เช่น ถ้าเราถ่ายภาพสินค้าชิ้นใหญ่ที่ค่าแสง F11 ซึ่งให้แสงพอดี พอเราถ่ายของเล็กมากๆ เราอาจจะต้องปรับค่า f เป็น f5.6 เพื่อให้ภาพสว่างเท่าเดิม อาการนี้เรียกว่าเป็นอาการเสียแสง

สิ่งที่ควรเตรียมตัวก็คือ การเรียงลำดับการถ่ายภาพสินค้าแค่ละชิ้นตามขนาด เราจะเลือกจากเล็กไปใหญ่ หรือ ใหญ่ไปเล็กก็ได้ ในการถ่ายภาพชุดนี้ผมเลือกจากเล็กไปใหญ่ แต่โชคดีของงานนี้มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ค่าแสงไม่เปลี่ยนมาก เพราะไม่ได้พยายามถ่ายภาพให้เต็มเฟรมทุกภาพ แต่เป็นการถ่ายภาพให้เห็นความเล็กและใหญ่ของยาแต่ละเม็ด เรื่องแสงเปลี่ยนหรือเสียแสงในสถานการณ์ของผมจะไม่เด่นชัดมาก แต่การเรียงลำดับก็ยังช่วยในเรื่องการทำงานได้เป็นอย่างดี

เตรียมยาโดยการเรียงลำดับจากเล็กไปใหญ่

ผมเริ่มจากยาเม็ดเล็กสุดก่อน วัดแสงต่างๆให้ได้ระดับที่ต้องการแล้วก็เริ่มถ่ายภาพ ยาเม็ดเล็กจะมีขนาดกินพื้นที่ไม่เยอะมาก

ค่อยๆเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ ขนาดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ภาพอาจจะดูไม่เรียบร้อยเพราะมีสิ่งสกปรกอยู่กับฉาก เนื่องจากเป็นงานทดลองก่อนถ่ายจริงเลยยังไม่ได้เก็บความเรียบร้อย

ภาพสุดท้ายจะเป็นเม็ดใหญ่ที่สุด

พอถ่ายภาพเสร็จเหลือบไปเห็นว่ายาเม็ดที่เรียงลำดับไว้มันก็ดูสวยดี พอเก็บของที่จัดไฟเอาไว้เรียบร้อยแล้วก็กางขาตั้งกล้องมาถ่ายภาพที่เรียงเม็ดยาเอาไว้อีกภาพ คิดว่าน่าจะเอาไปใช้งานได้ในโอกาสต่อไป





ถ่ายรูปพระเครื่องตอนที่ 2

29 10 2010

หลังจากที่ถ่ายรูปเหรียญพระแบบโลหะมันวาวไปแล้วในตอนทีึ่ 1 ผมก็พบว่าภาพเหรียญโลหะมันคมชัดดี แต่สีสันไม่ไม่เหมือนการมองด้วยตาเปล่า โลหะจะมีความมัน และความมันก็สะท้อนกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆจนเห็นเป็นสีดำ ผมเข้าใจว่ามนสะท้อนกับเพดานด้านบน ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่โดนแสงแฟลช ทำให้มันได้ภาพสะท้อนมืดๆอยู่บนผิวโลหะ เลยมองเห็นเหมือนเป็นสีเข้มๆดำๆ

อย่างภาพตัวอย่าง ตรงกลางเหรียญควรจะเป็นโทนสีเหลือง กลับกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ เป็นปัญหาเงาสะท้อนชนิดหนึ่ง ใครที่ไม่เคยเห็นขั้นตอนการถ่ายภาพวัตถุมันวาวจะไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ต้องให้คนที่เคยถ่ายภาพมาอธิบายถึงจะรู้ที่มาที่ไป ตอนผมหัดถ่ายภาพกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านก็อธิบายหลักการถ่ายภาพวัตถุมันวาวเอาไว้ นั่นคือจะต้องถ่ายในมุ้ง หรือในเต๊นท์

ผมวิเคราะห์ว่า การมีเต๊นท์หรือมุ่งมาคลุมวัตถุมันวาวเอาไว้ จะทำให้ภาพของผนังเต๊นท์ไปปรากฏอยู่บนผิววัตถุ การมีพื้นที่สีขาวเยอะๆไปสะท้อนให้เกิดภาพบนผิดของวัตถุมันวาวจะทำให้สีที่ปรากฏขึ้นเป็นการผสมระหว่างผิววัตถุกับผนังเต๊นท์ ดังนั้นถ้าเราทำให้วัตถุอยู่ในพื้นที่ห้อมล้อมด้วยสีขาวทั้งหมด ภาพสะท้อนก็จะเป็นสีขาว ก็คือเป็นการทำให้สีของวัตถุสว่างขึ้นนั่นเอง อย่า อย่าเพิ่ง งง

ผมไม่มีเต๊นท์ ก็เลยอาศัยว่าถ่ายในขวดน้ำผ่าครึ่ง เหมือนตอนที่แล้ว แต่เพิ่มเติมการปิดด้านบนด้วยกระดาษขาวมาคลุมไว้ ผมติดกระดาษขาวเข้าไปกับเลนส์ แล้วก้มลงไปถ่ายภาพในขวด กระดาษแผ่นจะทำหน้าที่เหมือนฝากระป๋อง คลุมกระป๋องเอาไว้ทั้งหมด ทำให้วัตถุเหมือนอยู่ในเต๊นท์

ซึ่งก็จะให้ผลลัพธ์เป็นแบบภาพนี้

แบ็คกราวน์ไม่เหมือนเดิมเพราะวางกระดาษแข็งลงไปบนพื้นด้วย





doctor portrait

28 10 2010

มีงานด่วนให้ไปถ่ายภาพคุณหมอ เป็นคลีนิคเกี่ยวกับแอนไทเอจจิ้ง หรือ คลีนิคชะลอความแก่ ใครไม่อยากแก่ต้องแวะมาใช้บริการคลีนิคประเภทนี้

ได้รับการติดต่อตอนสามทุ่ม วันรุ่งขึ้นก็ไปถ่ายเลย ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นการรอคุณหมอซะมากกว่า อุปกรณ์ที่เตรียมไปก็มี กล้อง canon 5d เลนส์ tamron 28-75 f2.8 ตัวส่งสัญญาณแฟลชไร้สาย แฟลชสองตัวเป็น nikon sb-25 และ sb-26 ขาตั้งแฟลช 2 ตัว ขาตั้งกล้อง manfrotto และร่มสีขาว 2 ตัว

สาเหตุที่ใช้แฟลชนิคอนก็เพราะว่า แฟลชของนิคอมมีระบบ stand by ที่ฉลาดกว่า ก็คือ เมื่อไม่ได้ใช้งาน 1 นาที แฟลชก็จะเข้าสู่โหมด stand by และเมื่อกดสั่งให้แฟลชทำงานอีกครั้ง แฟลชก็จะติดขึ้นมาทันที ไม่เหมือนแฟลของ canon ที่เข้าโหมด stand by แล้วจะต้องปิดและเปิดใหม่เท่านั้น ไม่สามารถกระตุ้้นด้วยคำสั่งยิงแฟลขได้

ภาพที่ถ่ายภายในห้องตรวจจะไม่ใช้ร่มร่วมด้วย เพราะว่าสภาพห้องค่อนข้างแคบ แต่ผนังและเพดานเป็นสีขาว เลยใช้ยิงสะท้อนเข้ากับกำแพงแทน ซึ่งก็ให้คุณภาพแสงที่พอใช้ได้

จากนั้นก็ออกมาถ่ายด้านนอก

มาเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วน
ในห้องที่ถ่ายภาพเดี่ยวทีละคน จัดแสงโดยการใช้แฟลชสองตัวยิงเข้าผนังฝั่งตรงข้ามกับแบบทั้งหมด

ตอนถ่ายผมยืนหันหลังให้กับจอทีวี แบบอยู่ด้านหน้าผม ไฟจะสะท้อนผนังแล้ววิ่งเข้าสู่แบบเหมือนกับเป็นการจัดไฟซ้ายและขวา ยิง 45 องศาเข้าไป





ถ่ายรูปพระเครื่อง

25 10 2010

การถ่ายรูปพระเครื่องถือเป็นงานถ่ายภาพมาโครประเภทหนึ่ง หลักการถ่ายภาพแนวมาโครก็มีรูปแบบที่ค่อนข้างชัดเจน คือใช้เลนส์มาโคร ใช้ขาตั้ง ใช้ระบบแฟลชเพื่อความสะดวก จะถ่ายตอนกลางวันหรือกลางคืน แสงของสภาพแวดล้อมก็จะไม่มีผลต่อภาพ

โจทย์การถ่ายภาพพระเครื่องโดยเฉพาะเหรียญโลหะมันวาวเป็นโจทย์ที่เพื่อนคนหนึ่งให้ไว้ เพราะว่าที่ผ่านมามีปัญหาว่าเขาไม่สามารถถ่ายให้ภาพชัดและสีสวยได้ ผมฟังแล้วก็นั่งนึกถึงวิธีการจัดแสง พอรับปากได้ตัวอย่างเหรียญโลหะมา ก็เอามาลองจัดไฟตามแบบที่เคยนึกเอาไว้

การถ่ายของมันวาวควรจะถ่ายในสภาพที่มีวัสดุสีขาวห่อหุ้มเอาไว้ ผมเลยนึกถึงขวดพลาสติกขนาดใหญ่ เนื้อขาวขุ่น เอามาตัดด้านบนออกแล้วก็ยิงแสงแฟลชเข้าไปด้านข้างขวด วัตถุที่อยู่ในขวดก็จะได้แสงสว่างที่นุ่มนวล กล้องถ่ายภาพจะถ่ายจากด้านบน เพื่อบันทึกภาพในแนวดิ่ง ซึ่งเป็นภาพที่จะให้รายละเอียดของพระเครื่องหรือเหรียญโลหะที่ครบถ้วน นึกแล้วก็จัดสภาพตามนี้

ตัวเลนส์ใช้ ef100 macro f2.8 แฟลชใช้ nikon sb25 และ sb26 ส่งสัญญาณแฟลชด้วยทริกเกอร์ไร้สาย ค่าแสงที่ลองถ่ายอยู่ที่ f16 ความเร็วชัตเตอร์ 1/125 วินาที ตอนถ่ายภาพก็ค่อนข้างยาก เพราะว่ากล้องต้องวางในแนวดิ่ง เลนส์ชี้ลง แบบนี้ต้องใช้ขาตั้งราคาแพงเท่านั้น เพราะขาตั้งราคาถูกไม่สามารถจัดระนาบกล้องให้ถ่ายแนวดิ่งได้ ภาพออกมาตามนี้

ลองเอากระดาษมารองด้านหลังของวัตถุดู เพื่อเพิ่มฉากหลังให้มีลวดลายอื่่นๆแทนที่จะเป็นเนื้อพลาสติก

ผมดูภาพแล้วก็ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แม้ว่าความคมชัดของภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ชัดเพียงพอ แต่สีสันยังไม่สวย ยังไม่สามารถบอกว่าภาพนี้เป็นภาพที่สวยได้ เลยลองจัดแสงแบบอื่นดูบ้าง ก็เลยหาอุปกรณ์ใกล้ตัวชิ้นอื่นๆที่น่าจะพอใช้ได้มาลองดู ก็เลยลองกับ ring flash ดู

การใช้ Ring flash จะต้องให้เลนส์ถ่ายภาพอยู่ในพื้นที่ของวงแหวน ผมก็เลยจัด ring flash ไปต่อกับแฟลช nikon sb-25 แล้วใช้ตัวทริกเกอร์เป็นตัวส่งสัญญาณ วางวงแหวนไว้ในแนวราบ เวลาถ่ายจะต้องเอาเลนส์ไปสอดไว้กลางวงแหวน

ภาพที่ได้เป็นแบบนี้

ภาพจาก ring flash มันดูดีขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะฉากหลังเป็นสีเขียว หรือลักษณะแสงมันช่วยให้ดูดีกว่าแบบวางในขวดพลาสติก แต่ก็จำหลักการเอาไว้เพื่อใช้ถ่ายภาพชิ้นอื่นๆต่อไป





ทดสอบ ring flash ราคาประหยัด

16 10 2010

Ring Flash คือตัวกระจายแสงแฟลชแบบวงแหวน มีแสงออกจากตัวมันโดยรอบ การใช้งานก็ต้องวางวงแหนวไว้รอบเลนส์ถ่ายภาพ ลักษณะการใช้ Ring flash ได้รับความนิยมมาจากการถ่ายภาพฟัน ถ่ายภาพช่องปาก แล้วก็เลยเถิดมาสู่การถ่ายภาพมาโคร และก็มาถึงการถ่ายภาพบุคคล

Ring Flash ที่ทดสอบในบทความนี้เป็นรุ่นของเทียม คือมันเป็นเพียงวงแหวนสะท้อนแสงภายใน แหล่งกำเนิดแสงจะต้องเป็นแฟลชอีกตัวหนึ่ง ตัวมันเองมีหน้าที่บังคับทิศทางแสงเท่านั้น ซึ่ง Ring flash ของแท ตัววงแหวนมันจะต้องเปล่งแสงจากตัวเองได้เลย แต่มันก็จะมีราคาแพงมาก ยิ่งวงแหวนใหญ่ ยิ่งแพง Ring flash แบบอนาถาเลยเป็นเพียงวงแหวนกระจายแสงเท่านั้น ซึ่งคุณภาพก็จะด้อยกว่าของแท้ แต่มันก็พอใช้ศึกษา พอใช้งานทั่วๆไปได้บ้าง

ภาพโชว์ตอนมันทำงานผมติด Ring Flash ไว้กับ Flash ของ nikon แล้วก็รับสัญญาณแฟลชจากทริกเกอร์หรือตัวส่งสัญญาณแบบไร้สาย

ตอนทดสอบการใช้งานแบบปกติจะต้องติดแฟลขบนกล้อง และ เอา Ring flash ล้อมรอบเลนส์เอาไว้ เวลาถ่ายภาพวัตถุจะทำให้ไม่มีเงาอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับแฟลชแบบปกติ แต่พอใช้งานจริงๆแล้ว ภาพจาก ringflash มันกลับทำให้มีเงาทั้งสองข้าง แต่เป็นเงาที่จางลง ซึ่งสามารถทำให้หายไปได้ถ้าเลือกให้ความไวชัตเตอร์ต่ำพอจะให้แสงรอบข้างมันสว่างจนลดผลของเงาได้ ยิ่งอธิบายก็ยิ่งงง เอาเป็นว่า ลักษณะเงาของ ring flash มันจะแตกต่างไปจากปกติ และมันเป็นรูปแบบที่เหมาะกับภาพที่ต้องการรายละเอียดของวัตถุเป็นหลัก

ลองหันไปถ่ายแฟลชติดทริกเกอร์บนขาตั้ง ถ่ายแบบวัดแสงให้อันเดอร์นิดหน่อย จะเห็นว่าฉากหลังมืดๆจะทำให้เห็นเงาของแฟลชอยู่ทั้งสองด้านของวัตถุ ส่วนวัตถุได้รับแสงพอดีจาก ring flash

การจะลดเงาฉากหลังลงก็ปรับค่าการรับแสงของกล้องให้พอดี หรือ วัดแสงโอเวอร์นิดหน่อย บางคนอาจจะเรียกว่าเป็น fill in คือใช้แสงแฟลชและแสงธรรมชาติในระดับพอดีทั้งหมด ภาพก็จะเป็นแบบนี้

หันไปถ่ายชั้นวางของ

ถ่ายรูปบล็อกปั็มไดคัท ลักษณะแสงแฟลชจะส่องไปทั้งซ้ายและขวา ทำให้ไม่เกิดเงาดำ แต่ก็จะเห็นเป็นเงาจางๆแทน

ลองเทียบลักษณะแสงกับแฟลชธรรมดา โดยแฟลชทั้งคู่ติดบนขาตั้ง รับคำสั่งจากทริกเกอร์ ภาพนี้แฟลชวางหันเข้ากำแพง ระดับกำลังไฟสว่างมากทำให้ดูไม่รู้ว่าลักษณะการกระจายแสงของมันเป็นอย่างไร

ปรับรูรับแสงของกล้องให้แคบลง จะเห็นว่าแฟลชปกติ กับ ring flash มีลักษณะการกระจายแสงไม่เหมือนกัน และถ้าดูให้ละเอียดอีกนิดจะสังเกตว่า สีที่วิ่งออกจาก ring flash มันจะติดสีแดงอย่างเห็นได้ชัด การเอาไปใช้งานควรจะต้องคำนึงถึงความเพี้ยนของสีให้ดีด้วย

เอามือไปวางไว้หน้าแฟลชปกติแล้วถ่ายภาพ

เอามือไปวางไว้หน้า ring flash

พอลอง ring flash เสร็จ เลยถือโอกาสลองแฟลชในแบบปกติด้วย แล้วปรับตั้งเพื่อหาความแตกต่างหลายๆแบบ อย่างเช่น ภาพนี้ ด้านซ้ายปรับระยะซูมหน้าแฟลชไว้ที่ 24mm ส่วนด้านขวาตั้งค่าซูมแฟลชไว้ที่ 85mm ผลก็คือด้านซ้ายวงกว้างกว่า แสงกระจายตัวกว้างกว่า และให้ความสว่างต่ำลง ส่วนด้านขวาซูมเยอะหมายถึงรวมแสงเข้าด้วยกัน การกระจายตัวก็จะแคบกว่า แสงที่บีบมารวมกันก็จะทำให้สว่างกว่า

สรุปแล้ว Ring Flash เป็นลักษณะการใช้แฟลชที่เน้นการถ่ายเพื่อเก็บรายละเอียด ส่วนลักษณะเงาที่เกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งอาจจะไม่ได้ถูกใจอย่างที่คิดไว้ แต่ก็ดีกว่าการใช้แฟลชแบบปกติเพื่อถ่ายวัตถุ เพราะเงาดำจะจางลงไปเยอะเมื่อใช้ ring flash





ถ่ายภาพสินค้าตัวอย่างเอาไปทำอาร์ตเวิร์ค

29 08 2010

ผมกำลังทำงานโปรโมทหน่วยงานแห่งหนึ่งอยู่ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโรงพิมพ์เป็นหลัก จำเป็นต้องถ่ายรูปตัวอย่างงานที่เป็นบรรจุภัณฑ์หลายรูปแบบ ทางผู้สนับสนุนข้อมูลได้ให้ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์มาให้ผมเอาไว้ใช้ประกอบการทำเอกสาร ก็เลยจำเป็นต้องถ่ายรูปเก็บไว้

เท่าที่ดูของมาเป็นกล่องใหญ่สองใบ แต่ละใบมีกล่องเล็กกล่องน้อยอยู่เต็มไปหมด ผมเห็นกล่องที่ขนมาแล้วก็ไม่อยากนับว่ามีอยู่เท่าไหร่ และก็เลื่อนวันที่จะถ่ายภาพทั้งหมดไปเรื่อยๆเพราะว่าติดธุระอย่างอื่นอยู่หลายอย่าง

ผมประเมินคร่าวๆแล้วว่างานนี้ต้องถ่ายภาพเยอะ และก็เป็นการถ่ายภาพแบบไม่มีค่าตัวเสียด้วย ก็เลยเลือกที่จะถ่ายแบบง่ายที่สุดและใช้เวลาให้น้อยที่สุด และใช้เวลาในวันหยุดสักช่วงหนึ่งถ่ายเก็บทั้งหมด ก็เลยเป็นวันนี้ วันเลือกตั้ง สก. สข. ผมไปหย่อนบัตรเลือกตั้งเสร็จแล้วก็มาเตรียมของที่จะถ่ายภาพ

ผมเซ็ทอัพกล่องและไฟสำหรับถ่ายภาพในแบบที่คุ้นเคย ผมแฟลชดวงเดียวสำหรับการถ่ายภาพครั้งนี้ โดยจัดให้ไฟส่องจากด้านข้างกล่อง ให้ฝาบนและฝาข้างของกล่องได้รับแสงจากแฟลชไปพร้อมๆกัน ซึ่งจะให้ผลของภาพค่อนข้างสวยในสายตาของผม คือแสงที่ตกกระทบวัตถุจะมีน้ำหนักบนและข้างไม่เท่ากัน ส่งผลให้ภาพดูมีมิติตื้นลึก

ผมใช้แฟลชนิคอน sb-25 ต่อกับตัวรับสัญญาณแฟลชแบบคลื่นวิทยุ หรือ ทริกเกอร์ เปิดกำลังไฟเพียง 1/8 ของกำลังไฟทั้งหมดเพื่อให้แฟลชสามารถยิงแสงได้ต่อเนื่องหลายครั้ง ถ้ายิงเต็มกำลังทั้งหมด พอยิงไปแล้วจะต้องรอชาร์จไฟจนเต็ม ซึ่งมันใช้เวลาหลายวินาที มันจะทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง เพราะว่าช่างภาพมักจะกดถ่ายภาพค่อนข้างถี่ บางครั้งการรอให้ชาร์จไฟอีกเพียงห้าวินาทีก็ทำให้เสียอารมณ์การทำงานได้

กล้อง eos5d เลนส์ tamron 28-75 ค่ารูรับแสง f8 iso400 เมื่อได้แสงที่ถูกใจก็เริ่มถ่ายจริง ผมทำงานคนเดียว หยิบเอง วางเอง ถ่ายเอง เก็บของเอง ด้วยความที่ไม่อยากจะใช้เวลามากเกินไป ผมเลยเร่งการทำงานแบบค่อนข้างเร็ว ของมีอยู่กี่ชิ้นไม่ได้นับ แต่ภาพที่กดถ่ายออกมาได้มีอยู่ 298 ภาพ ซึ่งผมใช้เวลาทั้งหมดตั้งแต่ภาพแรกจนถึงภาพสุดท้้ายไปทั้งหมด 85 นาที แล้วใช้เวลาเก็บของอีกประมาณสามสิบนาที





ถ่ายภาพสตรอเบอรี่

18 08 2010

ลูกค้าให้ทำงานติดสติ๊กเกอร์บนถังไอติม โดยจะเอาภาพสตรอเบอรี่เป็นหลัก และลูกค้าก็ได้หาภาพสตรอเบอรี่จากอินเทอเน็ตมาให้แล้ว แต่ละภาพก็เล็กเกินไป ไม่สามารถจะเอามาขยายเพื่อติดตั้งได้เลย ผมเลยเสนอว่าให้ถ่ายภาพใหม่ดีกว่า ให้เขาซื้อสตรอเบอรี่มาแล้วเดี๋ยวผมถ่ายให้ใหม่ ไม่คิดค่าถ่ายภาพ

คุยกันตอนเช้า ตอนบ่ายสตรอเบอรี่ก็มาถึงผมแล้ว แต่กว่าจะได้ถ่ายภาพจริงๆก็หลุดไปถึงช่วงเย็นเพราะตลอดวันงานยุ่งมาก ไม่สามารถเจียดเวลามาถ่ายภาพได้เลย ตอนเย็นๆค่ำๆหลังจากหมดธุระที่จะต้องพูดคุยกับลูกค้าแต่ละรายแล้ว ก็เริ่มถ่ายภาพ

การถ่ายภาพให้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ แต่ผมก็เลือกที่จะทำด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรกคือลูกค้าคนนี้คือลูกค้าประจำ ปีหนึ่งๆเขาจ่ายเงินค่าสิ่งพิมพ์ให้ผมเป็นแสนบาท ผมบริการเขาแค่นี้เรื่องเล็กน้อยมาก อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ผมมีโอกาสได้ถ่ายภาพสต๊อกเก็บไว้ ภาพสตรอเบอรี่ไม่ถูกใช้งานแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแน่นอน จะเอาไปทำโปสการ์ดยังได้เลย

ก็เลยเป็นที่มาของภาพชุดนี้ ผมใช้เวลาถ่ายไม่นาน ตั้งกล่องไฟ ตั้งแฟลชด้วยความคุ้นเคย ตั้งแต่เริ่มหยิบอุปกรณ์จนถึงนาทีที่กดชัตเตอร์ผมใช้เวลาไม่เกินห้านาที แล้วก็ใช้เวลานั่งมองนั่งคิดอีกครึ่งชั่วโมง

มีการเปลี่ยนองค์ประกอบและเปลี่ยนค่าแสงบ้างเพื่อให้สีสันมันแตกต่างกันออกไป บางภาพผมตั้งใจเอาไปทำโปสการ์ด บางภาพตั้งใจเอาไว้ใช้โอกาสอื่นๆ แต่ภาพที่จะใช้กับงานปัจจุบันนี้ ยังเลือกไม่ได้เลย





กล่องใส่ magic mouse กลายเป็นกล่องใส่นามบัตร

31 07 2010

magic mouse เป็นเม้าส์ของ apple ที่ออกแบบมาเป็นแบบไม่มีปุ่ม และมีมัลติทัชให้ใช้งาน ถือว่าเป็นเม้าส์ที่มีวิวัฒนาการสูงที่สุดในโลกตัวหนึ่ง หน้าตาดี สวยงามตั้งแต่กล่องใส่กันเลย และผมก็ซื้อมาใช้งานแล้วหลายเดือน

วันนี้เหลือบไปดูบนชั้นวางของ เห็นกล่องใส่ magic mouse ที่ดูดี ราคาแพง วางอยู่เฉยๆ เลยคิดออกว่าเอามาใช้งานดีกว่า เลยเอามาใส่นามบัตรซะเลย เพราะกล่องใส่นามบัตรทั่วไปมักจะเป็นกล่องใสๆอยู่แล้ว ก็เอามาใช้แทนกันไปเสีย เวลาหยิบนามบัตรแจก คนที่พบเห็นจะได้รู้สึกสนใจมากยิ่งขึ้น

พอเอามาวางในกล่องแล้วลองจับมันวางเพื่อค้ำยันให้ฝากล่องมันเปิดทิ้งไว้ ดูแล้วรูสึกว่ามันสวยดี เลยจัดการถ่ายรูปเก็บไว้เสียหน่อย แต่จะถ่ายให้สวยก็ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยบ้าง ก็คือเอาเข้าไปถ่ายด้วยชุดไฟสำหรับถ่ายสินค้าเสียเลย ใช้ความรู้เกี่ยวกับการจัดแสงแฟลชเล็กน้อย แล้วก็ได้ภาพแบบนี้

เบื้องหลังก็คือ กล่องไฟอนาถาราคาประหยัด กับแฟลชถ่ายรูป นามบัตรที่ใส่ในกล่องก็ทำขึ้นมาใหม่เดี๋ยวนั้นเลย พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดิจิทัล แล้วก็ตัดขอบมนรอบด้าน มันก็กลายเป็นนามบัตรหรูหรา พร้อมกล่อง magic mouse ที่หรูหรายิ่งกว่า

ห้องมืดถูกใช้เป็นสตูดิโอขนาดย่อม เพราะว่าสภาพห้องมันมีโต๊ะวาง ทำให้่ถ่ายของสะดวก มีแอร์เปิดเย็นสบายทำให้ทำงานในห้องนี้ได้นาน คราวต่อไปจะดัดแปลงกล่องไฟอนาถาให้ใหญ่ขึ้น เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น อนาถาจะได้กลายเป็นผู้ดีมีราคา

ปล. ข้อมูลการถ่าย กล้อง Eos5d เลนส์ Tamron 28-75/2.8 แฟลช canon550 พร้อมตัวส่งสัญญาณ trigger ขณะถ่ายภาพปรับรูรับแสง f5.6 speed 1/125 iso100





ถ่ายภาพหยดน้ำด้วยแฟลช

1 05 2010

หลายวันก่อนมีเพื่อนมาซื้อแฟลช ผมมีหลายตัว เลยแบ่งขายออกไป ก่อนจะขายก็เอามาลองว่าใช้งานได้ปกติไหม ผลก็คือปกติดี ใช้งานได้ทุกฟังค์ชั่น เพื่อนขอให้ช่วยสอนวิธีใช้นิดหน่อย คำถามท้ายๆคือ แฟลชทำงานไม่ไว ผมก็เลยสาธิตถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์สูงๆให้ดู คือจะบอกเพื่อนว่ามันทำได้ แต่ที่เขาไปได้ยินมาว่าความไวมันจะไม่สูงเพราะแหล่งข่าวของเขาใช้งานไม่เป็น ก็เลยสาธิตถ่ายภาพหยดน้ำให้เขาดู


ภาพแรก ความไวชัตเตอร์ 1/4000 วินาที ทุกอย่างดูเหมือนไม่ได้เคลื่อนไหว


ภาพที่สองลองใช้ความเร็วชัตเตอร์แค่ 1/200 วินาที มันก็หยุดการเคลื่อนไหวของหยดน้ำได้เหมือนกัน แต่ภาพนี้ลองปรับไวท์บาลานซ์ให้เป็นค่าทังสเตน เพื่อให้ค่าสีมันเพี้ยนไปนิดหน่อย ก็เลยได้ภาพคนละสีกับภาพแรก





flash canon ex380

31 12 2009

หลายวันก่อนอ่านเว็บขายของ ไปเจอว่ามีคนประกาศขายแฟลชตัวหนึ่งราคาถูกน่าซื้อ เป็นรุ่นที่เก่าแล้วแต่ยังทำงานกับกล้องระบบใหม่ได้ เป็นของ canon ซึ่งออกมาสมัยปี คศ. 1998 โดยประมาณ แฟลชตัวนี้คือรุ่น ex380 เป็นแฟลชที่ออกมาเพื่อรองรับการทำงานระบบประมวลผลแฟลชที่มีชื่อว่า E-TTL ของค่าย canon

ตอนที่หัดถ่ายรูปใหม่ๆยังไม่รู้ว่าแฟลชทำงานอย่างไร และจะใช้กับงานถ่ายภาพอย่างไรก็ไม่ได้สนใจ ซื้อแฟลชราคาถูกๆ ไม่มีลูกเล่นไฮเทค ไม่รองรับการทำงานกับกล้องแบบเต็มระบบ ก็ใช้แบบแมน่วลมาตลอด เห็นคนอื่นใช้แฟลชรุ่นนี้ หรือรุ่นใหญ่กว่านี้ก็ไม่เข้าใจเขา จนมาศึกษาให้ลึกหน่อยก็พบกว่า การใช้แฟลชมันมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้เยอะมาก ถ้ามองดูคู่มือที่แถมมาในกล่องก็จะเห็นว่า คู่มือแฟลช หนา กว่าคู่มือกล้องเสียอีก

ตอนที่เร่ิมถ่ายภาพจริงจังมากขึ้น และต้องซื้อแฟลชตัวใหญ่ใช้ก็มองไปที่ยี่ห้ออื่นๆที่สามารถใช้กับ canon ได้ ก็คือ sigma ซึ่งมีตัวที่ทำงานได้เหมือนตัวท๊อปของ canon แต่ราคาแค่ครึ่งเดียว ก็ใช้แฟลช sigma มาตลอด พอได้แฟลชที่ทำงานเต็มระบบมาใช้ ก็เลยรู้ว่า แฟลชที่ดีมันเป็นอย่างไร มันช่วยให้ถ่ายรูปได้ดีขึ้นอย่างไร และมันทำให้รับงานแบบเก็บตังได้อย่างเต็มที่ วันดีคืนดี แฟลช sigma ก็มีปัญหา ต้องส่งซ่อม แต่งานที่กำลังถ่ายอยู่ไม่สามารถยกเลิกได้ เลยต้องไปซื้อแฟลช canon มาใช้จนได้ เพราะร้านกล้องที่ใกล้ที่เกิดเหตุที่สุดไม่มี sigma ขายนั่นเอง

แฟลชรุ่นท๊อปมีปุ่มกดหลายปุ่ม มีฟังค์ชั่นซับซ้อน อ่านคู่มือ 1 วันก็ยังไม่พอจะใช้งานให้ครบในสิ่งที่แฟลชบอกเอาไว้ ในขณะที่แฟลชรุ่นเล็กก็เอารุ่นใหญ่มาตัดฟังค์ชั่นออกไปบางอย่าง ทำให้เลือกแค่สิ่งที่ต้องใช้จริงๆ และแฟลชตัวเล็กที่ว่านั่นก็คือรุ่นที่พูดถึง ex380

การมีปุ่มแต่เพียงน้อยๆทำให้ปรับอะไรไม่ค่อยได้ ซึ่งมันก็ตรงกับความต้องการใช้งานจริงๆของช่างภาพ เพราะตอนรับงานนั้นไม่ได้ใช้ลูกเล่น หรือเทคนิคพิเศษของแฟลชไฮเทคแต่อย่างใด ความไฮเทคที่จำเป็นต้องมี ก็มีให้ใช้แล้ว ส่วนลูกเล่นระดับสูงซึ่งไม่ค่อยได้ใช้ ไม่มีให้กดเลย

สิ่งที่ง่ายและชอบในแฟลชรุ่นเล็กก็คือ มันสามารถเข้าสู่โหมด Hi-speed sync ได้ด้วยการโยกสวิตซ์แค่ปุ่มเดียว แต่ถ้าต้องการใช้โหมด Hi-speed sync ในแฟลชรุ่นท๊อป จะต้องกดปุ่มสองปุ่มพร้อมๆกัน ซึ่งคนที่ไม่ได้อ่านคู่มือไม่สามารถรู้ได้เลยว่าต้องกดสองปุ่มพร้อมกัน ตรงนี้คือความเรียบง่ายที่ชอบมากๆ

พอเห็นมีคนประกาศขายในก็เลยรีบติดต่อซื้อมาทันที เพราะกล้องดิจิทัลตัวปัจจุบันที่ใช้คือรุ่น Eos5d เป็นรุ่นที่ไม่มีแฟลชในตัว ต้องต่อแฟลชเสริมภายนอก จริงๆผมก็มีแฟลชเสริมภายนอกถึงสองตัวอยู่แล้ว แต่ว่าตัวที่มีมันเป็นรุ่นท๊อป ปุ่มเยอะใช้งานลำบากกว่า เลยเลือกรุ่นเล็กมาติดกล้องแทนไปเลย ไม่ต้องคิดเยอะ

ได้ลองเทียบรุ่นเล็กกับรุ่นใหญ่แล้ว ก็ได้ภาพใกล้เคียงกัน แต่ผมรู้สึกว่า แสงทีี่ออกจากแฟลชรุ่นเล็กดูจะนุ่มนวลสวยกว่าแฟลชรุ่นใหญ่เล็กน้อย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 89 other followers