ซื้อแล้ว Honda freed

หลังจากหาที่ขายรถไปได้ก็รวบรวมเงินไปดาวน์คันใหม่ออกมา วันนี้ไปรับรถ Honda freed ที่โชวร์รูม ฮอนด้า ดาวคะนอง รถคันนี้เป็นรถที่อยากได้ตั้งแต่แรกเห็น แต่ทีแรกก็กลัวว่าจะไม่คุ้มค่าตัวที่สูงเหลือเกิน อ่านข้อมูลจากอินเทอเน็ตก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าคิดถูกไหมที่เลือก รวบรวมข้อดีข้อเสียจนมั่นใจเลยจอง และวันนี้ไปรับรถ

ได้รถออกจากโชว์รูป ตัวเลขหลักกิโลในรถอยู่ที่ 12 กิโลเมตร คงเป็นเพราะทางโชว์รูมขับรถไปๆมาๆ ติดตั้งเครื่องเสียง ติดของแถมต่างๆ ผมเลือกของแถมหลายอย่างที่ดูฟุ่มเฟือยและไม่มีในรถคันเก่า ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเสียงพร้อมดีวีดีมีจอภาพในตัวติดด้านหน้า จอภาพทีวีติดกลางรถ กล้องส่องหลังสำหรับตอนถอยรถ ที่รองเหยียบขึ้นรถสี่ชิ้น สปอยเลอร์ด้านหลัง ซึ่งทั้งหมดเป็นของแต่งที่แทบไม่จำเป็นตอนขับรถเลย แต่มันก็ทำให้รถคันนี้มีเสน่ห์เพิ่มขึ้น

ได้รถมาแล้วก็ขับกลับโรงพิมพ์ แวะไปเอาของที่บ้าน หาโอกาสถ่ายภาพไว้หลายๆมุม กะว่าสักวันหนึ่งอีกไม่นานนี้จะรีวิวรถให้ละเอียดหน่อย กะว่าจะเขียนให้คนอื่นอ่าน เผื่อจะมีคนใช้รถคันนี้เยอะขึ้น แม้ว่าความรู้สึกจริงๆจะไม่อยากให้คนใช้เยอะ หรือนิยมมากๆ แต่ก็ไม่อยากให้มันเป็นรถที่อนาคตมืดมน อยากให้มีการทำตลาดเยอะ ขายเยอะ จะได้ซ่อมบำรุงกันชำนาญ มีอะไหล่ราคาไม่แพง

ได้ขับไปทำธุระหลายที่ ความรู้สึกของการนั่งขับยังไม่ชิน คงเป็นเพราะนั่งรถเก๋งมาสิบปี วันแรกของรถตู้(กึ่งรถตู้) ก็เลยรู้สึกแปลกๆ ยังไม่เจอท่านั่งที่ลงตัวเลย รถคันนี้นิ่มดี ขับง่าย พวงมาลัยตอนชับช้าก็เบาดี ตอนขับเร็วก็หนืดกำลังดี ขับแล้วให้ความมั่นใจมากกว่าคันที่เพิ่งขายไป นอกจากความรู้สึกการขับขี่ที่แน่นขึ้นแล้ว ยังมีฟังค์ชั่นอำนวยความสะดวกหลายอย่างที่เพิ่งค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียงที่มีความสามารถรับสัญญาณบลูธูท ทำให้สามารถคุยโทรศัพท์ผ่านไมค์และลำโพงของรถยนต์ได้ ไม่ต้องติดสมอลล์ทอล์กให้รำคาญ สามารถเล่นเพลงจากมือถือให้ไปดังในรถยนต์ได้โดยผ่านทางบลูธูทเช่นกัน แค่นี้ก็รู้สึกว่ามันสะดวกมากอยู่แล้ว ยังมีฟังค์ชั่นอื่นๆอีกมากที่ประทับใจแม้จะยังไม่ได้ลอง ไม่ว่าจะก็นช่องต่อสาย usb ที่เขาบอกว่าเล่นไฟล์ MP3 ได้ มีช่องเสียบ SD card เล่นแผ่น DVD ออกจอภาพทั้งด้านหน้าและจอที่ติดกลางรถ สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ได้แม้จะไม่ค่อยชัดแต่ก็พอให้ดูรู้เรื่อง จริงๆยังมีช่องต่ออื่นๆอีกหลายอย่าง แต่ไม่มีอุปกรณ์จะลองให้ครบทั้งหมด คงต้องค่อยๆรอเวลา ค่อยๆทดลองเล่นไปทีละอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มมั่นใจแล้วว่าไม่ค่อยดีก็คือ เครื่องเสียงแถมที่ได้มาเสียงค่อนข้างแย่ เหมือนร้องเพลงแล้วเอาถังมาครอบ ถ้าเป็นอาหารก็เป็นอาหารจำพวกทำผิด ไม่อร่อย กินไม่ได้ กินกันตายยังสงสารตัวเอง ทน ทน ทน คงต้องไปหาวิธีเปลี่ยนเครื่องเสียงใหม่ที่มันราคาไม่แพงมาก

ก่อนจะเอารถออกจากโชว์รูม พนักงานขายขอร้องให้ช่วยทำแบบสำรวจ และข้อหนึ่งที่เป็นคำถามในแบบสำรวจก็คือ ทำไมถึงเลือกคันนี้ ตัวเลือกเกือบสิบข้อที่อยู่ในกระดาษไม่มีข้อไหนตรงใจเลย ก็เลยเขียนข้อใหม่เข้าไปว่า “เลือกเพราะมีประตูไฟฟ้า”

ค่าน้ำมัน 7 เดือนกว่า

วันนี้ขนของออกจากรถเพื่อเตรียมตัวขาย และก็เอาใบเสร็จที่เติมน้ำมันออกมาคิดเงินเล่นๆ ใบเสร็จใบเก่าสุดลงวันที่ 13 กันยายน 2552 ไล่ไปจนถึงล่าสุด วันที่ 17 เมษายน 2553 นับคร่าวๆก็เป็นเวลาประมาณ 7 เดือน ผมจ่ายค่าน้ำมันไปทั้งสิ้น 40570 บาท ไม่ได้คิดว่าเป็นกี่ลิตร เพราะขี้เกียจไปเปิดสมุดบันทึก นับว่าเป็นช่วงเวลา 7 เดือนที่จ่ายค่าน้ำมันแพงที่สุดของช่วงชีวิต ราคาประมาณลิตรละ 30 บาท +-นิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะราคาน้ำมันมันสูงขึ้นเรื่อยๆ เท่าที่จำได้ ปีที่ผมขับรถเยอะกว่านี้มากๆ ผมจ่ายค่าน้ำมันปีนั้นประมาณเจ็ดหมื่นกว่าบาท ซึ่งราคาน้ำมันอยู่ในระดับ 20-25 บาท

รถยนต์คันนี้คือโตโยต้า โคโลร่า เครื่องยนต์ 1600cc เกียร์ออโต้ อวทม ฟหกด ่าสว

เครื่องเสียงรถยนต์ของผม

ผมได้รถยนต์มาขับคันหนึ่งในปี ค.ศ. 2000 เป็นรถโตโยต้า โคโลร่า 1.6GXI ซึ่งตอนเลือกซื้อก็เลือกเอารุ่นที่แท๊กซี่นิยมใช้กันเพื่อความมั่นใจว่ามันเป็นรถที่ทนและน่าจะซ่อมบำรุงไม่แพง ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่คิด

ตอนที่ได้รถมา เพื่อนที่รู้จักสนิทกันก็ถามว่าจะเปลี่ยนเครื่องเสียงเมื่อไหร่ เพราะผมเป็นคนที่ชอบเครื่องเสียงมาก และยังเป็นคนเขียนบทความส่งพิมพ์ในหนังสือเครื่องเสียงด้วย ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องเสียงในช่วงปีแรกๆ มันเป็นไปด้วยสองสาเหตุ สาเหตุแรกคือ ยังไม่มีเงินพอจะเปลี่ยน สาเหตุที่สองก็เพราะว่าสิ่งที่ผมอยากได้ ผมจ่ายไม่ไหว มันแพงเกินไป ก็เลยทนฟังเครื่องเล่นเทปที่แถมมากับรถ

ประมาณปีค.ศ. 2004-2005 ผมจำไม่ได้แม่นนัก เป็นปีที่ผมเปลี่ยนเครื่องเสียงรถยนต์ โดยอาศัยว่าซื้อของมือสองจากรุ่นพี่ที่รู้จักกัน ผมเลือกของแต่ละชิ้นอย่างคิดแล้วคิดอีก เครื่องเล่นซีดี เพาเวอร์แอมป์ ลำโพง ระบบที่จะติดตั้ง พอได้ของทุกอย่างที่ผมออกแบบไว้ก็เลือกร้านติดตั้งที่ทำได้ตามที่ผมเลือก คนอื่นเขาจ่ายกันหลายหมื่นหรือเป็นแสนก็จ่ายกันง่ายๆ แต่ผมไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้น เลยต้องคิดกันให้รอบคอบหน่อย ผมเลือกจะจ่ายค่าของประมาณสามหมื่นบาท และค่าติดตั้งอีกประมาณสามหมื่นบาท ซึ่งดูเหมือนจะบ้าไปแล้ว ในงบเท่านี้ผมสามารถได้ชุดเครื่องเสียงที่อยู่ในหน้าโฆษณาในหนังสือแต่งรถได้เกือบทุกหน้า แต่ที่ผมไม่เลือกตามหน้าหนังสือ หรือชุดที่ทางร้านเลือกให้ เพราะว่าไปฟังแล้วมันไม่ดีอย่างที่ต้องการ สิ่งที่ต้องการคืออะไร ก็คือเสียงดนตรีที่ผมได้ยินมันต้องเป็นแบบที่ผมชอบน่ะสิ ถึงจะเล่นดนตรีไม่ได้เรื่อง แต่ผมก็รู้ว่าเสียงดนตรีดีๆมันเป็นแบบไหน และผมก็ต้องการได้ยินเสียงแบบนั้นในรถผม

ต่อไปนี้เป็นข้อมูลทางเทคนิค เรื่องเล่ายาวๆจากคนเล่นเครื่องเสียงที่มีความรู้ทางไฟฟ้า และแบกเครื่องดนตรีมากกว่าขวดเหล้า

ระบบในรถผมเริ่มจากเครื่องเล่นซีดีซึ่งมีตัวเลือกมากมายหลายยี่ห้อ ผมเคยฟังยี่ห้อ Sony , Pioneer , Alpine ในระดับราคาไม่กี่พันจนถึงหมื่นกว่าบาท ผมก็ยังไม่ถูกใจในเรื่องของเสียง เชื่อว่าเป็นเพราะราคาต่ำเกินไป และบางยี่ห้อไม่ได้เน้นคุณภาพเสียงเท่ากับปุ่มกดฟู่ฟ่า ไฟกระพริบปวดหัว จนได้ฟังยี่ห้อ CLARION ก็รู้สึกว่าเออ เข้าเค้า แล้วก็เลือกที่จะซื้อรุ่นสูงสุดเกือบท๊อปของยี่ห้อนั้นๆ ซึ่งราคาขายมือหนึ่งสามหมื่นกว่าบาท เป็นระดับที่ผมคิดว่าผมพอจ่ายได้ และดูไม่ขาดสติเกินไป แต่ผมก็ไม่ซื้อของมือหนึ่งอยู่ดี สุดท้ายผมได้ของมือสองราคาห้าสิบเปอร์เซ็นมา นั่นคือ CLARION DXZ935 สังเกตุจากการตั้งชื่อรุ่นก็พอจะเดาได้ว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นสูงสุดในอนุกรม DXZ ซึ่งของถูกๆรุ่นเล็กๆจะเป็น DXZ3xx 4xx 5xx 8xx สารพัด ผมเลือกรุ่น 9xx ไปเลย สาเหตุที่ต้องเลือกรุ่นค่อนข้างสูงก็เพราะผมต้องการสเป็คตามนี้ คือ ต้องมีปรีเอ๊าท์หรือสัญญาขาออก 6 ช่อง หรือในโบรชัวร์จะบอกว่าเป็น 3 ปรีเอ๊าท์ ( 3 pre-out ) ซึ่งหมายความว่ามีสัญญาณสเตอริโอขาออก 3ชุด สเตอริโอแปลว่า 2 คือซ้ายและขวา นับรวมก็คือ 6 ช่อง เพราะผมจะใช้ลำโพง 6 ตัวนั่นเอง

ในส่วนของลำโพง อย่างที่เล่าไว้ ผมใช้ลำโพง 6 ตัว นั่นก็คือ ผมจะมีลำโพงคู่หน้า 4 ตัว โดยเป็นทวิตเตอร์ส่งเสียงสูง 2 ตัว เป็นวูฟเฟอร์อีก 2 ตัว ทั้งหมดจะวางไว้ด้านหน้ารถ อีกสองตัวคือซับวูฟเฟอร์ หรือลำโพงความถี่ต่ำลึกทำหน้าที่ส่งเสียงความถี่ต่ำมากๆ ซึ่งผมเลือกจะใช้แบบสเตอริโอซับวูฟเฟอร์ คือมีเสียงซับแยก ซ้ายและขวา ลำโพงซับวูฟเฟอร์จะวางไว้ท้ายรถ

ลำโพงคู่หน้าปกติก็มักจะมีให้ 4 ดอกอยู่แล้ว ผมเลือกลำโพงของ PRISM รุ่น Studio pro6002 ซึ่งเป็นลำโพงวูฟเฟอร์ 6 นิ้ว ทวีตเตอร์ประมาณ 1 นิ้ว เป็นลำโพงสองทาง มีครอสโอเวอร์แยกความถี่ให้ ปกติที่คนอื่นเขาต่อกันก็จะใช้เพาเวอร์แอมป์ 1 ช่องสำหรับลำโพง 2 ดอก คือสัญญาณขาออกจากแอมป์ไปเข้ากล่องแยกความถี่ แล้วขาออกของกล่องแยกความถี่ต่อไปยังลำโพงทวิตเตอร์และวูฟเฟอร์ แบบนี้เขาเลือกว่าซิงเกิ้ลแอมป์ แต่ผมต้องการ ไบแอมป์ คือใช้แอมป์แยกเพื่อขับทวิตเตอร์และวูฟเฟอร์คนละวงจรเลย ตัวใครตัวมัน เพื่อให้คุณภาพเสียงดีที่สุดเท่าที่ระบบจะทำได้ และการแยกทำไบแอมป์ก็จำเป็นต้องเลือกลำโพงที่สามารถซื้อเป็นชุดแล้วมาแยกทำไบแอมป์ได้ด้วย ซึ่งในตลาดเป็นร้อยรุ่นจะมีไม่กี่รุ่นที่สามารถทำได้ การดูว่าลำโพงคู่ไหนเอามาต่อไบแอมป์ได้นั้นต้องดูสเป็คกล่องแยกความถี่ ว่าเขาออกแบบมาให้สามารถทำไบแอมป์ได้ไหม ถ้าได้ก็จะบอกมาเลย ถ้าไม่ได้บอก ก็ต้องไปไล่วงจรไฟฟ้าของวงจรแยกความถี่ว่า มัันสามารถแยกได้ไหม PRISM 6002 ตัวนี้ ไม่ได้บอกว่าแยกทำไบแอมป์ได้ แต่ไล่วงจรดูแล้วพบว่า ทำได้ ก็คือวูฟเฟอร์จะต่อตรงจากแอมป์ ส่วนทวีตเตอร์จะผ่านกล่องแยกความถี่ แม้ว่าจะต่อทุกอย่างออกจากกล่องแยกความถี่ แต่ภายในกล่องไม่ได้มีวงจรใดๆสำหรับวูฟเฟอร์ เพราะลายวงจรมันวิ่งตรงเข้าวูฟเฟอร์เลย ทำให้เราสามารถต่อตรงจากแอมป์เข้าวูฟเฟอร์ได้ทันทีมันต้องใช้กล่องก็ได้

ลำโพงซับวูฟเฟอร์ หรือลำโพงความถี่ต่ำลึก ผมเลือก JL10w6 ซึ่งเป็นลำโพงดอกเดียวแต่มีวอยซ์คอยล์ 2 ชุด เหมือนมีลำโพงสองตัวแต่อาศัยโครงสร้างเดียวกัน สามารถเอาลำโพงตัวนี้มาใช้งานในโหมดสเตอริโอได้ทันที ซึ่งลำโพงตัวนี้จะถูกติดตั้งไว้ที่ืท้ายรถ ทำหน้าที่ปล่อยสัญญาณความถี่ต่ำ

เพาเวอร์แอมป์ที่เอามาใช้ขับลำโพงคู่หน้าซึ่งแยกเป็นไบแอมป์ ก็เลยต้องใช้เพาเวอร์แอมป์ 4CH ซึ่งหมายความว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์ตัวเดียวแต่ข้างในมีวงจรขยายเสียง 4 วงจร มีช่องรับสัญญาณขาเข้า 4 ช่อง ช่องต่อสายลำโพง 4 ช่อง ผมเลือก POWERAMPER รุ่น QA60X ซึ่งเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับ 30 วัตต์ต่อหนึ่งวงจรขยาย และทำงานในโหมดคลาสเอ ซึ่งเป็นคลาสที่ให้คุณภาพการขยายเสียงได้ดีที่สุด คือความเพี้ยนต่ำสุด เป็นระบบการขยายเสียงที่ใกล้เคียงอุดมคติมากที่สุด

ส่วนเพาเวอร์แอม์ขับซับวูฟเฟอร์ผมก็เลือก POWERAMPER รุ่น PA150 เป็นเพาเวอร์แอมป์คลาสเอเช่นเดียวกัน มีกำลังขับ 75×2 วัตต์ คือช่องละ 75 วัตต์จำนวน 2 วงจร สาเหตุที่เลือกก็เพราะว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์คลาสเอด้วยเหตุผลเรื่องคุณภาพสถานเดียว ปกติร้านติดตั้งมักจะเลือกเพาเวอร์แอมป์ขับซับวูฟเฟอร์ที่มีกำลังขับสูงๆและไม่ได้ทำงานในโหมดคลาสเอ เพราะเขาคิดว่าซับวูฟเฟอร์เป็นลำโพงความถี่ต่ำ ต้องการกำลังสูงๆ และไม่จำเป็นต้องเป็นคลาสเอ เน้นกำลังมากกว่าคุณภาพ และมักจะเลือกกำลังขับระดับหลายร้อยวัตต์ หรือเป็นพันวัตต์สำหรับรถบางคัน แต่ผมคิดไม่เหมือนเขา ผมไม่อยากได้กำลังมหาศาลที่ไร้คุณภาพ มันเหมือนนักมวยเฮฟวี่เวทที่เคลื่อนที่ช้า ไม่คล่องตัว ไม่มีความว่องไว ถ้าจะออกแบบเพาเวอร์แอมป์คลาสเอ(คุณภาพดีที่สุด) ที่มีกำลังขับสูงๆ อาจจะต้องจ่ายเงินกันเป็นแสนหรือเป็นล้าน เพราะในโลกนี้ยังไม่เคยมีเพาเวอร์แอมป์คลาสเอที่มีกำลังขับเกิน 300 วัตต์เลย(เทียบกับลำโพง 8 โอห์ม) การที่ผมเลือก 75วัตต์ ก็คือว่าดีที่สุดในงบประมาณนี้แล้ว

การเดินสายก็เป็นเรื่องจำเป็นและต้องจ่ายแพงมากสำหรับระบบของผม เพราะปกติระบบพื้นฐานหรือซิงเกิ้ลแอมป์เขาจะเดินสายสัญญาณจากเครื่องเล่นซีดี 2 เส้น( 1 คู่) มายังเพาเวอร์แอมป์ และจากเพาเวอร์แอมป์จะแยกสัญญาณไปขับคู่หน้า คู่หลัง และซับวูฟเฟอร์ได้ในตัวเลย แต่ผมแยกแอมป์ แยกวงจรสำหรับลำโพงแต่ละตัว ผมเลยต้องเดินสายสัญญาณจากเครื่องเล่นซีดีออกมา 6 เส้น เพื่อเขาแอมป์สองตัว คือ 4 เส้นเข้าแอมป์ 4×30 วัตต์ และอีก 2 เส้นเข้า 2×75 วัตต์

สายลำโพงก็ใช้เปลืองเช่นกัน เพราะต้องเดินจากแอมป์ออกไปลำโพงทุกตัว ก็หมายความว่าใช้ 6 เส้น เปลืองสายและเปลืองค่าแจ็คเชื่อมต่ออย่างไม่น่าเชื่อ รวมสายลำโพงกับสายสัญญาณเข้าด้วยกันแล้ว ผมต้องจ่ายค่าสายเพิ่มอีกหมื่นกว่าบาท ไม่รวมค่าแรงติดตั้ง ดูเหมือนจะเยอะ แต่จริงๆก็พยายามประหยัดแล้ว เพราะผมเลือกสายคุณภาพธรรมดา ไม่ได้เป็นยี่ห้อที่ราคาสูง เนื่องจากผมเชื่อว่าระบบที่ดีบนอุปกรณ์ราคาธรรมดา จะดีกว่า ระบบธรรมดา(ไม่ได้คิด)ที่ใช้อุปกรณ์ราคาแพง

ติดตั้งเสร็จแล้วยังให้เสียงดีๆไม่ได้หรอกนะครับ เพราะว่าทันทีที่เปิดเสียงขึ้นมา มันมั่วมากๆเนื่องจากยังไม่ได้ปรับแต่งใดๆเลย การที่จะทำให้อุปกรณ์ทุกชิ้นทำงานอย่างลงตัวเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทักษะการปรับ และต้องอาศัยอุปกรณที่มันแยกชิ้นทำให้ปรับแต่งได้ค่อนข้างง่าย นั่นเป็นที่มา เป็นเหตุผลที่ทำไมผมถึงเลือกติดตั้งแบบไม่ปกติ แบบที่แยกกันทุกอย่าง ใช้สายเปลือง เพราะต้องการปรับทุกอย่างแยกกันเด็ดขาดนั่นเอง การปรับแต่งผมเริ่มจากสมมุติฐานว่า แอมป์ทุกตัวจะทำงานเต็มย่านความถี่ คือไม่มีการปรับแต่งใดๆให้กับแอมป์เลย เนื่องจากปกติเพาเวอร์ทั่วไปจะมีวงจรแบ่งความถี่มาในตัว เพื่อแยกความถี่ให้ลำโพง แต่ในเมื่อลำโพงเรามีการเลือกค่าความถี่มาแล้ว(มีกล่องแบ่งความถี่มาพร้อมลำโพง) เราก็ไม่ควรไปแบ่งความถี่แทนมัน เพราะลำโพงมันออกแบบมาให้รับสัญญาณแยกความถี่จากกล่องของมันเอง เพาเวอร์แอมป์ที่เอามาต่อใช้งานก็ควรจะไม่ไปยุ่งเรื่องความถี่ใดๆเลย มีสัญญาณมาแบบไหนก็ขยายส่งไปแบบนั้น ซึ่งจะทำให้ลำโพงทำงานตรงสเป็คมากที่สุด

ส่วนสัญญาณที่ส่งไปยังลำโพงซับวูฟเฟอร์ ผมก็เลือกให้เพาเวอร์แอมป์ไม่ไปยุ่งกับความถี่เสียงเช่นกัน แต่ให้เครื่องเล่นเป็นตัวแบ่งแทน แบ่งตั้งแต่ยังไม่ถึงแอมป์ เพราะเครื่องเล่นระดับกลาง ถึงระดับสูง จะมีวงจรแบ่งความถี่มาให้ในตัวอยู่แล้ว มันเหมาะที่จะเอามาใช้ในระบบที่มีซับวูฟเฟอร์

ระบบโดยรวมเมื่อปรับแต่งแล้ว ผมได้เสียงเพลงที่ดีกว่าเสียงที่ฟังจากหูฟังวอล์คแมน เสียงที่ได้จะมีความสด ไว กระฉับกระเฉง คนที่ไม่ได้สนใจเรื่องเครื่องเสียงคงไม่เข้าใจความหมายของคำที่ผมอธิบายไป ถ้าจะให้เปรียบเทียบ เครื่องเสียงติดรถก่อนที่ผมจะเปลี่ยนถ้าเปรียบกับก๋วยเตี๋ยว ก็เป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำที่ไม่ร้อน แต่ระบบที่ผมเลือกจะให้ก๋วยเตี๋ยวที่ร้อนพร้อมกินทันที ความอร่อยมันต่างกัน แม้มันจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเหมือนกัน มีคุณค่าทางอาหาร(ความหมายของเพลง)เหมือนกัน แต่รสชาดต่างกัน

ทั้งหมดที่เขียนมา มันเป็นอดีตไปแล้ว เพราะวันนี้ผมเพิ่งไปถอดทุกอย่างออก ใส่เครื่องเสียงแถมมากับรถกลับที่เดิม ก๋วยเตี๋ยวร้อนกรุ่นกินอร่อยกลายเป็นก๋วยเตี๋ยวชืดๆเหมือนเดิม ผมถอดทุกช้ินออกเพราะเตรียมตัวขายรถออกไป ของที่ถอดออกมาตอนนี้กองอยู่ที่บ้าน เตรียมตัวส่งไปขายต่อเป็นของมือสอง

ดิจิทัลปริ๊นท์ ตอนที่ 2

ลดต้นทุนด้วยการลดเวลาทำงาน

ครั้งที่แล้วผมคุยเรื่องลดเวลาการทำงาน จากการทำงานพิมพ์ระบบเก่าใช้เวลาสามวัน เปลี่ยนเป็นดิจิทัลแล้วใช้เวลาแค่สิบนาที แถมวันหนึ่งๆทำได้เป็นสิบงานเสียอีก มันคือการลดระยะเวลาการทำงานแบบหนึ่ง ซึ่งนอกจากนี้แล้ว มันยังลดเวลาทำงานได้อีกแบบ และมันทำให้ต้นทุนต่ำลงด้วย นั่นก็คือลดชั่วโมงการทำงานโอที

ปกติโรงพิมพ์ที่ตั้งใจทำงานจะมีงานพิมพ์แทบตลอดเวลา การรับงานเพิ่มแต่ละอย่างนอกจากจะมีรายได้เพิ่มแล้ว ยังมีสิ่งที่ต้องจ่ายเพิ่มก็คือต้องเพิ่มชั่วโมงทำงานให้มากขึ้น เพราะงานเดิมที่มีอยู่ก็กินเวลาของเครื่องพิมพ์และช่างไปแทบจะเต็มเวลาอยู่แล้ว การรับงานเพิ่มสักชิ้นหรือหลายชิ้นหมายถึงต้องเพิ่มชั่วโมงพิเศษให้กับช่าง นั่นก็คือการทำโอที

การนั่งคิดว่าจะทำให้ช่างไม่ต้องทำโอทีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครกล้าคิด เพราะการลดเวลาการทำงานนั่นหมายถึงลดรายได้ และอาจจะทำให้เสียลูกค้าบางส่วนไป แม้ว่าการทำโอทีจะต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นอีก 50% แต่โรงพิมพ์ทุกที่ก็อยากทำโอที เพราะมันหมายถึงการ “มีงานทำ” มันเป็นสิ่งที่ทุกโรงพิมพ์ต้องการ ก่อนจะมีเครื่องดิจิทัล โรงพิมพ์ผมทำโอทีทั้งเดือน ทำมาหลายเดือนติดต่อกัน วันหนึ่งๆผมทำงานสิบสองชั่วโมง 8 ชั่วโมงของทุกวันผมจ่ายค่าแรงช่างพิมพ์ 100% สามชั่วโมงของทุกวันที่เป็นชั่วโมงโอที ผมจ่ายค่าแรง 150% และบางสัปดาห์ผมทำงานวันอาทิตย์ด้วยซึ่งนับเป็นวันโอทีทั้งวัน และค่าแรงวันหยุดจะกลายเป็น 200% และมีบางช่วงของปีที่ผมทำงานวันอาทิตย์ต่อเนื่องกันหลายเดือน

เครื่องดิจิทัลทำงานเสร็จเร็ว ทำให้จำนวนงานที่รับเอาไว้สามารถผลิตได้ทัน มันทำงานได้ทันจนกระทั่งผมไม่ต้องทำโอที ไม่ต้องทำงานวันอาทิตย์ มันเป็นไปได้ ผมมีเครื่องพิมพ์ดิจิทัลใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม เดือนนี้เป็นเดือนปรับตัว ผมยังมีการทำงานโอทีอยู่บ้าง พอมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ ผมก็ไม่ต้องทำโอทีแล้ว และเดือนมีนาคมก็เช่นกัน คุณภาพชีวิตของผมดีขึ้นเยอะ ในขณะที่รายได้เท่าเดิม ซึ่งผมพอใจมาก แต่ช่างพิมพ์อาจจะไม่ชอบ เพราะรายได้เขาน้อยลง แต่ผมก็ยินดีให้มันเป็นอย่างนั้น

ซื้อ Honda Freed

หลังจากที่รู้ว่ามีรถรุ่นใหม่ของ Honda ที่ออกแบบมาให้เป็นลูกผสมระหว่างรถเก๋งกับรถตู้ ซึ่งจริงๆจะดูคล้ายรถตู้มากกว่า ก็ไปดูตัวจริงที่โชว์รูม ไปทดลองขับมาแล้วด้วย นั่นคือรถรุ่น FREED ลูกเล่นต่างๆที่ทำให้สนใจรถรุ่นนี้ก็คือ
1 มีประตูไฟฟ้า สามารถกดเปิดปิดประตูข้างไฟฟ้าได้จากรีโมททันที จะขึ้นรถ หรือลง ไม่ต้องจับประตูก็ได้ คิดไปเองว่าเหมาะสำหรับการขนของ และการขึ้นลงของคนนั่งแถวสองน่าจะสะดวกมาก
2 เป็นรถ 7 ที่นั่ง ซึ่งน่าจะนั่งได้จริงๆ แถวที่สามเป็นเบาะแบบพับเก็บได้ แม้ว่าพื้นที่ยืดขาของแถวสามจะน้อยไปหน่อย แต่ก็นั่งได้จริง
3 เป็นรถที่ขนของได้เยอะกว่ารถเก๋ง ก็เพราะมันพับเบาะหลังได้ทำให้มันใส่ของใหญ่ได้ อย่างในหนังโฆษณาเขาเอาจักรยานใส่เข้าไปได้ทั้งคัน
4 สามารถขึ้นรถจากแถวที่สองที่เป็นประตูสไลด์ แล้วเดินไปนั่งตำแหน่งคนขับได้เลย ทำให้สามารถจอดรถในที่แคบซึ่งอาจจะเปิดประตูคนขับยากได้ แล้วลงจากรถทางประตูสไลด์ ไม่ต้องเปิดประตูหน้าไปชนรถคันอื่นๆ
5 พื้นรถตลอดทั้งคันเป็นระนาบเรียบถึงกันทั้งหมด สามารถเดินจากหน้ารถไปที่นั่งแถวสามได้เลย สามารถสลับตัวคนขับกับคนนั่งในรถคนอื่นได้โดยที่ไม่ต้องลงจากรถ
6 หมา(สุนัข)ตัวเล็กๆสามารถเดินร่อนได้ทั้งคัน นั่งหลังรถก็เดินมาหาคนขับได้ ไม่ต้องปีน เหมือนนั่งรถเมล์เลย
7 คอนโซลหน้ารถมีพื้นที่บางของเยอะดี มีช่องวางแก้วน้ำหลายจุด ลักษณะช่องวางแก้วก็เป็นแนวลึก น่าจะทำให้วางของได้ง่าย ไม่หก
8 มันมีของแถมเป็นทีวีติดเพดานด้วย คนนั่งหลังสามารถดูทีวี วิดีโอ ได้เต็มตา เหมาะที่จะเป็นศูนย์รวมความบันเทิงแบบเคลื่อนที่
9 มันเป็นเครื่องยนต์ 1500cc ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุเหมือนรถที่มีเครื่องใหญ่ๆ แม้กำลังเครื่องยนต์เพียงแค่นี้จะไม่เหมาะกับการแบกคนเต็มรถ แต่ผมไม่รีบ เคยขับรถความจุเครื่องยนต์ 850cc มาแล้ว รอบนี้มีให้ตั้ง 1500cc น่าจะเหลือเฟือ
10 พ่อกับแม่จะได้ขึ้นลงสะดวก เพราะระดับที่นั่งไม่ต่ำเตี้ยเหมือนรถเก๋ง และไม่สูงจนต้องปีนขึ้นเหมือนรถกระบะยกสูง หรือ CRV หรือ โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์
หาข้อดีได้สิบอย่าง ก็ตัดสินใจซื้อ

ริมผาลาภิณ ร้านอาหารบรรยากาศดี

ในบ่ายวันหนึ่งซึ่งเป็นวันหยุดของคนส่วนใหญ่ หลังจากไปรับแฟนจากที่ทำงานแล้ว ก็ว่างกันทั้งคู่ เลยตั้งใจว่าจะขับรถไปกินกันไกลๆหน่อย นึกถึงพัทยาขึ้นมาก็เลยขับรถไปเลย ออกจากกรุงเทพบ่ายสามโมง ใช้เวลาประมาณ 100 นาที ก็ไปถึงพัทยา ผมเลือกใช้เส้นทางบางนาตราด ขึ้นทางด่วนยาวๆ ไปลงชลบุรี ซึ่งไม่เสียค่าทางด่วนเพราะรัฐบาลยกเว้นให้เป็นโปรโมชั่นช่วงสงกรานต์

ลงจากทางด่วนยาวๆ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนบายพาส(จำเขามา) ถนนทำดีมากแล้ว เป็นถนนสี่เลนส์ตลอดสาย ซึ่งแตกต่างไปจากสิบปีที่ผ่านมา ผมไปพัทยาบ่อย แต่ละครั้งก็ใช้เวลาต่างกันลิบลับ เคยไปได้เร็วเหมือนกันตอนถนนสองเลนส์ยังไม่ก่อสร้างอะไร เคยใช้เวลาสี่ชั่วโมงตอนที่มันก่อสร้างเยอะๆ รถบรรทุกวิ่งกันช้าๆ การเดินทางไปพัทยาในอดีตเป็นเรื่องที่กำหนดเวลายาก แต่ตอนนี้ดีแล้ว ขอให้อย่าสร้างอะไรเพิ่มเติมเลย

เดินถนนบายพาสจะวิ่งไปชนพัทยาที่บริเวณก่อนถึงนาเกลือ แล้วก็วิ่งไปสุขุมวิทเข้าพัทยา เหนือ กลาง ใต้ กว่าจะถึงพัทยาใต้ ต้องผ่านชุมชน ผ่านไฟแดงหลายจุด รถเริ่มติดเพราะนักท่องเที่ยวเยอะมาก แต่ถนนบายพาสส่วนต่อขยายเขาทำไปชนกับพัทยากลาง ทำให้ออกจากบายพาสแล้วถึงพัทยากลางทันที ลดเวลาลงไปได้เยอะ คิดดีทำดี แต่น่าจะต่อให้เลยไปถึงพัทยาใต้หรือจอมเทียนไปเลยก็จะดีกว่านี้

ร้านอาหารที่จะไปกินกันชื่อ “ริมผาลาภิณ” เป็นร้านริมทะเล อยู่บนหน้าผา มีทางเดินลงไปไปเหยียบน้ำทะเลได้ ตัวร้านแต่งได้สวยน่ารัก บรรยากาศดีมากสำหรับอาหารมื้อโรแมนติก ผมเชื่อว่าเป็นร้านที่ดูดีที่สุดในพัทยา ณ เวลานี้ (ปี 2553) ทุกคนที่ไปก็จะต้องมีกล้องถ่ายรูปติดไปด้วยทุกโต๊ะ ผมไปถึงประมาณห้าโมงเย็น แดดยังร้อนอยู่ พบว่าโต๊ะเต็มแล้วทั้งๆที่มีคนนั่งแค่สองโต๊ะ พนักงานบอกว่าเป็นโต๊ะจองทั้งหมด พนักงานเสนอให้นั่งโต๊ะไหนก่อนก็ได้ เพราะแขกจองส่วนใหญ่จะมาหลังหกโมงเย็น ผมมีเวลากินจนอิ่มแน่นอน

เลือกโต๊ะในร้านแล้วก็กินไปเรื่อยๆ รอเวลาแดดเบาลงแล้วค่อยย้ายโต๊ะไปนั่งด้านนอก ตำแหน่งริมหน้าผาจะเป็นจุดชมวิวอย่างดี กล้องถ่ายรูปตัวใหญ่ไม่ได้ติดมาเพราะว่าย้ายกระเป๋ากล้องออกจากรถไปเสียก่อนเพื่อเตรียมตัวขายรถออกไป กล้องที่มีติดตัวอยู่เลยมีแค่กล้องตัวเล็กติดเอวอยู่ กับมือถือที่ถ่ายรูปได้บ้าง

ภาพจากกล้องมือถือดีกว่าที่คิด แดดสวย วิวสวย กล้องก็เก็บภาพสวยๆกลับมาได้เหมือนกัน มือถือซัมซุงรุ่น monte มีกล้องสามล้านพิกเซล โฟกัสตายตัว คือชัดทั้งภาพ ชัดตั้งแต่ระยะ 1 เมตรไปจนถึงอินฟินิตี้ เหมาะกับการถ่ายคนคู่กับวิว แต่จะถ่ายอาหารใกล้ๆไม่ได้ภาพเบลอแน่นอน ลูกเล่นของมือถือเครื่องนี้คือมี GPS อยู่ในตัว ทำให้สามารถใส่พิกัดแนบติดไปกับภาพได้ พอเอาภาพไปเปิดดูด้วยโปรแกรม picasa ก็จะสามารถคลิกเพื่อเปิดแผนที่ได้เลยว่าภาพนี้ถ่ายมาจากที่ไหน และสามารถส่งแผนที่ให้คนอื่นเดินทางตามไปได้สบายๆ ไฮเทคจริงๆ

กินอาหารอิ่ม ถ่ายภาพเล่นๆ ดูบรรยากาศ ดูพระอาทิตย์ตก อิ่มท้อง อิ่มใจ เดินทางกลับ ออกจากพัทยาประมาณหนึ่งทุ่ม ส่งแฟนกลับบ้าน กลับถึงบ้านตัวเองประมาณสี่ทุ่ม

บางภาพใช้มือถือซัมซุง บางภาพใช้กล้องดิจิทัลตัวเล็กโกดัก

สส. พกปืนเข้าสภา สส.ประชาธิปัตย์พกปืนเข้าสภา

ตามนั้น นั่นมันอาวุธสงคราม สส.เดี๋ยวนี้นอกจากออกกฏหมายแล้ว ยังต้องหัดยิงปืนเสียด้วย ท่านผู้ทรงเกียรติแบบประชาธิปัตย์มันเป็นแบบนี้นี่เอง สมัยหน้าถ้าได้รับเลือกตั้งอีก แสดงว่าคนชุมพรเขต1 ชอบแบบนี้
ขออนุญาตใช้ภาพข่าวของมติชนนะครับ

คนอื่นเขาพยายามทำให้สนามรบเป็นสนามการค้า แต่คนจากพรรคการเมืองนี้ทำให้สนามการค้าเป็นสนามรบไปซะได้ ไม่อยากจะเชื่อเลย

ดิจิทัลปริ๊นท์ ตอนที่ 1

เครื่องพิมพ์ดิจิทัลที่ผมใช้คือ FujiXerox รุ่น 700 ซึ่งถึง ณ วันที่เขียนข้อความนี้ ผมได้ใช้งานมาสามเดือนเต็ม พอจะรู้เรื่อง รู้เทคนิค และรู้ข้อจำกัดต่างๆ มากมาย ข้อเขียนครั้งที่แล้วที่เกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ดิจิทัลเครื่องนี้เป็นอย่างไรผมก็เร่ิมลืมไปแล้ว เพราะตลอดเวลานับเดือนที่ผ่านมา มีงานยุ่งมาก งานเยอะ ทั้งงานพิมพ์ปกติ และงานพิมพ์ดิจิทัล และงานถ่ายรูปอีกหลายครั้ง

ในตอนนี้จะพูดถึงข้อดีของเครื่องพิมพ์ดิจิทัลที่ค้นพบด้วยตัวเองเสียก่อน
แล้วในตอนต่อๆไปจะเป็นเรื่องของ ข้อเสีย ข้อด้อย ข้อจำกัด เทคนิคต่างๆ

ข้อดีที่พบก็คือ
1 เครื่องพิมพ์ดิจิทัล ช่วยลดต้นทุนได้จริง แม้ว่าค่าผ่อนเครื่องจะแพงมาก แต่มันก็ลดต้นทุนงานพิมพ์ได้จริง มีงานพิมพ์หลายตัวที่ย้ายมาทำบนระบบดิจิทัล และได้งานที่รวดเร็วสวยงามไม่แตกต่างไปจากการพิมพ์อ็อพเซ็ท

ยกตัวอย่าง
งานพิมพ์นามบัตร 1000 ใบ เวลาเราจะพิมพ์นามบัตรสี่สีสักชุดหนึ่ง จะมีค่าเพลทประมาณ 1000 บาท ซึ่งเป็นเพลทขนาดเล็ก (มีเพลทขนาดใหญ่ ราคาแพงกว่านี้) โรงพิมพ์ต้องจ่ายค่าเพลท พอได้เพลทมาแล้ว ก็ต้องทำการพิมพ์ การพิมพ์ใช้ช่างพิมพ์ งานสี่สีจำนวนน้อย ใช้ช่างพิมพ์ไม่เกิน 1 วัน จะจ้างช่างมาพิมพ์งาน 1 ชั่วโมง ก็ต้องจ่ายค่าจ้าง 1 วันอยู่ดี ต้นทุนค่าแรงช่างพิมพ์ก็เลยต้องคิด 1 วัน และพอพิมพ์เสร็จ ก็ต้องรอแห้ง 1 วัน วันรุ่งขึ้นค่อยตัดไปส่ง
สรุปแล้วต้นทุนการพิมพ์นามบัตรด้วยระบบอ็อพเซ็ท จะเท่ากับ ค่าเพลท + ค่าแรงช่าง1วัน + ค่ากระดาษที่ใช้ไป แถมต้องรอเวลา ทำเพลท 1 วัน พิมพ์ 1 วัน รอแห้ง 1 วัน เท่ากับรอ 3 วัน
ถ้ามีงานสองชิ้น ก็พิมพ์งานที่สองหลังจากเสร็จงานที่ 1 ซึ่งอาจจะหมายถึงได้พิมพ์ในวันที่สองซึ่งก็พิมพ์ไปขณะที่รองานที่ 1 แห้ง สรุปแล้ว จบสองงานใช้เวลา 4 วัน

เปลี่ยนมาเป็นพิมพ์ด้วยระบบดิจิทัล
ได้อาร์ตเวิร์คมาแล้วก็เอามาสั่งพิมพ์ได้ทันที ใช้กระดาษกี่ใบก็นับไปตามจริง หลังจากสั่งพิมพ์อีกไม่กี่นาทีก็เสร็จ นามบัตร 1000 ใบเล็ก เท่ากับ จำนวนสั่งพิมพ์ประมาณ 50 ใบพิมพ์ ใช้เวลาพิมพ์ไม่เกิน 10 นาที ต้นทุนระบบนี้ก็คือ ค่าพิมพ์ 50 ใบ + ค่ากระดาษตามจริง
ต้นทุน 50 ใบพิมพ์ ราคาไม่กี่บาท ถูกกว่าค่าเพลทเยอะหลายเท่า และใช้เวลาสั้นมากเมื่อเทียบกับการพิมพ์เพลท วันหนึ่งๆสามารถทำงานประเภทนี้ได้หลายสิบชิ้น แทนที่จะต้องรอ 3 วัน

สรุปข้อดีประเด็นลดต้นทุนก็คือ มันลดต้นทุนได้จริง และลดเวลาได้อย่างมหาศาล จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 3 วันเพื่อจบงานพิมพ์จำนวนน้อยๆ 1 งาน ดิจิท้ล ทำงานเดียวกันเสร็จภายใน 10 นาที